มุ่งสู่อันดามัน ภาค 2
ตอน
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับชาวไทย ซิกข์


เมื่อปี 2545 หมู่สิงห์ ได้ตระเวนท่องเที่ยวภาคใต้ ทางด้านตะวันตกทะเลอันดามัน รวมเวลา 7 วัน และ 6 คืน แบบตระเวนทัวร์ค่ำไหนนอนนั่น เที่ยวแห่งละนิด แห่งละหน่อย ชื่นชมความงามของทะเลสีมรกตที่สวยงามมาก ตั้งใจไว้ว่า ถ้ายังมีกำลังมีแรงอยู่ จะท่องอันดามันอีกครั้งให้ได้ในชีวิต หลายแห่งยังไม่ได้ไปสัมผัสหลายแห่งไป สัมผัสแล้ว แต่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ถ้าจะให้ซึมซาบเอิบอิ่มจริงๆ ต้องใช้เวลาสักสัปดาห์ในแต่ละแห่ง ความพร้อมยังไม่มีเลย แต่หมู่สิงห์ต้องมุ่งสู่อันดามัน แตกต่างจากครั้งแรก เนื่องจากในครั้งนี้ เกิดมหันตภัยคลื่นยักษ์ถล่ม ชายฝั่ง 6 จังหวัดของไทยด้านทะเลอันดามัน หมู่สิงห์ได้แต่เกาะติดข่าวจากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโทรทัศน์ดูไปก็เสียใจไป เสียใจไปกับผู้สูญเสีย ญาติมิตร บ้านเรือน ทรัพย์สมบัติต่างๆ เสียใจกับชาวต่างชาติ จำนวนเป็นหมื่นคน ที่เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย แล้วประสบภัยพิบัติในต่างบ้าน ต่างเมือง หลายคนสูญเสียชีวิต ญาติ พี่น้อง คนอันเป็นที่รัก เสียใจกับประเทศไทย ที่สูญเสียโอกาสอย่างใหญ่หลวง ทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและต้องกลับไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่สุดของประเทศไทย มีคนเสียชีวิต 5 พันกว่าคน สูญหายอีกหลายพันคนผู้ที่ไร้ที่อยู่อีกหลายหมื่น อยากจะลงไปกู้ภัยช่วยเท่าที่กำลังจะมี แต่ติดขัดในหลายๆอย่าง จึงได้แต่ส่งกำลังทรัพย์เท่าที่ช่วยได้ สมทบทุนกับมูลนิธิการกุศลนับเป็นโอกาสดีของหมู่สิงห์ ศูนย์เมตตาธรรม มูลนิธิชาวไทยซิกข์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นพลังมวลชน กลุ่มหนึ่งซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ที่กรุงเทพฯได้จัดตั้งไว้ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว และมี ชาวไทย-ซิกข์ บางส่วน ซึ่งเป็นสมาชิกศูนย์เมตตาธรรมนี้ เป็นอาสาสมัครช่วยรบทหารพรานกองทัพภาคที่ 2 ได้รวบรวมสิ่งของเครื่องอุปโภคจำนวนหนึ่งไปซับน้ำตาผู้ประสบภัยใน 6 จังหวัดภาคใต้ นอกจากมีหน่วยงาน กอ.รมน. ไทย-ซิกข์ อชร.ทพ.ทภ.2 แล้ว ยังมีกรมทหารราบที่ 29 สนับสนุนรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ 1 คัน ตัวแทนกรมประชาสงเคราะห์ และประชาชนมีส่วนร่วมเขตธนบุรี ร่วมคณะไปด้วย ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 นายทหารกิจการพลเรือนของกรมทหารพรานที่ 26 พร้อมช่างภาพอีก 1 คน เป็นตัวแทนของทหารพรานกองทัพภาคที่ 2 สมทบกับคณะซับน้ำตาชาวใต้ เพื่อให้ภาพการช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ ให้เป็นไปด้วยความอบอุ่น มีผู้ที่ห่วงใย มาให้กำลังใจหลายหน่วยงานด้วยกัน

ในการเดินทางซับน้ำตาชาวใต้ครั้งนี้ วางแผนเดินทางไปกลับจากกรุงเทพฯ 5 วัน ตั้งแต่ วันที่ 10-14 มกราคม 2548 หมู่สิงห์ และตัวแทนหน่วยทหารพรานต้องเดินทางไปตั้งหลักที่กรุงเทพฯในคืนวันที่ 9 มกราคม 2548 นัดกับคณะไทย-ซิกข์ ขอนอนโรงแรมใกล้จุดเริ่มเดินทาง ชื่อโรงแรมบูรพา ติดศูนย์การค้าสะพานเหล็ก ใกล้ย่านการค้าพาหุรัด คงทราบดีว่า ความสับสนเส้นทางมีมากแค่ไหนได้ไปคุยกับคณะกรรมการของไทย-ซิกข์ เขาบอกว่า เครื่องอุปโภค-บริโภค ได้เตรียมจัดซื้อไว้หมดแล้ว จำนวน 1,000 ชุด มี 14 รายการด้วยกันคือ ถังน้ำ ข้าวสาร ถุงละ 5 กิโลกรัมนอาบน้ำขวด มุ้ง ผ้าห่ม ผ้าขาวม้า เสื้อนักเรียน รองเท้าแตะ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน สบู่ ผงซักฟอก น้ำปลา น้ำมันพืช จากเคยไปร่วมปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชน กับชาวไทย-ซิกข์ มาเมื่อเป็นผู้บังการกรมทหารพรานและผู้อำนวยการกองกำลังอหารพรานของกองทัพภาคที่ 2 ที่นครราชสีมา ชาวไทย-ซิกข์ มีกลักการในการช่วยเหลือที่แน่นอน คือ ของที่นำไปช่วยเหลือ ต้องถึงมือชาวบ้านด้วยตัวของเขาเอง เมื่อไปถึงพื้นที่ จะนำถังน้ำไปวางเรียงตามจำนวนยอดที่จัดเตรียมไว้และนำสิ่งของ เครื่องใช้ เครื่องอุปโภค บริโภค ที่จะแจกจ่ายนำไปใส่ลงในถังน้ำ คณะไทย-ซิกข์ ที่ไป ก็จะมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ แยกสิ่งของลงถัง ได้เหงื่อได้อิ่มเอิบความสุขทุกคน รวมไปถึงผู้ที่ไม่สามารถเดินทางไปร่วมได้ก็มีความสุขจากการได้ บริจาคสิ่งของคนละเล็ก คนละน้อยตามกำลัง ซึ่งมีการบันทึกภาพไปให้ผู้ที่ไม่ได้ร่วมเดินทางไปร่วมได้ให้ชมด้วย หลายคนอาจถามว่าทำไมไปลงไปซื้อในพื้นที่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย เช่นเดียวกับที่หมู่สิงห์สงสัย เมื่อเริ่มเดินทาง และลงไปทำกิจกรรมแล้ว ทำให้ทราบว่า คงเป็นไปไม่ได้ เวลาก็จำกัด และไม่ทราบว่าจะไปซื้อแห่งไหน ที่ได้ ปริมาณมาก ของที่กล่าวมาแล้ว ต้องใช้รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ถึง 2 คัน วิ่งตามลงไปด้วย

