Tour-Of-Thailand

ตามรอยเส้นทางนักวิ่ง

โดยพุทธธรรม

น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก  ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตกดำ มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวน้ำตกประมาณ 500 เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชีย

ตามความจริงต้องออกเสียงว่า "ทีลอชู" และเป็นคำนามในภาษากะเหรี่ยงแปลว่า "น้ำตก" ชื่อ "ทีลอซู" เป็นความพยายามแปลความหมายทีละคำ โดย "ที" หรือ "ทิ" แปลว่า "น้ำ" "ลอ" หรือ "ล่อ" แปลว่า "ตก" แต่ "ชู" ไม่มีความหมายใกล้เคียง ดังนั้น จึงมีความพยายามทำให้เป็นคำที่มีความหมาย เนื่องจาก "ซู" แปลว่า "ดำ" จึงนำไปสู่การเรียกว่า "ทีลอซู" และแปลว่า "น้ำตกดำ"


ทีลอซู ได้รับการค้นพบเมื่อ 20 กว่าปีก่อน โดยพรานชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่เดินเข้ามาล่าสัตว์ ก่อนที่กรมป่าไม้จะประกาศให้บริเวณนี้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และหลังจากปี พ.ศ. 2528 ที่ อ. ปรีชา อินทวงศ์ พาบุคลากรของนิตยสารท่องเที่ยวแคมปิง เข้าไปสำรวจ น้ำตกทีลอซู ก็เป็นที่รู้จักและเป็นที่ท้าทายของนักเดินทาง "ทีลอซู" แปลว่าน้ำตกใหญ่หรือน้ำตกดำ น้ำตกนี้ซ่อนอยู่ในหลืบผาอันกว้างใหญ่ สายน้ำเกิดจากห้วยกล้อทอซึ่งมีแดนกำเนิดอยู่บนดอยผะวี แล้วไหลลงแม่น้ำแม่กลองที่ ต. แม่ละมุ้ง อ. อุ้มผาง


บริเวณที่ตั้งแคมป์ทีลอชู เป็นบ้านเก่าชาวปกากะญอ (กะเหรี่ยง) เรียกว่า "ว่าชื่อคี" บริเวณที่จอดรถเป็นที่นาเก่าของชาวบ้านที่นี่ การที่เป็นบ้านร้างเพราะชาวบ้านบางส่วนได้ย้ายไปอยู่บ้านโขะทะเพื่อเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เหลือย้ายเข้ามาอยู่กับฝ่ายรัฐบาล ดังนั้น ชาวปกากะญอที่นี่รู้จักน้ำตกทีลอชูมาช้านานแล้ว 

การเดินทาง
การเดินทาง รถยนต์ จากอำเภออุ้มผางใช้เส้นทางสายอุ้มผาง-แม่สอด ถึงหลักกิโลเมตรที่ 161 มีทางแยกซ้ายที่บ้านแม่กลองใหม่ไปด่านเดลอ หรือจุดตรวจ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง” เป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร (สำหรับนักท่องเที่ยวที่ขับรถเข้าน้ำตกทีลอซูต้องติดต่อขอรับใบอนุญาตเข้าที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง (สป. ๗) ได้ที่ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และอนุรักษ์อุ้มผางก่อนทุกครั้ง นักท่องเที่ยวต้องยื่น สป. 7 ที่ด่านเดลอ) จากนั้นเดินทางไปตามถนนลูกรังอีก 26 กิโลเมตร ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมง

ทีลอซู ได้รับคำกล่าวขานถึงว่าเป็นน้ำตกที่สวยงามมากและจะมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน ระหว่าง 1 มิ.ย. - 31 พ.ย. ปริมาณน้ำฝนที่มากจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น แต่เป็นช่วงที่ทางรถเข้าน้ำตกปิด เพื่อป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทางและถนอมสภาพทางไม่ให้เสียหาย นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงใช้เส้นทางนี้ได้ โดยการซื้อทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวซึ่งจะเดินทางด้วยเรือยางและเดินป่าอีกราว 12 กม.แต่หากมาท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว - ฤดูร้อนระหว่าง 1 ธ.ค. - 31 พ.ค. ก็สามารถใช้ทางรถยนต์เข้าน้ำตกได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวได้สะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเที่ยวแบบไปกลับหรือพักค้างแรม

ตามรอยเส้นทางนักวิ่ง เป็นการบรรยายสิ่งที่ได้ไปพบมาจากการ ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว ของแต่ละเดือน หวังว่าคงจะถูกใจผู้อ่านกันนะครับ

ภาพถ่าย เกาะลอย ( ศรีราชา ) ถ่ายเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2490 หรือประมาณ 50 ที่แล้ว

ตามรอยเส้นทางนักวิ่ง ประจำเดือน เมษายน 2550

ไปศรีราชา ชลบุรี เมื่อ 14-16 เมษายน 2550 สงกรานต์ที่ผ่านมา เพื่อไปรดน้ำ ดำหัว ขอพรจากผู้ที่เคารพนับถือ ได้มีโอกาสไปไหว้พระ และพักผ่อนที่เกาะลอย ศรีราชา ไปเห็นแล้วอยากจะเล่าบรรยากาศ และสิ่งที่ดีๆ ให้เพื่อนๆนักอ่านได้รับรู้ด้วย

เกาะลอย เป็นเกาะขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ อยู่ห่างจากชายฝั่งอำเภอศรีราชา ประมาณ 300 เมตร ในอดีตจะมีสะพานไม้เชื่อมตัวเกาะกับชายฝั่ง ปัจจุบัน สะพานไม้ดังกล่าวได้รื้อทิ้งไปหมด ได้สร้างถนนคอนกรีต แทนซึ่งเป็นทั้งท่าเทียบเรือ ของชาวประมง และท่าเทียบเรือโดยสารไปเกาะสีชัง บนเกาะมีวัดศรีมหาราชา วิหารหลวงพ่อผิว อดีตเจ้าอาวาสวัด ปัจจุบันมีวิหารของเจ้าแม่กวนอิม มีพุทธศาสนิกชนทั้งไทยและต่างชาติ ไปนมัสการจำนวนมาก ปัจจุบันเทศบาลเมืองศรีราชา ได้ปรับปรุงทัศนีภาพ รอบเกาะนำดินมาถมขยายพื้นที่ให้กว้างออกไป น่าจะถึง 10 ไร่เศษ ทำที่จอดรถยนต์ ร้านค้าขายของที่ระลึก รวมทั้งมีสวนเต่าตนุ ให้ผู้ปกครองนำบุตรหลาน มาชมและให้อาหารเต่า เย็นๆ เหมาะกับการนำครอบครัวไปพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์ และชมอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า สวยงามมาก เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยว แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และทำบุญอย่างยิ่ง

นั่งรถไฟไปวิ่ง

posted on 10 Dec 2006 00:38 by moosing  in Tour-Of-Thailand

นั่งรถไฟไปวิ่ง ---- โดย เจ้าเก่า (บุ่งตาหลั่ว)

เมื่อตอนเด็กๆ ปีพุทธศักราช 2497 ผู้เขียนอายุเพียง 5 ขวบ แม่พานั่งรถไฟ จากสถานีรถไฟอุบลราชธานี ปลายทางหัวลำโพง กรุงเทพฯ จะตื่นเต้นหรือเปล่า จำความไม่ได้แล้ว น่าจะเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกที่แม่ต้องกระเตงลูกชายคนหัวปี ไปรับพ่อซึ่งเดินทางกลับจากไปร่วมรักษาสันติภาพที่ประเทศเกาหลีใต้ ร่วมกับกองกำลังของสหประชาชาติ ที่ท่าเรือคลองเตย สมัยก่อนทหารไทยเดินทางไปกลับเกาหลีใต้ ด้วยเรือเดินทะเล รถไฟสมัยก่อน รถลากจูงใช้หัวรถจักรไอน้ำ ได้ความร้อนจากไม้ฟืน เนื่องจากเดินทางกลางคืน บางครั้งที่มีโอกาสในเส้นทางที่โค้ง มองเห็นหัวรถจักร มีควันขึ้นโขมง มีเปลวไฟพ่นปนออกมาด้วย ผู้ที่นั่งตู้โดยสาร จะโดนเถ้าถ่านตกลงมา เลอะเทอะเสื้อผ้าทุกคน รถไฟจะเสียเวลามากเนื่องจากวิ่งไปสักระยะหนึ่ง จะต้องมีสถานีใหญ่ ให้หัวรถจักรได้เติมน้ำในหม้อน้ำ ขนฟืนตุนไว้หลังหัวรถจักร ไม่ทราบว่า ประเทศไทยใช้รถจักรไอน้ำลากตู้พ่วงกี่ปี มานึกดูว่า เราใช้ต้นไม้นานาชนิด ไปมากโข เมื่อวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไป ป่าไม้จะหมดจากโลกด้วย มีการสร้างหัวรถจักรใช้เครื่องยนต์ดีเซลเพื่อลากจูง ประเทศไทยได้จัดซื้อมาเปลี่ยน หัวรถจักรไอน้ำถอดเก็บมาทำเป็นอนุสาวรีย์อยู่ตามสถานีรถไฟใหญ่ๆ มีจุดพลิกผันที่สำคัญ คือ ผู้มีอำนาจตัดสินใจในครั้งนั้น ได้เลือกขนาดของรางเป็น 90 เซนติเมตร แทนที่จะเลือกเป็นขนาด 1 เมตร 40 เซนติเมตร ทำให้มีผลมาถึงปัจจุบัน ที่ทำให้รถไฟไทยไม่ก้าวหน้า ไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนัก เพราะความเชื่องช้า ไม่สามารถเร่งความเร็วได้

เมื่อนโยบายรัฐบาล นำความเจริญไปสู่ภูมิภาค มีการตัดเส้นทางถนนเชื่อมหัวเมืองต่างๆ ศูนย์กลางพุ่งเข้าสู่เมืองหลวง ไม่เว้นแม้แต่ทางน้ำ แม่น้ำ ลำคลองก็หมดความสำคัญลงไป รวมทั้งรถไฟด้วย เดินทางต้องรถยนต์ทางถนน สะดวกรวดเร็วกว่า ผู้เขียนแทบจะไม่ได้ใช้รถไฟในการเดินทางอีกเลย ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา เว้นการเดินทางไปดูงานในห้วงการเข้ารับการศึกษาด้านการข่าวของโรงเรียนรักษาความปลอดภัย เมื่อปี 2523 และการเดินทางไปดูงานเมื่อเข้ารับการศึกษา หลักสูตรการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน ของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อปี 2546 เดินทางเป็นหมู่คณะจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ ทั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกได้ใช้บริการตู้เสบียง ข้าวผัดบนรถไฟ เมื่ออดีตที่ผ่านมาโด่งดังมากในความอร่อย ส่วนครั้งหลังนั้น ได้เหมาตู้ประชุม สัมมนาบนรถไฟเลิกสัมมนาแล้ว ใช้ตู้นั้นเปลี่ยนเป็นที่เลี้ยงสังสรรค์ต่อสนุกดีมาก ได้ใช้บริการตู้นอนบนรถไฟ นอนหลับดี เพราะรถไฟแกว่งนิดๆ คงทำให้สมองมึนงง เหมือนเราแกว่งเปลเด็ก


ผู้เขียนเป็นประธานชมรมวิ่งแข่งขันสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ที่จังหวัดนครราชสีมา มีสมาชิกอยู่ในชมรมวิ่ง 150 คน ในแต่ละสัปดาห์ในวันอาทิตย์ จะมีองค์กรต่างๆ จัดการวิ่งแข่งขันเพื่อหารายได้บำรุงกิจกรรมต่างๆ ตามภูมิภาคทั่วประเทศ สมาชิกชมรมฯก็จะเลือกว่าไปที่ใดดี ต้องคำนวณระยะทางที่จะไป เหมาะสมกับการเดินทาง ส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะทางจากนครราชสีมาไม่เกิน 400 กิโลเมตร คือสามารถเดินทางออกจากที่ตั้ง ในตอนเช้าวันเสาร์เดินทางถึงสถานที่จัดงานประมาณ 1600-1700 นาฬิกา เพื่องานธุรการเกี่ยวกับการสมัครวิ่ง รับเบอร์วิ่ง หาที่พักแรม รับประทานอาหารเย็น แล้วรีบนอน บางงานเจ้าภาพจัดการแข่งขันจะเลี้ยงอาหารเย็นนักกีฬา สนุกดีไปอีกแบบ โดยเฉพาะการวิ่งที่เขาชะโงก โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เป็นผู้จัดเลี้ยงอาหารเย็นโดยใช้ถาดหลุมของทหาร นั่งล้อมวงกินกันที่ในสนามฟุตบอล นักวิ่งชอบมาก เพราะส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้ใช้ถาดหลุม นอกจากตอนเด็กๆ ที่เรียนอยู่อนุบาล ภายหลังการวิ่งเขาชะโงกไม่เลี้ยงอาหารเย็น ไปสืบทราบมาว่าสิ้นเปลืองมาก น่าเสียดายประสบการณ์ และสิ่งดีๆ เช่นนี้ เจ้าภาพที่จัดงาน ที่เป็นงานกุศลหาเงินบำรุงสิ่งต่างๆ จะหาที่พักแรมให้นักกีฬา ส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียน ก็ห้องเรียนนักเรียนนั่นเหละ หาเสื่อมาปูไว้ บางแห่งมีเครื่องนอน บางแห่งไม่มีเครื่องนอนนักวิ่งต้องหอบหิ้วมาเอง เจ้าภาพจะแจ้งไว้ล่วงหน้าในแผ่นพับประชาสัมพันธ์การแข่งขัน นอกจากนี้ก็มีที่พักเป็นรีสอร์ท โรงแรมราคามิตรภาพ ที่ผู้จัดได้ไปประสานสถานที่ ให้เข้าร่วมโครงการ บางเจ้าภาพจะแถมรายการจัดรถยนต์พานักวิ่งท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวใกล้ๆ พื้นที่แข่งขัน เป็นการประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวของจังหวัด อีกรูปแบบหนึ่ง ชมรมวิ่ง หรือนักวิ่งประเภทเดินทางมาทั้งครอบครัวจะชอบมาก ได้ท่องเที่ยว ได้ร่วมวิ่งแข่งขัน และอีกประการหนึ่งที่มีส่วนสำคัญด้วย คือ อาหารอร่อย ชมรมวิ่งของผู้เขียนชอบมาก ก่อนไปต้องไปศึกษาหาข่าวว่า พื้นที่นั้นมีอาหารอะไรอร่อยบ้าง การได้กินอาหารท่ามกลางผู้คนที่รู้ใจ มีความสุขที่สุดแล้ว มีอยู่ครั้งเดียวที่มีความทุกข์ ไปร่วมวิ่งแข่งขันพัทยามาราธอน ผ่านศรีราชา เที่ยงพอดี แวะภัตตาคารข้างทาง ชื่อ ต้นว่า จ.จาน(อยู่ด้านขวามือเมื่อเดินทางไปก่อนถึงทางเข้าที่ทำการอำเภอประมาณ 1-2 ก.ม.) นักวิ่งรวมทั้งพนักงานขับรถ ประมาณ 40 คน ค่าอาหารกลางวัน ตกไป 1.6 หมื่นบาท เฉลี่ยแล้วตกคนละ 400 กว่าบาท หน้ามืดไปตามๆ กัน ทุกครั้งที่ไปเที่ยว นอกจากเฉลี่ยค่ารถ ค่าน้ำมันแล้ว จะเก็บกองกลางคนละไม่เกิน 500 บาท เป็นค่าอาหาร เครื่องดื่ม ก็พอเพียงสำหรับการไปกลับ หลังมื้อเที่ยงนั้นแล้ว กองกลางหมดภายในมื้อเดียว ต้องเก็บเพิ่มอีกคนละ 500 บาท ก็ได้แต่สาปแช่ง และช่วยกระจายข่าวต่อว่า อย่าหลงเข้าไปกินเชียวนา ผู้เขียนผ่านไปครั้งหลังๆ ก็แอบมองดูยังมีคนแวะเวียนเป็นเหยื่อรายใหม่ต่อไป นักวิ่งนี่ดีอย่างเดียว กินข้าวเย็นไม่ยืดเยื้อแทบจะไม่มีแอลกอฮอร์เข้ามาเป็นส่วนผสม เมื่อถึงที่พักรีบอาบน้ำ เอาชุดวิ่งออกมาติดเบอร์ ถ้ามีชิป ก็นำมาร้อยเชือกกับรองเท้า ไม่ถึง 3 ทุ่ม เงียบสนิท ถ้ามีวิ่งมาราธอน 0300 จะมีคนตื่นแต่งตัวแล้ว ถ้ามีฮาล์ฟมาราธอน จะตื่นประมาณ0400 ส่วนใหญ่ก่อนเวลาวิ่งประมาณ 2 ชั่วโมง ตื่นมาเพื่อทำภารกิจส่วนตัวเดินทางไปสนามวิ่ง เหลือเวลาอบอุ่นร่างกายประมาณ ครึ่งชั่วโมง บางงานวิ่งจะจัดเต้นแอโรบิค โหมโรงก่อน นักวิ่งที่เดินทางมาถึงก็จะร่วมเต้น ยักย้าย ส่ายสะโพก กระโดดโลดเต้นตาม ท่วงท่าของแอโรบิค เป็นการอบอุ่นร่างกายในตัว เมื่อถึงเวลาก็ปล่อยตัวจะปล่อยไม่พร้อมกัน ระยะทางยาวปล่อยตัวก่อน ระยะทางสั้นปล่อยทีหลัง ระยะทางที่เป็นที่นิยมจัดกันอยู่ในประเทศไทย ปัจจุบันนี้ มี มาราธอน 42.195 กิโลเมตร ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร มินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตร ระยะทาง ที่สั้นที่สุดคือ Fun Run 3 กิโลเมตร และเดินวิ่งครอบครัว 3 กิโลเมตรเช่นกัน เมื่อปล่อยตัววิ่งไปแล้ว คณะกรรมการที่จัดจะมีทีมงานแบ่งกันไป เป็นรถนำ ชุดกำกับเส้นทาง ชุดรักษาความปลอดภัยตามทางร่วม ทางแยก ชุดพยาบาล ชุดให้น้ำ ชุดตรวจเช็คนักวิ่ง เพื่อตรวจสอบว่านักวิ่ง วิ่งตามเส้นทางหรือไม่ วิ่งครบระยะหรือไม่ ยังมีนักวิ่งบางคนที่พยายามจะเอาเปรียบคู่แข่งขัน ตั้งแต่ลงทะเบียนอายุ อายุน้อยไปวิ่งกลุ่มสูงอายุกว่า ต้องมีการตรวจสอบบัตรประจำตัวเมื่อเข้าเส้นชัย ยิ่งมีรางวัล เป็นเงินสำหรับการวิ่ง ยิ่งต้องตรวจเข้มขึ้น นอกจากกรรมการแล้ว นักวิ่งก็มีส่วนช่วยกรรมการในการตัดสิน นักวิ่งในระดับแนวหน้าจะรู้ฝีมือ(ฝีตีน) กันอยู่ว่าวิ่งอยู่ในระดับไหน บางครั้งไปงานวิ่งดูออกแล้วว่าใครจะได้ที่ 1 ที่ 2 ไม่ค่อยพลาด ก็มีแต่นักวิ่งพวกแนวหลังโนเนม ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ต้องประท้วงกันน่าดู เพราะนักวิ่งส่วนใหญ่นี่ก็บ้า เป็นบ้าประเภทหนึ่งในห้าร้อยจำพวก มีพรรคพวกที่ไม่ชอบวิ่งมาถามว่า จะบ้าหรือไง ไปวิ่งเสียเงินเสียทอง ค่าเดินทาง ค่าอยู่ ค่ากิน ยังต้องเสียค่าวิ่งอีก ยิ่งวิ่งไกล ยิ่งต้องจ่ายเงินมาก อยากวิ่งก็วิ่งอยู่ที่บ้านก็ได้ ต้องตอบไปว่า เออซีว๊ะ บ้าจริงๆ บ้าวิ่งแต่เป็นบ้าดีไม่ใช่บ้าร้าย นักวิ่งส่วนใหญ่ก็เหมือนนักรบ คือ บ้าเกียรติยศ และเหรียญตรา ได้ถ้วยรางวัลนี่ชอบมาก หอบกลับบ้าน บางคนวิ่งแข่งขันสู้เขาไม่ได้ ก็สมัครวิ่งรุ่น V.I.P. ค่าสมัครแพงหน่อย แต่เขาให้ถ้วยและจารึกชื่อนักวิ่งลงไปด้วย เมื่อร่วมวิ่งแข่งขันเข้าเส้นชัยแล้ว คณะกรรมการจะมอบเหรียญรางวัลให้เป็นที่ระลึก นี่นักวิ่งก็ชอบมาก ถ้าไม่มีเหรียญที่ระลึกให้ งานนั้นกร่อยแน่ๆ ปัญหาจากการจัดวิ่งแข่งขันในประเทศไทยอีกประการหนึ่ง คือ ไม่ทราบว่าจะมีผู้มาร่วมกิจกรรมเท่าไร ผู้จัดต้องประมาณการเอาว่า จะมีผู้มาวิ่งสักกี่คน ทำเหรียญที่ระลึกเผื่อไว้ จะบังคับ ให้สมัครก่อนอย่างเมืองนอก งานเล็กๆ ไม่สำเร็จ เว้นงานใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมาราธอน พัทยามาราธอน เช่นนี้ทำได้ งานวิ่งเล็กๆ เหรียญพอแจกจ่ายก็ดีไป บางครั้งคนไปวิ่งน้อยเหรียญเหลือเยอะ ค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเสียก็เสียไป จะเก็บไว้ใช้ปีหน้าก็ไม่ได้ต้องเปลี่ยนรูปแบบเหรียญใหม่ ที่แย่ที่สุดสำหรับผู้จัดวิ่ง คือ เหรียญที่ระลึกไม่พอแจกจ่ายกับนักวิ่งที่มา ไม่ทราบว่าจัดครั้งนี้มีดวงอะไร นักวิ่งแห่มาวิ่งมาก ต้องแก้ปัญหาโดยการลงทะเบียนผู้ที่ไม่ได้เหรียญไว้ จัดทำขึ้นใหม่ ส่งไปให้ภายหลัง เท่านี้นักวิ่งบ่นพึมแล้ว ภายหลังเกิดการขัดข้องจากคณะกรรมการอาจไม่ทำเหรียญ หรือ ทำแล้วผิดพลาดเรื่องการส่ง ก็จะถูกสวดชยันโต ไปอีกหลายปี พาลไม่ชวนพรรคพวกมาวิ่งอีกในการจัดคราวต่อไป ถ้วยและเหรียญของนักวิ่งที่ได้รับไป ผู้เขียนได้ ไปแอบดู ตามบ้านนักวิ่งที่มีฝีตีนเยี่ยม ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้โชว์อะไรหรอก ถ้วยวางทิ้งกองไว้ บางคนดีหน่อยใส่ถุงก๊อปแก๊ปมัดปากไว้กันฝุ่น ส่วนเหรียญที่ระลึกไม่ต้องพูดถึง อยู่ในกล่อง ในลังหรือในถุง ผู้เขียนเป็นนักวิ่งประเภทไม้ประดับ คือวิ่งสู้ใครๆ ไม่ค่อยได้ในรุ่นเดียวกัน แต่ได้เปิดความในใจ ในรถบัสเดินทางไปวิ่งแข่งขันกับชมรมว่า ในชีวิตขอวิ่งแข่งขันให้ได้ที่ 1 สักครั้ง ไม่ว่างานวิ่งนั้นจะเล็ก หรือใหญ่ก็ได้ ผู้เขียนทำได้แล้ว ได้ที่ 1ประเภท อายุ 50 ปี ขึ้นไปในการวิ่งมินิฮาล์ฟมาราธอนที่ลำตะคองสูบกลับ จัดโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ลำตะคองนครราชสีมา เมื่อปี 2544 ถือว่าภารกิจในการวิ่งแข่งขันสิ้นสุด ในงานวิ่งต่อๆ มาพยายามจะวิ่งเอาชนะให้ได้แต่ไม่สามารถทำได้ อายุมากขึ้นไขข้อ ฝ่าเท้าเจ็บบ่อย ก็ได้แต่ประคองตัวพอร่วมวิ่งแข่งได้ แต่เอาชนะไม่ได้แล้ว เหรียญที่ระลึกผู้เขียนเก็บไว้ทุกเหรียญประมาณ 200 กว่าเหรียญทำที่แขวนโชว์ไว้หน้าบ้าน พลิกดูด้านหน้าหลังเหรียญ สามารถอธิบายได้เป็นประวัติศาสตร์ สำหรับชีวิตตนเอง


เมื่อต้นเดือนเมษายน 2548 ที่ศูนย์อนามัยที่ 7 อุบลราชธานีจัดวิ่ง อุบลราชธานีมินิ-ฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 5 ผู้เขียนเคยไปร่วมวิ่งแล้ว 1 ครั้ง เมื่อการจัดวิ่งครั้งที่ 2 เมื่อปี 2545 สมาชิกชมรมชวนไป คราวนั้นเดินทางโดยรถตู้ มาคราวนี้สมาชิกให้ข้อเสนอแนะว่า เราเดินทางด้วยรถไฟดีกว่า นอกจากเดินทางสะดวก สบาย ปลอดภัยดี แล้วค่าโดยสารถูกด้วย ขาไปเที่ยวเดียว 58 บาท ขากลับอีก 58 บาท เพียง 116 บาทเท่านั้น นัดกันได้ 20 คน รถไฟออกจากสถานีต้นทางนครราชสีมาเวลา 1050 ของ 2 เมษายน 2548 ผู้เขียนเดินทางไปถึงสถานีรถไฟ เวลา 1030 เผื่อเวลาไว้ 20 นาที เจอพนักงานรักษาความปลอดภัย หัวหน้าเข้ามาทักทายเป็นทหารเก่ารู้จักกัน บอกว่าลาออก แล้วมาทำงาน รปภ.กับองค์การทหารผ่านศึก ซึ่งประมูลงานรักษาความปลอดภัยของการรถไฟได้ ดูแล้วพนักงานรักษาความปลอดภัย มีงานเยอะไม่ได้หยุดเหมือนกัน ดูความเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นรถไฟ ลงรถไฟ เดินผ่านทางรถไฟ ยืนชิดขอบทางรถไฟเกินไป ที่สำคัญคือ รถไฟที่เป็นดีเซลรางปัจจุบัน เปิด ปิด ประตูอัตโนมัติเหมือนรถไฟฟ้า ต้องคอยให้สัญญาณเดี๋ยวประตูจะหนีบผู้โดยสาร แต่เท่าที่ผู้เขียนสังเกตดู ประตูจะไม่ปิดทันทีเมื่อรถไฟเคลื่อน จะไปปิดเมื่อออกไปสักระยะหนึ่ง ซื้อตั๋วโดยสารรถไฟการเข้าคิวเป็นแบบเดิม มีช่องเข้าซื้อ และออกอีกทางหนึ่งไม่ให้สับสน ไม่ให้ลัดคิว มีเปลี่ยนแปลง คือพนักงานขายตั๋ว แต่งกายรูปแบบใหม่ เหมือนพนักงานขายตั๋วบริษัทการบิน หรือบริษัทท่องเที่ยวทั่วไป ใส่เสื้อแขนยาวผูกเนคไทเรียบร้อย ตั๋วรถไฟ ที่ขนาดเดียวกับนามบัตรนั้น เวลาซื้อนำไปกระแทกกับแป้นดังปังปัง นั้นเลิกแล้ว รูปแบบตั๋วเหมือนตั๋วโดยสารเครื่องบิน ด้านหน้าจะมีบอกรายละเอียดอยู่ 3 แถวด้วยกัน แถวแรกจะบอกชนิดขบวนรถ ผู้เขียนนั่งรถดีเซลรางแบบท้องถิ่น (นอกจากนี้จะมีรถเร็ว รถด่วน รถ Sprinter ซึ่ง 3 ขบวนหลังนี้ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม ส่วนค่าโดยสารน่าจะเท่ากัน) ต้นทาง ปลายทางขบวนที่ วันเดินทาง แถวที่สอง เป็นเวลารถออก เวลาถึง ชั้น ประเภทตู้ วันที่ เลขที่นั่ง ราคาตั๋ว แถวที่ 3 รหัสตั๋ว สถานีขาย รหัสออกตั๋ว ด้านหลังของตั๋วจะมีข้อแนะนำให้กับผู้โดยสารหรือผู้ซื้อตั๋วตรวจสอบรายการตั๋วให้ถูกต้อง ผิดพลาดให้แจ้งผู้ออกตั๋ว ต้องขึ้นโดยสาร ณ สถานีต้นทางที่ระบุในตั๋ว ขอเปลี่ยนแปลงการเดินทาง และคืนเงิน ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่อย่างช้าหลังขบวนรถออกไม่เกิน 1 ชั่วโมง และเป็นไปตามระเบียบของการรถไฟ การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ค่าตั๋วลดลง ไม่คืนค่าแตกต่างให้ ตั๋วสูญหายไม่รับผิดชอบ ห้ามนำสัตว์มีชีวิตทุกชนิด และสิ่งของมีกลิ่นรุนแรงเข้าไปในรถปรับอากาศ ส่วนซองใส่ตั๋วจะมีข้อแนะนำการใช้ตั๋ว สัมภาระ ดูข้อแนะนำการใช้บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องพกบัตรทองและบัตรประชาชน เพื่อความสะดวกและอบอุ่นใจ เมื่อป่วยไข้ฉุกเฉิน เมื่อติดต่อกับสถานพยาบาลที่ใช้บริการ สายด่วนบัตรทอง 1330 ด้านหน้าของบัตรจะมีโฆษณา เบียร์ช้าง ด้านหลังบัตรโฆษณาวิสกี้ ส่วนซองใส่บัตรโดยสารโฆษณาก๊าซหุงต้ม ปตท. และธนาคารออมสิน ข้อความทั้งหมด มีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เว้นข้อแนะนำการใช้บัตรประกันสุขภาพเท่านั้นที่มีแต่ภาษาไทย ขึ้นบนรถไฟแล้ว เนื่องจากเป็นรถดีเซลรางแบบท้องถิ่น มีตู้อยู่ 4 ตู้ ตู้แรกจะเป็นตู้ที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่างตู้ที่ 2 เป็นตู้เปล่าไม่มีเครื่องจักร ตู้ที่ 3 จะเป็นตู้ที่มีเครื่องจักร ตู้ที่ 4 จะเป็นตู้เปล่า สลับกันไป เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแนะนำว่าให้ขึ้นตู้ที่ไม่มี เครื่องจักรอยู่ด้านล่าง จะเย็นกว่า และไม่หนวกหูเสียงเครื่องยนต์ ผู้เขียนจึงเลือกนั่งตู้ที่ 2 สภาพภายในตู้โดยสาร ที่สังเกตดูตู้รถใช้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี จึงมีสภาพเก่าอยู่บ้าง ที่นั่งเป็นแบบหันหน้าชนกัน แบบนั่งในร้านอาหาร คนขายาวต้องสลับขากันให้ดี ที่นั่งพิงตรงเอนไม่ได้ทำให้หลังแข็งเมื่อยมาก บางคนฝืนธรรมชาติหันหลังให้หัวขบวนพาลจะเมารถไปอีก หันหน้าประจันกัน ถ้าทีมเดียวกัน กลุ่มเดียวกันก็พอทน ต่างคนต่างขึ้นไม่มีเลขที่นั่ง เพราะเป็นรถไฟแบบท้องถิ่น นั่งๆไป เผลองีบไปอ้าปากหวอ น้ำลายยืดน่าเกลียดมาก ตู้ที่ 1 จะมีพนักงานขับรถ เรียกย่อ พขร. ทำหน้าที่ มีห้องเฉพาะด้านซ้ายซึ่งกว้างกว่า ห้องด้านขวา คงคล้ายกับกัปตันและผู้ช่วยกัปตันบนเครื่องบิน หลัง พขร.จะมีเชือกกันไว้เป็นที่นั่งสำหรับภิกษุ นักบวช จากนั้น Free Style ใครขึ้นก่อนเลือกที่นั่งก่อน บนเพดานมีพัดลมเป่าตลอดเวลา หน้าต่างเป็นแบบดึงขึ้น มีอยู่ 2 บาน คือแบบกันฝน เป็นกระจก และแบบกันแดดเป็นม่านบังตาลมเข้าได้ ตู้สุดท้ายจะเป็นที่ทำงานของพนักงานรักษารถ ไม่ใช่พนักงานทำความสะอาด จะเป็นวิศวกร ช่างเครื่องและการ์ดรถ เนื่องจากรถเป็นรถท้องถิ่น จอดทุกสถานี บริการประชาชนชาวชนบทที่รถยนต์โดยสารอาจมีน้อย รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการที่เดินทางไปทำงานแบบเช้าไปเย็น-กลับ บนรถไม่มีตู้เสบียง ระหว่างการเดินทางจะมีแม่ค้าพ่อค้าขึ้นมาขายของ ยอดนิยม คือข้าวเหนียว ไก่ย่าง ผู้เขียนยังต้องอุดหนุน กินบนรถไฟเอาบรรยากาศด้วย นอกจากนี้ก็มีน้ำดื่ม น้ำหวานขายดีมากเพราะอากาศร้อน ผลไม้ดองก็มี ขนมรังผึ้งไส้มะพร้าวขูด ผู้เขียนก็สนับสนุนตบท้าย เป็นของหวาน หลังจากยัดข้าวเหนียวไป1 ห่อ ไก่ย่างไป1 ไม้ ขนมรังผึ้งตามไป ตามด้วยน้ำเย็นอีกครึ่งขวด เท่านี้ก็นั่งงอหลับอ้าปากหวอ ผู้ที่เมารถเมาเรือ ก็มีพ่อค้ามีตะกร้าหวายเชือกคล้องคอ ยาอม ยาดม ยาหม่อง ยาแก้ปวดหัว แก้ปวดท้อง พร้อมสรรพ ของขบเคี้ยวมีถั่วต้ม สลับกับลูกชิ้นทอด บางสถานีก็มีผักพื้นบ้านใส่ถุงขึ้นมาขาย มีเห็ดที่เพาะเลี้ยงเอง ใส่ถุง ชาวบ้านก็ซื้อเป็นกับข้าวมื้อเย็นพอดี ขบวนรถไฟมาตรฐานทั่วๆ ไป ห้ามสูบบุหรี่ในโบกี้โดยสาร เห็นขี้ยาไปยืนสูบ อยู่ที่รอยต่อตู้โดยสาร ที่ตู้ 3 ห้อง พขร.รถไฟ ไม่มี พขร.เพราะไปพ่วงกับตู้หน้าแล้ว เป็นซ่องสุมของพวกดื่มสุรา ดื่มเบียร์บนรถไฟ อาจเตรียมมาเอง หรือเวลารถจอดสถานีก็วิ่ง ลงไปซื้อที่ร้านค้า หรือจากแม่ค้าขายน้ำ ติดเบียร์กระป๋องมาด้วย กับแกล้มก็จากแม่ค้า พ่อค้าที่เดินขายบนขบวนรถ ไก่ย่างเป็นหลัก ลูกชิ้นปิ้งก็เหมาะ ถั่วต้มก็เหมาะถ้าดื่มเบียร์ อาจคุยกันเสียงดังบ้าง แต่อยู่ในเขตจำกัดคือห้อง พขร.ที่ว่าง ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร ความสะอาดบนรถไฟระหว่างเดินทาง ไม่มีพนักงานทำความสะอาดเลย มีถุงดำมัดติดทางขึ้นลงไว้ เด็กเล็กกินขนมหกเกลื่อน หรือบางครั้งก็คายเศษอาหารออกมาบนทางเดิน ผู้โดยสารเดินขึ้นลง เดินผ่านไปผ่านมาติดรองเท้าหายไปเอง ไปทราบภายหลังว่า การรถไฟ จ้างบริษัททำความสะอาดอยู่ที่สถานีปลายทาง พอรถไฟไปถึงก็เข้าล้าง เช็ดกวาด ปัดถูในคราวเดียวกัน ดื่ม กินก็มากแล้วเข้าห้องส้วมบนรถไฟ ยังไม่เปลี่ยนแปลง เป็นแบบ One Way ทะลุลงไปด้านล่างถึงรางรถไฟ มีข้อแนะนำว่า เวลารถจอดที่สถานีห้ามใช้ ไม่มีกระดาษฟางมัดไว้เหมือนเดิม สมัยนี้กระดาษเช็ดปาก เช็ดหน้าเป็นที่แพร่หลาย ผู้ใช้บริการต้องเตรียมมาเอง ผู้เขียนไปใช้แบบเบา พุ่งปรู้ดลงไปเลย น่าชมเชยคือน้ำฉีด น้ำล้าง ไหล พุ่งแรงมาก และร้อนเองตามธรรมชาติ ไม่มีหมดเพราะได้ไปใช้บริการซ้ำ เมื่อเกือบถึงปลายทาง น้ำชำระยังไหลแรงดีอยู่ เนื่องจากเป็นรถท้องถิ่น รถไฟมีรางเดียว ขบวนรถของผู้เขียนต้องจอดสับหลีกรางที่มาตรฐานสูงกว่า คือ รถเร็ว รถด่วนบ่อย ได้ยินคำรำพึงจากนักวิ่งในทีมว่า ทำไมไม่ทำรถไฟ 2 ราง หรือรถไฟรางคู่นะ จะได้ไม่ต้องสับหลีกจอดรอกันเช่นนี้ เสียเวลามาก ผู้เขียนก็ได้แต่นั่งคิดไปคนเดียวนั่งรถไฟมา 50 ปี วิวัฒนาการรถไฟไปได้เชื่องช้ามาก สถานีรถไฟยังมีเอกลักษณ์เดิม เป็นอาคารไม้ ดีขึ้นหน่อย ที่มาทาสีน้ำมันเคลือบไว้ บริเวณรอบสถานี ยังอนุรักษ์นิยมไว้ ใครคิดถึงอดีตอยากเห็นชีวิตจริงในชนบทดูได้ที่สถานีรถไฟ มีคนเคยบอกผู้เขียนไว้ว่า การรถไฟไทยไม่มีทางเจริญขึ้นมาได้ เพราะผู้ที่เข้ามาบริหารในรัฐบาล เป็นพวกนายทุน ขายรถยนต์ ขายอะหลั่ยรถยนต์ ขายน้ำมัน เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างถนน ถ้าทำรถไฟให้ดีแล้ว ใครจะซื้อรถยนต์ ไม่ทราบจะจริงหรือเปล่า แต่สิ่งที่แท้แน่นอนคือการขนส่งทางรถไฟต้นทุนถูกกว่าทางรถยนต์ บรรทุกก็ได้หนักกว่าและมากกว่า ของที่ไม่เน่าเสีย ไม่ต้องเร่งเวลา เช่น น้ำมัน อิฐ หิน ปูน ทราย ไม้ เครื่องเหล็ก เครื่องก่อสร้าง เหล่านี้ มีการควบคุมสต๊อก รู้เวลาใช้อยู่แล้ว ส่งทางรถไฟได้ ไม่ต้องเสียดุลการค้าซื้อรถยนต์ ไม่ต้องเสี่ยงให้รถน้ำมัน รถ 18 ล้อ เสยรถบัส รถเก๋ง ในเส้นทางรถยนต์ที่ใช้ร่วมกัน ผู้เขียนอยู่โคราช ได้สังเกตดูจุดรับส่ง สินค้าทางรถไฟของสถานีนครราชสีมา 50 ปีที่ผ่านมายังเหมือนเดิม โทรมลงกว่าเดิมอีก เพราะถนนหนทางบริเวณนั้นไม่ซ่อมเลย ส่วนความรวดเร็วนั้นไม่ทราบว่าวิวัฒนาการขึ้นหรือยัง แถมบางแห่งสถานีขนถ่าย มีลาดขึ้นลงดีๆ การรถไฟยังนำไปให้คนเช่าสร้างร้านอาหารคาราโอเกะ เป็นแหล่งมั่วสุมยามค่ำคืนอีก ไปดูได้ที่สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ นครราชสีมา ผู้บริหารยุคหลังที่สายตากว้างไกล ต้องใช้อำนาจศาลฟ้องรื้อถอน เมื่อเดือนมีนาคม 2548 ซากอัปยศยังเหลือให้เห็นอยู่ โดยเฉพาะส้วมซึ่งตั้งสูงเด่น อยู่บนลาด รับ-ส่งของ


ถึงปลายทางแล้ว สถานีรถไฟอุบลราชธานี ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอำเภอวารินชำราบ ถ้าจะเข้าตัวจังหวัดต้องต่อรถรับจ้าง เป็นตุ๊กๆ สองแถว รถเมล์ มีพร้อมสรรพ ไม่ได้เดินทางมานาน รถม้า Style วารินหายไป ที่มีม้าแกลบตัวเล็กๆ ลากรถพ่วงแบบหนังจีน เสียเอกลักษณ์ไปอย่างหนึ่ง ที่สถานีใหญ่ ระดับอำเภอ จังหวัดจะมีเครื่องขยายเสียงประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารทราบ ว่ามาถึงสถานีอะไร รถไฟขบวนนี้จะเดินทางไปที่ไหนต่อไปสถานีหน้าเป็นสถานีอะไร และทุกสถานีใหญ่จะมีกระดาน White Board ตีตารางไว้แน่นอน หัวตารางจะเขียนไว้ว่า กำหนดการรถไฟขบวนที่ช้าในวันนี้ ขบวนอะไร เข้าเวลาเท่าไร ช้าไปกี่นาที กี่ชั่วโมง เรียกว่า น่าจะช้าประจำ เป็นสิ่งปกติ ที่ผู้เขียนเขียนมาทั้งหมดเกี่ยวกับการรถไฟนี้ ด้วยความปรารถนาดีอยากเห็นการรถไฟไทย เป็นระบบขนส่งมวลชนที่มาตรฐานเช่นเดียวกับประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย ลดดุลการค้าในการซื้อน้ำมัน รถยนต์ ค่าซ่อมแซมปรับปรุงก่อสร้างถนน ประหยัดในการขนส่งสินค้าและการโดยสาร ผู้เขียนวันนั้นเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ใช้สิทธิบัตรราชการทหาร ชำระค่าโดยสารครึ่งราคาเพียง 29 บาท (ยี่สิบเก้าบาท) ถ้าผู้เขียนเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างต่ำขาไปเที่ยวเดียว 1,000 บาท(400 กิโลเมตร) ค่าประกันความปลอดภัยในระหว่างเดินทาง ค่าพลขับไม่ได้บวกเข้าไปด้วย


จากการประสานกับศูนย์อนามัยที่ 7 บริการยอดเยี่ยมประทับใจมาก ส่งรถตู้มารับคณะวิ่งของผู้เขียน 2 คัน 20 คน ยัดเข้าไปหมดพอดี พลขับพานักวิ่งไปที่ศูนย์อนามัยที่ 7 ที่เป็นที่จัดงาน รวมทั้งเป็นที่พักด้วย บนเส้นทางอำเภอวารินชำราบ อำเภอเดชอุดม จากสถานีรถไฟประมาณเกือบ 10 กิโลเมตร ไปถึงติดต่อสมัครวิ่ง เจ้าหน้าที่จัดที่พักให้รวมกัน 1 ห้อง เป็นห้องประชุมหรือห้องรอตรวจโรค ของโรงพยาบาลในศูนย์ฯ เพราะเห็นมีเก้าอี้วางแอบชิดข้างฝาอยู่ เนื่องจากมาเป็นทีม ติดต่อมาก่อน ค่าสมัครถูกมากวิ่ง 21.1 กิโลเมตร 150 บาท วิ่ง 10.5 กิโลเมตร เพียง 100 บาทเท่านั้น สมัครแล้วได้เสื้อที่ระลึก 1 ตัว และเบอร์ติดเสื้อวิ่งอีก 1 แผ่น เข้าที่พักแล้วไปรับประทานอาหาร ฟรีอีกเช่นเดิม ศูนย์ฯจัดเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ฯ มีข้าวหม้อใหญ่ ผัดเผ็ดถั่ว ไข่พะโล้ยอดฮิตขาดไม่ได้ จานกระดาษ ช้อนพลาสติก ง่ายดีแต่ต้องเตรียมถังขยะไว้เยอะๆ ตบท้ายด้วยแตงโมแดงหวานฉ่ำ และน้ำเย็นแช่น้ำแข็ง จากนั้นก็ทะยอยไปอาบน้ำ เตรียมพักผ่อน ศูนย์อนามัย จะตรวจสุขภาพฟรีให้กับนักวิ่งที่มา ตามโครงการของศูนย์ฯที่ตั้งไว้ ความจุปอด ความแข็งแรงของหัวใจ วัดความดันโลหิต น้ำหนัก ส่วนสูง ต่างๆเหล่านี้ บางคนก็เดินเร่ไป ร้านขายอุปกรณ์การวิ่ง มี ชุดวิ่งประกอบด้วย เสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า ผู้เขียนยังอดไม่ได้ต้องซื้อถุงเท้า และรองเท้าวิ่งไปอีกคู่หนึ่ง ทั้งๆที่มีอยู่ที่บ้าน 4 คู่แล้ว มีตำราบอกว่ารองเท้าใหม่ต้องใส่ซ้อมสักระยะก่อน ให้ชินกับเท้าแล้วจึงนำไปใส่วิ่งแข่งขัน ผู้เขียนคุยกับผู้ขายแล้วว่า ใส่ลงวิ่งพรุ่งนี้ได้ไหม ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ผลิตรองเท้ารุ่นนี้เองในประเทศไทย บอกว่ารองเท้าของเขามาตรฐาน รองเท้ายี่ห้อดังจากต่างประเทศก็ใช้อุปกรณ์อย่างนี้แหละ บางครั้งสั่งตัดแล้วไปปะยี่ห้อเอง อาศัย Brand Value จึงขายแพง เพราะโฆษณามาก ทดลองเชื่อดู พอวิ่งได้ เนื่องจากระยะสั้นเพียง 10.5 กิโลเมตร แต่ไม่ดีนักเพราะความร้อนยังไม่ค่อยระบายเท่าไร นักวิ่งทั่วไปก็ขอให้เชื่อวิชาการ รองเท้าใหม่ห้ามใส่วิ่งแข่งทันที จะเกิดผลเสีย ให้ซ้อมวิ่งให้รองเท้าเข้ารูป และอ่อนตัวก่อน


เดินวนๆ มายังโฆษกที่ประกาศปาวๆ อยู่บริเวณรับสมัคร โฆษกเห็นเป็นโอกาสดีขอสัมภาษณ์ ทีมวิ่งมาจากไหน จากจังหวัดนครราชสีมา มา 20 คนทีมวิ่งบุ่งตาหลั่ว โฆษกสงสัย บุ่งตาหลั่ว แปลว่าอะไร ก็ต้องอธิบายกันหน่อย เพราะผู้เขียนก็สงสัยเหมือนกัน พึ่งไปอ่านหนังสือต่วยตูน ปักษ์แรกเดือน เมษายน2548 ในเรื่องคำชะโนด อุโมงค์พญานาค เขียนโดย คำหมาน คนไค อธิบายคำว่า บุ่ง ดังนี้ เป็นแหล่งน้ำที่เป็นหนองบึงและมีสายน้ำเชื่อมกับลำน้ำใหญ่ เช่น บุ่งคล้า ในจังหวัดหนองคาย หรือ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ เคยชื่อว่า อำเภอบุ่ง ส่วนตาหลั่วคือชื่อคน ชื่อหลัว พ่อแม่อาจตั้งชื่อให้เพราะคนนี้เกิดเวลาสลัว เช่นก่อนฟ้าสาง หรือย่ำค่ำ อย่างใดอย่างหนึ่ง น่าจะเป็นย่ำค่ำมากกว่า และนายหลัวนี้ เมื่อมีอายุมากขึ้นน่าจะเป็นเจ้าของแหล่งน้ำนี้ คนเลยเรียกว่าบุ่งของตาหลัว หรือ บุ่งตาหลัว เมื่อกรมชลประทานไปขุดลอก ความตื้นเขิน และทำประตูกั้นน้ำไว้ เขียนในหลักฐานว่าบุ่งตาหลั่ว โดยเติมไม้เอกลงไป นี่คือความเป็นมา จากนั้นเมื่อปี2542กองทัพภาคที่2 โดย พลโท สนั่น มะเริงสิทธิ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ รอบบุ่งตาหลั่ว โดยการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน หลายองค์กร พ่อค้าประชาชน เป็นแหล่งออกกำลังกาย มีลู่วิ่ง และลู่จักรยาน ระยะทางโดยรอบบุ่งประมาณ 3,200 เมตร เมื่อมีนักวิ่งมาออกกำลังกายมาก ก็มีการรวมตัวกันตั้ง ชมรมวิ่งแข่งขันสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ขึ้น


ผู้เขียนบอกโฆษกว่า สัมภาษณ์ผู้เขียนออกอากาศไปแล้ว ผู้เขียนอยากสัมภาษณ์ ผู้จัดเช่นกันจะนำไปเขียนเล่าให้ผู้ที่สนใจอ่านบ้างเพื่อเป็นความรู้ โฆษกก็แนะนำให้รู้จักผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่7 นายแพทย์ดนัย ชีวันดา ซึ่งนั่งสังเกตการณ์ อยู่บริเวณนั้น ผู้อำนวยการชวนเข้าไปนั่งคุยที่ห้องทำงาน เพื่อตัดเสียงรบกวน ผู้เขียนยิงคำถามทันที มีวัตถุประสงค์ และความเป็นมาเช่นไร จึงจัดงานวิ่งติดต่อกันได้ 5 ครั้ง 5 ปีติดต่อกันได้ เพราะผู้เขียนเคยเป็นผู้รับผิดชอบการจัดวิ่งแข่งขันมาแล้ว 2-3 ครั้ง มีปัญหาและงานที่จะต้องทำ ต้องประสานมากมายเหลือเกิน ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องทุน ท่านผู้อำนวยการมีวิธีการปฏิบัติอย่างใด เพราะเห็นศูนย์อนามัยต่างๆ ไม่ได้ยินมีศูนย์ฯใดจัดวิ่งแข่ง มีแต่ทำการสัมมนา นอนโรงแรม แจกเสื้อ แจกกระเป๋า แล้วก็เงียบหายไป ท่านก็ให้ข้อมูลว่าศูนย์อนามัยทั้งประเทศแต่เดิมมี 9 เขต เช่นเดียวกับการแบ่งเขตของกระทรวงมหาดไทย มาเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากงานอนามัย มีงานมากขึ้น จึงแบ่งเขตอนามัยออกเป็น 12 เขต รับผิดชอบเขตละ 5-7 จังหวัด เดิมศูนย์อนามัยมีหน้าที่ผลิตผดุงครรภ์ เพื่อป้อนให้กับสถานีอนามัยต่างๆ ในพื้นที่ชนบท ต่อมาการแพทย์การพยาบาลของไทย เจริญก้าวหน้าวิวัฒนาการดีขึ้น มีโรงพยาบาลแทบจะทุกอำเภอ งานการผลิตผดุงครรภ์ยกเลิกไป ภารกิจของศูนย์อนามัย ก็เปลี่ยนไป เป็นงานการส่งเสริมสุขภาพทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่ วัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ สนับสนุนทางวิชาการในเรื่องอาหาร และน้ำ Clean Food Good Taste สุขาภิบาลเรื่องส้วม การอนามัย แม่ และเด็ก ผู้เขียนสังเกตเห็นรถตู้มีร่วม20 คันถามพลขับว่า ทำไมรถตู้จึงเยอะจริงๆ เขาตอบว่าศูนย์อนามัยที่7 รับผิดชอบหลายจังหวัด ตั้งแต่กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ ยโสธร และ อุบลราชธานี ต้องจัดทีมงานเข้าแนะนำ และสำรวจ งานต่างๆ ที่รับผิดชอบเพื่อความสุข อยู่ดีกินดี ของประชาชนคนไทย พื้นที่หนึ่ง 3-4 วัน กว่าจะไปแนะนำ เก็บตัวอย่าง นำมาตรวจสอบ ประมวลผล รายงานหน่วยเหนือ กลับลงไปแนะนำผู้ปฏิบัติให้ถูกต้องอีก วนเวียนกันไปไม่รู้จบ ในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพมีอยู่ 3 อย่าง คือ


1. ในเรื่องกรรมพันธ์ ยีนส์ของคนที่เกิดไม่มี ภูมิคุ้นกันโรค เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยๆ มีวิธีการคือ ระบบการตรวจก่อนแต่งงาน ยีนส์ไม่เข้ากันหรือไปกันไม่ได้ แก้ได้โดย ห้ามใช้ชีวิตร่วมกัน หรือห้ามมีบุตร คนไทยไม่คุ้นเคย โรงพยาบาลมีความพร้อมจะทำได้ แต่ไม่แพร่หลาย


2. พฤติกรรมของคนในเรื่องสุขภาพ การรับพลังงานเข้ามา คือ บริโภคอาหาร การใช้พลังงานออกไป คือ การออกกำลังกาย ถ้ารับเข้ามามาก ใช้ออกไปน้อย จะสะสมพลังงานมากในรูปไขมัน คนจะอ้วนไม่แข็งแรง โรคแทรกซ้อนต่างๆ จะตามมา กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องรณรงค์สร้างกระแส เช่น การรวมพลังเต้นแอโรบิค ซึ่งปีหนึ่งจัดกิจกรรมได้น้อยมาก 2-3 ครั้ง


3. สภาพแวดล้อมจัดให้เอื้อต่อการออกกำลังกาย ฐานย่อยของกระทรวงสาธารณสุข ต้องรับลูกในการส่งเสริมให้ออกกำลังกาย