ตื่นเช้าแล้ว 10 มกราคม 2548 เริ่มเดินทาง นั่งรถแท็กซี่ ไปที่จุดนัดหมายที่คนส่วนใหญ่รออยู่ที่นั่น คือ สี่แยกบ้านแขก ฝั่งธนบุรี ลงสะพานพุทธฝั่งธนบุรี จะเจอสี่แยก บ้านแขก ก่อนถึงวงเวียนใหญ่ เลี้ยวซ้ายไปอีก 500 เมตร เป็นชุมชนของชาวอินเดีย หมู่สิงห์ได้ความรู้มาอีกว่า เดิมชาวอินเดียนั้นได้เข้ามาในประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 มีชาวอินเดีย 3 คน นำม้าพันธ์ดีเข้ามาขายในกรุงเทพฯ มีประชาชนมุงดูจำนวนมาก เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จผ่านได้แวะเข้ามาชมม้าพันธ์ดีด้วย ชาวอินเดียได้ถวายม้าให้พระเจ้าแผ่นดิน 3 ตัว พระเจ้าแผ่นดิน (ร.5) ได้มอบช้างให้ชาวอินเดีย 1 เชือกตอบแทน ชาวอินเดียก็นำช้างกลับประเทศ และต่อมามีชาวอินเดีย เข้ามาติดต่อค้าขายมากขึ้น โดยอยู่บริเวณย่านพาหุรัด เมื่อมีคนอยู่หนาแน่นขึ้น ก็ขยายบ้านเรือนมาพักอาศัยอยู่บริเวณสี่แยกบ้านแขก ฝั่งตะวันออกจะเป็นชาวอินเดีย (ฮินดู,ซิกข์) ฝั่งตะวันตกจะเป็นแขกอิสลาม หมู่สิงห์จึงมีความเข้าใจ สี่แยกบ้านแขกที่มีที่มาที่ไปของชื่อเหมือนกัน ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาแบบเลื่อนลอย ชาวอินเดียเข้ามาอยู่เมืองไทย ถึง Generation ที่ 5 แล้ว ตั้งแต่ Generation ที่ 3 เป็นต้นมา ส่วนใหญ่เกิดที่เมืองไทย หมู่สิงห์ถามว่าทำไมชาวอินเดีย จึงชอบขายผ้า เขาตอบว่า เขามีความรู้เรื่องผ้าดีมาก
รถโดยสารเป็นรถทัวร์ปรับอากาศแบบสองชั้น ชั้นล่างใส่สิ่งของบริจาค และกระเป๋าของผู้ร่วมเดินทาง มีไทย-ซิกข์ 16 คน ไทย-ไทย 16 คน รวม 32 คน ประตูห้องน้ำเปิดไม่ได้ สิ่งของขวางทาง รถต้องแวะที่ปั๊มน้ำมันบ่อยๆ ผู้ร่วมเดินทางส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป หมู่สิงห์นั่งฟังเพลงอินเดีย ดูหนังอินเดีย เพลินไปตลอดทางแวะกินอาหารเช้าแล้ว เสบียงที่เตรียมไว้ถูกขนลงไป มีชาร้อนแบบอินเดีย โรตี ถั่วต้ม ขนมอินเดียเพื่อกินกับชาร้อน หมู่สิงห์ เลือกโรตีมา 2 แผ่น คิดว่าเหมือนโรตีที่ทำขายอยู่แถวบ้านใส่นมข้นใส่น้ำตาล ไม่ใช่แบบนั้น เป็นโรตีจืดๆ ทำจากแป้งข้าวสาลี ต้องมีกับข้าว เช่น มัสมั่นไก่ มัสมั่นแพะ ถั่วต้มเค็มๆ ผักดองเปรี้ยวๆ เป็นต้น หมู่สิงห์ทดลองจิ้มกับถั่วคล้ายถั่วเขียวต้มเค็ม เนื่องจากยังไม่เคยชินลองได้คำเดียว ก็กินโรตีเปล่าๆ กับชาร้อน ตึงท้องพอดี

ชาวไทย-ซิกข์ เป็นผู้เคร่งศาสนามาก ในการเดินทางครั้งนี้นำผู้ปฏิบัติธรรมไปด้วย 3 คน ผู้ปฏิบัติธรรมต่างจากพระ พระเป็นผู้ทำพิธี ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นผู้สวด ผู้ปฏิบัติธรรมแต่งชุดขาว กางเกงขายาวลีบๆ และเสื้อคลุมถึงเท้า พระแต่งตัวคล้ายกันแต่เสื้อคลุมเป็นผ้าสี ชาวไทย-ซิกข์ จะไม่ตัดผม และโกน หนวด-เครา ตลอดชีวิตพระเจ้าบอกว่าเป็นของสูง ชาวไทย-ซิกข์ จึงต้องโพกผ้าไว้ที่ศีรษะตลอดเวลา(ลืมถามเวลานอนโพกผ้าหรือเปล่า) ถ้าเป็นเด็กๆ หรือหนุ่มๆ จะมีผ้าเล็กๆ คลุมไว้แบบลำลอง นอกจากไปงานพิธีต้องโพกผืนใหญ่ ส่วนผู้สูงอายุต้องโพกผืนใหญ่จึงจะดูเหมาะสม นี่เฉพาะชาย ส่วนหญิงนั้นไม่ได้หาข้อมูล เห็นปล่อยผมธรรมดานอกจากเวลาเข้าวัดเท่านั้นต้องคลุมผม ชาวไทย-ซิกข์ ต้องมีสิ่งของ 5 อย่างติดตัว ตลอดเวลาคือ ผ้าโพกผม กำไลข้อมือ หวีไม้เสียบไว้ในผม กางเกงในสไตล์อินเดีย(ไม่จำกัดสี) และกฤช พระศาสดาของซิกข์มี 10 พระองค์แล้ว ไม่มีองค์ที่ 11 เพราะไม่มีใครเป็นผู้ที่เหมาะสมจึงเหลือแต่พระคัมภีร์เท่านั้น ไว้เป็นคำสอนผู้ถือศาสนา ศาสนาซิกข์จะมีวัดไว้ประกอบพิธีทางศาสนา ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 10 แห่งในจังหวัดใหญ่ๆ อาทิ กรุงเทพฯ นครราชสีมา ขอนแก่น ภูเก็ต เป็นต้น เมื่อบุคคลใดเข้าวัดซิกข์ ไม่ว่าศาสนาใดต้องปฏิบัติอยู่ 3 อย่างที่สำคัญ คือ มีผ้าโพกผม ไม่หันหลังให้พระคัมภีร์ และห้ามนั่งสุวรรณบัลลังก์ ซึ่งสุวรรณบัลลังก์นี้เป็นที่วางพระคัมภีร์ ส่วนใหญ่สุวรรณบัลลังก์จะมีพระนั่งอยู่หลังพระคัมภีร์ โบกแส้ หรืออาจเปลี่ยนเป็นผู้อาวุโส ที่ชาวซิกข์ เคารพนับถือเปลี่ยนนั่งแทนพระได้ ผู้สวดมนต์ คือ ผู้ปฏิบัติธรรมมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อินเดีย 1 ชุดมี 3 คน 2 คนแรก จะมีหีบเพลงคนละเครื่อง คนที่ 3 จะมีกลองในเล็กๆ อยู่ 2 ใบ ใบแรกคล้ายๆ บาตรพระ ใบที่ 2 เล็กกว่าคล้ายๆ ครกทรงกลม วัดไทย-ซิกข์ ในเมืองไทย จะไปเชื้อเชิญผู้ปฏิบัติธรรมมาจากประเทศอินเดีย ไปประจำตามวัดต่างๆ คราวละประมาณ 6 เดือน โดยสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา สถาบันศาสนาซิกข์แห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย รายได้ของวัดมาจากชาวซิกข์ หรือผู้ที่มาทำบุญซึ่งจะทำพิธีสวดมนต์ทุกวัน เวลา 1000-1200 และเวลาเย็น 1800 วัดมีผู้บริหารคือพระ ชาวไทย-ซิกข์ เมื่อจะทำพิธีทางศาสนา เช่นเสียชีวิต หากไม่มีวัดซิกข์ สามารถเข้าวัดพุทธได้ ชาวซิกข์ยังได้นำภาพพระพุทธเจ้าศาสดาของศาสนาพุทธ มาให้หมู่สิงห์ชม เขาบอกว่า พระพุทธเจ้าไว้ผมแบบซิกข์ (อาจเกรงใจจึงไม่ได้บอกว่า เป็นชาวซิกข์)