ศูนย์อนามัยที่ 7 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง หรือ ฐานย่อยของกระทรวงสาธารณสุขจึงมีแนวความคิดที่จะผลักดัน สร้างสภาพแวดล้อมให้คนหันมาออกกำลังกาย จึงจัดงานในลักษณะงานวิ่ง เพราะเล็งเห็นว่าในภาคอีสานสนามวิ่งแข่งขัน เมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ แล้วมีน้อยมาก และในเดือนเมษายน ปกติจะไม่ค่อยมีหน่วยงาน หรือองค์กรใด จัดวิ่งแข่งขัน สาเหตุเนื่องจากอากาศร้อนประการหนึ่ง และในห้วงกลางเดือน เป็นเทศกาลสงกรานต์เป็นวันหยุดยาวอีกประการหนึ่ง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา ไปพบปะครอบครัว ญาติพี่น้อง ศูนย์อนามัยที่ 7 จึงเลือกเอาต้นเดือนเมษายนของทุกปีจัดกิจกรรม ในการจัดครั้งที่ 5 หรือปีที่ 5 นี้ ได้รับความสนใจ จากประชาชน เยาวชนมากขึ้น นักวิ่งเดินทางมาจากหลายจังหวัด และจังหวัดไกลขึ้น เยาวชนมาจากหลายกลุ่ม หลายโรงเรียน มากขึ้น ทำให้เสื้อที่ระลึกและเหรียญรางวัลที่ทำไว้ ไม่พอแจกนักวิ่ง ต้องลงทะเบียนไว้ในเรื่องเหรียญ ส่วนเรื่องเสื้อถ้าไม่มีให้ลดค่าสมัคร 50บาท ก็แก้ปัญหาไปได้ ผู้เขียนถามว่าทุนการจัดได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนใด ท่านบอกว่าในฐานะผู้บริหารงบประมาณระหว่างปี สามารถบริหารนำมาเป็นทุน ในการจัดกิจกรรมได้ นอกจากนี้ได้ตั้งมูลนิธิส่งเสริมสุขภาพอุบลราชธานี รับบริจาคตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการจัดวิ่งแข่งขันครั้งที่ 1 ปี 2544ไปขอรับการสนับสนุนแรงกายบุคลากรจากโรงเรียนกีฬาอุบลราชธานี มาร่วมตัดสิน นักเรียนพยาบาลมาในเรื่องสมัคร เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลส่งเสริมเส้นทางวิ่ง ตำรวจในเรื่องควบคุมการจราจร การบริการเรื่องที่พัก อาหาร และพิธีการใช้บุคลากรในศูนย์อนามัยที่ 7 ของท่านเอง


การวิ่งแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2548 ในวันนั้นมีนักวิ่งประเภทฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร ประมาณ 300 คนเศษ ปล่อยตัวเวลา 0530 นาฬิกาตามเส้นทางศูนย์อนามัยที่ 7 วิ่งเข้าอำเภอวารินชำราบ ประเภทมินิมาราธอน 300 คนเศษ เช่นกัน 10.5 กิโลเมตร ปล่อยตัวเวลา 0600 นาฬิกา ใช้เส้นทางเดียวกันแต่กลับตัวก่อนเนื่องจากเส้นทางบังคับในการกลับตัวเพราะเป็นทางแบบ 4 เลน จึงกลับตัวเพียง 4.5 กิโลเมตรไปกลับเพียง 9 กิโลเมตร เท่านั้นผู้เขียนก็ลิ้นห้อยแล้วใช้เวลาไปถึง 53 นาที เฉลี่ยกิโลเมตรละเกือบ 6 นาที ผิดฟอร์มจากเมื่อ 5-6 ปีก่อนมาก เนื่องจากวัยและสังขารเป็นเหตุ ทำให้ฝึกซ้อมไม่เต็มที่ ปัญหามาจากการบาดเจ็บ จากสภาพความเสื่อมไขข้อ เส้นเอ็น หมอแนะนำว่าจะหายได้ต้องหยุดวิ่ง หรือหันไปออกกำลังกายอย่างอื่น เช่น ถีบจักรยาน และว่ายน้ำ การวิ่งมันเข้าไปอยู่ในสายเลือดเสียแล้ว เจ็บบ้างก็ถูไถไป วิ่งเร็วไม่ได้ก็วิ่งช้า วิ่งระยะไกลไม่ได้ ก็วิ่งใกล้ๆ อยากเดินทาง อยากพูด อยากคุย กับนักวิ่งผู้คนรอบข้างมากกว่า


ขอสดุดีผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 7 ที่มีวิญญาณของนักบริหารจัดการ มีความรับผิดชอบต่องานในหน้าที่ ต่อ ภารกิจของหน่วยงาน ขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ผู้เขียนมีแนวความคิดเช่นกับหลายๆท่านคือสร้างดีกว่าซ่อม สร้างสุขภาพให้แข็งแรง ดีกว่า ป่วยแล้วรักษา โรงพยาบาลในพื้นที่ต้องมีส่วนสำคัญ ถ้ามีโอกาส มีพื้นที่ สร้างสถานที่ออกกำลังกาย จัดทีมไปแนะนำสุขภาพในพื้นที่รับผิดชอบ จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายไปมาก ที่พากันกล่าวว่า 30 บาท โรงพยาบาลอยู่ไม่ได้นั้น คำกล่าวนี้จะหมดไป


วิ่งเสร็จแล้ว 0800 แจกรางวัลรถไปจะออกจากสถานีรถไฟอุบลราชธานีไปนครราชสีมา เวลา 1300 ผู้เขียนเห็นว่ารอเวลานานจึงขอตัวทีมวิ่งนั่งรถโดยสาร ปอ.2 กลับ เพื่อหาประสบการณ์การเดินทาง นักวิ่งทีมผู้เขียน ผู้จัดมาส่งไว้ที่สถานีรถไฟเวลา 1000 มีเวลาว่าง 3 ชั่วโมง มีนักวิ่งบางคนแนะนำดีว่า ดื่มเบียร์คนละกระป๋องเพื่อกระตุ้นเลือดลม ทดแทนพลังงานที่สูญเสียไป ปรากฏว่าเลยเถิดแทนที่จะเป็น 1 กระป๋องกลายเป็นโหล และหลายโหล ลามต่อถึงขึ้นรถไฟจนถึงสถานีรถไฟนครราชสีมา มีนักวิ่งหญิงมาเล่าให้ฟัง ก็ได้แต่นั่งเสียใจลืมเตือนเขาไป นักกีฬาแข็งแรงดื่มแอลกอฮอล์ได้มาก และนานๆ ดื่มก็สนุก ถ้าเดินทางมาด้วยคงได้ตักเตือนให้เพลาๆ เป็นตัวอย่างไม่ดีแก่เยาวชน นี่แหละหนาว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

บันทึกเมื่อ 12 เมษายน 2548

------------------------------------------

ทัวร์ขยะ (Garbage Tour)

posted on 02 Nov 2006 10:08 by moosing  in Tour-Of-Thailand

ทัวร์ขยะ
เจ้าเก่า


เมื่ออ่านหัวเรื่องแล้วผู้อ่านอาจคิดว่าแปลกดี ผู้เขียนก็ว่าแปลกดีเช่นกัน คำพูดว่า ทัวร์ขยะ สะกิดในหัวสมองของผู้เขียน เมื่อมีผู้ร่วมเดินทางในคณะผู้หนึ่งได้กล่าวออกมา ทัวร์ขยะ เริ่มขึ้นอย่างไร อยากจะเล่าความเป็นมาให้ผู้ที่สนใจได้ติดตามต่อไป


เมื่อ 4-6 มกราคม 2546 ได้มีบริษัท จ๊อก แอน จอย ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินกิจกรรมกับการจัดวิ่งแข่งขัน ได้จัดการวิ่งแข่งขันขึ้นภูกระดึง ผู้เขียนเป็นหนึ่ง อยู่ในแวดวงนักวิ่งสุขภาพ เกิดความสนใจอยากจะไปวิ่งแข่งขันขึ้นภูกับเขาด้วย เนื่องจากภูกระดึง แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ เป็นตำนานรักของนักศึกษาตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้น จนถึงปัจจุบัน เมื่อวัยทีนเอจ ปิดภาคการศึกษา ส่วนใหญ่จะรวมกลุ่มกันไปท่องเที่ยว ถ้าต้องการความท้าทาย ภูกระดึงแห่งนี้แหละ เป็นยอดนิยม หลายคู่ได้มาสร้างตำนานรัก สร้างความสัมพันธ์เป็นครอบครัวขึ้นที่นี่ จากความเห็นอกเห็นใจ รู้ใจ ความเหนื่อย ความสนุก เล่าให้ฟังต่อจนชั่วลูกชั่วหลาน มีบางคนยังแอบค้านไม่ได้ ว่าหลายคู่ชีวิตรักมาพังที่นี่เหมือนกัน เพราะแสดงธาตุแท้ความเห็นแก่ตัวออกมา ก็คงมีบ้างหรอกนะ แต่คงน้อยมาก การวิ่งแข่งขันขึ้นภูกระดึง ส่วนใหญ่นักวิ่งไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลัก เพื่อมาวิ่งแข่งขันอย่างจริงจัง เป้าหมายน่าจะอยู่ที่การได้ขึ้นท่องเที่ยวบนภูกระดึง ความมัน ความสะใจ ในความยากลำบาก ผู้เขียนก็เช่น เดียวกัน ชั่วชีวิตเคยได้ยินแต่ภูกระดึง ในอดีตเมื่อเป็นวัยรุ่นไม่เคยได้มาสัมผัส พอมีอาชีพรับราชการ เส้นทางการเดินทางทำงานหลายครั้งผ่านเลียบภูกระดึง ก็ได้แต่มอง คิดว่าสักวันหนึ่งคงได้พิชิตยอดภูบ้าง โอกาสดีปีใหม่ 2546 นี้ เคลียร์งาน เคลียร์ธุระ ได้ เก็บเนื้อเก็บตัวตอนเทศกาลฉลองปีใหม่ และใน 4 มกราคม 2546 สามารถวิ่งบ้างเดินบ้าง ขึ้นถึงยอด ภูกระดึง ภายใน 1 ชั่วโมง 52 นาที สถิติที่นักวิ่งทำไว้ดีที่สุด 1 ชั่วโมง 3 นาที เมื่อได้ขึ้นไปถึงยอดภูกระดึง ได้เดินท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งบริเวณที่พักของผู้ที่ขึ้นท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นและไม่สบายใจมาก คือ ปริมาณ ขยะ ที่นักท่องเที่ยว และร้านค้า ได้สร้างขึ้นเป็นปัญหากับเจ้าหน้าที่อุทยานมาก ในฤดูท่องเที่ยวกองเป็นภูเขาเลย เมื่อผู้เขียนกลับลงมา ได้นำปัญหาที่ได้พบมาปรารภ กับเพื่อนผู้อบรมสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตร ปรม 2 กลุ่ม 10 ซึ่งศึกษากรณีการรักษาธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม ในกลุ่มรับปากผู้เขียนว่าจะช่วยคิดร่วมแก้ปัญหา ตามศักยภาพ ความรู้ ความสามารถที่มีอยู่เท่าที่จะทำได้ การติดต่อกับอุทยานแห่งชาติภูกระดึงได้เริ่มขึ้น และหน.อุทยานแห่งชาติ ตอบรับและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ จะมีผู้ไปช่วยเสริมความคิดในเรื่อง การรักษาสภาพแวดล้อม ซึ่งอุทยานได้ปฏิบัติอย่างเต็มกำลังอยู่แล้ว


การศึกษาดูงานต่างประเทศ ของหลักสูตร ปรม.2 กำหนดไว้ 23-29 มีนาคม 2546 ที่ประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากสหรัฐอเมริกา ประเทศจะทำสงครามบุกประเทศอิรัก ใน 17 มีนาคม 2546 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้ หัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ชะลอ หรือ ระงับการเดินทางไปต่างประเทศซึ่งตั้งอยู่นอกภูมิภาคเอเชียไว้ก่อน ตั้งแต่ 17 มีนาคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจนและกลับสู่ภาวะปกติ สถาบันพระปกเกล้าซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักสูตร ปรม.2 จึงขอเลื่อนการศึกษาดูงานต่างประเทศออกไป เพราะ ผู้เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่ เป็น หัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ คณะนักศึกษา ปรม.2 จึงเหมือนผึ้งแตกรัง เพราะได้ เคลียร์ตัวเอาให้ว่างใน 23-29 มีนาคม 2546 แล้ว จึงได้จัดกลุ่มท่องเที่ยว ศึกษาดูงาน แยกออกเป็นรายกลุ่ม ไปทัศนศึกษาภาคเหนือ ไปทัศนศึกษาระยอง ไปทัศนศึกษาบุรีรัมย์ดูประเพณีการขึ้นเขาพนมรุ้ง การจัดรายการทัศนศึกษาเกิดขึ้นอย่างหลากหลายในเวลาอันรวดเร็ว กลุ่มผู้เขียนวางแผนไปภูกระดึง ช่างบังเอิญว่า สมาชิกในกลุ่ม 1 ท่าน เป็น ประธานสมาคมแม่บ้านกองทัพบก สาขา ศูนย์การทหารม้าสระบุรี (เป็นภรรยาผู้บัญชาการศูนย์ทหารม้า)ได้เสนอ เพิ่มเติมกิจกรรมกรณีศึกษาภูกระดึง ไหนๆจะผ่านแล้วให้แวะเยี่ยมชม การบริหารหน่วย รวมทั้งการจัดการเรื่อง การรักษาสภาพแวดล้อม ของศูนย์การทหารม้า จังหวัดสระบุรีด้วย ในกลุ่มเห็นดีด้วย หลักสูตรของพวกเราที่เข้ารับการอบรม คือ การบริหารงานภาครัฐ และกฎหมายมหาชน เรียกว่า ตรงตามหลักสูตร


27 มีนาคม 2546 ในกลุ่มนัดหมายเริ่มต้นเดินทาง ออกเดินทางจากสถาบันพระปกเกล้า เวลา 0730 มีผู้ร่วมเดินทาง (ไม่อยากจะบอกเลย) 4 ท่าน เป็นชาย 2 คน หญิง 2 คน เนื่องจากถูกกลุ่มทัวร์อื่นแย่งลูกค้าไปหมด หลายท่านที่ไม่ไป เพราะกลัวเดินขึ้นภูกระดึง ไม่ได้ 4 ท่าน ก็ต้องเดินหน้าถอยไม่ได้ เพื่อแสดงความมั่นใจขอบอกสถานะผู้ร่วมเดินทางเป็นตัวแทนของหน่วยงาน เพื่อให้ดูว่ายิ่งใหญ่ น่าเชื่อถือดังนี้ หัวหน้าคณะ เป็นผู้แทนกรมรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ เลขานุการเป็นผู้แทนของสมาคมสร้างสรรค์ไทย (ตาวิเศษ) ผู้ติดตามประกอบด้วยผู้แทนของสำนักงานสวัสดิการและสังคมกรุงเทพมหานคร และฝ่ายเสนาธิการจากกองทัพบก อีก 1 ท่าน รออยู่ในพื้นที่อีก1ท่าน คือ เจ้าของบ้าน ประธานสมาคมแม่บ้านกองทัพบกสาขาศูนย์การทหารม้า หน่วยงานของท่านคือ ฝ่ายพยาบาลโรงพยาบาลอานันทมหิดล ก่อนถึงศูนย์การทหารม้า 5 กิโลเมตร มีรถยนต์สารวัตรทหารมานำเข้าศูนย์การทหารม้า สักการะพระบรมราชนุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วางพานพุ่มพระอนุสาวรีย์พลโทพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง อดิศรอุดมเดช การต้อนรับ ป้ายต้อนรับ และพิธีการ ยิ่งใหญ่ เหมือนกับเดินทางไปทั้งสถาบัน เยี่ยมจริงๆ เข้าห้องฟังบรรยายสรุป จัดแปลกออกไปอีก เนื่องจากเป็นห้องใหญ่ `ใช้ฟังบรรยายสรุปได้เป็นร้อยคน วิธีที่จะทำไม่ให้ดูเวิ้งว้าง คือ จัด เก้าอี้ ประกบคู่ ระหว่างคณะ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยกระจายกันออกไป ห้องจะดูไม่ใหญ่จนเกินไป เป็นการบริหารจัดการที่ดีอย่างหนึ่งน่าจดจำไปปฏิบัติ การบรรยายทุกแห่งคงเริ่มด้วยภารกิจ และการจัดของหน่วยในอันดับแรก สรุปสั้นๆ ว่า ศูนย์การทหารม้ามีภารกิจ ในการกำหนด หลักนิยม แบบฝึก การผลิตผู้นำหน่วย การวิจัย และพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ของเหล่าทหารม้า เป็นเจ้าของโครงการในการจัดตั้งหน่วยใหม่ของเหล่าทหารม้าอีกด้วย หน่วยหลักๆ มีอยู่ 7 หน่วยด้วยกัน คือ กองบัญชาการ กองวิทยากร กองเครื่องช่วยฝึก กองบริการ โรงเรียนทหารม้า กองพันทหารม้าที่ 22 และแผนกสัตวรักษ์ คุณลักษณะของทหารม้า คือ ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ อำนาจการยิงรุนแรง อำนาจในการทำลายและข่มขวัญ สรุปคุณลักษณะสั้นๆ ว่า “รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด” ในเรื่องการพัฒนาพื้นที่ ผู้เขียนขอแบ่งออกเป็น 2 ข้อใหญ่ ดังนี้


1. การพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และพักผ่อน จะประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์ทหารม้า สวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ สนามกีฬายิงปืนค่ายอดิศร ศูนย์กีฬากอล์ฟอดิศร สระว่ายน้ำอดิศร สนามขี่ม้าค่ายอดิศร อดิศรยิมเนเซียม สนามกีฬาต้านยาเสพติด การเดินทางไกล และอยู่ค่ายพักแรม แหล่งท่องเที่ยว และพักผ่อน นี้บุคคลทั่วไป สามารถไปใช้บริการได้ ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก เปิดค่ายทหาร เพื่อบริการประชาชน คำพูดที่ว่า ทหารเป็นมิตรกับประชาชน เขตทหารห้ามเข้า ได้ยกเลิกไปแล้วที่น่าสนใจมาก คือ พิพิธภัณฑ์ทหารม้า มีรถถังเล็กๆ อาจเรียกว่า รถถังกระป๋อง รุ่น สงครามโลก ครั้งที่ 2 หน่วยได้มาปรับปรุง สามารถวิ่งได้ เป็นที่สนใจของชาวต่างชาติมาก
2. การรักษาสภาพแวดล้อม โครงการปรับปรุงบ้านพักอาศัย โครงการเรารักบ้านหลวง ซึ่งสร้างจิตสำนึกในการรักที่อยู่อาศัย ร่วมแรงร่วมใจพัฒนาบ้านพัก เริ่มจากบ่อบำบัดน้ำเสีย ทางระบายน้ำเสีย การทำปุ๋ยหมัก การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ และโครงการสุดท้ายที่กลุ่มของพวกเราตั้งใจ มาศึกษา คือ โครงการธนาคารวัสดุรีไซเคิลชุมชนค่ายอดิศร เปิดโครงการ เมื่อ 12 มกราคม 2546 สาเหตุที่เกิดโครงการขึ้นมาเนื่องจากการเพิ่มขยายของขยะ เนื่องจากยุคโลกาภิวัฒน์ พวกเราเปลี่ยนวัสดุในการบรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งของที่คงทน สวยงาม ผลที่ตามมา คือมีของที่กล่าวแล้วมากขึ้น ศูนย์การทหารม้า มีบริเวณที่ทำงานและบ้านพักแยกเป็น 2 พื้นที่ การจัดเก็บขยะใช้เทศบาลท้องถิ่นดำเนินการ เนื่องจากการเพิ่มขยายของขยะมีมากขึ้น ต้องเพิ่มอุปกรณ์รองรับ และมีขยะตกค้างมากขึ้น เป็นปัญหาเรื้อรัง ด้านสิ่งแวดล้อม จึงมีแนวความคิดในการจัดตั้งธนาคารวัสดุรีไซเคิลขึ้น โดยแบ่งแผนการปฏิบัติออกเป็น 3 แผนงาน คือ แผนการดำเนินการต่อขยะเปียก แผนการดำเนินการต่อขยะทั่วไป แผนการดำเนินการต่อขยะที่มีคุณค่า สำรับขยะเปียกนั้น ได้จัดทำโครงการปุ๋ยชีวภาพ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการทดลอง ขยะทั่วไปนั้นให้เทศบาลท้องถิ่นมาขนเช่นเดิม ส่วนขยะที่มีคุณค่า ได้นำกลับมาใช้ใหม่ จัดตั้งธนาคารขยะดำเนินการ 2 แห่ง ใน 2 พื้นที่ ดำเนินการโดย สมาชิกแม่บ้านทหารบกค่ายอดิศร เปิดเฉพาะวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 0800-1200 มีบุตรหลาน แม่บ้าน กำลังพลให้ความสนใจอย่างมาก มีเงินหมุนเวียน ตั้งแต่เริ่มโครงการ 2 แสนบาทเศษ


หลังจากอาหารกลางวันที่ได้รับความกรุณาจากผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า คณะพวกเรา 4 คน เดินทางสู่ภูกระดึง นายกสมาคมแม่บ้าน ยกถังแช่ เป็นตู้เย็นเล็ก ๆ ทั้งเครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำเย็น เบียร์ ผ้าเย็น น้ำแข็งใส่ถังใหญ่ ผลไม้อีก 1 ตะกร้า เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคณะทัวร์ขยะ นั่งรถผ่านถนนอ้อมอำเภอปากช่อง สู่อ่างเก็บน้ำลำตะคอง ระยะทางเกือบ 40 กิโลเมตร เป็นถนนที่แปลกแต่จริงในเมืองไทย คือรถช้าวิ่งเลนขวา รถเร็วต้องวิ่งแซงเลนซ้าย เพราะเลนซ้าย ชำรุดมาก ไม่ทราบก่อสร้างกันอย่างไร กินเนสบุคส์น่าจะนำไปบันทึกว่า มีประเทศหนึ่งที่สร้างถนนคอนกรีตให้พังแบบสมบูรณ์แบบได้ องค์กรตรวจ สอบ เริ่มจะมีผลเมื่อปี 2540 เมื่อมีรัฐธรรมนูญปกครองประเทศไทยฉบับใหม่ผู้เขียนคิดว่า ถ้าเป็นไปได้ ไปตรวจสอบย้อนหลังลากคอพวก โกง กิน เข้าคุกบ้างก็จะดีไม่น้อย นั่งถกแถลงปัญหาขยะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม หลับบ้างตื่นบ้าง เพราะเดินทางใช้เวลา 5 ชั่วโมงกว่าๆ เข้าเขตอำเภอด่านขุนทด เจอฝนพายุฤดูร้อน วิ่งผ่านหนองบัวโคก ชุมทางมีแยกไป นครราชสีมา เพชรบูรณ์ คณะเราตรงไป ชัยภูมิผ่านแก้งคร้อ ภูเขียว ดินแดนแห่งต้นไม้บอนไซ ทั้งต้นตะโก และต้นโมกข์ คิดว่าเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย วิ่งผ่านโรงงานน้ำตาล เป็นย่านจอแจ การจราจรคับคั่ง จากรถขนอ้อยซึ่งทั้งเศษอ้อย เรี่ยราดตลอดเส้นทาง ขัดขวางการจราจร เนื่องจากบรรทุกหนักและเป็นถนนแบบเลนเดียววิ่งสวนทาง ผู้เขียนยังคิดว่า ถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้ประเทศไย ปลูกอ้อย เลย ตั้งโรงน้ำตาล ใกล้พื้นที่ใดป่าถูกทำลายที่นั่น ผู้เขียนยืนยันได้ เพราะเคยทำงานอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร ป่าสมบูรณ์พังมาไม่รู้เท่าไร ผ่านชุมแพ ซึ่งทุกคนคงรู้จัก เพิก ชุมแพ พระเอกในนวนิยายขายดี แม้แต่ข้ออ้างของการแยกชุมแพ ตั้งเป็นจังหวัด ยังยกเอาเหตุผลของการเอาชื่อ ชุมแพ ไปตั้งเป็นชื่อ นวนิยาย ดีว่ามีพระราชบัญญัติห้ามเพิ่มส่วนราชการโครงการนี้จึงยกเลิกไป จากชุมแพมุ่งสู่จังหวัดเลย ถึงบ้านผานกเค้า ทางแยกเข้าอุทยานแห่งชาติภูกระทึง อีก 10 กิโลเมตร วิ่งผ่านที่ว่าการอำเภอ และเข้าสู่ตัวสำนักงานอุทยาน เวลาใกล้ทุ่มแล้ว กว่าจะติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ประสานงานไว้ รู้เรื่องใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมง ก่อนเข้าบ้านขอจัดการธุระเรื่องท้องก่อนกองทัพต้องเดินด้วยท้อง ท้องไม่อิ่มทำอะไรสำเร็จยาก ใช้บริการร้านอาหารในอุทยาน เสร็จแล้วแยกย้าย เข้าที่พักของอุทยานจัดเตรียมไว้ให้เป็นบ้านพักเดี่ยว แยกเป็น 2 ห้องนอน นอนได้ห้องละ 7 คน ฝ่ายหญิงแยกไป 1 ห้อง 2 คน ฝ่ายชายแยกไป 1 ห้อง 3 คน (รวมทั้งพลขับ) เป็นคืนหนึ่งในรอบหลายปีที่นอนท่ามกลางเสียงหริ่ง หรีด เรไร และนกกลางคืนร้อง เช้าตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น นกกลางคืนตัวหนึ่งร้องทั้งคืน ป๊ก ป๊ก เช้ายังไม่เลิกร้อง ทำให้ท่านเลขาสมาคมสร้างสรรค์ไทย ไม่กล้าขยับออกจากบ้าน ต้องรอให้มีแสงสว่างก่อน เพราะ กลัวทั้งงูและกลัวทั้งผีพร้อมๆ กัน พอมองลายมือเห็น ผู้เขียนและท่านเลขาฯ ออกเดินสำรวจภูมิประเทศในอุทยานภูกระดึงด้านล่าง ไปหยุดที่ทำการลูกหาบ ซึ่งแบกของขึ้นภูกระดึง มีลูกหาบขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกอยู่ 320 คน เสียเงินค่าบำรุงให้กับอุทยานฯ เป็นรายปี (600 บาทถ้าจำไม่ผิด) ลูกหาบจะมีสิทธิ แบกของ ของผู้ท่องเที่ยว และของร้านค้าขึ้นบนยอดภูกระดึงในอัตราค่าจ้างแบก กิโลกรัมละ 10 บาท ขีดความสามารถของผู้แบกชายสถิติสูงสุด 70 กิโลกรัม ส่วนลูกหาบหญิง จะแบกน้ำหนักได้ประมาณ 30-40 กิโลกรัม ผู้เขียนเคยทดสอบแบก เมื่อวิ่งขึ้นเขาหลังปีใหม่ 2546 ของน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม ผู้เขียนแทบก้าวขาไม่ออกหนักมาก ยิ่งต้องปีนเขาอีกไม่ทราบว่าจะลำบากและยุ่งยากแค่ไหน รายได้จากการแบก เป็นรายได้สุทธิของลูกหาบ อุทยานไม่หักค่าดำเนินการ ลูกหาบมีพันธะสัญญากับอุทยาน คือ 1 ปี ต้องนำขยะลงจากเขารวมน้ำหนักไม่น้อยกว่า 50 กิโลกรัม ต่อ คน เสร็จจากคุยกับลูกหาบเดินไปชมที่ประตูผ่านขึ้นเขา ดูทะเบียนคนผ่านขึ้น ผ่านลง กลับลงมาดูป้อม ลงทะเบียนอาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่ให้ผู้ท่องเที่ยวที่สมัครใจ มาลงทะเบียนเป็นอาสาสมัคร เมื่อขึ้นเที่ยวบนภูกระดึงแล้ว ขากลับลงมานำขยะมาด้วยไม่น้อยกว่า 1 กิโลกรัม อุทยาน ฯ จะให้ใบประกาศเกียรติคุณ 1 ฉบับ เป็นที่ระลึก ได้เวลาพอสมควรเดินกลับไปเตรียมตัวพบปะแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์กับเจ้าหน้าที่อุทยาน


0900 ของ 28 มี.ค. 46 มุมหนึ่งบนสำนักงานบริการนักท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จัดโต๊ะเล็กๆ สำหรับคณะและเจ้าหน้าที่จำนวน 7 คน มีผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานอุทยานแห่งชาติเป็นผู้ต้อนรับแทนเนื่องจากหัวหน้าอุทยานฯ เดินทางไปสัมมนาที่ต่างจังหวัด ซึ่งคณะได้ทราบตั้งแต่ขั้นตอนการประสานแล้ว บอกกับหัวหน้าอุทยานว่าไม่มีปัญหาคุยกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบคนใดก็ได้ ก่อนจะคุยในเรื่องการกำจัดขยะและรักษาสิ่งแวดล้อม ผู้ช่วยได้บรรยายสรุปความเป็นมาและเป็นไปของอุทยานแห่งชาติ ภูกระดึงให้คณะได้ทราบพอสังเขปดังนี้ อุทยานแห่งชาติภูกระดึงได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 2 ของประเทศ (ลำดับที่ 1 คือ เขาใหญ่) เมื่อ 23 พฤศจิกายน 2505 มีพื้นที่ประมาณ 348 ตารางกิโลเมตร ประมาณ 217500 ไร่ อยู่ในพื้นที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ภูมิประเทศ เป็นภูเขายอดตัด มีที่ราบกว้างใหญ่บนยอดเขา 60 ตารางกิโลเมตร ประมาณ 37,500 ไร่ อยู่สูงจากน้ำทะเลปานกลาง เฉลี่ย 1,200 เมตร จุดยอดสูงสุด สูง 1,316 เมตร เป็นภูเขาหินทราย ต้นกำเนิดลำน้ำพอง บนยอดภูกระดึงเป็นสังคมพืชเมืองหนาว สนสองใบ สอนสามใบ ต้นเมเปิล กุหลาบป่า ม้าวิ่ง เอื้องคำหิน มีสัตว์มากมาย เช่น ช้าง เสือโคร่ง หมีควาย เลียงผา เก้ง กวาง นกหลายชนิด รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานที่หายากเช่นเต่าปูลู เส้นทางขึ้นภู ปัจจุบันไม่ลำบาก เช่นในอดีต เพราะได้ปรับปรุง ตกแต่งพื้นที่ ทำชั้นบันไดดิน ทำสะพานเหล็กในที่ๆ สูงชัน มีทางลาดปูนบางแห่ง มีราวเหล็กให้จับยึด มีสถานที่พัก และร้านอาหารตลอดเส้นทางที่ขึ้น จากจุดเริ่มต้นถึงหลังแป (ยอดเขา) ระยะทาง 8.3 กิโลเมตร นักวิ่งที่วิ่งเร็วทำเวลาดีที่สุดใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง กับ 3 นาทีเท่านั้น ผู้ท่องเที่ยวหากเดินขึ้นตั้งแต่ 0600 ไม่เกิน 1700 ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ต้องถึงที่พักแน่นอนที่ช้านี้เพราะเดินไป คุยไป พักไป กินไป นักท่องเที่ยวปกติใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 4-5 ชั่วโมง สามารถเดินไปรับประทานอาหารกลางวันที่พักนักท่องเที่ยวบนภูได้ น้ำ ข้าวปลา อาหารที่นอน ผ้าห่ม มุ้ง หมอน ไม่ต้องนำขึ้นไป อาหารเครื่องดื่ม มีตลอดเส้นทาง เหมือนแหล่งท่องเที่ยวในพื้นราบ ไม้ต้องแบกขึ้นให้เป็นภาระ แหล่งท่องเที่ยวบนภูกระดึงเนื่องจากเป็นภูเขายอดตัด แหล่งท่องเที่ยวจะประกอบด้วย น้ำตกและหน้าผา น้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกโผนพบ น้ำตกวังกวาง น้ำตกถ้ำสอเหนือ น้ำตกถ้ำสอใต้ น้ำตกตาดร้อง ผาหมากดูก ผานาน้อย ผาเหยียบเมฆ บริเวณผาแดง และสุดท้ายคือผาหล่มสัก ซึ่งมีต้นสนเกิดอยู่บนชะง่อนหิน เป็นสัญญลักษณ์ของภูกระดึง อยู่ห่างจากจุดบริการนักท่องเที่ยว บนยอดภูประมาณ 9 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินไปกลับ และรอชมพระอาทิตย์ตก ใช้เวลาในการเดิน 1 วัน พอดี สนุกมาก เนื่องจากเอกสารฉบับนี้เป็นเอกสาร เรื่อง ทัวร์ขยะ การบรรยายความสวยงามเรื่องการท่องเที่ยวจะผ่านเลยไป ผู้สนใจขอให้เดินทางไป ชมด้วยตนเองในวัยที่สามารถขยับแข้ง ขยับขาได้ ถ้าท่านสามารถเดินขึ้นถึงยอดภูกระดึงได้ มั่นใจว่าร่างกายของท่านต่อสู้ชีวิตในโลกได้อีกเป็น 10 ปี


ปัญหาของขยะก็มาจาก 2 กรณีใหญ่ ๆ คือกรณีแรกจากร้านค้าที่บริการนักท่องเที่ยวมีร้านค้าที่บริเวณอุทยานฯ ด้านล่าง 21 ร้าน ระหว่างทางเดินขึ้นเขา 4 จุด มี 47 ร้าน บริเวณที่พักนักท่องเที่ยวบนยอดเขา 31 ร้าน บริเวณแหล่งท่องเที่ยวตามหน้าผา 5 แห่ง มี 24 ร้าน รวมร้านค้าทั้งสิ้นทั้งตีนภู ระหว่างทาง และยอดภู 123 ร้าน ที่ตีนภูคงมีปัญหาน้อย ส่วนระหว่างทางและยอดภู 100 กว่าร้านนี่คือปัญหา อุทยานไม่ได้จำกัดหรือห้ามสิ่งของที่จะนำขึ้น ยกเว้นกล่องโฟม ซึ่งเป็นนโยบายของท่านปลัดกระทรวงที่ห้ามนำขึ้นอย่างเด็ดขาด กรณีที่สอง จากนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะนำอาหาร หรือเสบียง ติดตัวขึ้นไปด้วย เนื่องจากราคาอาหารและเครื่องดื่ม บนภู จะแพงกว่าปกติเล็กน้อย เนื่องจากต้องเสียค่าแบกขึ้น นักท่องเที่ยวก็จะแบกขึ้นเต็มพิกัดของตนเอง ที่สามารถนำขึ้นไปได้ โดยเฉพาะหีบ ห่อ ซึ่งเบา เช่น ห่อพลาสติก ฟลอย ซึ่งยากแก่การทำลายมาก วินัยนักท่องเที่ยว และร้านค้าก็เป็นปัญหาที่สำคัญสิ่งหนึ่ง ระหว่างทางเดินขึ้นภู และเส้นทางท่องเที่ยวในป่า ยังมี ผู้ไม่ค่อยมีวินัย ได้ขว้างปา ขวดน้ำ ถุงพลาสติก ที่ใส่เครื่องดื่มเป็นถุง พร้อมหลอดกาแฟ ถุงก็อปแก็ป พวกขนมพองต่าง ๆ ตามเส้นทาง ไม่พยายามเก็บไว้กับตัว และนำไปทิ้งที่จัดไว้ให้ เมื่อผู้เขียนเดินลงจากภูกระดึง เมื่อคราวไปวิ่งแข่งขัน นอกจากจะอาสาไปเดินเก็บขยะบนยอดภูมาได้กิโลกรัมกว่าๆ ถือลงมาด้วย ยังหอบเศษขยะตามทางลง พยายามให้ผู้ท่องเที่ยวเอาเป็นตัวอย่าง คนต่างชาติที่เดินสวนทางขึ้นไป ยกหัวแม่มือให้ (ไม่ใช่โกรธ) ตีความหมายเอาว่า ยอดเยี่ยม เท่านี้ก็ภูมิใจแล้ว ได้รักษาเกียรติภูมิของชาติไว้บ้าง ผู้เขียนเคยไปเที่ยวเสียมราฐ ของกัมพูชา ระหว่างทางอำเภออลองเวง ไปยังเสียมราฐ และแหล่งท่องเที่ยว พนมกุเลน ซึ่งสันนิษฐานว่า นครวัด นครธม นำหินจากแหล่งนี้ไปสร้าง ระหว่างทางเดินขึ้นภูเศษขยะสองข้างทางไม่ต้องพูดถึงมากมายมาก เจ้าหน้าที่ไทยที่นำทางอธิบายว่า เมื่อคราวพระเทพฯ เสด็จชมพนมกุเลน เจ้าหน้าที่ไทยต้องระดมกันมาเก็บให้พอดูได้ ไม่อยากจะโทษคนทิ้งเท่าไหร่ อยากจะโทษพวกเราเองทั้งหมด ที่พวกเราขาดการปลูกฝังอบรม กันมาตั้งแต่เริ่มต้น โทษระบบที่เราไม่ได้พร่ำสอน ฝึกปฏิบัติให้เป็นนิสสัย ร้านค้าทิ้งขยะไม่ฝังกลบ หรือฝังกลบตื้นๆ เห็นมูลช้างที่ถ่ายออกมา มีซองมาม่า ซองก็อบแก็ป ถุงพลาสติก ก่อนคณะเราไปดูงานประมาณ 2 สัปดาห์ ทราบว่ามีช้างป่า เสียชีวิต 1 เชือก ช้างนอนดิ้นไถตัวไปตามพื้น 20 กว่าเมตรก่อนเสียชีวิต สัตวแพทย์ผ่าตัดดูแล้วทราบว่า ลำไส้อุดตันจากของเสีย หรือขยะที่กล่าวมาแล้ว นักท่องเที่ยวคงไม่ทราบว่าขยะที่เขาทิ้งอย่างไม่มีวินัย หรือของที่ไม่น่าจะนำขึ้นไปนั้น เป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า ต่อระบบนิเวศน์บางคนยังถามเจ้าหน้าที่อุทยานว่า ช้างป่ามาอยู่บนภูกระดึงได้อย่างไร ความจริงในสมัยอดีต ภูกระดึงเป็นป่าติดต่อ ป่าภูเขียว อุทยานน้ำหนาว เป็นผืนป่ากว้างใหญ่มาก สัตว์ป่าอยู่มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ สัตว์ป่าโยกย้าย เปลี่ยนสายพันธ์ ปัจจุบันคนบุกรุกป่า ผืนป่าได้ขาดตอนไป สัตว์ป่าคงอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพราะไม่ได้เปลี่ยนสายพันธ์ใหม่แถมอุทยานน้ำหนาว ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ไม่ทราบความคิดของผู้ใดตัดทางหลวงแผ่นดินผ่านกลางอุทยาน รถชนสัตว์ป่าบ่อยๆ เมื่อไปเยี่ยมชมยังมีการสต้าฟ กวางใหญ่ที่ถูกรถชนตายไว้ คนทำคงมีความมุ่งหมายประจานเจ้านาย หรือผู้มีอำนาจ ไม่ได้เอาไว้ศึกษาอะไรหรอกผู้เขียนคิด


การกำจัดขยะของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง บนภูกระดึงตามทฤษฎีไม่มีการฝังกลบ การปฏิบัติคงกระทำได้ยาก ดูได้จากมูลช้างเศษอาหารของร้านค้า 100 กว่าร้าน ใครจะเป็นผู้แบกของบูดเน่าลงมาได้ จากข้อตกลงของอุทยานฯ และลูกหาบ คนละ 50 กก./ปี นั้นลูกหาบจะคัดเลือก เฉพาะขยะที่มีราคาอาทิ กระป๋องเครื่องดื่ม ขวดพลาสติก ที่มีราคานำไปจำหน่ายเพิ่มรายได้ ระหว่างผู้เขียนวิ่งขึ้นเขายังเห็นลูกหาบเดินตัวเปล่า ลงเขาเป็นจำนวนมาก คือจิตสำนึกยังไม่เกิดขึ้น จะแบกลงตามข้อตกลง หรือที่มีผลประโยชน์เฉพาะตัวเท่านั้น อาศัยจากนักท่องเที่ยวอาสาสมัคร ซึ่งไปขอรับจากเจ้าหน้าที่อุทยาน จากเจ้าหน้าที่อุทยานเองซึ่งมีน้อยนิดลงขึ้นก็จำกัด เช่น เข้าเวรบนยอดภูกระดึง 15 วัน ก็จะขึ้นและลงครั้งเดียว ถ้าไม่มีธุระจำเป็น จากการระดมลูกหาบเป็นครั้งคราว การท่องเที่ยวที่ภูกระดึงแบ่งเป็น 3 ห้วง เดือน ต.ค.- ม.ค. ฤดูหนาว นักท่องเที่ยวมากที่สุด เดือน ก.พ. – พ.ค. เป็นฤดูร้อน นักท่องเที่ยวน้อย เดือน มิ.ย. – ฤดูฝน ปิดอุทยานเพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัว ช่วงฤดูหนาว สถิติของผู้ไปท่องเที่ยวที่ภูกระดึง ในปีงบประมาณ 2546 (ต.ค.45-ก.ย.46) เดือนตุลาคม 12,883 คน เดือนพฤศจิกายน 12,362 คน เดือนธันวาคม 40,465 คน เดือนมกราคม 14,563 คน รวมผู้ไปเที่ยว 4 เดือน 8 หมื่นคนเศษ คิดเป็นขยะเกือบ 100 ตัน (เฉลี่ยคนละ 1 กก. ) กองเป็นภูเขา เจ้าหน้าที่อุทยานต้องทำคอกกั้นปิดล้อมไว้อย่างดีกลัวเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า คนมาท่องเที่ยวก็ด่าเจ้าหน้าที่อุทยาน (ความจริงน่าจะด่าตนเอง) ผู้บังคับบัญชาตำหนิแก้ ปัญหาเล็ก ๆ (ความจริงใหญ่) เช่นนี้ไม่ได้ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การเดินป่าดูแหล่งธรรมชาติ ได้รับความนิยมขึ้นเป็นเป็นลำดับ นับวันปัญหาสภาพแวดล้อมบนภูกระดึงจะมากขึ้น ยังมีผู้คิดจะเอาประโยชน์จากธรรมชาติ จะสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง แค่เดินขึ้นเองธรรมชาติก็จะรับไม่ได้อยู่แล้ว กระเช้าขึ้นมาเมื่อไหร่เข้าใจว่า น่าจะพังไปทั้งป่า ผู้เขียนไม่มั่นใจกับคุณภาพ มาตรการของทางราชการ ของเจ้าหน้าที่และของผู้ขึ้นมาท่องเที่ยว จากการสอบถามลูกหาบที่มีวิถีชีวิต ทำมาหากินกับป่ากับภูกระดึงมา 20 ปี โครงการเริ่มเมื่อไร คงต้องมีเหตุผลมาหักล้างกันอย่างหนัก (ไม่อยากจะบอกว่าเกิดการต่อต้านจากประชาชนแน่นอน) หลังจากพูดคุยแล้วเดินไปชม ตู้รับอาสาสมัคร จุดรับของขึ้นภูพร้อมลูกหาบ ประตูหน้าด่านก่อนขึ้นภูกระดึง ดูระบบระบายน้ำเสียตีนภู เตาเผาขยะจากไฟ เตาเผาขยะจากน้ำมัน สถิติการใช้เตาเผาขยะจากไฟ เริ่มเก็บสถิติปี 2543 จำนวนประมาณ 8 ตัน ปี2544 จำนวน 10 ตัน ปี2545 จำนวน 15 ตัน และในปีงบประมาณ 2546 จำนวน 4 เดือน ขยะ 27 ตัน จากสถิติจะเห็นว่า จำนวนขยะเพิ่มขึ้นอย่างมากในแต่ละปี ส่วนสถิติการใช้เตาน้ำมันเผาขยะนั้นไม่มี เพราะไม่ได้ใช้ ไม่คุ้มค่าถามเจ้าหน้าที่ว่าน้ำมันดีเซล 20 ลิตร เผาได้นิดเดียวไม่กี่กิโลกรัม จึงไม่ได้จดสถิติแถมยังมีน้ำมันที่เกิดจากการเผาถุงพลาสติก เป็นยางเหนียวติดที่อุปกรณ์ต้องเสียเวลาล้างแคะอีก มีหน่วยงานหลายหน่วยโดยเฉพาะ อบต. มาขอดูงานเรื่องเตาเผาน้ำมัน เจ้าหน้าที่อุทยานก็ได้แต่ชี้แจงข้อเท็จจริงไป ผู้อ่านท่านใดที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการอนุมัติเตาเผาขยะ ไม่ว่าไฟฟ้า หรือน้ำมัน กรุณาทบทวน และตรวจสอบให้ดีด้วย ไม่เช่นนั้นจะไปวางเป็นอนุสาวรีย์ร้างอยู่กลางป่า เอาไว้คุยเมื่อมีคนไปดูงานเท่านั้น ก่อนล่ำลาเจ้าหน้าที่อุทยานก็มีการมอบเอกสาร การรักษาสภาพแวดล้อมให้กับเจ้าหน้าที่อุทยาน และขอบใจที่ให้การต้อนรับ โดยเฉพาะไม่ขอรับค่าที่พัก ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยาน บอกว่า ขอบคุณคณะมาก ที่มาจุดประกายการทำงานให้เกิดขึ้น เท่าที่ผ่านมาได้ต่อสู้ในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยตนเองและเจ้าหน้าที่อุทยานตามลำพัง 2 ปีที่ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานมาทำงานที่นี่ ก็มีพวกเราเพียงคณะเดียว เท่านั้นไม่มีภาครัฐ ภาคเอกชน หรือองค์กรใดมาช่วยคิด ช่วยทำ การเสียสละมาเยี่ยมชมของพวกเราครั้งนี้ เป็นพระคุณอย่างใหญ่หลวง พวกเรานี่ แทบจะลอย สุดปลาบปลื้ม บอกแล้วว่าเป็นคณะเล็ก ๆ แต่ความยิ่งใหญ่มันมีอยู่ในตัว ออกจากอุทยานแห่งชาติภูกระดึงแวะไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านผานกเค้า ริมทางหลวง ชุมแพ – เลย ที่นั้นจะมีภูเขา มีหน้าผา มองดูแล้ว เหมือนนกเค้าแมว ยืนอยู่ ไปถามว่าเดี๋ยวนี้ทำไมไม่เหมือน ผู้รู้ตอบว่า กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไปบนยอดภูที่เหมือนหัวนกเค้าแมวนั้น ถูกฝนชะ กัดกร่อนมาเป็นพันๆ ปี พังถล่ม หักหายไป จึงตีความยากหน่อย แวะร้านเจ๊กิม ผู้บุกเบิกร้านอาหารร้านแรกบนภูกระดึง และเป็นร้านแรกบนถนนสายนี้แห่งนี้ เมื่อมีบ้านอยู่ 4 หลัง เมื่อ 40 ปีก่อน เมื่อไปถึงเชิญเจ๊กิม ซึ่งอายุเกือบ 70 ปีแล้วมาพูดคุย ได้ทราบประวัติศาสตร์ในอดีตเยอะเลย คุ้มค่าจริงๆ และอาหารอร่อยด้วย เจ๊กิมยังสนับสนุนใครขนขึ้นต้องจ่าย


ออกจากผานกเค้า มุ่งสู่กิ่งอำเภอวังหิน จังหวัดเลย เพื่อไปชมป่าหิน แหล่งท่องเที่ยวคุนหมิงเมืองไทย พอเข้าเขตเขาฝนฤดูร้อนถล่มลงมาลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ได้แต่ขับรถไปถึง แล้ววนกลับเพราะลงไม่ได้ เสียเวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง คณะเดินทางกลับ กรุงเทพฯ สถาบันพระปกเกล้า งดการท่องเที่ยว ชมภูเรือ โรงงานผลิตเบียร์ชาโต เดอ เลย งดการพักแรมแบบ Home Stay เนื่องจากคณะเล็กไป ไม่คุ้มค่า และทุกคนเพลียจากการเดินทาง
มีข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นของกลุ่มนี้ไปสัมผัสกับหน่วยงานและมีข้อฝากกับเพื่อนๆ ปรม.2 ซึ่งเป็นผู้มีศักยภาพในหน่วยงานปัจจุบัน หรือในอนาคต รวมทั้งภาคธุรกิจด้วย ถ้าสามารถสนับสนุน ช่วยเหลือได้ ก็จะเป็นการคนละไม้ คนละมือ ไม่นิ่งดูดายประเทศไทย พวกเราเป็นเจ้าของทุกคน ไม่ช่วยกันแล้วจะอยู่รอดได้อย่างไร หน่วยงานศูนย์การทหารม้า ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า นับว่าเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ กว้างไกลมาก ท่านว่าอยู่สระบุรีมานาน เห็นความเจริญเติบโตของหน่วยมาเป็นลำดับ อยากจะสร้างให้ดีขึ้นไปอีก วิสัยทัศน์ คือ ฝึกศึกษาเป็นเลิศ ปลอดยาเสพติด คุณภาพชีวิตที่ดี ในเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดี หาผู้ที่เข้าใจยากในเรื่องขยะ หลายคนคิดว่า ขยะ คือของเหม็น เป็นที่น่ารังเกียจ ความจริงแล้ว นี่แหละ คือขุมทอง หัวใจของขยะรีไซเคิล ตัวจักรสำคัญที่สุด คือ ผู้แยกขยะ คล้ายผู้ตีราคาของในโรงรับจำนำ ลำดับต่อมา คือ อุดมการณ์ ของผู้ปฏิบัติและความเข้าใจของลูกค้า(ผู้เก็บขยะ) ในเรื่องขยะชีวภาพซึ่งอยู่ในระหว่างการทดลอง กรมรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะส่งเอกสาร หรือส่งเจ้าหน้าที่มาอบรมให้เมื่อมีโอกาส ในเรื่องอื่น ๆ ถ้าหน่วยงานกรมใด จะมีการอบรมในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต กรุณามอบยอดให้กับศูนย์การทหารม้าเพื่อส่งแกนนำเข้ารับการอบรม หรือหากจะมีการนำร่อง หรือมีโครงการจะทดลอง สามารถนำมาลงในพื้นที่ศูนย์การทหารม้าได้


อุทยานแห่งชาติภูกระดึง สาระในการพูดคุยกัน หนทางที่จะเป็นไปได้
1. การใช้พลังลูกหาบ ซึ่งเป็นพลังเงียบ มาเป็นพวกจากแนวหลังขึ้นมายืนแนวหน้า มีการแข่งกันในเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อม ประกาศชมเชยประกาศเกียรติคุณ แจกใบประกาศเป็นรายเดือน รายปี มีบอร์ดชมเชย อาจมีเสื้อทีม คำขวัญจะเป็นการเร้า โน้มน้าวจิตใจลูกหาบ รวมทั้งความร่วมมือจากผู้เข้าท่องเที่ยว เมื่อ 2 เม.ย.46 คณะได้ไปหารือกับบริษัท โทเทิล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (DTAC) ซึ่งมีนโยบายในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ให้เขียนโครงการของภูกระดึง เพื่อขอรับการสนับสนุนในเรื่องป้าย เรื่องบอร์ด เรื่องเสื้อ หรืออื่นๆ ซึ่งจะดำเนินการต่อไป
2 เพิ่มศักยภาพของผู้ที่ทำงาน สัมผัสกับอาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง ย้ายที่ทำงานไปอยู่ใกล้กับปากทางขึ้น เจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับขยะต้องแต่งกายสะอาด เป็นเครื่องแสดงออกว่าอุทยานจริงจังกับเรื่องขยะ สมุดทะเบียนของอาสาสมัคร ลงรายละเอียดให้ครบว่า อาสาสมัครที่สมัครไว้นำลงมาเท่าใด วันใด เล่มเดียวกัน เพื่อลดงานซ้ำซ้อน และง่ายต่อการตรวจสอบ ทำสถิติ รายงานผู้ลงนามในใบประกาศเกียรติคุณควรเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นข้อเสนอแนะของผู้เขียนโดยเฉพาะ ขยะที่คัดแยกแล้ว จะให้อาสาสมัครขนลง หากนำไปวางไว้ที่ทางลงเขา ตรงหลังแป จะจูงใจให้อาสาสมัครถือลงดีกว่าการให้อาสาสมัครถือจากที่บริการนักท่องเที่ยวบนยอดภูกระดึง และหากได้ซอยย่อย ขนาดของขยะให้เล็กลง เช่น ขวดน้ำ จะทำให้น่าถือยิ่งขึ้น
3. การขอความร่วมมือร้านค้า ลดขยะจากร้านทางบรรจุภัณฑ์ ต้องเอาลงมา ขวดแก้วต้องห้าม โดยอาจมีมาตรการ เสียค่ากำจัดขยะตั้งแต่ต้นทางตามน้ำหนักที่ขึ้น ปัจจุบันไม่ได้ควบคุมร้านค้า สิ่งของร้านค้านำขึ้นไปได้อย่างเสรีไม่จำกัดน้ำหนัก
4. นักท่องเที่ยว ขยะขึ้นไปเท่าใด ต้องนำลงมาเท่านั้น อาจต้องเสียค่ากำจัดขยะรวมกับค่าธรรมเนียมในการขึ้นเขา
5. ควรห้าม ขวดน้ำที่มีลิ้นหลุดออกมาในการเปิด เพราะลิ้นเล็กๆ นี้ไม่ทราบผู้ใดจะเป็นผู้เก็บ หลอดกาแฟควรห้ามขึ้นบนภูกระดึง ยากแก่การเก็บทำลายเช่นกัน ขวดน้ำควรเป็นขวดเพชร เพราะมีราคา นำกลับมา Rycycle ได้ดี กระป๋องเครื่องดื่ม ควรเป็นแบบ Stay on Top (SOT) ไม่ขาดหลุดออกจากกระป๋อง ซึ่งระเบียบ มาตรการ อุทยานสามารถกำหนดเองได้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการพัฒนารายได้ของการรถไฟ ท่านกล่าวว่า ระเบียบ หรือกฎหมาย ข้อใดไม่ทันสมัย ก็ให้แก้ไขได้ให้ทันกับสถานการณ์
6. การลดปริมาณขยะให้เล็กลง เช่น ขวดน้ำพลาสติก มีการตัดย่อยให้เล็กลง เพื่อสะดวกต่อการขนย้าย
7. การทำระบบน้ำเสีย พื้นที่อุทยานตีนภูกระดึง ในระหว่างทำโครงการของบประมาณอยู่นี้ ให้ใช้วิธีทางธรรมชาติ สร้างสายน้ำเสียให้ยาวขึ้นจากแหล่งน้ำดี ปลูกต้นไม้ช่วยในการกรอง เช่นพุทธรักษา ส่วนงบประมาณท่านหัวหน้าคณะ บอกว่าจะใช้ตำแหน่งที่มีอยู่ประสานให้ต่อไป
8. เรื่องเตาเผาขยะ ควรงดเผาขยะที่เป็นพลาสติกโดยเด็ดขาด นอกจากเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ เจ้าหน้าที่ของอุทยานที่ทำหน้าเผาขยะแล้ว ยังทำให้สภาพแวดล้อม อากาศเสียอย่างมาก ควรคัดแยกขยะพลาสติกให้ อบต.ดำเนินการโดยเสียค่าใช้จ่ายให้ โอกาสต่อไปจะนำเรื่องไปรายงานให้เจ้าหน้าที่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงมาศึกษาและหาวิธีการช่วยเหลือต่อไป
9. ก่อนฤดูท่องเที่ยวภูกระดึง ควรประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าทุกสื่อ เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ สื่อชาวบ้าน ถึงข้อควรปฏิบัติ ข้อห้ามของนักท่องเที่ยว ในการท่องเที่ยวภูกระดึง นักท่องเที่ยวจะได้เตรียมตัว ได้ทราบแต่เนิ่น ๆ ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมจะได้ลดลงไป

....................................................

กลุ่ม กรณีศึกษา
การรักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 2
สถาบันพระปกเกล้า

1. นางนิศากร โฆษิตรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธาน
2. นายวินัย เสนเนียม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา รองประธาน
3. นางมัทนา หอมละออ เลขานุการสมาคมสร้างสรรค์ไทย เลขานุการ
4. นางสุทัศนีย์ สืบวงศ์แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการวางแผน สง.ปลัดกระทรวงแรงงาน
5. นายชาญชัย ภาวสุทธิการ รองผู้อำนวยการสำนักสวัสดิการสังคม กทม.
6. นายพิชัย ไชยพจน์พานิช ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม.
7. นายไพฑูรย์ หิรัญประดิษฐ์ หัวหน้ากลุ่มงานการผลิตรายการประชาสัมพันธ์ของรัฐ กรมประชาสัมพันธ์
8. พันเอก(หญิง)จีรวรรณ พรหโมบล ผู้อำนวยการกองพยาบาล โรงพยาบาลอานันทมหิดล
9. รศ.ศิริจรรยา เครือวิริยะพันธ์ อาจารย์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ
10. นายโกวิทย์ คันธาภัสระ กรรมการผู้จัดการบริษัท GE Power System
11. นางสายใจ ลิ้มทองกุล รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
12. นายสมบูรณ์ ทองบุราณ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดยโสธร
13. พันเอกธงชัย ตระสินธุ์ ฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ผู้บันทึก โทร.081-878-5888

................................................


edit @ 2006/11/02 13:11:14

มุ่งสู่อันดามัน (ภาค 3)
ตอน อันดามันฟื้นตัว


โดย เจ้าเก่า ปรม.2032


คณะออกเดินทาง โดยเครื่องบินสายการบินไทย Smoot As Silk จากสนามบินนานาชาติ กรุงเทพฯ ดอนเมือง เวลา 0800 ของวันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2548 ใช้เวชลาบิน 1 ชั่วโมง 10 นาที ตัดข้ามอ่าวไทย มุ่งสู่ท่าอากาศยาน กระบี่ เส้นทางน่าจะไกลกว่า กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ซึ่งใช้เวลาบินเพียง 55 นาที 0930 ลงจากเครื่องบิน นั่งรถตู้ซึ่งทางโรงแรมจัดมารับ สู่ท่าเรือ เจ้าฟ้า ในตัวเมืองกระบี่ ท่าเรือที่เดินทางไปเกาะ P.P.ได้มี 3 ท่าด้วยกัน คือ ท่าเรือเจ้าฟ้า เป็นท่าเรือระดับชาวบ้าน เรือหางยาวรับส่งผู้โดยสารตามเกาะแก่ง หมู่บ้านใกล้ตัวจังหวัด เรือ Speed-Boat และเรือส่วนราชการ ตำรวจน้ำเป็นต้น อีกท่าเรืออีกแห่งเป็นท่าเรือที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสร้างท่าเรือขึ้นใหม่ เพื่อรองรับเรือโดยสารที่ใหญ่เดินทางไปเที่ยวเกาะ และขนถ่ายสินค้า เรียกท่าเรือคลองจิหล่น นักท่องเที่ยว และผู้โดยสารเรือ ส่วนใหญ่ต้องมานั่งเรือที่นี่ และอีกท่าคือท่าเรือที่อ่าวนพรัตน์ธารา เป็นท่าเรือที่รับนักท่องเที่ยว จากอ่าวนาง ไปท่องเที่ยว


คณะนั่งเรือเร็ว หรือ Speed Boat เป็นเรือของ โรงแรมที่จะไปพักผ่อน ส่งมารับโดยเฉพาะ เป็นเรือที่ซื้อมาใหม่ สอบถามราคาจากกัปตันบอกว่า ราคา 1.6 ล้านบาท สร้างด้วย Fiber ที่แปลกกว่าเรือลำอื่นๆ คือ หลังคาก็ทำด้วย Fiber แทนที่จะเป็นผ้าใบ จำนวนบรรทุก ผู้โดยสาร 23 คน+ลูกเรืออีก 2 คน ส่วนลำอื่นๆ ที่มองที่ข้างเรือ เขียนไว้อย่างเด่นชัด จำนวนบรรทุก ผู้โดยสาร 24 คน+ลูกเรือ 2 คน เหตุผลน่าจะอยู่ที่หลังคาที่หนักเพิ่มขึ้น เครื่องยนต์เรือ ใช้เครื่องยนต์ ยี่ห้อ YAMAHA ขนาด 200 Hp จำนวน 2 เครื่อง ความสิ้นเปลืองไม่น่าเชื่อเลย ระยะทางจาก กระบี่ถึงเกาะ P.P. ประมาณ 42 กิโลเมตร สิ้นเปลืองเบนซิน 95 จำนวน 150 ลิตร (เครื่องละ 75 ลิตร) เกือบกิโลละ 2 ลิตร รวมเฉพาะค่าน้ำมัน ประมาณเกือบ 4,000 บาท ฉะนั้นถ้าเช่าเรือ Speed Boat ไปเองเที่ยวเดียวจะประมาณ 8,000 บาท ค่าเรือโดยสารจะคิดคนละ 150 บาท แต่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง Speed Boat ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีเท่านั้น ขึ้นนั่ง Speed Boat เหมือนกับนั่งรถเก๋ง ไปนั่งข้างหน้า ท่าจะบรรยากาศดี หัวเรือเปิดโล่งไว้ มีเบาะนั่งคล้ายโซฟา หักเลี้ยวตามกรอบของหัวเรือ ใส่เสื้อชูชีพ เรียบร้อย เรือเริ่มออกจากท่าก็ดูดี เมื่อเริ่มออกสู่ทะเลใหญ่ มีคลื่นซัด เรือ Speed เร็วขึ้น เพื่อตัดคลื่นหัวเรือโยนขึ้น ตกกระแทกลง หลังแทบหัก และไม่มีจังหวะเช่นรถยนต์ สมาชิกที่นั่งตากลม ชมวิว อยู่ด้านหน้า ต้องถอยเข้ามาอยู่ภายในเก๋งเรือ ที่มีกระจกบังเพราะน้ำสาดขึ้นมา ผู้ที่ยังไม่ใส่เสื้อชูชีพ ก็รีบคว้ามาใส่ ถามกัปตันเรือว่า วิ่งช้าๆ ไม่ได้หรือ จะได้เรียบๆ เขาบอกว่าไม่ได้ ต้องวิ่งเร็ว ให้หัวเรือ เชิด ให้พ้นคลื่น ถ้าวิ่งช้าคลื่นจะซัดเข้ามาในเรือน้ำเต็ม กัปตันแนะนำว่าให้ไปนั่งด้านท้ายเรือติดกับเครื่องยนต์ หันหน้าไปทางหัวเรือ จะนิ่มที่สุด ผู้เขียนก็คว้าราวหลังคาบริเวณกราบเรือ ข้ามหัวหูผู้โดยสารอื่นไป นั่งหน้าไม่ไหวจริงๆ หลังหักแน่ หรือไม่อย่างนี้ก็ต้องคอยยกตัวหรือยืน เมื่อเรือตัดคลื่นนั่งหลังดีหน่อย เรียบขึ้น เรือวิ่งด้วยความเร็ว 30-35 MPH ดูจากเข็มหน้าปัทม์ นั่งหลังเรียบจริง ได้อย่างก็เสียอย่าง เสียงเครื่องยนต์ 2 เครื่อง กระหึ่มอยู่ข้างหู และกลิ่นท่อไอเสีย ที่วิ่งตามเรือเข้ามา ผู้โดยสารบางคนก็ออกอาการ ถ้าไม่เคยชิน ก็ต้องคายของเก่า เห็นแล้วเกาะ P.P. อยู่ลิบๆ เกาะอะไรนะนี่ เรือกำลังจะผ่าน มีหาดทรายขาวสะอาดอยู่รอบเกาะ เป็นเกาะเล็กๆ ถามเด็กเรือบอกว่า เป็นอุทยานแห่งชาติเกาะไผ่ เป็นแหล่งดำน้ำ ชมปะการังได้ เดินทางถึงแล้ว เกาะ P.P. Speed Boat หันท้ายเรือให้ฝั่งผู้โดยสารที่เดินทางมา ต้องถอดรองเท้าถุงเท้า ถลกขากางเกงขึ้นเดินลุยน้ำขึ้นฝั่งประมาณ 5 เมตร บนเรือจัดรองเท้าแตะให้ใส่เดินบนหาดเข้าสู่ที่พัก

วันนี้ G.M. ของโรงแรมอยู่ต้อนรับโดยตรง นำเข้าสู่สำนักงาน แจกกุญแจบ้าน และ Brief ให้คณะฟังเล็กน้อย ที่พักตากอากาศแห่งนี้ชื่อ Zeavola มาจากภาษาพฤกษศาสตร์ ของต้นไม้ที่ชื่อว่า Scaevola แปลเป็นภาษาไทยว่า รักทะเล ซึ่งเกิดอยู่ทั่วไปบนเกาะนี้ ตั้งอยู่บนด้านเหนือของเกาะ พี พีดอน เรียกบริเวณนี้ว่าแหลมตง อยู่ทางด้านตะวันออกหันหน้าให้จังหวัดกระบี่ ส่วนด้านหลังของแหลมตงทางทิศตะวันตก จะเป็นจังหวัดภูเก็ต ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร ส่วนกว้างของแหลมประมาณ 300-400 เมตร ไม่ต้องสงสัย เมื่อสึนามิถล่ม กวาดเข้ามาครึ่งแหลม ดีว่าด้านหลังมีกำแพงเขาสูง ประมาณ 10 เมตร ขวางอยู่ พังบ้านพักตากอากาศที่ชื่อเดิมว่า Coral Resort ไปครึ่งหนึ่ง มีพื้นที่จำนวน 24 ไร่ บ้านพักตากอากาศเต็มโครงการ 52 หลัง แบ่งเป็น Pool Suite 4หลัง Front suite 3 หลัง Garden Hill side Suite 35 หลัง Village Suite 10 หลัง ไปเปิดราคาค่าที่พักดูหน่อย คนเบี้ยน้อยหอยน้อย อย่างเราจะมาพักได้หรือไม่ เรียงราคาตามลำดับดังนี้ Peak Season 21 ธ.ค.48-10ม.ค.49 ; 43,000 ; 32,000 ; 21,000 ; 19,000 Low Season 24เม.ย.49-31ธ.ค.49 ; 31,000 ; 22,000 ; 13,000 ; 11,000 บาท ยังมีราคา High Season อีก 2 ห้วง คือ ระหว่าง 11ม.ค.49-23เม.ย.49 และ 1พ.ย.48-20ธ.ค.48 จะถูกและแพงกว่า ราคาสูงสุดและต่ำสุดที่ให้ข้อมูลไว้ ราคาที่ว่านี้เป็นราคาของชาวต่างชาติ ถ้าเป็นคนไทย หรือเป็นคนไทยแล้วยังไปรู้จักคณะกรรมการบริหาร ผู้จัดการ ลดราคาได้อีกอยู่ที่ตกลงกัน แนวความคิดในการสร้าง Zeavola สร้างเป็นหมู่บ้านไทยในอดีต บ้านจะเป็นอาคารไม้ ฝาบ้าน และพื้นบ้าน ใช้ไม้เต็งบาเรา ซึ่งต้องสั่งเข้าจากประเทศมาเลเซีย หลังคามุงด้วยแฝก หญ้าคา คลุมด้วยตาข่ายถักอย่างดีสีดำกันลมพัด เพดานบุด้วย เสื่อหวายจากเมืองจันทน์ ห้องนอนเป็นห้องกระจกเปิด 2 ด้านเพื่อรับลม ด้านหน้ามีนอกชานสำหรับนั่งรับลม พร้อมอุปกรณ์ เครื่องดื่ม ชุดกาแฟ ของว่าง ที่นอนหนานุ่ม มีมุ้งแขวนไว้ G.M. ให้ข้อมูลว่า ไม่ใช่มุ้งแบบไทยๆ เพราะสั่งตรงจากอเมริกา ไม่อมฝุ่นให้เหม็นอับ ออกสีเขียวไพรอมเหลืองทอง คนไทยชอบนอนเปิดแอร์ มุ้งไม่ต้องกางก็ได้ ส่วนชาวต่างชาตินอนเปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติ ต้องกางมุ้งเพื่อป้องกันยุง และแมลงรบกวนด้านหลังมีบานเลื่อนใหญ่ เปิดออกไป มีขอสับล็อคได้ เมื่อออกไปด้านนี้จะมีตู้เสื้อผ้า ห้องแต่งตัว ตู้เซฟเก็บของมีค่า อ่างล้างหน้า รูปร่างคล้ายกะละมังดินเคลือบ ห้องส้วมเปิดโล่ง ถึงว่าต้องมีขอสับล็อคไม่ให้คนอยู่ในห้องนอนเปิดเข้ามา ห้องอาบน้ำภายในอาคารมีทั้งน้ำอุ่นและน้ำเย็น มีสบู่สมุนไพรวางไว้ 2 ก้อน สีขาว และสีน้ำตาล เจ้าเก่าใช้น้ำตาล หอมสมุนไพรดีมาก มีขวดครีมอาบน้ำ และแชมพูสระผมอย่างละ 1 ขวด ต่อจากห้องอาบน้ำภายใน เป็นห้องอาบน้ำฝักบัวใหญ่ ภายนอกเป็นแบบ Open ด้านบนใช้ฟ้าเป็นหลังคา รอบๆ ใช้เสื่อไม้ไผ่เป็นฉากกำบัง G.M. บอกว่า ชาวต่างชาติชอบมาก Excellent เจ้าเก่านึกในใจว่า จะเปิดเผยไปหรือเปล่า ใช้สายตาทดสอบมองเข้าไป มิดชิดใช้ได้ เพราะเขาใช้ตาข่ายดำพรางไว้อีกชั้นหนึ่งมองไม่ทะลุหรอก ห้องน้ำนี้ผ่านไม่โป๊ ในห้องนอนจะมีกระบะคล้ายขันใหญ่ใส่ผลไม้ไทยตามฤดูกาลวางไว้ให้ วันที่ไปพักมี ชมพู่ กล้วยเล็บมือนาง มะม่วงมัน มะขามหวาน และมะเฟือง ก็ได้ทดลอง ชมพู่ และกล้วยเล็บมือนางไปทั้งหมด ถามราคาค่าก่อสร้างบ้านที่เจ้าเก่าเข้าพักน่าจะเป็นแบบ Garden Hillside บอกว่าราคาปกติมี กรรมการบอกว่า 5 แสนบาทก็สร้างได้ พอสร้างจริงๆ ราคาตกไป 3 ล้านบาทต่อหลัง นอกจากใช้อุปกรณ์ดีๆ ในการก่อสร้างแล้ว อุปกรณ์บางอย่างต้องสั่งทำพิเศษโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่งคือ ค่าขนส่งทางเรือ ที่ต้องขนมาจากแผ่นดินใหญ่ บริเวณพื้นที่รอบบ้านปลูกด้วยไม้ประดับแบบไทยๆ แน่นอนว่าต้นรักทะเล Scaevola เป็นหลักต้นไม้นี้เมื่อโตเต็มที่จะสูงประมาณ 3 เมตร จะเสริมภูมิทัศน์ให้ดียิ่งขึ้น ไม้คลุมดินก็มีผักบุ้งทะเลดอกสีม่วง ต้นต้อยติ่งหรือที่เด็กๆ เรียกต้นลูกระเบิดที่นำมาแกล้งเพื่อน นำฝักเล็กๆ ที่แก่แล้วขนาดก้านไม้ขีด จุ่มน้ำแล้วแตะไว้บริเวณปกคอเสื้อ ให้ระเบิดใส่คอ ฟักทอง บานไม่รู้โรย ตะไคร้ ต้นแค กระถิน หางนกยูงฝรั่ง และตามไหล่เขาปลูกหญ้าแฝก กันดินถล่ม Zeavola เป็นสมาชิก Small Luxury Hotel of the World มีที่ตั้งอยู่ประเทศอังกฤษในเมืองไทยมีเพียง 8 โรงแรม เท่านั้นที่สามารถอยู่ในกติกา และเข้าเป็นสมาชิกได้ (น่าจะเป็นสมาคมที่รับประกันคุณภาพโรงแรม คล้าย อ.ย.ของไทย หรือ ISO ทำนองนี้ - ผู้เขียน)

ได้เวลารับประทานอาหารกลางวัน ที่พักดี บรรยากาศดี อาหารต้องดีด้วย ประกอบกันทั้ง 3 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งด้อยลงไป จะพาลดึงอย่างอื่นพังไปด้วย ต้องเปิดดูราคาก่อนรับประทานเพื่อความสุนทรีของปาก Meals rate/person อาหารเช้า 700 บาท อาหารกลางวัน 800 บาท Dinner 1,400 บาท เป็นแขกพิเศษของโรงแรมเลยเปรียบเทียบปริมาณไม่ได้ว่ามากน้อยแค่ไหน โรงแรมจัดอาหารมาให้ทดลองชิม หลายๆ อย่างเพื่อติชม มื้อกลางวัน มื้อแรก เป็นแบบรวมๆ เริ่มด้วย ขนมปัง Home Made โรงแรมผลิตเองหลายชนิด พร้อมเนยแข็ง เพื่อเรียกน้ำย่อย ตามด้วย Tomato Salad มะเขือเทศล้วนๆ ลูกโตๆ แบ่งสี่ ราดด้วยน้ำสลัด อาหารหลักคือ Fish Steak 2 ชิ้น จบรายการอาหารกลับไปนอนพัก เพราะเหนื่อยจากการเดินทาง เย็นโรงแรมตั้งโต๊ะไว้หน้าชายหาด ประดับด้วย แสงเทียน ตั้งอยู่ในโหลน้ำหวาน ที่เราใส่น้ำใบบัวบก ลอดช่อง ฯลฯ มีทรายรองก้น และเทียนเล่มใหญ่ๆ ปักไว้ โหลจะกันลมทะเลซึ่งแรงพอสมควรที่จะดับเทียนได้ มีทั้งโหลใหญ่ โหลเล็ก เสียงเพลงจากลำโพง Bose ที่ฝังบนชายหาด โผล่มาแต่ตัวลำโพงที่เป็นพลาสติก เพื่อกันสนิม ผู้เขียนเห็นบรรยากาศดีๆ ไปสั่งเบียร์สิงห์ที่เคาน์เตอร์ 1 กระป๋อง นั่งดื่มไปคุยกับพนักงานไปด้วย ถามว่าเบียร์กระป๋องละเท่าไร บอกว่าราคา 150 บาท ไม่รวมค่า Service Charge 10% และ Government tax 7% ต้องรีบดื่มให้หมด เบียร์อร่อยขึ้นเยอะเลย นั่งโต๊ะรองท้องด้วยขนมปังดำ กลิ่นทะแม่งทะแม่ง เขาบอกว่า ขนมปังรสปลาหมึก ใส่เนื้อปลาหมึกผสมลงไป สีดำที่เกิดขึ้น คือ สีจากปลาหมึกแท้ๆ G.M. บอกว่าเป็นของโปรด สองคนยลตามช่อง ชอบไม่เหมือนกัน เราไม่ชอบก็ไม่กินซะนั่งเฉยๆ เพื่อความสมานฉันท์ เรียกน้ำย่อยด้วย Pinfold 407 ถือมาเองจากฝั่งโรงแรมบอกว่า มีไวน์บริการ ตั้งแต่ราคา 1,000 บาท ถึงหลายหมื่นบาท มีบุฟเฟต์ทะเลไปตักเอาตามใจชอบ อาหารหลักเป็น Special Steak ประกอบด้วย ไก่ ปลาแซลมอน เนื้อวัว และเนื้อแกะ รวมมาอยู่ในจานเดียวกัน G.M. บอกว่าอยากให้ลองทุกอย่าง ผู้เขียนลองด้วยไก่ 1 ชิ้น รสธรรมดาทั่วๆ ไป เช่นเดียวกับปลาแซลมอน อิ่มแล้วหนังท้องตึง เพราะกินขนมปังและบุฟเฟต์ทะเล ไปมากแล้ว นึกดูว่าเดี๋ยวจะเก็บรายละเอียดไม่หมด จึงทดลองเนื้อวัว 1 ชิ้นนุ่มปากดี เนื้อแกะอีก 1 ชิ้น นุ่มปากและอร่อยดี กว่าเนื้อวัวอีก ต้องเพิ่มดูผลงานอีก 1 ชิ้น G.M. อธิบายว่า เนื้อวัวและเนื้อแกะ สั่งตรงจากออสเตรเลีย มาแบบพิเศษ รักษาความสดเพื่อให้คงความอร่อยไว้ สั่งแต่น้อย 3-4 วันครั้ง หมดก็คือหมด เขาเล่าว่าคนออสเตรเลีย เคยมาสั่งเนื้อแกะที่นี่รับประทาน กินไปแล้วอยากจะร้องให้ทำไมถึงอร่อยกว่าที่บ้านเขามาก วงรอบเรือมาส่งอาหารคือ วันจันทร์ และวันพฤหัสบดี ซึ่งต้องสั่งจากร้านค้าเจ้าประจำที่จังหวัดภูเก็ต ร้านค้าส่งอาหารมีหลายเจ้า และโรงแรมที่พัก ก็มีหลายโรงแรมเรือส่งอาหารจึงมีหมุนเวียนวิ่งอยู่ทุกวันในทะเลอันดามัน ปิดท้ายรายการอาหารด้วย Sherbet เป็นไอศกรีมที่ทำจากผลไม้ ผู้รู้บอกว่าไว้ล้างปาก แอบถามบริกร Sherbet ก้อนละเท่าไร เขาบอกว่าก้อนละ 90 บาท เรากิน 1 ถ้วย 2 ก้อน เฉพาะไอศกรีมอย่างเดียว 200 บาทเข้าไปแล้ว เดินยืดพุงจาการกินอย่างเต็มที่ กลับเข้าที่พักไปนอน ก่อนขึ้นบ้าน ล้างเท้าด้วย กระบวยตักน้ำที่โอ่งดินที่ชานบันได 2 กระบวย ดื่มน้ำสิงห์ที่แถมให้ที่บ้าน 1 ขวด ถามราคาถ้าสั่งซื้อน้ำดื่มขนาด 650 ซีซี ขวดละ 120 บาท ต้องดื่มอย่างประคอง เข้าห้องนอนแล้วมีแม่บ้านเปิดแอร์ไว้แล้ว เปิดไฟส่องรอบบ้านสลัวๆ มุ้งกางคลุมไว้ให้เรียบร้อย ข้างๆ หมอนหัวเตียงมี Penquin น้อย นอนข้างอยู่ 1 ตัว ดอกไม้ 1 ช่อเล็กๆ โต๊ะหัวนอนมีกบน้อยนั่งอ้าปากอยู่ 1 ตัว หลับอย่างสบายทั้งคืน ไม่ฝันเลย