มัวแต่โอ้เอ้วิหารราย เกือบบ่ายโมง ถึงประจวบคีรีขันธ์ ยังไม่ได้ถึงครึ่งทางเลยหาร้านอาหารรับประทานยาก เพราะคนจำนวนมาก หมู่สิงห์เลยแนะนำให้ไปที่อ่าวมะนาวเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีร้านอาหารหลายร้าน รับมือกับคนจำนวนมากได้ มื้อค่ำที่สุราษฎร์ธานี ที่ปั๊มน้ำมัน ข้าวแกง อาหารจานเดียว เหมาะสมดี ใครชอบอะไรก็สั่ง ส่วนใหญ่เห็นไข่เค็มทอดเป็นไข่ดาว แนบมาด้วยทุกจาน ถึงภูเก็ต เวลา 2300 นาฬิกา พักโรงแรมย่านกลางเมือง คือ โรงแรมถาวร เป็นโรงแรมเก่าแก่ของเมืองภูเก็ต เห็นมีป้ายชื่ออดีตนายกรัฐมนตรีไทย ที่เคยมาพักโรงแรมนี้ 10 กว่าคน ในโรงแรมยังมีนิทรรศการของเก่าในโรงแรมถาวรของใช้ส่วนตัวของตระกูลถาวรว่องวงค์ เช่นเสื้อผ้า คู่บ่าวสาวในพิธีมงคลสมรสตาม ประเพณีจีนฮกเกี้ยน ธนบัตร เหรียญเก่า กิจการโรงภาพยนตร์ เครื่องฉายหนังเก่า กิจการเหมืองแร่ ตู้เซฟขนาดใหญ่ ภาพอดีตของภูเก็ต ภาพคนเด่นคนดังที่เคยมาพักโรงแรม

เช้า 11 มกราคม 2548 นัดคณะเริ่มกิจกรรมเวลา 0700 นาฬิกา หมู่สิงห์ถึงแม้จะนอนดึก และเพลียจากการเดินทาง 2 วันแล้ว ตื่นออกมาจากห้องพัก 0530 ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ที่มีสำรวจภูเก็ตยามเช้า แต่งชุดกีฬา วิ่งผ่านวงเวียนน้ำพุ ผ่านตลาดสดผู้คนซื้อขายของคับคั่งมาก รถจอดซ้อน ถนนแคบ ติดค้างไว้ก่อนขากลับ จะแวะชมวิถีชีวิตชาวบ้าน สำรวจแผนที่แล้ว สวนหลวง ร.9 อยู่ห่างจากตลาดน้ำพุนี้ประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ วิ่งเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจ้าฟ้า พบผู้คนมาออกกำลังกาย ร่วมร้อยคน มีเต้นแอโรบิคด้วย วิ่งรอบสวนหลวง ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ ดูนาฬิกาแล้วเหลือจำกัดมากต้องรีบวิ่งกลับโรงแรมที่พักมาแต่งตัว จึงพลาดการเข้าศึกษาตลาดน้ำพุไป
ออกเดินทางไปวัด ชื่อวัดคุรุดวาราสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา(วัดซิกข์) ตั้งอยู่ในเมืองภูเก็ต ทั้งชาวไทย-ซิกข์ และคณะขึ้นไปบนชั้น 3 ทำพิธีทางศาสนา เป็นวัดใหญ่ สวยงามและสะอาด น่าเลื่อมใส ข้างๆวัดซิกข์ ยังมีวัดศาสนาฮินดูด้วย กฎข้อหนึ่งคือต้องมีผ้าโพกผม ซึ่งชั้นล่างจะมีผ้าโพกผมสีเหลืองวางไว้ให้ หมู่สิงห์ใช้หมวกเบเร่ต์ดำ ซึ่งประกอบชุดเครื่องแบบอนุโลมได้ เช่นกัน ได้เข้าไปไหว้พระคัมภีร์ และถ่ายภาพร่วมกับพระบนสุวรรณบัลลังก์ ซึ่งชาวไทยซิกข์น้อยคนนักที่จะได้ขึ้นไปนั่ง และมานั่งฟังผู้ปฏิบัติธรรมสวดอีกประมาณเกือบ หนึ่งชั่วโมง ชาวซิกข์บอกว่า ในงานบุญใหญ่ ประมาณตรงกับวันลอยกระทงของไทย จะมีพิธีสวดใหญ่ ในพระคัมภีร์ทั้งเล่มใช้เวลาสวดทั้งสิ้น 48 ชั่วโมง ไม่มีการหยุดพัก ใครง่วงกลับบ้านไปก่อน ผู้ปฏิบัติธรรม 2 ชั่วโมงเปลี่ยน 1 ชุด หมู่สิงห์ นั่งฟังสวดไปด้วย สังเกตดูใครปวดเข่าจะนั่งเก้าอี้ฟังสวดก็ได้ นั่งกึ่งๆ เหยียดขาก็ได้ ไม่มีกติกาการนั่งฟังสวด คงต้องการแต่ให้นั่งฟังและสุภาพนั้น ผู้มาฟังสวดหรือเข้าวัดนำเงินไปใส่กล่องบริจาคบำรุงวัด หน้าพระคัมภีร์ มีบางคนก็นำเงินมาวางไว้ที่หน้าผู้ปฏิบัติธรรม ส่วนนี้คิดว่ามาทำบุญให้กับผู้ปฏิบัติธรรมเป็นรายได้พิเศษจากองค์การที่ให้ ผู้ปฏิบัติธรรมมีภรรยาได้ ครอบครัวอยู่ที่อินเดีย 6 เดือนได้กลับบ้านครั้งหนึ่ง และเตรียมไปสวดมนต์ตามวัดที่ประเทศต่างๆ ที่มีชาวซิกข์อาศัยอยู่หลังสวดมนต์เสร็จพระจะมาเทศนาสรุปอีกครั้ง (แปลไม่ได้ ทั้งหมดรวมทั้งบทสวด) หลังจากนั้น พระจะนำขนมเรียกว่า ปาชาด มาแจกผู้รับฟังธรรม หมู่สิงห์นึกไปถึงข้าวมธุปายาด หรือเปล่าชื่อคล้ายๆ กัน เป็นแป้งสีน้ำตาลคล้ายทุเรียนกวน แต่ไม่หวานเท่า จากนั้นลงมารับประทานอาหาร ที่วัดจะจ้างแม่บ้านไว้สำหรับทำความสะอาดวัด และทำอาหารให้กับผู้เข้าวัด กินฟรี คณะที่มาทั้งหมด 30-40 คน ก็กินฟรี หรือมีใครไปจ่ายเงินทำบุญให้วัด ก็ไม่ทราบ ไม่อยากจะไปซอกแซกถาม ยุ่งในรายละเอียดมากเกินไป วันนี้เป็นโรตีจืดๆ เช่นเคย ดีว่ามีข้าวเปล่า ตักราดแกงอินเดีย ก็พอไปได้ อัดโรตีตามลงไปอีก 2 แผ่น พร้อมชาแขก เต็มท้องพอดี สังเกตเห็นผู้ปฏิบัติธรรมอร่อยกับโรตีจิ้มถั่วต้มเค็มๆ มาก เอาโรตีจิ้ม ถั่วต้มที่เหลือยกซดเสียเลย แสดงว่าอร่อยมาก จุดแรกที่จะไปแจกของบรรเทาทุกข์วันแรก คือ บ้านในไร่ อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เป็นหมู่บ้านชาวประมง อยู่ริมหาดคลื่นยักษ์พัดบ้านพังไปจำนวนมาก มีประชากร 107 หลังคาเรือน ทางการต้องอพยพขึ้นมา จากที่ตั้งบ้านเดิมประมาณ 500 เมตร เป็นเนินหน้าหมู่บ้านมีกระโจมแบบชาวอาหรับกางไว้ ประมาณ 40 หลัง มีโรงครัวรวม ที่อาบน้ำ และห้องสุขา มีอยู่ 2 จุด ตั้งอยู่ห่างจากที่พักออกไป ด้านข้างมีการเกรดไถที่เพื่อเตรียมสร้างบ้านชั่วคราว ถามชาวบ้านว่าทำไมมี 40 กระโจม เขาให้ข้อมูลว่า บางคนก็ไปพักอยู่กับญาติ ส่วนคนที่บ้านพังไม่มาก ก็กลับเข้าไปอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมหมู่สิงห์ตั้งใจ จะเดินไปดูพื้นที่ บ้านที่คลื่นซัด แต่เดินไปไม่ถึง ได้แวะคุยกับแม่ค้า นอนอยู่ในเพิงเล็กๆ ขายแตงโม พร้อมกับลูกน้อยตัวเล็กๆ มากอีกคนหนึ่ง แม่ค้าบอกว่าบ้านอยู่ริมคลองน้ำขึ้นแต่บ้านไม่พัง คืนนั้นยังปวดท้องคลอดลูกอีก ลูกคลอดเช้าวันที่ 27 ธันวาคม 2547 เวลา 0755 นาฬิกา ต้องไปแย่งเตียง แย่งหมอ กับผู้ประสบภัยที่โรงพยาบาล ตะกั่วป่า ฟังดูแล้วน่าเห็นใจจริงๆ ถามว่าตั้งลูกสาวชื่ออะไร เขาบอกว่าชื่อ มุสิรา ไม่เกี่ยวกับคลื่นยักษ์แต่อย่างไร กลับมาที่จุดอพยพชาวบ้าน เห็นมีหน่วยสาธารณสุขเคลื่อนที่เจ้าหน้าที่จัดจากโรงพยาบาล ห้วยยอด จังหวัดตรัง มีกองเสื้อผ้าเก่า เป็นภูเขาย่อมๆ ชาวบ้านเลือกใส่ คนละชุด-2ชุด ที่เหลือกองทิ้งไว้ วันนี้แจกของไป 178 ชุด น่ายกย่องชาวไทย-ซิกข์ อย่างหนึ่งก็คือ ทุกครั้งที่ทำกิจกรรม การกุศลจะทำพิธีเชิดชูสถาบันสำคัญทั้ง 3 อย่างทุกครั้ง คือ ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ เช้าเข้าวัดทำพิธีสวดไปแล้ว ก่อนที่จะแจกของชาวบ้าน มีการนำชาวบ้านร้องเพลงชาติไทย พร้อมกัน ต่อด้วยสดุดีมหาราชา (2 เที่ยว) และเพลงรักกันไว้เถิดโดยเฉพาะเนื้อร้องที่ว่า จะเกิดภาคไหนๆ ก็ไทยด้วยกัน ฟังดูแล้วซึ้งมาก เมื่อแจกของชาวบ้านเสร็จ ก็ร่วมกันร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี คณะแยกย้ายไปทำภารกิจต่อไป จุดหมายต่อไปคือ บ้านบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา บ้านบางม่วงเป็นหมู่บ้านหนึ่งในพื้นที่เขาหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย บ้านบางเนียง บ้านคึกคัก บ้านน้ำเค็ม บ้านสาบเปิง จากบ้านบางเนียง ต่อบ้านคึกคักเป็นบริเวณหาดเขาหลัก ถนนหลวงอยู่ห่างจากหาดประมาณ 1 กิโลเมตร สิ่งก่อสร้าง โรงแรม ร้านค้า บ้านเรือน เลียบถนนระยะทางประมาณ 2-3 กิโลเมตร เรียกว่าเป็นเมืองหนึ่งเลย ที่เราเคยได้ยินว่า ราบเป็นหน้ากลอง คลื่นยักษ์เที่ยวนี้พัดพังราบเกือบทั้งหมดแทบไม่เหลืออาคารที่ต้านแรงของคลื่นได้เลย เรือตำรวจน้ำถูกคลื่นยักษ์ ซัดข้ามถนนไปอีก ประมาณ 500 เมตร รวมระยะทางคลื่นยักษ์ซัดเรือเกยฝั่งเกือบ 2 กิโลเมตร ข้างๆ เรือตำรวจน้ำที่เกยตื้นอยู่ มีเหมืองแร่เก่าเป็นหลุมลึกและกว้างมาก ทางการกำลังระดม สูบน้ำออกเพื่อค้นหาผู้ที่เสียชีวิตซึ่งอาจถูกฝังจมอยู่พร้อมกับสิ่งสลักหักพัง เศษซากรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์กองอยู่จำนวนมาก รถยนต์บางคันเหลืออยู่ก้อนเดียว บ้านชาวประมงริมทะเลที่กล่าวแล้วจึงเสียหายหนัก และสูญเสียชีวิตจำนวนมาก เมื่อไปถึงบ้าน บางม่วง สถานการณ์วุ่นวายมาก มีทั้งผู้อพยพ เจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ส่วนก่อสร้างซึ่งเป็นทหารสังกัดกองทัพบก กำลังไถที่เตรียมพื้นที่ก่อสร้างอาคารชั่วคราว แบกขนอุปกรณ์ก่อสร้างและสิ่งของบริจาค เต็มเต๊นท์ของเจ้าหน้าที่ คิดว่าคงทะยอยบริจาคเป็นวันฝ่ายคณะของพวกเรา โดยการตัดสินใจของ ไทย-ซิกข์ เห็นว่าน่าจะจัดระเบียบยากเพราะวุ่นวายมาก จึงได้ถอยคาราวานกลับ มีคนแนะนำไห้ไปบ้านน้ำเค็ม เมื่อไปถึง เจอสภาพวุ่นวาย เช่นกัน กับบ้านปางม่วง ของบริจาคยังเต็มเต๊นท์อยู่ คณะต้องถอยเช่นกัน ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ กองเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว มีมากเหลือเกิน เกินความต้องการของชาวบ้าน มีกองอยู่ทุกหมู่บ้านที่ไปพบ คณะเดินทางกลับที่พักภูเก็ต เตรียมแผนแจกของถึงมือชาวบ้านใหม่ในวันรุ่งขึ้น แจ้งเจ้าหน้าที่ของคณะที่เดินทางไปขนของจากวัดที่จังหวัดภูเก็ต ให้ซื้อข้าวกล่องมาด้วย คณะทั้งหมดได้กินข้าวเที่ยงเมื่อเวลา 1730 เพราะในพื้นที่หาซื้ออะไรไม่ได้เลยกลับถึงภูเก็ต เกือบ 3 ทุ่ม หมู่สิงห์ ต้องนำคณะไทย-ไทย ไปกินข้าวต้มรอบดึก ค่อยมีกำลังขึ้นมาหน่อย

เช้า 12 มกราคม 2548 คณะนัดพร้อมเวลา 0630 นาฬิกา เร็วกว่าเดิมอีกบอกว่าจะไปสำรวจภูมิประเทศหาดป่าตอง มีญาติไทย-ซิกข์ ทำมาหากินอยู่ที่นั่น หมู่สิงห์ต้องตื่นแต่เช้า 0500 ออกจากโรงแรม เพื่อวิ่งสำรวจภูมิประเทศที่สวนสุขภาพเขารัง วิ่งขึ้นเขาอีก 1 กิโลเมตรเศษ บนยอดเขารังนั้นเป็นสวนสุขภาพ มีชาวภูเก็ตนิยม ไปออกกำลัง เช้าและเย็น นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิว ชมทัศนียภาพเมืองภูเก็ตด้วย เนื่องจากหมู่สิงห์วิ่งขึ้นไปยังมืดอยู่ จึงมองไม่เห็นสิ่งสวยงามใดๆ ได้แต่ชื่นชมว่าเป็นแหล่งออกกำลังกายที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนที่ดีแห่งหนึ่ง ขาวิ่งกลับวิ่งผ่านย่านเมืองเก่า ดูอาคารบ้านเรือนที่สร่างไว้ สไตล์ ซิโน-โปรตุกิส (โปรตุเกสผสมจีน) ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง ที่คนมาท่องเที่ยวที่ภูเก็ต ได้จัดรายการไว้ ต้องมาชมเมืองเก่า
เดินทางไปหาดป่าตอง นึกถึงโลมาน้อย คู่ เป็นสัญลักษณ์ของหาดป่าตองที่มาเห็นเมื่อ 3 ปีก่อน โลมาน้อยคู่นั้นถูกน้ำพัดหายไปแล้ว อาคารบ้านเรือน ร้านค้าโรงแรมที่อยู่ริมหาด ลึกเข้าไปประมาณ 100-200 เมตร ถูกน้ำที่พัดสูงประมาณ 2 เมตรทำลายเสียหายหมด คณะส่วนใหญ่เดินดูความเสียหาย บางคนไปเยี่ยมญาติ หมู่สิงห์ยืนคุยกับ รปภ.ของโรงแรม เป็นชาวจังหวัดร้อยเอ็ด มาทำงาน รปภ.