ตื่นเช้าด้วยความกระปรี้กระเปร่า เพราะได้นอนอย่างเต็มอิ่มเดินสำรวจชายหาดแต่เช้า เหนือขึ้นไปมี ที่พักข้างเคียง Natural Resort มีร้านอาหารที่ใหญ่โต กว้างขวาง One day Tour นิยมแวะรับประทานอาหารกลางวันที่นี่ เลยโรงแรมขึ้นเหนือไปอีก มีโรงเรียนแหลมตง ที่ G.M. เล่าว่าได้ไปสร้างศาลาอเนกประสงค์เล็กๆ ปัจจุบันโรงเรียนใช้ทำเป็นโรงอาหารสำหรับนักเรียน เส้นทางต้องเดินผ่าน โรงแรมซึ่งเขียนป้ายไว้ว่า บุคคลภายนอกห้ามผ่าน เดินอ้อมหัวเกาะไปไม่ได้ แก่งหินทั้งนั้น ถามคนสวนของโรงแรมบอกว่า เด็กนักเรียนเดินผ่านได้ ล่องลงมาทางใต้ ผ่าน Erawan Resort Holiday Inn Sawadee Restaurant ครัวของชาวบ้าน ท้ายสุดทางทิศใต้เป็นโรงแรมในเครือ Pennisula อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เดินย้อนกลับมาที่ครัวชาวบ้าน เป็นหมู่บ้านริมหาด มีที่ว่าง เป็นช่องอยู่ประมาณ 60-70 เมตร หมู่บ้านซึ่งสร้างอยู่ลึกลงไป สร้างใกล้ชิดติดกัน ที่ริมหาดส่วนใหญ่เป็น Resort และโรงแรมหมดแล้ว ด้านริมหาดบริเวณครัวชาวบ้าน มีเรือหางยาวใช้ทำประมง และรับจ้างนักท่องเที่ยวจอดอยู่ 10 กว่าลำ เดินกลับมาที่ช่องเขากิ่วเป็นช่องเขาที่ลมพัดผ่าน สามารถเดินจากหน้าเกาะไปหลังเกาะได้ เป็นช่องเขาที่คลื่นสึนามิ ถล่มผ่านช่องนี้ ลมพัดแรงมาก มีร่องรอยเป็นท่าเทียบเรือ ถามชาวบ้านบอกว่า ถ้าเทียบเรือขึ้นอยู่กับฤดูกาล ถ้าด้านไหนคลื่นลมสงบ ก็นำเรือไปจอดเทียบด้านนั้นเดินเข้าพื้นที่ Zeavola ด้านหลัง มองขึ้นไปสูงๆ ประมาณ 60-70 เมตร เห็นตึกฉาบด้วยอิฐสีแดงขนาดใหญ่ อยู่ 3 ตึก ต้องเดินไต่บันไดที่ตอกปะด้วยไม้กระดาน ขึ้นไป 135 ขั้น สวนกับพนักงานโรงแรมที่เดินสวนลงมา มีหลายชุดแตกต่างกันไป ขึ้นไปบนระเบียงใหญ่ ที่ทำเป็นครัวและห้องอาหารของพนักงาน ที่ Zeavola นี้มีพนักงานรวมทั้งสิ้น 130 คน ซึ่งยังไม่พอเพียง ถ้า High Season ต้องรับเพิ่มอีกโรงแรมจะมีสวัสดิการให้พนักงานหลายอย่างอาทิ แจกเครื่องแบบปีละ 3 ชุด ตามชนิดของงานที่ทำ พนักงานต้อนรับ พนักงานร้านอาหาร เครื่องแบบสวย น่ารักมาก เขาบอกว่า คนออกแบบเครื่องแต่งกายนี้เป็นคนเดียวกับ ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับพนักงานของสายการบินไทย แม่บ้านก็ชุดอีกแบบหนึ่ง คนครัวก็ชุดอีกแบบหนึ่ง แม้แต่คนสวน คนทำความสะอาดสระว่ายน้ำ ก็มีชุดประจำกาย ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี นอกจากจัดอาหารบริการพนักงานทั้ง 3 มื้อแล้ว รายการอาหารมีทั้งอิสลาม และพุทธ และออกเมนูทั้งเดือน ติดไว้ให้ดูด้วยว่า มื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น มีรายการอาหารอะไร มีตู้รับฟังความคิดเห็น ไว้ให้พนักงานออกความคิดเห็นประกอบกับผู้เขียน เดินผ่านจอทีวี ที่เปิดบริการพนักงานได้ชม มีรายการนักโทษพังคุกที่ลพบุรี พอดี สาเหตุจากผู้คุมบิดเบือนข้อเรียกร้อง ด้านบนขึ้นไปเป็นบ้านพักพนักงาน มี 3 ตึก คือ ตึก A, B และ C ตึก A อยู่บนสุดต้องไต่บันไดขึ้นไปไม่น้อยกว่า 40 ขั้น ส่วนตึก B และ C อยู่ระดับเดียวกันต่ำลงมา ตั้งบนลาดเขาที่สูงชันประมาณ 60-70 องศา น่าทึ่งในวิศวกรที่ออกแบบสร้าง เสาสูงมาก ฝาทำด้วยไม้เชอร่า ห้องนอนแบ่งออกตามระดับ ระดับผู้ช่วยฝ่าย นอน 2 คน ต่อห้อง ระดับพนักงานทั่วไป 4 คนต่อห้อง มีระเบียงชมวิว สวยมากมองเห็นทิวทัศน์ทั่วทั้งหาดยังกระเซ้าว่า ที่พักพนักงานวิวดีกว่า ที่พักแขกข้างล่างเยอะเลย กระย่องกระแย่ง ลงบันไดมา ผ่านอาคารที่กำลังสร้างเป็นสปา ซึ่งจะเปิดเร็วๆ นี้ ผ่านแผนกช่าง แผนกซักเสื้อผ้า บอร์ดประชา-สัมพันธ์ เห็นมีข่าวการแข่งกีฬาสีของพนักงาน โดยแบ่งออกเป็น 2 สี คือ สีเหลือง และสีน้ำเงิน ผลการแข่งขันที่อ่านดู มีโปโลน้ำ ชาย-หญิง วิ่งสามขา ชาย-หญิง คะแนนสีเหลืองนำอยู่ได้ 20 คะแนน สีน้ำเงินได้ 12 คะแนน ผ่านแผนกไฟฟ้า และน้ำใช้ โรงแรมแห่งนี้ปั่นไฟใช้เอง จึงไม่ค่อยเข้มงวดกับการประหยัดไฟ ปิดไฟเท่าไรเพราะต้องปั่นไฟอยู่แล้ว เสียงเครื่องปั่นไฟกระหึ่ม บวกกับโรงแรมใกล้เคียงมาตกลงตั้งโรงปั่นอยู่ติดกันมีรั้วกั้น ทำนอง Two in One อย่างไรจะระคายหู แขกผู้มาพักแล้วมาตั้งติดกันไว้เสียเลย ส่วนน้ำจืดนั้นเนื่องจากส่วนนี้ของเกาะไม่มีแหล่งน้ำจืด ต้องกลั่นน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดใช้เองภายในโรงแรม ใช้ระบบ Reverse Osmosis จืดสนิท G.M. บอกว่าน้ำดื่มที่เติมให้แขกดื่มฟรีในห้องอาหาร ใช้น้ำกลั่นของโรงแรมถึงว่าซิอาบน้ำ แล้วสบายตัวจริงๆ


ได้เวลาอาหารเช้าของวันที่ 2 ที่เดินทางมาถึง มีอาหารให้เลือกหลายชนิด เริ่มด้วย Assorted Bakery ขนมปังรวม อาทิ ครัวซอง เดนนิส บัฟฟิน น้ำส้มคั้น โยเกิร์ต Royal Pan Fried Eggs หรือ ไข่กระทะสูตรอุดรธานี Maharaja อาหารอินเดีย Supreme American Egg benedictine อาหารฝรั่งเศส G.M.บอกว่าจะมีอาหารญี่ปุ่นอีกในโอกาสต่อไป ผู้เขียนหลังจากที่กินขนมปัง ทาด้วยเนย และแยม เข้าไปบ้างแล้ว พร้อมน้ำส้มคั้นที่คั้นเองกับมือพ่อครัวที่นั่น สั่งอาหารเป็นไข่กระทะสูตรอุดรธานี เพื่อเปรียบเทียบว่า จะสู้ต้นตำรับได้ไหม มาตรฐานใช้ได้ ที่กินอยู่นี่จะนุ่มกว่าด้วยซ้ำ แต่รสจะจืดกว่าหน่อยถือว่าสอบผ่าน เพื่อนข้างๆ สั่ง Maharaja เพราะห้องอาหารเปิดเพลงอินเดียเคล้าอาหารเช้าด้วย หยิบนาน(คล้ายโรตี) จิ้มลงไปที่แกงกะหรี่ อร่อยดี แต่ชิมได้ 2 ชิ้น เพราะอิ่มแล้ว


มาเที่ยวทะเล โดยเฉพาะมาเที่ยวเกาะ P.P.แล้วไม่ว่ายน้ำ ดำน้ำชมฝูงปลา และชมปะการัง ก็ดูกะไรอยู่ถือว่าไม่ได้มาเกาะ P.P. Speed Boat ของโรงแรมมีอยู่แล้ว ทุกคนพร้อมอยู่ในชุดว่ายน้ำอย่างรัดกุม มุ่งตรงไปเกาะ P.P.เล ซึ่งมีหลายอ่าวให้ดำน้ำดูปะการัง อ่าวแรกคือ อ่าว ปิเระ ชื่อเป็นภาษายาวี แปลเป็นภาษาไทยว่า ทะเลสาบบนเกาะหินปะการัง (Lagoon) คณะคว้า Snorkel 1 ชุด ตีนกบ 1 คู่ ลงแหวกว่ายในน้ำ ผู้เขียนใช้ Snorkel ไม่เป็นเนื่องจากเป็นชาวพื้นราบ จึงเตรียมแว่นสำหรับว่ายน้ำใส่ลงไป ถอดเสื้อออกสวมชูชีพว่ายน้ำ ระยะทางจากเรือถึงฝังประมาณ 30 เมตร ว่ายไปกลับ และดำน้ำด้วย ปรากฏว่าเสื้อชูชีพ เสียดสีบริเวณไหล่ กับรักแร้ ปวดแสบปวดร้อน ไปหมด เลยเป็นบทเรียน ผู้ที่จะสวมเสื้อชูชีพว่ายน้ำ ให้ใส่เสื้อยืดรองไว้ด้วย จะได้ไม่เป็นอย่างผู้เขียน ได้เวลาพอสมควรขึ้นเรือไปว่ายน้ำ ดำน้ำ ดูปะการังต่อ ที่อ่าวโล๊ะตะมะ แปลเป็นไทยว่าที่ที่มีสัตว์เยอะ มาถึงอ่าวนี้ ฉลาดขึ้น ใส่เสื้อรองใน ไม่ต้องใส่เท้ากบ เพราะไม่ได้ว่ายน้ำไปไหน พยุงตัวอยู่ข้างเรือ มีชาวต่างชาติ มาท่องเที่ยว ทั้งเรือเล็ก เรือใหญ่ในแต่ละอ่าวประมาณ 10 ลำ 100 กว่าคน มากพอสมควรในช่วง Low Seaeon เช่นนี้ ปลาลายเสือยังเป็นพระเอกอีกเช่นเคย มาว่ายอยู่รอบเรือ และรอบนักว่ายน้ำจำนวนมาก ลืมตาในน้ำมองผ่านแว่นสวยงามมาก ยังมีปลาอีกหลายชนิดที่ไม่รู้จักชื่อ น้ำใสเห็นปะการังอยู่ลิบๆ ผู้เขียนยังได้ ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ เก็บ เส้นพลาสติกรัดกระเป๋าแบบที่สนามบิน ขว้างขึ้นเรือไป 1 เส้น และตูดขวดพลาสติก สำหรับวิดน้ำออกจากเรือ อีก 1 อัน ขึ้นเรือ ผู้เขียนขอขนมปังจากเด็กท้ายเรือ 1 กำมือ ว่ายลงไปในน้ำ ปรากฏว่าปลาลายเสือเข้ามารุมสะกรัม ขนมปังที่มือ บางตัวยังมาแหนบกัดที่มืออีกต้อง ปล่อยขนมปังออกจากมือทั้งหมด ได้เวลาพอสมควร ขึ้นเรือเดินทางกลกับ ผู้เขียนเดินเก็บเคลียของบนเรือ มีเศษถุงพลาสติก กระป๋องน้ำอัดลม เพื่อนำไปใส่ถังขยะท้ายเรือ ยังมีผู้อยู่บนเรือหวังดีว่า อย่าทิ้งลงในทะเลน๊ะ แหม๋อยากจะบอกแต่ไม่กล้า ผู้เขียนอยู่กลุ่มวิจัยเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เมื่อศึกษาอยู่สถาบันพระปกเกล้า เคยพาสมาชิกกลุ่มไปวิจัยถึงภูกระดึง จังหวัดเลย เรื่องเสียหายเช่นนี้คงไม่กล้าปฏิบัติหรอก
ขึ้นเรือแล้ววันนี้อ่าวมาหยาที่สวยงามที่สุดของ P.P.เล เรือเข้าชมไม่ได้ เพราะคลื่นลมแรง แล่นเลียบไปชมบริเวณอ่าวต้นไทร ที่เป็นอ่าวที่มีโรงแรม ที่พัก แหล่งช็อปปิ้ง และสวรรค์ชายหาด ที่ฝรั่งนิยมมานอนอาบแดดมากที่สุด ร่องรอยสึนามิ ยังคงหลงเหลืออยู่มีซากโรงแรมใหญ่ที่ชั้นล่างทะลุโล่งไปหมด ชั้นบนเข้าใจว่าใช้การได้ มีบังกาโล ริมหาดขึ้นหลายหลัง มองด้วยสายตาแหล่งช๊อปปิ้งคงเปิดบางส่วน มองจากเรือทะลุเกาะมองเห็นหาดอยู่ด้านหลัง ยุครุ่งเรืองมีสิ่งปลูกสร้างบังหมด เข้าใจว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2548 นี้ P.P.ที่อ่าวต้นไทร คงรับนักท่องเที่ยวได้บางส่วน


เรือวิ่งกลับมาที่โรงแรมที่พัก Zeavola รีบอาบน้ำรับประทานอาหารกลางวันและเตรียมตัวเดินทางกลับ อกหารกลางวันวันนี้ เป็นแบบอีสาน ปนไทย มีข้าวเหนียว ลาบหมู ส้มตำไทย ไก่ทอด (ที่ไม่ย่างเพราะ ควันจะรมแขก) ผัดผักรวม ปลากะพงราดพริก แจ่ว ข้าวสวย และข้าวเหนียวสุดยอดไปทุกอย่างสมราคา โดยเฉพาะผักที่กินกับส้มตำเป็นผักกาดแก้ว วิธีการผลิตไร้ดิน ปลูกในร่องน้ำเป็นผักกางมุ้ง ปลอดแมลง ปลอดสารพิษ กรอบอร่อยดี หลังอาหารกลางวัน ฝนตกลงมาอย่างหนัก ต้องนั่งติดในห้องอาหาร มองขึ้นไปบนเพดาน ประดับฝ้าด้วยเสื่อพลาสติก สีสวยมาก ประตูบานใหญ่บุด้วยเสื่อพลาสติกเช่นกัน แต่ทาด้วยสีไม้ ที่ต้องเป็นเสื่อพลาสติก เห็นประโยชน์ตอนนี้นี่เอง เวลาปิดแล้ว ลมสามารถผ่านร่องเสื่อพลาสติกเข้ามาได้ ทำให้อากาศหมุนเวียน ติดฝนแล้ว ครัวอยู่ใกล้ๆ นี่เองขอเข้าไปชมหน่อยครัวสะอาดมาก แยกออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนอาหารต่างชาติ ส่วนอาหารไทย 2 ส่วน อยู่ด้านท้ายครัวใช้พื้นที่มากเท่ากัน ส่วนหัวครัว พื้นที่จะน้อยกว่าท้ายครัวจะประกอบด้วย ครัว Berkery ผลิตขนมปังนาๆ ชนิดเอง เพื่อความเป็นเอกลักษณ์ และความอร่อย อีกด้านจะเป็นห้องเย็น ชั้นในสุดเย็นจัด จะแช่พวก ปลา เนื้อ ต่างๆ ช่องที่สองเป็นห้องเย็นปานกลางจะเป็นพวกผัก ผลไม้ ห้องที่3 จะเป็นห้องเย็นปกติ เป็นที่เตรียมอาหาร เช่น แล่ปลา และจัดผลไม้ ขนาดของอาคารประมาณ 12X40 ม. โต๊ะภายในทำด้วย สแตนเลสทั้งสิ้น การก่อสร้างโต๊ะและอุปกรณ์ต่างๆ สิ้นค่าใช้จ่าย 7 ล้านบาทเศษ ค่าก่อสร้างอาคารอีก 3 ล้านบาทเศษ รวมอาคารโรงครัวแห่งเดียว สิ้นค่าใช้จ่าย 10 ล้านบาทเศษ G.M.บอกว่า Chef ปัจจุบันเป็นมือรอง Chef ตัวจริงถูกซื้อตัวไปอยู่ที่เกาะสมุย ผู้เขียนแอบกระซิบถามเป็นข้อมูลเพื่อประเมินสถานการณ์ว่า Chef เดิมที่จ้างนั้นเดือนละเท่าไร G.M.ตอบว่า 6 หมื่นบาท ค่าใช้จ่ายสำหรับเป็นค่าตอบแทนพนักงานสูงมาก คงทำความปวดหัวให้กับผู้บริหารพอสมควร ที่ต้องเค้นฝีมือพนักงาน ให้ประสิทธิภาพออกมาเต็มที่ โรงแรมอยู่ได้ พนักงานก็ต้องอยู่ได้ เช่นกัน


นัดหมายไว้ว่า 3 โมงเย็น ให้ขึ้นเรือกลับเข้ากระบี่เพื่อนั่งเครื่องกลับกรุงเทพฯ เวลา 1900 นาฬิกา ผู้เขียนมานั่งรออยู่ที่ Front รับนักท่องเที่ยว นั่งคุยกับผู้จัดการฝ่ายต้อนรับ G.M.มาบอกว่าเสียใจด้วยครับ ให้กลับเข้าที่พัก เรือออกไม่ได้ เพราะคลื่นลมแรงมากกลัวจะเป็นอันตราย สถานการณ์เริ่มยุ่ง ในเรื่องการทำงาน ในวันรุ่งขึ้น การบอกเวลาญาติ มิตร เวลาเดินทางไปถึงบ้าน ต้องรีบโทรศัพท์กันอย่างจ้าละหวั่น ซึ่งมุมโทรศัพท์มือถือที่รับได้ ก็เฉพาะที่ริมหาดทรายเท่านั้น ผู้ประสานงานติดต่อยกเลิกเที่ยวบิน พนักงานรัฐ พนักงานบริษัท แจ้งผู้บังคับบัญชาขอลา ผู้เขียนบอกมีปัญหาไม่มีชุดจะใส่ เพราะเหลืออยู่ชุดเดียวไว้เดินทางกลับ โรงแรมบริการด้วย กางเกงชาวเล และเสื้อยอดคอกลมสัญลักษณ์โรงแรมที่หน้าอก ก็เท่ห์ไปอย่าง กลับไปนอนดู TV.ที่ห้องเพราะไปไหนไม่ได้ ฝนสาดเปียกไปหมด ตกค่ำฝนซา แม่บ้านมาขอเปลี่ยนผ้าปูที่นอน บอกว่าไม่ต้องหรอกนอนคืนเดียวยังไม่เปื้อน ขอผ้าเช็ดตัวผืนใหม่ก็แล้วกัน เย็นนั้นจึงเป็นโอกาสดีได้ Test อาหาร Style Thai มีข้าวสวย น้ำพริกกุ้งสด ผักต้ม ผักกระเพราหมู ไข่ยัดไส้ ปลาทะเลทอดราดพริก อยากจะดื่มเบียร์สักกระป๋องก็ไม่กล้าไปสั่ง เกรงใจเจ้าภาพ สรุปว่าสมราคาอีกเช่นเคย ของหวานตามด้วย Sherbet และ Cake กาแฟอีก 1 ชิ้น เท่านั้นก็แน่นพุง ทุกคนแยกย้ายกลับที่พัก


ผู้เขียนเดินเลียบหาด นอนไม่หลับ เพราะนอนมาทั้งวันแล้ว เดินสวนนักท่องเที่ยว 2 คู่ คู่แรกเป็นชาวเกาะผู้ชาย 2 คน คู่หลังเป็นชาวเกาะ เป็นชายและหญิง คนต่างชาติไม่มี เดินไปถึงสุดหาด เดินทางกลับ ผ่านป้อม รปภ.ของโรงแรมข้างเคียง ผ่านร้านค้าเครื่องดื่มของชาวบ้าน มีเด็กนั่งดู TV.อยู่เป็นสิบคน อยากเข้าไปคุยว่าใช้ไฟฟ้าจากไหน เอาน้ำจืดที่ไหนใช้ เครื่องดื่มในตู้เย็นจำหน่ายขวดละ เท่าไร ก็ไม่กล้าบรรยากาศทึบๆ น่ากลัว กำลังเดินเพลินๆ อยู่ต๊กกะใจหมด นึกว่าผีหลอก อะไรซุ่มๆ อยู่ในซอกเรือมองเข้าไปใกล้สาวๆ นั่งโทรศัพท์ถึงใครอยู่ไม่ทราบ เรื่องอะไรต่างๆ ได้ติชม ไปหลายเรื่อง ในทำนองพูดคุยกับ G.M.โรงแรมและชาวบ้านที่อยู่ริมหาดต้องมีส่วนร่วมกันในการรักษาภูมิทัศน์ ทำให้หาดสวยงาม และน่าเดินท่องเที่ยว ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เป็นความสำคัญลำดับต้นๆ อยากจะแนะนำ G.M.สักเรื่องหนึ่งแต่ไม่กล้า เดี๋ยวหาว่าเวอร์ไปหน่อย ที่อาคารต้อนรับ มีศาลาอยู่ 2 ศาลา มีตั่งวางเรียบร้อย ถ้า Peak และ High Season ที่จะถึงนี้ หาดนตรีโดย จะเป็นระนาดเอก ขิม ซออู้ ซอด้วง ขลุ่ย อาจสลับอย่างใดอย่างหนึ่งมานั่งบรรเลงหัวค่ำ แทนดนตรีนานาชาติที่เปิดอยู่จะเข้า Concept อนุรักษ์ไทยอย่างยิ่ง ท้ายสุดก่อนนั่งเรือกลับในตอนเช้าแอบถาม G.M.ว่า กบน้อยที่วางในห้องมีความหมายอย่างไร G.M.ตอบว่ากบน้อยนี้ถ้าวางบนเตียง แม่บ้านจะทราบว่า ไม่ต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนแขกช่วยโรงแรมประหยัด มีคู่มือแนะนำอยู่แล้วในห้องส่วนใหญ่ แขกต่างชาติจะทราบเพราะเขาอ่านคู่มือ ส่วนแขกไทยไม่ค่อยสนใจเท่าไร หน้าแตกไหมละหมอไม่รับเย็บแน่

หลังจากเกิดมหันตภัย สึนามิถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ย่านทะเลอันดามันเมื่อ 26 ธันวาคม 2547 ผู้เขียนได้ร่วมเดินทางไปซับน้ำตาชาวใต้ร่วมกับสมาคมชาวไทย-ซิกข์ เมื่อกลางเดือน มกราคม 2548 ได้เห็นความหายนะ ความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งชาวบ้าน ส่วนราชการ และธุรกิจนานาชนิด ในพื้นที่โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยว ได้แต่คิดว่าภายในเวลาอันจำกัด และความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงนี้ ทุกภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทย จะแก้ปมปัญหาให้ได้ก่อนฤดูท่องเที่ยวของชาวยุโรปจะมาถึง ในเดือน พฤศจิกายน 2548 นี้ได้หรือไม่ ต้องยอมรับว่า รายได้จากการท่องเที่ยว เกือบจะเป็นรายได้หลักของประเทศไทย ทีเดียว
โชคดีที่ บริษัท P.P.Coral Resort Ltd. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน กลุ่มบริษัทโรงงานน้ำตาลบ้านโป่ง และ ซิโน-ไทย ได้เปิดโอกาสให้เจ้าเก่า ได้เดินทางไปกับคณะนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้ารุ่น2 จำนวน 4 คน ร่วมกับญาติ มิตร และ เจ้าหน้าที่ของบริษัทอีก 8 คน รวมคณะทั้งสิ้น 13 คน เดินทางไปทดลองพัก และ ติ ชม แก้ไข วิจารณ์ ว่า Resort ของบริษัทที่สร้างและปรับปรุงขึ้นมาใหม่ ลงทุนไปหลายร้อยล้านบาทนี้ มีข้อดี และข้อที่ควรแก้ไขอย่างไรบ้าง เพื่อนำไป แก้ไขปรับปรุง ให้ดียิ่งขึ้นรองรับ ต้อนรับ High+Peak Season ในเดือน พฤศจิกายน 2548 ที่จะถึงนี้

edit @ 2006/11/01 09:06:08

Prepare ราชพฤกษ์ 49
รู้จักกับงานมหกรรมพืชสวนโลก เฉลิมพระเกียรติฯ


งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสครองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี ในปี 2549 นี้ รัฐบาลไทย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2549 31 มกราคม 2550 เป็นเวลา 3 เดือนเต็ม เป็นมหัศจรรย์แห่งการเฉลิมฉลองครั้งสำคัญของแผ่นดิน ผู้เขียนมีโอกาสดีได้เดินทางไปราชการที่จังหวัดเชียงใหม่ ในห้วง 13-14 กันยายน 2549 ก่อนงานมหกรรมพืชสวนโลก จะเปิดเป็นทางการ มีโอกาสดี ได้เข้าไปชมบริเวณจัดงาน ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการทั้งในด้านการก่อสร้าง การเตรียมสถานที่ การตกแต่ง การจัดระเบียบต่างๆ ต้องใช้เวลามากกว่าการจัดการแสดงปกติ เนื่องจากสิ่งที่แสดงส่วนใหญ่คือพืชต้องเตรียมปลูกหรือพื้นที่ล่วงหน้าหลายเดือน ไม่เหมือนกับการแสดงนิทรรศการอื่นๆ อยากจะเล่าสิ่งที่ได้พบเห็น เป็นข้อมูลเสริมการประชาสัมพันธ์ ซึ่งคณะกรรมการจัดงานได้ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าไปบ้างแล้ว เสริมความเข้าใจ และรูปแบบของงาน เพื่อความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความรู้ เป็นการอุ่นเครื่อง ก่อนที่ท่านจะได้เดินทางไปชม


การเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เข้าใจว่าหลายๆ ท่านที่ได้อ่านสารฉบับนี้ส่วนใหญ่ ได้เดินทางไปยลเชียงใหม่ แล้ว นอกจากเป็นเมืองใหญ่รองจากกรุงเทพมหานคร ยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน เรียกว่าดินแดนล้านนา อยากดูธรรมชาติ ภูเขา สัมผัสอากาศอันหนาวเย็นวัฒนธรรมชาวล้านนา ชีวิตชาวเขา ให้ไปเชียงใหม่ อยากเที่ยวทะเล นอนหาดทรายเดินทางไปภาคใต้ ทั้งด้านอ่าวไทย และทะเลอันดามัน มหกรรมพืชสวนโลกเป็นกิจกรรมหนึ่งในหลายกิจกรรมที่ประเทศไทยได้จัดขึ้น จัดในห้วงฤดูหนาวอากาศเย็นสบาย ที่ตำบลแม่เหี๊ยะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในพื้นที่ติดกับ Night Safari มีเนื้อที่ 470 ไร่ เส้นทางเดินโดยรอบ 7.2 กิโลเมตร