ของโรงแรม ที่หาดป่าตองมา 6 ปีแล้ว วันเกิดเหตุยืนอยู่ริมถนนหน้าหาด แจกบัตรจอดรถยนต์ที่เข้าไปจอดในโรงแรม ซึ่งห่างไปประมาณ 200 เมตร มองเห็นน้ำทะเลลดลงไปจากริมหาดปกติ เกือบ 2 กิโลเมตร เรือที่จอดอยู่ริมหาด ค้างเติ่งอยู่ทั้งหมด สักครู่เห็นคลื่นลูกแรกซัดมา เป็นกำแพงมหึมา ฟองแตกขาวมาแต่ไกล เจ้าตัววิ่งเข้าโรงแรม ตามด้วยลูกที่สองซึ่งถือว่าเป็นหมัดแย๊บ คลื่นลูกที่สาม และคลื่นลูกที่สี่ เป็นหมัดตรงหนักมากทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวง โรงแรมที่อยู่ด้านใน ชั้น 1 Lobby ซึ่งอยู่บนเนินน้ำพัดเข้าไป พังเสียหายทั้งหมด รถตู้ของแขกที่มาพักโรงแรม จอดแบบทางขวางคือ ขนานกับถนนเลียบหาด คลื่นซัดไปกองรวมกันอยู่หน้าโรงแรม เมื่อคลื่นไหลกลับรถคันไหนที่ไม่อยู่ในกองรวม ไหลตามน้ำลงทะเลลงไปด้วย ถามความคึกคักของหาดป่าตอง เขาบอกว่า กลางคืนคึกคักมาก ในย่านนี้ มีผู้หญิงจากอีสานจากเหนือมาต้อนรับนักท่องเที่ยว ผู้หญิงภาคอื่น สู้อีสานและชาวเหนือไม่ได้ บางคนก็อยู่กินกันไปเมืองนอกก็มี บางทีชาวต่างชาติก็ส่งเงินมาให้ใช้และมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว ผู้หญิงอยู่ทางนี้ก็หากินไปตามปกติ เพราะเขาบอกว่ามาหาเงิน บอกว่าคนไทย อย่างเราเขาไม่สนหรอก บางทีก็เลี้ยงไว้ประดับบารมี ฟังไว้เป็นความรู้

ออกจากหาดป่าตอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหาดงามยาวเหยียด สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับประเทศไทย ให้ขจรขจายไปทั่วโลก เหลือไว้แต่ความเงียบเหงาในยามเช้า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทอดน่องที่ชายหาด 2 คน อีก 2 คน นั่งมอเตอร์ไซค์ แบบ Racing มาถ่ายภาพความเสียหาย รปภ.บอกว่าในวันที่ 15 มกราคม 2548 จะมี Tour ชาวต่างชาติมาลงแล้ว หนึ่งคณะแม้ร้านค้าที่ชายหาดจะเสียหาย แต่โรงแรมที่อยู่ลึกเข้าไปยังเปิดบริการได้ และบริเวณหาดได้เคลียร์พื้นที่สะอาด เรียบร้อย คงไม่เกิน 6 เดือน ทุกสิ่งทุกอย่างคงกลับมาอีก ยกเว้นที่เกาะ พี พี และ เขาหลักเท่านั้น ซึ่งเสียหายมาก เมื่อกลับมาถึงวัดไปฟังสวดทำพิธีทางศาสนา จังหวะสวดเร้าใจ น่าฟัง เพราะนอกจากเสียงสวดแล้ว ยังมีเสียงหีบเพลง อีก 2 เครื่อง ประกอบ เสียงกลองแขกสองใน ตีสลับประสานเข้าทำนองดีมาก และผู้สวดที่ทำหน้าที่ตีกลอง ยักคอ ยักไหล่ เข้าทำนองอีก เมื่อทำพิธีทางศาสนาแล้ว ลงมารับประทานเช้าที่บริเวณชั้นล่างของวัด ผ่านชั้นที่ 2 ที่เป็นที่พักของพระ และผู้ปฏิบัติธรรม ห้ามใครเข้าไปยุ่ง ชั้น 1 เป็นพื้นที่บริการ ด้านหลังมีห้องน้ำ ห้องครัวที่ปรุงอาหารสะอาดสะอ้านดีมาก วันนี้ มีไทย-ซิกข์ หญิง Genertal ที่ 3 เป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี แต่งงานแล้วสามีมาเปิดกิจการร้าน Tailor ที่กรุงเทพฯ คงเห็นพวกเรากินอะไรไม่ค่อยได้จึงสั่ง ทำอาหารพิเศษ เป็นผัดไทย เส้นใหญ่ อาหารทุกอย่างในวัดเป็นอาหารเจทั้งหมด ได้ผัดไทยใส่พริกป่นลงไป พร้อมบีบมะนาว โรตี 2 ชิ้นและโยเกิร์ตอีก 1 หลุม (ภาชนะที่ใส่เป็นถาดหลุม) อิ่มไปอีกมื้อหนึ่ง วันนี้เป็นวันที่พิเศษอีกวันหนึ่ง มีไทย-ซิกข์ จากสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา เดินทางมาจากกรุงเทพฯมาร่วมคณะด้วย 10 คน และ อเมริกัน-ซิกข์ อีก 4 คน เป็นแพทย์สองสามี-ภรรยา โดยเฉพาะแพทย์หญิง รูปร่างหน้าตาเป็นนางเอกหนังอินเดียได้สบายมาก เภสัชกรหญิง 1 คน และวิศวกรโทรคมนาคมหญิงอีก 1 คน ทั้ง 4 คนได้ดูภาพข่าวแล้ว อยากเดินทางเข้ามาช่วยเหลือ ผู้ประสบเคราะห์กรรมที่ประเทศไทย โดยติดต่อเพื่อนซึ่งเป็น-ซิกข์ อยู่ที่ภูเก็ต คณะเราจึงมีชาวซิกข์เพิ่มขึ้นอีก 16 คน (รวมไทย-ซิกข์ที่ภูเก็ตอีก 2 คน) เนื่องจากรอคณะทั้งหมดซึ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯ หมู่สิงห์เดินดูรูปภาพที่ติดอยู่ที่วัด เป็นภาพการทารุณกรรมของผู้นำหรือผู้ปกครอง ซึ่งนับถือศาสนาหนึ่งที่ชอบมีเรื่องอยู่ในปัจจุบันนี้ นำผู้ที่หันไปนับถือศาสนาซิกข์ไปทรมาน ติดนิ้วบ้าง เอาเลื่อยผ่าครึ่งตัวบ้าง ต้มน้ำร้อน ไฟเผา สารพัดที่จะทำ ด้วยอานุภาพของพระเจ้า และความศรัทธาของชาวซิกข์ จึงทำให้ศาสนาซิกข์มีมาจนถึงปัจจุบัน หมู่สิงห์ยังได้ถามถึงประวัติของประเทศอินเดีย ชาวไทย-ซิกข์ เล่าว่า เมื่อก่อนอินเดียเป็นประเทศเดียวไม่มีปากีสถาน และบังคลาเทศ เมื่อมหาตมะคานธี เรียกร้องอิสรภาพให้กับอินเดีย อังกฤษซึ่งเป็นผู้ปกครอง ได้วางยาอินเดียไว้โดยแบ่งประเทศอินเดีย ออกเป็น 3 พื้นที่ ทางด้านตะวันตกผู้นับถือศาสนาอิสลามแยกเป็นประเทศปากีสถาน(ตะวันตก) ตรงกลางเป็นประเทศอินเดีย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู และมีซิกข์อยู่ส่วนหนึ่งประมาณ 20 ล้านคน อยู่ที่รัฐปันจาบ ด้านตะวันออก นับถือศาสนาอิสลามเป็นประเทศปากีสถานตะวันออก ทำให้อินเดียมีภัยคุกคามอยู่ 3 ด้าน คือ ตะวันตก และตะวันออกเป็นประเทศปากีสถาน ด้านเหนือเป็นประเทศจีน อินเดียเลยมียุทธศาสตร์กำจัดศัตรูให้น้อยง นำกำลังเข้าตีปากีสถานตะวันออก เมื่อยึดได้แล้วสถาปนาเป็นประเทศ บังคลาเทศ ซึ่งด้านตะวันออกภัยคุกคามหายไป บังคลาเทศไม่เคยมาสร้างปัญหาให้กับอินเดียอีกเลย คงเหลือแต่จีน กับปากีสถานและยังมีอยู่แคว้นหนึ่ง คือ แคชเมียร์ของอินเดีย ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและอยู่ติดกับประเทศปากีสถาน ทำให้มีเหตุการณ์เกิดภัยคุกคามเหมือน 3 จังหวัดภาคใต้ของไทยในปัจจุบัน ชาวไทย-ซิกข์ ยังบอกอีกว่า นายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดียปัจจุบันเป็นชาวซิกข์ สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ของอินเดียที่ตกต่ำให้กระเตื้องขึ้นได้ เช่นเดียวกับนายกทักษิณของไทยเรา คุยเพลินๆ คณะกรุงเทพฯมาถึงแล้ว รวมทั้ง อเมริกัน-ซิกข์ มาถึงรับประทานอาหารฟรีเสียก่อน บางคนที่พึ่งเคยมาก็ขึ้นไปชมวัด และไหว้คัมภีร์ บนชั้น 3 พร้อมแล้วออกเดินทาง

นัดชาวบ้านตำบลกมลา ไว้ที่โรงเรียนบ้านกมลา หน้าหาดกมลาที่ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต เวลา 1300 นาฬิกา คณะไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อยเพื่อเตรียมการจัดของไว้แจกชาวบ้าน จำนวนตามที่ตกลงไว้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ประสานงานล่วงหน้า การไปช่วยเหลือชาวใต้ครั้งนี้ กองมวลชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ประสานกับ ชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนเป็นผู้ประสานหาพื้นที่เป้าหมายให้ หมู่สิงห์ลงจากรถโดยสารบนถนนเลียบหาดหน้าโรงเรียน ผิวถนนซึ่งยาวประมาณ 300 เมตร ให้ท่านนึกถึงขนมชั้น ผิวถนนเป็นชั้นบนสุด ความแรงของคลื่น ซัดผิวถนนเคลื่อนที่ไปประมาณ 50 ซม. ตลอดทั้งสาย เกือบปิดท่อระบายน้ำ อาคารเรียนซึ่งตั้งขนานกับถนนเลียบหาดห่างจากถนนประมาณเกือบ 100 เมตร ฝาผนังโบกปูนชั้นล่างคลื่นซัดพังหมด รวมทั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตำบลกมลา หายไปทั้งหลัง บนความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีที่วันเกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์ ไม่มีนักเรียน และเด็กเล็กไม่เช่นนั้นต้องสูญเสียเด็กๆ อีกเยอะ เมื่อถึงพื้นที่คณะหมอแยกไปที่อนามัยที่เปิดรับตรวจรักษาคนป่วยคณะทำการจัดแจกของให้กับ ชาวบ้านที่ประสบภัย โดยการสำรวจความถูกต้อง จากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นดำเนินกรรมวิธีเช่นเดิมคือ ร้องเพลงชาติ สดุดีมหาราชา รักกันไว้เถิด เสร็จแล้วก็แจกของตามบัตรที่เจ้าหน้าที่มอบให้ไว้ เพื่อป้องกันการสับสน และของไม่พอเพียงชมรมประชาชนมีส่วนร่วม อปพร.เขตธนบุรี ควักเงินแถมให้ทุกครอบครัวอีกจำนวนหนึ่ง ชาวบ้านยังพูดว่า ตั้งแต่มีคณะมาแจกของช่วยเหลือนี่เหละเป็นคณะแรกที่ได้รับของจากผู้บริจาคโดยตรง ทำให้คณะหน้าบานด้วยความยินดีหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ที่หาดกมลา ยังได้เห็นนักเรียนอาชีวะ วิทยาลัยเทคนิคภูเก็ต เข้ามาซ่อมฝาผนังโรงเรียน ชั้นล่าง เกือบเสร็จแล้ว ซ่อมได้เร็วมาก ยังได้พบกับเจ้าหน้าที่สำนักงานศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหมส่วนหน้า ซึ่งจัดกำลังจากกองบัญชาการทหารสูงสุด เป็นชุดประสานงานในพื้นที่ ดูแลและประสานงานการทำงานของกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ โดยตั้งสำนักงานอยู่ที่กองเรือภาคที่3 แหลมธันวา จังหวัดพังงา ยานพาหนะที่ใช้ เป็นรถโตโยต้า VIGO แบบ Double Cab ใหม่เอี่ยม บริษัทโตโยต้าแห่งประเทศไทย มอบให้ใช้ในภารกิจช่วยเหลือผู้สบอุบัติภัยครั้งนี้จำนวน 6 คัน ก็ขอชมเชยในครั้งนี้ด้วย คณะแจกจ่ายของไปจำนวน 220 ชุด และเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง สอบถามชาวบ้าน ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวประมงแล้ว เขาบอกว่าอยากได้เครื่องมือทำมาหากิน เป็นเรือ และเครื่องมือ 1 ชุดประมาณ 60,000 บาท ประกอบด้วย ตัวเรือประมาณ 15,000 บาท เครื่องยนต์ 25,000 บาท อุปกรณ์ เช่น อวน ประมาณ 20,000 บาท
ออกจากหาดกมลา เดินทางไปจังหวัดกระบี่ แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหาร ปูดำ สามแยกโคกลอย เมื่อเวลา 1500 นาฬิกา ร้านสามารถรับมือกับคณะ 50 คน ได้อย่างดี เพราะมีประสบการณ์รับรถนักท่องเที่ยวมาแล้ว เสร็จแล้ว ออกเดินทางไปจังหวัดกระบี่ ระหว่างทางมีเวลาว่าง หมู่สิงห์ก็ถามว่า เวลารถเคลื่อนที่มีคนตะโกนว่าอย่างไร และในรถจะรับพร้อมกันมีความหมายว่าอย่างไร ชาวไทย-ซิกข์ อธิบายว่า เวลา ออกรถจะมีผู้นำตะโกนออกเสียงว่า โบ-เล-โซ นิฮาล(-คือลากเสียง) แปลว่า ขอให้พระเจ้าจงเจริญคนในรถจะรับว่า ซัด-สิริอกาล ซึ่งแปลว่า สวัสดี หรือ ไชโย ของไทยเรา เวลาออกรบก็ใช้คำที่กล่าวนี้เช่นกัน และคำว่า ซัต-สิริอกาล ยังเป็นคำทักทายกันของชาวซิกข์ เมื่อพบกัน เข้าบ้าน เข้าร้าน และจะยกมือไหว้ด้วยตามอาวุโส และถามว่าเพลงที่ฟังบนรถนี้เป็นเพลงชนิดไหน เขาบอกว่าไม่ใช่เพลง เป็นบทสวดของชาวซิกข์ เขาว่าถ้าให้ฟังสวดมนต์นี่เหมือนยาขม คนไม่ค่อยชอบกิน เขานำนักร้องยอดนิยม ถ้าเปรียบในเมืองไทย เช่น พี่เบิร์ด เป็นต้น มาร้อง และเข้าทำนองให้น่าฟัง เปลี่ยนจากยาขม ให้เป็นขนมหวาน หมู่สิงห์ฟังดูแล้ว ก็ว่าความคิดนี้เข้าท่าดีเหมือนกัน เดินทางถึงหาดอ่าวนาง จังหวัดกระบี่แล้ว พักแรมที่อ่าวนางรีสอร์ต และรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารข้างโรงแรมแบบง่ายๆ เป็นบุฟเฟต์ ที่อ่าวนาง ยังมีชาวต่างชาติเดินอยู่ขวักไขว่ แต่ก็น้อยกว่าก่อนเกิดวิกฤติอ่าวนางเสียหายน้อยมาก เพราะหน้าหาดมี กำแพงกั้นสูงขึ้นมาสูงประมาณ 3 เมตร คลื่นปะทะกำแพงนี้ก่อน คลื่นลูกหลังซึ่งสูงประมาณ 7 เมตร ทำความเสียหายให้กับอาคาร ร้านค้าริมหาดบ้างไม่ถึงกับเสียหาย(ไม่พัง) เรือชาวประมงเสียหายไปหลายลำ โดยเฉพาะเรือประมงหางยาวที่มาลอยลำเตรียมรับนักท่องเที่ยว ไปเที่ยวเกาะต่างๆ จอดลอยลำรอนักท่องเที่ยวอยู่หน้าหาดในเช้าวันเกิดเหตุ น้ำพัดเรือกระแทกเขื่อน เครื่องยนต์กระเด็นไปอยู่บนยอดไม้