กว่าจะเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมพืชสวนโลกได้ ต้องมีการประชุมวางแผน และขอเป็นเจ้าภาพ มีสมาคมพืชสวนโลกรับรอง มีระเบียบหรือกฎของสมาคมอยู่ว่า มีระยะเวลาในการจัดงานไม่ต่ำกว่า 3 เดือน มีพื้นที่อย่างน้อย 250 ไร่ และมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 10 ประเทศขึ้นไป ในการขอเป็นเจ้าภาพของประเทศไทย เข้าหลักเกณฑ์ทุกอย่าง เป็นการจัดมาตรฐาน A1 พื้นที่ 470 ไร่ มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมนำต้นไม้พืช มาแสดง 31 ประเทศ และประเทศไทยกำหนดเวลาการแสดงตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2549-31 มกราคม 2550 รวมเวลา 92 วัน(3 เดือน) และมีองค์กร B.I.E.(Bureau International Exposition) เป็นองค์กรเอกชนที่รับรองมาตรฐานในการแสดง ซึ่งนานาชาติเชื่อถือ ถ้าในประเทศไทยเปรียบเทียบได้กับ Grammy ซึ่งถ้าจัดการแสดงแล้วทุกคนยอมรับ ฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่าการจัดมหกรรมพืชสวนโลกในครั้งนี้ ของประเทศไทย เมื่อประชาสัมพันธ์ออกไปว่า B.I.E. รับรอง ชาวต่างชาติจะรู้ดีถึงมาตรฐานการเตรียมการในปัจจุบัน บริษัท ช.การช่าง เป็นผู้เตรียมการ การก่อสร้าง และสาธารณูปโภค Land Scape โดยสวนนงนุช Organizer คือ บริษัท Reed Tradex และกรมวิชาการเกษตร การเดินทางไปชมงานพืชสวนโลก ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามเส้นทางที่ผ่านสนามบินนานาชาติ เชียงใหม่(ไปทางทิศใต้) ตามเส้นทางเลียบคลองชลประทานเชียงใหม่ - หางดง ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 8 กม. เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางเดียวกับ Night Safari จะถึงทางแยกซ้ายไป Night Safari ขวาไปงานมหกรรมพืชสวนโลกซึ่งไม่ต้องหนักใจ การประชาสัมพันธ์และป้ายเส้นทาง มีบอกอย่างแน่ชัดเหมือนกับ การประชาสัมพันธ์เส้นทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ ไปตามเส้นทางริมคลองชลประทาน จังหวัดเชียงใหม่ กำลังปลูกไม้เลื้อยประเภทไม้ดอกตั้งวางกระถางอยู่ตามราวรั้วริมถนน เมื่อถึงวันเปิดงานคงจะสวยงามมากถึงลานจอดรถ สามารถจอดรถบัสได้ถึง 200 คัน และรถปิคอัพ รถเก๋ง ได้ 2,400 คัน ได้ข่าวว่า คณะกรรมการจัดการจราจร จะไม่ให้รถ Bus และรถส่วนตัววิ่งเข้าไปจอด เพราะจะเป็นปัญหาในการจัดการจราจรมาก คณะกรรมการจะจัด Shuttle Bus วิ่งรับส่ง จากในตัวเมือง โดยกำหนดที่จอดรถส่วนตัว เช่น สนามกีฬา 700 ปี เชียงใหม่ เป็นต้น เมื่อจอดรถ หรือลงรถแล้วมีทางเข้าคล้ายๆกับ ทางเข้าสวนสนุกใหญ่ๆ เนื่องจากบริเวณนี้เป็นทั้งทางเข้าและทางออกจะมีร้านอาหารไว้ต้อนรับ เป็นของ เบียร์สิงห์ และโออิชิ ด้านซ้ายทางเข้าเป็นที่ทำงานของหน่วยงาน Nursary ดูแลต้นไม้และตรวจต้นไม้ที่นำมาแสดงต้องปลอดโรคอย่างแท้จริง ยกตัวอย่าง เช่น ปาล์ม Australian Bottle tree 5 ต้น (ราคาต้นละ 5 แสนบาท) ที่ปลูกเด่นสง่าก่อนเข้าพื้นที่จัดงาน เขาเล่าว่า การเคลื่อนย้ายต้องบรรจุใน Container ยาวขนาด 12 เมตร พอดี และต้องล้างดินที่รากออกให้หมด ตรวจแล้วไม่มีดินติดมา ไม่มีเชื้อโรค ก็นำลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ กว่าจะฟื้นตัวเห็นสวยงาม เช่นทุกวันนี้ต้องใช้เวลาหลายเดือน อุ่นเครื่อง ด้วยอาหารแล้ว อย่าลืมซื้อน้ำติดตัวไปด้วย เพราะไม่ทราบว่า ในระหว่างที่เดินอยู่มีซุ้มขายน้ำหรือเปล่า แนะนำการแต่งกายเสียตอนนี้เลย รองเท้าที่ใช้ควรเป็นรองเท้าที่เดินสบาย เช่นรองเท้าผ้าใบ รองเท้าส้นสูง ส้นแข็งไม่แนะนำ เสื้อผ้าที่สวมใส่ แบบลำลองเดินได้ 6-8 ชั่วโมง ร่มหรือหมวกกันแดดเตรียมไปด้วย กล้องถ่ายภาพขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด พร้อมแล้วเดินกันต่อไป ไม่มีรถกอล์ฟ ไม่มีรถพ่วงให้นั่ง หรือถ้ามีก็ต้องเดินลงไปดูอยู่ดี วนขวาทวนเข็มนาฬิกามาสวนเฉลิมพระเกียรติประเภท องค์กร ส่วนราชการ อาทิ TOT ปตท. ธนาคารกรุงไทย การประปานครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ธกส. จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ซีพี เป็นต้น มี 22 องค์กร ต่อด้วย สวนนานาชาติภายนอกอาคารส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีราชวงศ์มาร่วมด้วย 31 ประเทศ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม สเปน ตุรกี บัลกาเรีย ปากีสถาน ซูดาน จีน เป็นต้น แสดงภายนอกอาคาร 25 ประเทศ แสดงภายใน 8 ประเทศ(บางประเทศแสดง 2 แห่ง) ส่วนขององค์กร และประเทศต่างๆ ใช้งบประมาณของตนเอง เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เป็นเงินประมาณ 800 ล้านบาทรัฐบาลไทย ใช้งบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้นประมาณ 2,300 ล้านบาท รวมแล้วงานมหกรรมพืชสวนโลกใช้งบประมาณ จำนวน 3,100 ล้านบาท พื้นที่ของประเทศต่างๆ จะแบ่งพื้นที่ตามขอบวงกลมด้านนอกและด้านในตรงกลางเป็นถนน วงกลมให้เดินเข้าชมสวนได้ทั้ง 2 ด้าน แต่ละประเทศอยู่ในระหว่างเตรียมการยังไม่เห็นความสวยงาม และโดดเด่นจะมีพันธ์ไม้ทั้ง 5 ทวีปมาแสดง ทั้งศิลปะการจัดสวน กับสถาปัตยกรรมของประเทศนั้นๆ จุดศูนย์กลางของวงกลมจะมีเวทีในสวน


รายการต่อไป เป็น Highlight ของงานมหกรรมพืชสวนโลกในครั้งนี้ หอคำหลวง เป็นอาคารสถาปัตยกรรมของชาวล้านนา เป็นอาคาร 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 3,000 ตารางเมตร หอคำในอดีตคือที่ปฏิบัติธรรมของเจ้าเมือง ในงานนี้ชั้นบนซึ่งต้องเดินขึ้นบันได 49 ขั้น (ปี 2549) เป็นห้องโถงใหญ่ มีเสาสูงใหญ่ ขนาดคนโอบ สูง 12 เมตร จำนวน 16 ต้น(8 คู่) แต่ละคู่ให้ช่างฝีมือ ของแต่ละเมือง(อำเภอ)ที่ชาวเหนือเรียกสลา วาดลวดลาย ซึ่งจะไม่เหมือนกัน ฝาผนังเป็นภาพ จิตรกรรม ภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องกษัตริย์นักการเกษตร มีต้นพระศรีมหาโพธิ อยู่ภายในด้านหลังของหอคำ ใบโพธิจำนวน 21,915 ใบ คิดมาจาก 60 ปีx365 วัน+15 วัน(วันอธิกมาศ 4 ปี มี 1 ครั้ง) ผู้ที่เข้าชมงานสมารถบริจาค สร้างใบโพธิใบละ 999 บาท ห้องด้านล่างเป็น นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ด้านหน้าหอคำจะมีถนน ลาดตรงไปยาวประมาณ 150 เมตร กว้างประมาณ 10 เมตร มีซุ้มเฉลิมพระเกียรติ 30 ซุ้ม ตุ๊กตาหน้าซุ้มละ 2 ตัว รวม ตุ๊กตา 60 ตัว(60 ปี) ซึ่งพิธีเปิดงานจะกระทำพิธีที่หอคำแห่งนี้ คนพิการสามารถเข้าชมงานได้เพราะได้วางแผนอำนวย ความสะดวกต่อคนพิการ ทั้งลาด และลิฟท์ยก บริเวณหน้าหอคำมีเนินทำเป็นรูปหลังเต่า เพราะเห็นว่าเต่าอายุยืน ถ้าผู้ใดไปชมแล้วเห็นเนินดิน มีลายจุดคล้ายลูกฟุตบอลลูกใหญ่ ให้เข้าใจว่า นี่คือ ลายของหลังเต่า ใกล้ๆ กับหอคำจะมีสวนบอนไซ ไม้หอม เรือนไทย 4 ภาค แสดงเรื่องวัฒนธรรม เรือนไทยภาคเหนือ ต้องการให้แดดส่องเข้าไป ส่วนของภาคกลาง ภาคอีสาน การสร้างจะไม่ให้แดดส่อง คือสร้างขวางตะวันออก ตะวันตก เพื่อให้ลมพัดผ่าน ภาคใต้ไม่ได้กำหนดทิศทาง อาคารสมุนไพร อยู่บริเวณนี้


ลานกิจกรรมกลางแจ้ง เป็นลานใหญ่มาก ใช้สำหรับแสดงกิจกรรมมีการแสดงทั้งสิ้น 350 รายการ ใน 92 วัน ใน 1 วัน จะมีการแสดงประมาณ 4-5 รอบ ประกอบด้วยการแสดงของต่างประเทศ และการแสดงของจังหวัดต่างๆ ในประเทศ การแสดงในแต่ละวันจึงไม่ซ้ำกัน หรือซ้ำกันเป็นบางรายการ ผู้ที่สนใจ จะเข้าไปชมรายการใด ต้องหาข้อมูลจาก Internet หรือสื่อการประชาสัมพันธ์อื่น เลือกรายการและเลือกวันเข้าชม ซึ่งจำกัดคนเข้าชมได้วันละ 2-3 หมื่นคน เสาร์อาทิตย์อาจถึง 1 แสนคน มีห้องน้ำในบริเวณจัดงานบริการ 700 ห้อง แยกเป็นชาย 60% หญิง 35% คนพิการ 5%


อาคารพืชเมืองหนาวปรับอุณหภูมิ 12 องศา อาคารพืชไม่ใช้ดินอาคารพืชทะเลทราย นิทรรศการกล้วยไม้ของสมาคมกล้วยไม้แห่งประเทศไทย ที่ปลูกผลไม้ปลูกยากที่เชียงใหม่(เงาะ มังคุด ทุเยน ส้มโอ) ศูนย์รวมพืชที่เป็นผลไม้ในประเทศไทย สวนราชพฤกษ์ ที่จะให้ต้นราชพฤกษ์ออกดอกในเดือนพฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไป ศูนย์เรียนรู้แมลงในประเทศไทย ต้นไม้ประจำจังหวัดบนแผนที่ประเทศไทย ขนาดใหญ่ จำนวน 76 ต้น และที่ยิ่งใหญ่ คือลานไม้ดอก ซึ่งต้องใช้ไม้ดอกนำมาประดับในพื้นที่ตลอดงาน จำนวน 1 ล้าน 8 แสนต้น โดยหมุนเวียน เดือนละ 6 แสนต้น


ที่แสดงพืชสวนอีก 2 แห่งที่ผู้เข้าชมพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดคือ โดมพืชปรับความชื้น 28องศาเซลเชียส ความต้องการคือให้คนภาคเหนือเห็นพืชของคนภาคใต้ ต้นไม้ที่เป็นพระเอกในงานคือ Wallaby pine ซึ่งนำมาจาก ฟอสซิลในจีน เมื่อ 250 ล้านปีก่อน และนำไปวิจัย และปลูกในประเทศออสเตรเลีย ข่าวว่าเป็นอาหารของไดโนเสาร์ โดมปรับความชื้นนี้ ปรับอุณหภูมิโดยใช้น้ำเป็นสเปรย์ ปล่อยเพื่อรักษาอุณหภูมิ หากน้ำยังเย็นไม่พอ มีพัดลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เมตร อีก 32 ตัว ช่วยพัดควบคุมโดยเครื่องอีเลคทรอนิคส์ เส้นทางเดินภายในโดม ใช้ไม้หมอนรถไฟ อีก 1 แห่งคือ อาคารพืชในร่มเป็นพืชในเส้นศูนย์สูตร พวกมอส เฟริน เมื่อผู้เขียนเข้าชมได้พบ คุณ กัมพล ตันสัจจา Boss ใหญ่ ของสวนนุงนุช ลงมือปลุกปล้ำด้วยตนเองในชุดชาวสวน ขาสั้น เสื้อเชิ้ต หมวกปีก ภายในจะนำโครงเหล็กมาขึ้นรูปเป็นต้นไม้ และหุ้มด้วยใยของต้นปาล์ม ซึ่งยาวกว่าใยของกาบมะพร้าว เหมือนต้นไม้ใหญ่มาก และนำพืชพันธ์ไม้ต่างๆ มาปลูก มาเกาะต้นไม้ ทำ Step สูงประมาณ 2-3 เมตร เป็นบันไดทอดยาว คล้ายสะพานแขวน แต่ตั้งอยู่บนเสามั่นคงแข็งแรง ให้ผู้เข้าชมงาน ได้เดินดูพันธ์ไม้ ในระดับสายตาไม่ต้องแหงนหน้าชมภายในชมได้ 200 คน ถ้านับบนสะพานอีก ประมาณ 100 คน จะรวมเป็น 300 คน ซึ่งผู้เขียนคาดว่าจะเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนเข้าชมมาก เป็นปัญหาในการเข้าชมอีกแห่งหนึ่ง และที่ยังไม่แล้วเสร็จอีก 3 อาคารที่ผู้เขียนไม่ได้เข้าชมคือ สวนนานาชาติ ภายในอาคาร นิทรรศการแสดงพันธ์ไม้ภายในอาคาร และอาคารขยายพันธ์ไม้โดยใช้เนื้อเยื่อ ซี่งอยู่ในระหว่างเตรียมการ


ข้อแนะนำในการเตรียมการเข้าชมของผู้ที่สนใจ การเตรียมการเรื่องเครื่องแต่งกายได้แนะนำไปแล้ว เวลาที่ใช้ในการเข้าชม ดูอย่างผ่านๆ ใช้เวลา 4 ชั่วโมง ถ้าดูอย่างได้สาระต้องใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง เปิดให้เข้าชมเวลา 0900 2000 นาฬิกาทุกวัน เพื่อความสะดวกในการเข้าชม ขอแนะนำให้ท่านได้สำรองที่พัก การเดินทาง และบัตรชมงานได้ตั้งแต่วันนี้ ในแต่ละวันกำหนดเปิดรับผู้เข้าชมจำนวนจำกัด หาข้อมูลได้จาก www.RoyalFloraExpo.com ค่าเข้าชมงานผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก/ผู้พิการ/คนชรา 100 บาท เข้าชมงานไม่จำกัดจำนวนครั้ง ผู้ใหญ่ 800 บาท เด็ก/ผู้พิการ/คนชรา 400 บาท บัตรเข้าชมงานเป็นหมู่คณะ ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก/ผู้พิการ/คนชรา 50 บาท เป็นราคา ณ เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรหน้างานถ้าท่านซื้อบัตร ณ จุดจำหน่ายล่วงหน้า นอกบริเวณงานลด 50% ทุกรายการ ราคาบัตรจำหน่ายล่วงหน้าลดราคาลงครึ่งหนึ่ง คณะกรรมการต้องการให้ผู้เข้าชมได้วางแผนเพื่อกำหนดจำนวนคนที่เข้าชม หากท่านเปิด Internet ดูข้อมูลจะกำหนดสีของผู้เข้าชม ถ้าสีแดง มีคนเข้าชมมากไม่ควรเดินทางเข้าชม สีเหลืองมีคนเข้าชมปานกลางพอที่จะเดินทางเข้าชมได้ ถ้าสีเขียวเดินทางไปเข้าชมได้ จำหน่ายบัตรล่วงหน้าที่ใด หาข้อมูลเอาเอง ข้อแนะนำเพิ่มเติมคือ วางแผนเดินชมนิทรรศการพืชสวนโลก ให้ถึงเวลาอาหารเย็น รับประทานอาหารเย็นในบริเวณจัดงาน และเข้าชม Night Safari ที่อยู่ข้างเคียงในคราวเดียวกันเป็น Two in One สวนสัตว์กลางคืน ค่าเข้าชม 250 บาท/คน เริ่มเดินเข้าชมได้เวลา 1730 นาฬิกา เริ่มนั่งรถพ่วงเวลาประมาณ 1900 นาฬิกา


ต้องขอบคุณ พลโท ยุทธพงษ์ พวงทอง ที่ปรึกษาโครงการมหกรรมพืชสวนโลก ที่กองบัญชาการทหารสูงสุด มอบหมายให้ไปประสานงาน โครงการก่อสร้างได้เป็นผู้บรรยาย และให้การต้อนรับคณะของผู้เขียน ให้รายละเอียดอย่างดียิ่ง และยังได้พาผู้เขียนไป เยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์แห่งความทรงจำ เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว อยู่ที่บ้านแม่เหี๊ยะ ห่างจากบริเวณจัดงานพืชสวนโลก 2-3 กิโลเมตรเท่านั้น เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นสำหรับบุตรสาวผู้ที่จากไป แรงบันดาลใจจากลูกสาวขณะป่วย ได้ไปอ่านพบว่าถ้าพับนก แล้ว อาการป่วยจะหายได้ มาบอกแม่ให้ช่วยพับนก แต่ไม่อาจยื้อชีวิตอยู่ได้ ลูกสาวจากไปเมื่ออายุ 13 ปี ถ้ามีชีวิตอยู่ปัจจุบันเบญจเพศพอดี และเพื่อลูกชายที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้เก็บภาพและของที่ระลึกในอดีตเป็นความทรงจำที่ดียิ่ง รายการเฉียบได้มาจัดรายการแนะนำมหกรรมพืชสวนโลก ได้ไปชมพิพิธภัณฑ์แล้ว ต้องรีบแจ้งให้ทีมงานมาทำสกู๊ปข่าวออกรายการเผยแพร่ ผู้เขียนแนะนำถ้ามีโอกาสขอให้ไปแวะชมได้ เจ้าของพิพิธภัณฑ์คือ คุณเขียว(สามี) และ คุณ นุช(ภรรยา) ยินดีต้อนรับ เบอร์โทรศัพท์ที่ผู้เขียนแอบจดมา 08.1883.6922 ทดลองติดต่อไป ไม่มีเก็บค่าเข้าชมโดยเฉพาะแม่บ้าน ไปดูตัวอย่างการจัดบ้าน และความตั้งใจของแม่คนหนึ่ง นั่งตกแต่งจัดเสื้อผ้าให้ตุ๊กตาได้ 1,000 กว่าตัว ทั้งทรงผม ทั้งเครื่องแต่งกาย ออกแบบชุด และตัดเย็บเอง ทุกตัวมีชื่อ มีวันเกิด เพื่อความระลึกถึงลูกสาว นอกจากนี้ยังมีสิ่งของอื่นๆ อีกหลายพันชิ้นน่าทึ่งมาก


รู้จักกับงานมหกรรมพืชสวนโลกที่ผู้เขียนเกริ่นมานี้ ให้ผู้ที่ได้อ่านผ่านสายตาเป็นข้อมูลขั้นต้นเมื่อเข้าชมงาน รายละเอียดอาจไม่ถูกต้อง และไม่ครบไปทั้งหมด เพราะผู้เขียนใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงในการเข้าชม การก่อสร้าง การเตรียมการต่างๆ ก็ยังไม่แล้วเสร็จ มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาจริง มหกรรมพืชสวนโลก เฉลิมพระเกียรตินี้จะเป็นงานที่สร้างชื่อให้กับประเทศไทย อย่างดียิ่งงานหนึ่ง
------------------------------------------------------
หมู่สิงห์ บันทึก 26 ก.ย.49

มุ่งสู่อันดามัน ภาค 2

ตอน

ช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับชาวไทย ซิกข์

เมื่อปี 2545 หมู่สิงห์ ได้ตระเวนท่องเที่ยวภาคใต้ ทางด้านตะวันตกทะเลอันดามัน รวมเวลา 7 วัน และ 6 คืน แบบตระเวนทัวร์ค่ำไหนนอนนั่น เที่ยวแห่งละนิด แห่งละหน่อย ชื่นชมความงามของทะเลสีมรกตที่สวยงามมาก ตั้งใจไว้ว่า ถ้ายังมีกำลังมีแรงอยู่ จะท่องอันดามันอีกครั้งให้ได้ในชีวิต หลายแห่งยังไม่ได้ไปสัมผัสหลายแห่งไป สัมผัสแล้ว แต่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ถ้าจะให้ซึมซาบเอิบอิ่มจริงๆ ต้องใช้เวลาสักสัปดาห์ในแต่ละแห่ง ความพร้อมยังไม่มีเลย แต่หมู่สิงห์ต้องมุ่งสู่อันดามัน แตกต่างจากครั้งแรก เนื่องจากในครั้งนี้ เกิดมหันตภัยคลื่นยักษ์ถล่ม ชายฝั่ง 6 จังหวัดของไทยด้านทะเลอันดามัน หมู่สิงห์ได้แต่เกาะติดข่าวจากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโทรทัศน์ดูไปก็เสียใจไป เสียใจไปกับผู้สูญเสีย ญาติมิตร บ้านเรือน ทรัพย์สมบัติต่างๆ เสียใจกับชาวต่างชาติ จำนวนเป็นหมื่นคน ที่เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย แล้วประสบภัยพิบัติในต่างบ้าน ต่างเมือง หลายคนสูญเสียชีวิต ญาติ พี่น้อง คนอันเป็นที่รัก เสียใจกับประเทศไทย ที่สูญเสียโอกาสอย่างใหญ่หลวง ทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและต้องกลับไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่สุดของประเทศไทย มีคนเสียชีวิต 5 พันกว่าคน สูญหายอีกหลายพันคนผู้ที่ไร้ที่อยู่อีกหลายหมื่น อยากจะลงไปกู้ภัยช่วยเท่าที่กำลังจะมี แต่ติดขัดในหลายๆอย่าง จึงได้แต่ส่งกำลังทรัพย์เท่าที่ช่วยได้ สมทบทุนกับมูลนิธิการกุศลนับเป็นโอกาสดีของหมู่สิงห์ ศูนย์เมตตาธรรม มูลนิธิชาวไทยซิกข์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นพลังมวลชน กลุ่มหนึ่งซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ที่กรุงเทพฯได้จัดตั้งไว้ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว และมี ชาวไทย-ซิกข์ บางส่วน ซึ่งเป็นสมาชิกศูนย์เมตตาธรรมนี้ เป็นอาสาสมัครช่วยรบทหารพรานกองทัพภาคที่ 2 ได้รวบรวมสิ่งของเครื่องอุปโภคจำนวนหนึ่งไปซับน้ำตาผู้ประสบภัยใน 6 จังหวัดภาคใต้ นอกจากมีหน่วยงาน กอ.รมน. ไทย-ซิกข์ อชร.ทพ.ทภ.2 แล้ว ยังมีกรมทหารราบที่ 29 สนับสนุนรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ 1 คัน ตัวแทนกรมประชาสงเคราะห์ และประชาชนมีส่วนร่วมเขตธนบุรี ร่วมคณะไปด้วย ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 นายทหารกิจการพลเรือนของกรมทหารพรานที่ 26 พร้อมช่างภาพอีก 1 คน เป็นตัวแทนของทหารพรานกองทัพภาคที่ 2 สมทบกับคณะซับน้ำตาชาวใต้ เพื่อให้ภาพการช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ ให้เป็นไปด้วยความอบอุ่น มีผู้ที่ห่วงใย มาให้กำลังใจหลายหน่วยงานด้วยกัน

ในการเดินทางซับน้ำตาชาวใต้ครั้งนี้ วางแผนเดินทางไปกลับจากกรุงเทพฯ 5 วัน ตั้งแต่ วันที่ 10-14 มกราคม 2548 หมู่สิงห์ และตัวแทนหน่วยทหารพรานต้องเดินทางไปตั้งหลักที่กรุงเทพฯในคืนวันที่ 9 มกราคม 2548 นัดกับคณะไทย-ซิกข์ ขอนอนโรงแรมใกล้จุดเริ่มเดินทาง ชื่อโรงแรมบูรพา ติดศูนย์การค้าสะพานเหล็ก ใกล้ย่านการค้าพาหุรัด คงทราบดีว่า ความสับสนเส้นทางมีมากแค่ไหนได้ไปคุยกับคณะกรรมการของไทย-ซิกข์ เขาบอกว่า เครื่องอุปโภค-บริโภค ได้เตรียมจัดซื้อไว้หมดแล้ว จำนวน 1,000 ชุด มี 14 รายการด้วยกันคือ ถังน้ำ ข้าวสาร ถุงละ 5 กิโลกรัมนอาบน้ำขวด มุ้ง ผ้าห่ม ผ้าขาวม้า เสื้อนักเรียน รองเท้าแตะ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน สบู่ ผงซักฟอก น้ำปลา น้ำมันพืช จากเคยไปร่วมปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชน กับชาวไทย-ซิกข์ มาเมื่อเป็นผู้บังการกรมทหารพรานและผู้อำนวยการกองกำลังอหารพรานของกองทัพภาคที่ 2 ที่นครราชสีมา ชาวไทย-ซิกข์ มีกลักการในการช่วยเหลือที่แน่นอน คือ ของที่นำไปช่วยเหลือ ต้องถึงมือชาวบ้านด้วยตัวของเขาเอง เมื่อไปถึงพื้นที่ จะนำถังน้ำไปวางเรียงตามจำนวนยอดที่จัดเตรียมไว้และนำสิ่งของ เครื่องใช้ เครื่องอุปโภค บริโภค ที่จะแจกจ่ายนำไปใส่ลงในถังน้ำ คณะไทย-ซิกข์ ที่ไป ก็จะมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ แยกสิ่งของลงถัง ได้เหงื่อได้อิ่มเอิบความสุขทุกคน รวมไปถึงผู้ที่ไม่สามารถเดินทางไปร่วมได้ก็มีความสุขจากการได้ บริจาคสิ่งของคนละเล็ก คนละน้อยตามกำลัง ซึ่งมีการบันทึกภาพไปให้ผู้ที่ไม่ได้ร่วมเดินทางไปร่วมได้ให้ชมด้วย หลายคนอาจถามว่าทำไมไปลงไปซื้อในพื้นที่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย เช่นเดียวกับที่หมู่สิงห์สงสัย เมื่อเริ่มเดินทาง และลงไปทำกิจกรรมแล้ว ทำให้ทราบว่า คงเป็นไปไม่ได้ เวลาก็จำกัด และไม่ทราบว่าจะไปซื้อแห่งไหน ที่ได้ ปริมาณมาก ของที่กล่าวมาแล้ว ต้องใช้รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ถึง 2 คัน วิ่งตามลงไปด้วย

ตื่นเช้าแล้ว 10 มกราคม 2548 เริ่มเดินทาง นั่งรถแท็กซี่ ไปที่จุดนัดหมายที่คนส่วนใหญ่รออยู่ที่นั่น คือ สี่แยกบ้านแขก ฝั่งธนบุรี ลงสะพานพุทธฝั่งธนบุรี จะเจอสี่แยก บ้านแขก ก่อนถึงวงเวียนใหญ่ เลี้ยวซ้ายไปอีก 500 เมตร เป็นชุมชนของชาวอินเดีย หมู่สิงห์ได้ความรู้มาอีกว่า เดิมชาวอินเดียนั้นได้เข้ามาในประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 มีชาวอินเดีย 3 คน นำม้าพันธ์ดีเข้ามาขายในกรุงเทพฯ มีประชาชนมุงดูจำนวนมาก เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จผ่านได้แวะเข้ามาชมม้าพันธ์ดีด้วย ชาวอินเดียได้ถวายม้าให้พระเจ้าแผ่นดิน 3 ตัว พระเจ้าแผ่นดิน (ร.5) ได้มอบช้างให้ชาวอินเดีย 1 เชือกตอบแทน ชาวอินเดียก็นำช้างกลับประเทศ และต่อมามีชาวอินเดีย เข้ามาติดต่อค้าขายมากขึ้น โดยอยู่บริเวณย่านพาหุรัด เมื่อมีคนอยู่หนาแน่นขึ้น ก็ขยายบ้านเรือนมาพักอาศัยอยู่บริเวณสี่แยกบ้านแขก ฝั่งตะวันออกจะเป็นชาวอินเดีย (ฮินดู,ซิกข์) ฝั่งตะวันตกจะเป็นแขกอิสลาม หมู่สิงห์จึงมีความเข้าใจ สี่แยกบ้านแขกที่มีที่มาที่ไปของชื่อเหมือนกัน ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาแบบเลื่อนลอย ชาวอินเดียเข้ามาอยู่เมืองไทย ถึง Generation ที่ 5 แล้ว ตั้งแต่ Generation ที่ 3 เป็นต้นมา ส่วนใหญ่เกิดที่เมืองไทย หมู่สิงห์ถามว่าทำไมชาวอินเดีย จึงชอบขายผ้า เขาตอบว่า เขามีความรู้เรื่องผ้าดีมาก