ตื่นเช้า 13 มกราคม 2548 ต้องวิ่งสำรวจหาดกันหน่อย วิ่งย้อนไปที่หาดนพรัตน์ธารา ซึ่งห่างออกไปเกือบ 3 กิโลเมตร ตามถนนเลียบหาดทางทิศเหนือ พบแหล่งคืนชีวิตให้เรือหัวโทง โดยโรงเรียนอาชีวะ กระบี่ มีเรือประมง หัวโทง ขึ้นแท่นรอการซ่อมแซมอยู่ประมาณ 20 ลำ วิ่งไปหาดนพรัตน์ธารา เห็นที่พักที่เคยพักเมื่อ 3 ปีก่อน ยังอยู่ แต่ปรับปรุงดีขึ้น รวมทั้งบ้านพักของอุทยานอีก 4 หลัง ทำเป็นบังกะโลเล็กๆ สวยงาม ที่ทำการอุทยาน สร้างใหม่ แต่ยังไม่เสร็จ สังเกตดูไม่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์ ร้านอาหารริมหาด เปิดขายปกติ แต่จากการติดตามทางทีวีในวันแรกๆ เห็นน้ำทะลักเข้ามาในร้าน เสียหายอยู่เหมือนกัน เมื่อวิ่งกลับไปที่ที่พักเวลาประมาณ 0800 นาฬิกา ผู้ปฏิบัติธรรม ลงไปสวดมนต์ ที่สนามหญ้า หน้าสระน้ำเล็กๆ ของโรงแรม เจ้าของโรงแรมเป็นชาวไทย-ซิกข์ เช่นกัน ได้เข้ามาเช่าที่บริเวณอ่าวนาง เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ขณะที่อ่าวนางกำลังบูม เจ้าของที่ไม่ขาย แต่ให้เช่าประมาณ 10 ไร่เศษ 30 ปี 30 ล้านบาท เจ้าของโรงแรมกลับประเทศอินเดียนำเงินกลับมาจ่ายค่าเช่าให้เจ้าของที่ ภายใน 1 สัปดาห์ สร้างโรงแรม ร้านอาหาร Center point ร้านค้าให้เช่าดำเนินกิจการเองอย่างเดียวคือ โรงแรม นอกนั้นให้เช่าหมด แอบถามพนักงานเขาบอกว่าได้ค่าเช่า เดือนละ ล้านกว่าบาท ไม่รวมค่าบริหารโรงแรมซึ่งมีอยู่ 20 กว่าห้องเต็มตลอด ต้องจองล่วงหน้า เนื่องจากวัดซิกข์มีจำกัดดังที่กล่าวแล้ว การมีผู้ปฏิบัติธรรมมาสวดให้ที่บ้าน ถือว่าได้ทำบุญ หรือมีบุญอย่างมาก ชาวซิกข์ถือว่า วาเฮกุรุยีกี กา คาลสา เราชาวซิกข์เป็นคนของพระเจ้า และการทำงานกุศลต่างๆ วาเฮกุรุยีกี ฟะ เตอะ ความสำเร็จของพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นการทำบุญ ช่วยเหลือให้กับคนของพระเจ้า ก็ได้บุญด้วย หลังจากฟังสวดแล้ว ไปเยี่ยมร้านตัดเสื้อผ้าของ ไทย-ซิกข์ 1 ร้านที่เปิดอยู่ที่หาดอ่าวนาง ไปให้กำลังใจและผู้ปฏิบัติธรรม มาสวดมนต์อวยพรให้ กลับไปรับประทานอาหารเช้า เตรียมปฏิบัติภารกิจต่อไป วันนี้เป็นวันที่มีการเตรียมการที่ดีที่สุด ได้ประสานกับนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลอ่าวนาง ซึ่งเป็นคนหนุ่มอดีตพักงานธนาคารลาออกมาทำกิจการส่วนตัว มีประชาชนมาขอร้องให้เข้ามาบริหารงานท้องถิ่นเจ้าตัวรับปาก แต่มีข้อแม้ว่า เวลาเลือกตั้งห้ามมีผู้มาเลือกตั้งแข่งขันด้วยซึ่งก็เป็นไปตามนั้น เป็นผู้ริเริ่มสร้างถนนและเขื่อนเลียบหาดอ่าวนางเมื่อปี 2545 ชาวบ้านและร้านค้าหน้าหาดต่อต้านและโจมตีอย่างมากพอถึงวันนี้ มีแต่คนสรรเสริญว่าถูกต้องแล้ว ตำบลอ่าวนางมีอยู่ 8 หมู่บ้าน หมู่ 1 หมู่ 6 อยู่บนผืนแผ่นดิน หมู่ 7 และ หมู่ 8 คือหมู่บ้านที่อยู่บนเกาะ พี พี 8 หมู่บ้าน มี 500 ครอบครัว แต่ที่หมู่ 8 ได้แจกจ่ายไปแล้ว เพราะเดือดร้อนมาก มีชาวบ้านขอรับสิ่งของ 400 ชุด หมู่สิงห์ได้เป็นพิธีกรของคณะ ทักทาย แนะนำ ปลุกปลอบใจชาวบ้าน และแนะนำคณะที่มาทั้งหมด ให้ชาวบ้านได้ปรบมือขอบคุณ ได้แนะนำหมอซิกข์จากอเมริกาทั้ง 2 ท่าน วันนี้ได้ประชาสัมพันธ์บอกชาวบ้านไว้ก่อน จึงมีชาวบ้านมารับคำแนะนำ และรับการรักษา จากคุณหมอทั้งสองท่าน เป็นที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย ชาวบ้านเข้ารับของตามกรรมวิธีของ ไทย-ซิกข์ คือ ร้องเพลงชาติ สดุดีมหาราชา รักกันไว้เถิด และเข้ารับของ เจ้าโรงแรม อ่าวนาง รีสอร์ต ยังใจดีแลกเงินสดมา 100,000 บาท แจกครอบครัวละ 200 บาท ที่เหลือมอบให้ อบต.อ่าวนาง ไว้เป็นกองทุนต่อไป นอกจากแจกของ แจกเงินแล้ว ยังมีรายการพิเศษ เลี้ยงอาหารกลางวันให้กับชาวบ้านทุกคน จากร้านอาหารข้างที่ทำการ อบต. เจ้าหน้าที่ที่มาร่วมงานทุกคนมีข้าวกล่องแจกด้วย สุดท้ายได้รับของ รับเงินแล้ว บางส่วนก็กลับไป เหลือบางส่วนที่ตกสำรวจต้องจ่ายเพิ่มไปอีก 20 กว่าชุด ของที่เตรียมหมดที่เหลือแจกแต่เงินจนหมด บางส่วนที่ว่าก็ต้องมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยกัน
อาหารกลางวันที่ร้าน JESEAO PIZZERIA + Restaurant เจ้าของเป็นไทย ซิกข์ ขาย พิซซา มักกะโรนี และสปาเก็ตตี อยู่ริมหาดอ่าวนางอร่อยไปหมดทุกอย่าง พิซซาหน้าปลาทูน่า และสปาเก็ตตีใส่ปลาทูน่า ส่วนมักกะโรนี มีทั้งแบบเส้นใหญ่ และเส้นเล็ก มักกะโรนี หมู่สิงห์ไม่ได้ชิมเพระเจอพิซซา และสปาเก็ตตี เต็มท้องเสียก่อน บอกแล้วว่าบริการคนของพระเจ้าก็ได้บุญด้วย ออกจากร้านอาหารปฏิบัติภารกิจจุดสุดท้าย ที่ศูนย์อพยพบ้าน คลองหิน ตำบลใสใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ซึ่งอพยพมาจากหมู่เกาะ พี พี แรกๆ คนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับสิ่งของบรรเทาทุกข์ เพราะมัวแต่ค้นหาญาติ พี่ น้องค้นหาสมบัติสิ่งของที่เหลือ 3-4 วันแรกจะวุ่นวายไปหมด ไม่ได้ไปรับสิ่งของที่ทางราชการแจกบรรเทาทุกข์ ต้องให้ผู้นำท้องถิ่น ไปบอกกล่าวเจ้าหน้าที่ส่วนกลางที่ทำงานอยู่จังหวัดให้ทราบข้อเท็จจริง การแจกจ่ายสิ่งของที่ได้รับการบริจาคมาจึงทั่วถึงดีขึ้น เนื่องจากแจกของมาหลายแห่งคณะมีความชำนาญขึ้น และการจัดระเบียบชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น จัดลูกบ้านนั่งอยู่ในที่รับแจกของอีกจำนวนหนึ่งเกือบ 30 คน ปรากฏว่าเป็นชาวบ้านที่เดือดร้อนจากหมู่บ้านอื่น ผู้นำท้องถิ่นบอกว่าไม่รับรองว่าเป็นผู้ที่เดือดร้อนจริง และไม่อยากให้มาวุ่นวายในศูนย์อพยพนี้ หมู่สิงห์ ในฐานะผู้ร่วมมาในคณะซับน้ำตาชาวใต้ในครั้งนี้ ได้ให้ข้อแนะนำว่าพวกเราทำดีมาตลอดแล้ว อย่าให้ชาวบ้านได้ตำหนิเลย ที่ทำมาจะเสียทั้งหมด จึงได้นำของอุปโภค บริโภค ที่เหลืออยู่ทั้งหมด รวบรวมมา อาจไม่ครบชุดเท่ากับที่แจกจ่ายไปแล้ว ชาวบ้านที่มาก็พอใจ แถมยังมีเงินค่ากับข้าวติดตัวไปด้วยทุกคน ก็ยิ้มแย้มบนใบหน้าที่มีทุกข์อยู่ ก็ชาวบ้านกลุ่มนี้นี่เหละมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จบแล้วก็มีการขอบอกขอบใจกัน ผู้นำขอบคุณเรา เราขอบคุณตอบ ขอบคุณชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ซึ่งเป็นธุระติดต่อประสานงาน คณะนั่งรถกลับ เสียงตะโกน โบ-เล-โซนิฮาล ติดต่อกันถึง 5 ครั้ง หมู่สิงห์ จะขอตะโกนนำสักเที่ยว ก็บอกไม่ทัน ได้แต่รับ ซัต-สิริอกาล ตามคณะ เย็นนั้นได้รับประทานอาหารอินเดียอีกครั้งหนึ่งจากร้านชาวอินเดีย (ไม่ใช่ซิกข์) ที่เด่นๆ อร่อยมาก คือ นาน คล้ายแผ่นโรตี แต่ทำจากแป้งคนละอย่าง นุ่ม อร่อย กินกับมัสมั่นไก่ ก็พึ่งเห็นวันนี้เหละที่เข้าท่าที่สุด ใส่ข้าวสวยปนไปด้วย อย่างอื่นไม่ได้ทดลอง ของหวานเป็นข้าวสุกคลุกนม ใส่ถ้วยคล้ายไอศกรีม อร่อยพอใช้ได้
จบภารกิจการได้ร่วมซับน้ำตาชาวใต้ กับคณะของไทย-ซิกข์ ถึงแม้จะช้าไปบ้าง แต่ก็ถือว่าได้ไปเติมพลังใจให้กับชาวบ้าน พี่น้องของเราที่ประสบภัย ให้เขาได้ทราบว่าคนไทยภาคไหน ใช่อื่นไกล เราเป็นพี่น้องกัน ทุกข์ยากต้องช่วยเหลือกัน นำรายได้ มาทำนุบำรุง ประเทศไทยของเราให้เจริญ รุ่งเรือง มั่งมี มั่งคั่ง สืบไป

ตื่นเช้าขึ้นมา 14 มกราคม 2548 หลังจากรับประทานอาหารเช้า เจ้าของโรงแรมอัธยาศัยดีมาก คงเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเช้าอีก เสริฟเองด้วย จัดรถโรงแรมมาส่งหมู่สิงห์และคณะกองทัพภาคที่ 2 ที่สนามบินภูเก็ต ติดต่อขอที่นั่ง C-130 ของทหารอากาศไว้ 3 ที่นั่ง เราทำงานให้พระเจ้า เป็นคนของพระเจ้า ต้องได้รับสิ่งที่ดีๆ ตอบแทน ตามที่ชาวไทย-ซิกข์ ได้บอกไว้ รถโรงแรมบริการฟรี ถ้าคิดค่าเช่าต้อง 2,000 บาท ที่นั่งได้รับความกรุณาจาก ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ของทหารอากาศ จัดที่นั่งไว้หัวแถว มีรถรับส่งขึ้นเครื่องอย่างดีเยี่ยม เรื่องควรจะจบได้แล้ว แต่บังเอิญ นายพลตรี ที่นั่งอยู่ตรงข้าม ประจันหน้ากัน เป็น ผู้อำนวยการสำนักโยธาธิการ กระทรวงกลาโหม จากการสนทนาได้ทราบอยู่ 2 เรื่อง การสร้างบ้านถาวรให้กับผู้ประสบภัย จำนวน 5,000 หลัง ให้เสร็จภายใน 2 เดือน สำนักโยธาธิการ กระทรวงกลาโหม เป็นผู้ออกแบบ วางแปลน แบ่งหน่วยงานก่อ สร้าง จัดหาอุปกรณ์ก่อสร้างให้ ในวันที่นั่งคุยผ่านมาแล้ว 3 วัน สร้างได้ 1.5 หลัง สร้างเสร็จมีคนเข้าไปอยู่ทันทีและการสร้างอนุสาวรีย์ผู้เสียชีวิตที่เขาหลัก จังหวัดพังงา โดยให้มีเรือตำรวจน้ำที่เกยตื้นอยู่ มีส่วนร่วมด้วย หมู่สิงห์ยังได้ Jam ขอให้ไปเก็บซากรถยนต์ ซากรถมอเตอร์ไซค์ที่เสียหาย มาอยู่ในพิพิธภัณฑ์บางส่วนด้วย ให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความรุนแรงของคลื่นน้ำทะเลและพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จะเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต เช่นเดียวกับสุสานที่เมืองกาญจนบุรี สุดท้ายจริงๆ ชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ได้โทรศัพท์ถึงหมู่สิงห์ ขณะนั่งรอขึ้นเครื่องที่สนามบินภูเก็ต รบกวนขอทราบหน่วยทหารในพื้นที่เพื่อขอรถน้ำส่งน้ำให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อน จึงได้ให้ประสานกับเจ้าหน้าที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 41 ซึ่งตั้ง บก.อยู่ในอาคารอเนกประสงค์ของสนามบิน และให้จับมือกัน ถ้าเดือดร้อน หรือต้องการความช่วยเหลือ ไปให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยที่นี่มีพร้อม ทั้งยานพาหนะ คน และสิ่งของที่ประชาชนบริจาคมา ขนขึ้นเครื่องบินทหารอากาศมาลงทุกวันจนต้องสร้างคลังเก็บ เมื่อหมู่สิงห์ลงเครื่องบินที่ดอนเมือง ด้านสนามบินทหารยังเห็นของบริจาคตกค้างอยู่ที่สนามบินดอนเมืองมากกว่า ที่สนามบินภูเก็ต 20 เท่า จึงน่าจะเป็นประโยชน์ทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งทหาร ผู้ประสาน และชาวบ้าน
จบครับ ซัต-สิริอกาล สวัสดี
--------------------------------------------------
เจ้าเก่า ปรม.2032 บันทึก 15 ม.ค. 48
จ.ส.อ.ไพฑูรย์ ธรรมะ พิมพ์ 24 ม.ค. 48
edit @ 2007/05/07 15:41:59