รถโดยสารเป็นรถทัวร์ปรับอากาศแบบสองชั้น ชั้นล่างใส่สิ่งของบริจาค และกระเป๋าของผู้ร่วมเดินทาง มีไทย-ซิกข์ 16 คน ไทย-ไทย 16 คน รวม 32 คน ประตูห้องน้ำเปิดไม่ได้ สิ่งของขวางทาง รถต้องแวะที่ปั๊มน้ำมันบ่อยๆ ผู้ร่วมเดินทางส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป หมู่สิงห์นั่งฟังเพลงอินเดีย ดูหนังอินเดีย เพลินไปตลอดทางแวะกินอาหารเช้าแล้ว เสบียงที่เตรียมไว้ถูกขนลงไป มีชาร้อนแบบอินเดีย โรตี ถั่วต้ม ขนมอินเดียเพื่อกินกับชาร้อน หมู่สิงห์ เลือกโรตีมา 2 แผ่น คิดว่าเหมือนโรตีที่ทำขายอยู่แถวบ้านใส่นมข้นใส่น้ำตาล ไม่ใช่แบบนั้น เป็นโรตีจืดๆ ทำจากแป้งข้าวสาลี ต้องมีกับข้าว เช่น มัสมั่นไก่ มัสมั่นแพะ ถั่วต้มเค็มๆ ผักดองเปรี้ยวๆ เป็นต้น หมู่สิงห์ทดลองจิ้มกับถั่วคล้ายถั่วเขียวต้มเค็ม เนื่องจากยังไม่เคยชินลองได้คำเดียว ก็กินโรตีเปล่าๆ กับชาร้อน ตึงท้องพอดี

ชาวไทย-ซิกข์ เป็นผู้เคร่งศาสนามาก ในการเดินทางครั้งนี้นำผู้ปฏิบัติธรรมไปด้วย 3 คน ผู้ปฏิบัติธรรมต่างจากพระ พระเป็นผู้ทำพิธี ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นผู้สวด ผู้ปฏิบัติธรรมแต่งชุดขาว กางเกงขายาวลีบๆ และเสื้อคลุมถึงเท้า พระแต่งตัวคล้ายกันแต่เสื้อคลุมเป็นผ้าสี ชาวไทย-ซิกข์ จะไม่ตัดผม และโกน หนวด-เครา ตลอดชีวิตพระเจ้าบอกว่าเป็นของสูง ชาวไทย-ซิกข์ จึงต้องโพกผ้าไว้ที่ศีรษะตลอดเวลา(ลืมถามเวลานอนโพกผ้าหรือเปล่า) ถ้าเป็นเด็กๆ หรือหนุ่มๆ จะมีผ้าเล็กๆ คลุมไว้แบบลำลอง นอกจากไปงานพิธีต้องโพกผืนใหญ่ ส่วนผู้สูงอายุต้องโพกผืนใหญ่จึงจะดูเหมาะสม นี่เฉพาะชาย ส่วนหญิงนั้นไม่ได้หาข้อมูล เห็นปล่อยผมธรรมดานอกจากเวลาเข้าวัดเท่านั้นต้องคลุมผม ชาวไทย-ซิกข์ ต้องมีสิ่งของ 5 อย่างติดตัว ตลอดเวลาคือ ผ้าโพกผม กำไลข้อมือ หวีไม้เสียบไว้ในผม กางเกงในสไตล์อินเดีย(ไม่จำกัดสี) และกฤช พระศาสดาของซิกข์มี 10 พระองค์แล้ว ไม่มีองค์ที่ 11 เพราะไม่มีใครเป็นผู้ที่เหมาะสมจึงเหลือแต่พระคัมภีร์เท่านั้น ไว้เป็นคำสอนผู้ถือศาสนา ศาสนาซิกข์จะมีวัดไว้ประกอบพิธีทางศาสนา ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 10 แห่งในจังหวัดใหญ่ๆ อาทิ กรุงเทพฯ นครราชสีมา ขอนแก่น ภูเก็ต เป็นต้น เมื่อบุคคลใดเข้าวัดซิกข์ ไม่ว่าศาสนาใดต้องปฏิบัติอยู่ 3 อย่างที่สำคัญ คือ มีผ้าโพกผม ไม่หันหลังให้พระคัมภีร์ และห้ามนั่งสุวรรณบัลลังก์ ซึ่งสุวรรณบัลลังก์นี้เป็นที่วางพระคัมภีร์ ส่วนใหญ่สุวรรณบัลลังก์จะมีพระนั่งอยู่หลังพระคัมภีร์ โบกแส้ หรืออาจเปลี่ยนเป็นผู้อาวุโส ที่ชาวซิกข์ เคารพนับถือเปลี่ยนนั่งแทนพระได้ ผู้สวดมนต์ คือ ผู้ปฏิบัติธรรมมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อินเดีย 1 ชุดมี 3 คน 2 คนแรก จะมีหีบเพลงคนละเครื่อง คนที่ 3 จะมีกลองในเล็กๆ อยู่ 2 ใบ ใบแรกคล้ายๆ บาตรพระ ใบที่ 2 เล็กกว่าคล้ายๆ ครกทรงกลม วัดไทย-ซิกข์ ในเมืองไทย จะไปเชื้อเชิญผู้ปฏิบัติธรรมมาจากประเทศอินเดีย ไปประจำตามวัดต่างๆ คราวละประมาณ 6 เดือน โดยสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา สถาบันศาสนาซิกข์แห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย รายได้ของวัดมาจากชาวซิกข์ หรือผู้ที่มาทำบุญซึ่งจะทำพิธีสวดมนต์ทุกวัน เวลา 1000-1200 และเวลาเย็น 1800 วัดมีผู้บริหารคือพระ ชาวไทย-ซิกข์ เมื่อจะทำพิธีทางศาสนา เช่นเสียชีวิต หากไม่มีวัดซิกข์ สามารถเข้าวัดพุทธได้ ชาวซิกข์ยังได้นำภาพพระพุทธเจ้าศาสดาของศาสนาพุทธ มาให้หมู่สิงห์ชม เขาบอกว่า พระพุทธเจ้าไว้ผมแบบซิกข์ (อาจเกรงใจจึงไม่ได้บอกว่า เป็นชาวซิกข์)

มัวแต่โอ้เอ้วิหารราย เกือบบ่ายโมง ถึงประจวบคีรีขันธ์ ยังไม่ได้ถึงครึ่งทางเลยหาร้านอาหารรับประทานยาก เพราะคนจำนวนมาก หมู่สิงห์เลยแนะนำให้ไปที่อ่าวมะนาวเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีร้านอาหารหลายร้าน รับมือกับคนจำนวนมากได้ มื้อค่ำที่สุราษฎร์ธานี ที่ปั๊มน้ำมัน ข้าวแกง อาหารจานเดียว เหมาะสมดี ใครชอบอะไรก็สั่ง ส่วนใหญ่เห็นไข่เค็มทอดเป็นไข่ดาว แนบมาด้วยทุกจาน ถึงภูเก็ต เวลา 2300 นาฬิกา พักโรงแรมย่านกลางเมือง คือ โรงแรมถาวร เป็นโรงแรมเก่าแก่ของเมืองภูเก็ต เห็นมีป้ายชื่ออดีตนายกรัฐมนตรีไทย ที่เคยมาพักโรงแรมนี้ 10 กว่าคน ในโรงแรมยังมีนิทรรศการของเก่าในโรงแรมถาวรของใช้ส่วนตัวของตระกูลถาวรว่องวงค์ เช่นเสื้อผ้า คู่บ่าวสาวในพิธีมงคลสมรสตาม ประเพณีจีนฮกเกี้ยน ธนบัตร เหรียญเก่า กิจการโรงภาพยนตร์ เครื่องฉายหนังเก่า กิจการเหมืองแร่ ตู้เซฟขนาดใหญ่ ภาพอดีตของภูเก็ต ภาพคนเด่นคนดังที่เคยมาพักโรงแรม

เช้า 11 มกราคม 2548 นัดคณะเริ่มกิจกรรมเวลา 0700 นาฬิกา หมู่สิงห์ถึงแม้จะนอนดึก และเพลียจากการเดินทาง 2 วันแล้ว ตื่นออกมาจากห้องพัก 0530 ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ที่มีสำรวจภูเก็ตยามเช้า แต่งชุดกีฬา วิ่งผ่านวงเวียนน้ำพุ ผ่านตลาดสดผู้คนซื้อขายของคับคั่งมาก รถจอดซ้อน ถนนแคบ ติดค้างไว้ก่อนขากลับ จะแวะชมวิถีชีวิตชาวบ้าน สำรวจแผนที่แล้ว สวนหลวง ร.9 อยู่ห่างจากตลาดน้ำพุนี้ประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ วิ่งเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจ้าฟ้า พบผู้คนมาออกกำลังกาย ร่วมร้อยคน มีเต้นแอโรบิคด้วย วิ่งรอบสวนหลวง ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ ดูนาฬิกาแล้วเหลือจำกัดมากต้องรีบวิ่งกลับโรงแรมที่พักมาแต่งตัว จึงพลาดการเข้าศึกษาตลาดน้ำพุไป

ออกเดินทางไปวัด ชื่อวัดคุรุดวาราสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา(วัดซิกข์) ตั้งอยู่ในเมืองภูเก็ต ทั้งชาวไทย-ซิกข์ และคณะขึ้นไปบนชั้น 3 ทำพิธีทางศาสนา เป็นวัดใหญ่ สวยงามและสะอาด น่าเลื่อมใส ข้างๆวัดซิกข์ ยังมีวัดศาสนาฮินดูด้วย กฎข้อหนึ่งคือต้องมีผ้าโพกผม ซึ่งชั้นล่างจะมีผ้าโพกผมสีเหลืองวางไว้ให้ หมู่สิงห์ใช้หมวกเบเร่ต์ดำ ซึ่งประกอบชุดเครื่องแบบอนุโลมได้ เช่นกัน ได้เข้าไปไหว้พระคัมภีร์ และถ่ายภาพร่วมกับพระบนสุวรรณบัลลังก์ ซึ่งชาวไทยซิกข์น้อยคนนักที่จะได้ขึ้นไปนั่ง และมานั่งฟังผู้ปฏิบัติธรรมสวดอีกประมาณเกือบ หนึ่งชั่วโมง ชาวซิกข์บอกว่า ในงานบุญใหญ่ ประมาณตรงกับวันลอยกระทงของไทย จะมีพิธีสวดใหญ่ ในพระคัมภีร์ทั้งเล่มใช้เวลาสวดทั้งสิ้น 48 ชั่วโมง ไม่มีการหยุดพัก ใครง่วงกลับบ้านไปก่อน ผู้ปฏิบัติธรรม 2 ชั่วโมงเปลี่ยน 1 ชุด หมู่สิงห์ นั่งฟังสวดไปด้วย สังเกตดูใครปวดเข่าจะนั่งเก้าอี้ฟังสวดก็ได้ นั่งกึ่งๆ เหยียดขาก็ได้ ไม่มีกติกาการนั่งฟังสวด คงต้องการแต่ให้นั่งฟังและสุภาพนั้น ผู้มาฟังสวดหรือเข้าวัดนำเงินไปใส่กล่องบริจาคบำรุงวัด หน้าพระคัมภีร์ มีบางคนก็นำเงินมาวางไว้ที่หน้าผู้ปฏิบัติธรรม ส่วนนี้คิดว่ามาทำบุญให้กับผู้ปฏิบัติธรรมเป็นรายได้พิเศษจากองค์การที่ให้ ผู้ปฏิบัติธรรมมีภรรยาได้ ครอบครัวอยู่ที่อินเดีย 6 เดือนได้กลับบ้านครั้งหนึ่ง และเตรียมไปสวดมนต์ตามวัดที่ประเทศต่างๆ ที่มีชาวซิกข์อาศัยอยู่หลังสวดมนต์เสร็จพระจะมาเทศนาสรุปอีกครั้ง (แปลไม่ได้ ทั้งหมดรวมทั้งบทสวด) หลังจากนั้น พระจะนำขนมเรียกว่า ปาชาด มาแจกผู้รับฟังธรรม หมู่สิงห์นึกไปถึงข้าวมธุปายาด หรือเปล่าชื่อคล้ายๆ กัน เป็นแป้งสีน้ำตาลคล้ายทุเรียนกวน แต่ไม่หวานเท่า จากนั้นลงมารับประทานอาหาร ที่วัดจะจ้างแม่บ้านไว้สำหรับทำความสะอาดวัด และทำอาหารให้กับผู้เข้าวัด กินฟรี คณะที่มาทั้งหมด 30-40 คน ก็กินฟรี หรือมีใครไปจ่ายเงินทำบุญให้วัด ก็ไม่ทราบ ไม่อยากจะไปซอกแซกถาม ยุ่งในรายละเอียดมากเกินไป วันนี้เป็นโรตีจืดๆ เช่นเคย ดีว่ามีข้าวเปล่า ตักราดแกงอินเดีย ก็พอไปได้ อัดโรตีตามลงไปอีก 2 แผ่น พร้อมชาแขก เต็มท้องพอดี สังเกตเห็นผู้ปฏิบัติธรรมอร่อยกับโรตีจิ้มถั่วต้มเค็มๆ มาก เอาโรตีจิ้ม ถั่วต้มที่เหลือยกซดเสียเลย แสดงว่าอร่อยมาก จุดแรกที่จะไปแจกของบรรเทาทุกข์วันแรก คือ บ้านในไร่ อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เป็นหมู่บ้านชาวประมง อยู่ริมหาดคลื่นยักษ์พัดบ้านพังไปจำนวนมาก มีประชากร 107 หลังคาเรือน ทางการต้องอพยพขึ้นมา จากที่ตั้งบ้านเดิมประมาณ 500 เมตร เป็นเนินหน้าหมู่บ้านมีกระโจมแบบชาวอาหรับกางไว้ ประมาณ 40 หลัง มีโรงครัวรวม ที่อาบน้ำ และห้องสุขา มีอยู่ 2 จุด ตั้งอยู่ห่างจากที่พักออกไป ด้านข้างมีการเกรดไถที่เพื่อเตรียมสร้างบ้านชั่วคราว ถามชาวบ้านว่าทำไมมี 40 กระโจม เขาให้ข้อมูลว่า บางคนก็ไปพักอยู่กับญาติ ส่วนคนที่บ้านพังไม่มาก ก็กลับเข้าไปอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมหมู่สิงห์ตั้งใจ จะเดินไปดูพื้นที่ บ้านที่คลื่นซัด แต่เดินไปไม่ถึง ได้แวะคุยกับแม่ค้า นอนอยู่ในเพิงเล็กๆ ขายแตงโม พร้อมกับลูกน้อยตัวเล็กๆ มากอีกคนหนึ่ง แม่ค้าบอกว่าบ้านอยู่ริมคลองน้ำขึ้นแต่บ้านไม่พัง คืนนั้นยังปวดท้องคลอดลูกอีก ลูกคลอดเช้าวันที่ 27 ธันวาคม 2547 เวลา 0755 นาฬิกา ต้องไปแย่งเตียง แย่งหมอ กับผู้ประสบภัยที่โรงพยาบาล ตะกั่วป่า ฟังดูแล้วน่าเห็นใจจริงๆ ถามว่าตั้งลูกสาวชื่ออะไร เขาบอกว่าชื่อ มุสิรา ไม่เกี่ยวกับคลื่นยักษ์แต่อย่างไร กลับมาที่จุดอพยพชาวบ้าน เห็นมีหน่วยสาธารณสุขเคลื่อนที่เจ้าหน้าที่จัดจากโรงพยาบาล ห้วยยอด จังหวัดตรัง มีกองเสื้อผ้าเก่า เป็นภูเขาย่อมๆ ชาวบ้านเลือกใส่ คนละชุด-2ชุด ที่เหลือกองทิ้งไว้ วันนี้แจกของไป 178 ชุด น่ายกย่องชาวไทย-ซิกข์ อย่างหนึ่งก็คือ ทุกครั้งที่ทำกิจกรรม การกุศลจะทำพิธีเชิดชูสถาบันสำคัญทั้ง 3 อย่างทุกครั้ง คือ ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ เช้าเข้าวัดทำพิธีสวดไปแล้ว ก่อนที่จะแจกของชาวบ้าน มีการนำชาวบ้านร้องเพลงชาติไทย พร้อมกัน ต่อด้วยสดุดีมหาราชา (2 เที่ยว) และเพลงรักกันไว้เถิดโดยเฉพาะเนื้อร้องที่ว่า จะเกิดภาคไหนๆ ก็ไทยด้วยกัน ฟังดูแล้วซึ้งมาก เมื่อแจกของชาวบ้านเสร็จ ก็ร่วมกันร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี คณะแยกย้ายไปทำภารกิจต่อไป จุดหมายต่อไปคือ บ้านบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา บ้านบางม่วงเป็นหมู่บ้านหนึ่งในพื้นที่เขาหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย บ้านบางเนียง บ้านคึกคัก บ้านน้ำเค็ม บ้านสาบเปิง จากบ้านบางเนียง ต่อบ้านคึกคักเป็นบริเวณหาดเขาหลัก ถนนหลวงอยู่ห่างจากหาดประมาณ 1 กิโลเมตร สิ่งก่อสร้าง โรงแรม ร้านค้า บ้านเรือน เลียบถนนระยะทางประมาณ 2-3 กิโลเมตร เรียกว่าเป็นเมืองหนึ่งเลย ที่เราเคยได้ยินว่า ราบเป็นหน้ากลอง คลื่นยักษ์เที่ยวนี้พัดพังราบเกือบทั้งหมดแทบไม่เหลืออาคารที่ต้านแรงของคลื่นได้เลย เรือตำรวจน้ำถูกคลื่นยักษ์ ซัดข้ามถนนไปอีก ประมาณ 500 เมตร รวมระยะทางคลื่นยักษ์ซัดเรือเกยฝั่งเกือบ 2 กิโลเมตร ข้างๆ เรือตำรวจน้ำที่เกยตื้นอยู่ มีเหมืองแร่เก่าเป็นหลุมลึกและกว้างมาก ทางการกำลังระดม สูบน้ำออกเพื่อค้นหาผู้ที่เสียชีวิตซึ่งอาจถูกฝังจมอยู่พร้อมกับสิ่งสลักหักพัง เศษซากรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์กองอยู่จำนวนมาก รถยนต์บางคันเหลืออยู่ก้อนเดียว บ้านชาวประมงริมทะเลที่กล่าวแล้วจึงเสียหายหนัก และสูญเสียชีวิตจำนวนมาก เมื่อไปถึงบ้าน บางม่วง สถานการณ์วุ่นวายมาก มีทั้งผู้อพยพ เจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ส่วนก่อสร้างซึ่งเป็นทหารสังกัดกองทัพบก กำลังไถที่เตรียมพื้นที่ก่อสร้างอาคารชั่วคราว แบกขนอุปกรณ์ก่อสร้างและสิ่งของบริจาค เต็มเต๊นท์ของเจ้าหน้าที่ คิดว่าคงทะยอยบริจาคเป็นวันฝ่ายคณะของพวกเรา โดยการตัดสินใจของ ไทย-ซิกข์ เห็นว่าน่าจะจัดระเบียบยากเพราะวุ่นวายมาก จึงได้ถอยคาราวานกลับ มีคนแนะนำไห้ไปบ้านน้ำเค็ม เมื่อไปถึง เจอสภาพวุ่นวาย เช่นกัน กับบ้านปางม่วง ของบริจาคยังเต็มเต๊นท์อยู่ คณะต้องถอยเช่นกัน ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ กองเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว มีมากเหลือเกิน เกินความต้องการของชาวบ้าน มีกองอยู่ทุกหมู่บ้านที่ไปพบ คณะเดินทางกลับที่พักภูเก็ต เตรียมแผนแจกของถึงมือชาวบ้านใหม่ในวันรุ่งขึ้น แจ้งเจ้าหน้าที่ของคณะที่เดินทางไปขนของจากวัดที่จังหวัดภูเก็ต ให้ซื้อข้าวกล่องมาด้วย คณะทั้งหมดได้กินข้าวเที่ยงเมื่อเวลา 1730 เพราะในพื้นที่หาซื้ออะไรไม่ได้เลยกลับถึงภูเก็ต เกือบ 3 ทุ่ม หมู่สิงห์ ต้องนำคณะไทย-ไทย ไปกินข้าวต้มรอบดึก ค่อยมีกำลังขึ้นมาหน่อย

เช้า 12 มกราคม 2548 คณะนัดพร้อมเวลา 0630 นาฬิกา เร็วกว่าเดิมอีกบอกว่าจะไปสำรวจภูมิประเทศหาดป่าตอง มีญาติไทย-ซิกข์ ทำมาหากินอยู่ที่นั่น หมู่สิงห์ต้องตื่นแต่เช้า 0500 ออกจากโรงแรม เพื่อวิ่งสำรวจภูมิประเทศที่สวนสุขภาพเขารัง วิ่งขึ้นเขาอีก 1 กิโลเมตรเศษ บนยอดเขารังนั้นเป็นสวนสุขภาพ มีชาวภูเก็ตนิยม ไปออกกำลัง เช้าและเย็น นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิว ชมทัศนียภาพเมืองภูเก็ตด้วย เนื่องจากหมู่สิงห์วิ่งขึ้นไปยังมืดอยู่ จึงมองไม่เห็นสิ่งสวยงามใดๆ ได้แต่ชื่นชมว่าเป็นแหล่งออกกำลังกายที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนที่ดีแห่งหนึ่ง ขาวิ่งกลับวิ่งผ่านย่านเมืองเก่า ดูอาคารบ้านเรือนที่สร่างไว้ สไตล์ ซิโน-โปรตุกิส (โปรตุเกสผสมจีน) ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง ที่คนมาท่องเที่ยวที่ภูเก็ต ได้จัดรายการไว้ ต้องมาชมเมืองเก่า

เดินทางไปหาดป่าตอง นึกถึงโลมาน้อย คู่ เป็นสัญลักษณ์ของหาดป่าตองที่มาเห็นเมื่อ 3 ปีก่อน โลมาน้อยคู่นั้นถูกน้ำพัดหายไปแล้ว อาคารบ้านเรือน ร้านค้าโรงแรมที่อยู่ริมหาด ลึกเข้าไปประมาณ 100-200 เมตร ถูกน้ำที่พัดสูงประมาณ 2 เมตรทำลายเสียหายหมด คณะส่วนใหญ่เดินดูความเสียหาย บางคนไปเยี่ยมญาติ หมู่สิงห์ยืนคุยกับ รปภ.ของโรงแรม เป็นชาวจังหวัดร้อยเอ็ด มาทำงาน รปภ.ของโรงแรม ที่หาดป่าตองมา 6 ปีแล้ว วันเกิดเหตุยืนอยู่ริมถนนหน้าหาด แจกบัตรจอดรถยนต์ที่เข้าไปจอดในโรงแรม ซึ่งห่างไปประมาณ 200 เมตร มองเห็นน้ำทะเลลดลงไปจากริมหาดปกติ เกือบ 2 กิโลเมตร เรือที่จอดอยู่ริมหาด ค้างเติ่งอยู่ทั้งหมด สักครู่เห็นคลื่นลูกแรกซัดมา เป็นกำแพงมหึมา ฟองแตกขาวมาแต่ไกล เจ้าตัววิ่งเข้าโรงแรม ตามด้วยลูกที่สองซึ่งถือว่าเป็นหมัดแย๊บ คลื่นลูกที่สาม และคลื่นลูกที่สี่ เป็นหมัดตรงหนักมากทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวง โรงแรมที่อยู่ด้านใน ชั้น 1 Lobby ซึ่งอยู่บนเนินน้ำพัดเข้าไป พังเสียหายทั้งหมด รถตู้ของแขกที่มาพักโรงแรม จอดแบบทางขวางคือ ขนานกับถนนเลียบหาด คลื่นซัดไปกองรวมกันอยู่หน้าโรงแรม เมื่อคลื่นไหลกลับรถคันไหนที่ไม่อยู่ในกองรวม ไหลตามน้ำลงทะเลลงไปด้วย ถามความคึกคักของหาดป่าตอง เขาบอกว่า กลางคืนคึกคักมาก ในย่านนี้ มีผู้หญิงจากอีสานจากเหนือมาต้อนรับนักท่องเที่ยว ผู้หญิงภาคอื่น สู้อีสานและชาวเหนือไม่ได้ บางคนก็อยู่กินกันไปเมืองนอกก็มี บางทีชาวต่างชาติก็ส่งเงินมาให้ใช้และมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว ผู้หญิงอยู่ทางนี้ก็หากินไปตามปกติ เพราะเขาบอกว่ามาหาเงิน บอกว่าคนไทย อย่างเราเขาไม่สนหรอก บางทีก็เลี้ยงไว้ประดับบารมี ฟังไว้เป็นความรู้

ออกจากหาดป่าตอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหาดงามยาวเหยียด สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับประเทศไทย ให้ขจรขจายไปทั่วโลก เหลือไว้แต่ความเงียบเหงาในยามเช้า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทอดน่องที่ชายหาด 2 คน อีก 2 คน นั่งมอเตอร์ไซค์ แบบ Racing มาถ่ายภาพความเสียหาย รปภ.บอกว่าในวันที่ 15 มกราคม 2548 จะมี Tour ชาวต่างชาติมาลงแล้ว หนึ่งคณะแม้ร้านค้าที่ชายหาดจะเสียหาย แต่โรงแรมที่อยู่ลึกเข้าไปยังเปิดบริการได้ และบริเวณหาดได้เคลียร์พื้นที่สะอาด เรียบร้อย คงไม่เกิน 6 เดือน ทุกสิ่งทุกอย่างคงกลับมาอีก ยกเว้นที่เกาะ พี พี และ เขาหลักเท่านั้น ซึ่งเสียหายมาก เมื่อกลับมาถึงวัดไปฟังสวดทำพิธีทางศาสนา จังหวะสวดเร้าใจ น่าฟัง เพราะนอกจากเสียงสวดแล้ว ยังมีเสียงหีบเพลง อีก 2 เครื่อง ประกอบ เสียงกลองแขกสองใน ตีสลับประสานเข้าทำนองดีมาก และผู้สวดที่ทำหน้าที่ตีกลอง ยักคอ ยักไหล่ เข้าทำนองอีก เมื่อทำพิธีทางศาสนาแล้ว ลงมารับประทานเช้าที่บริเวณชั้นล่างของวัด ผ่านชั้นที่ 2 ที่เป็นที่พักของพระ และผู้ปฏิบัติธรรม ห้ามใครเข้าไปยุ่ง ชั้น 1 เป็นพื้นที่บริการ ด้านหลังมีห้องน้ำ ห้องครัวที่ปรุงอาหารสะอาดสะอ้านดีมาก วันนี้ มีไทย-ซิกข์ หญิง Genertal ที่ 3 เป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี แต่งงานแล้วสามีมาเปิดกิจการร้าน Tailor ที่กรุงเทพฯ คงเห็นพวกเรากินอะไรไม่ค่อยได้จึงสั่ง ทำอาหารพิเศษ เป็นผัดไทย เส้นใหญ่ อาหารทุกอย่างในวัดเป็นอาหารเจทั้งหมด ได้ผัดไทยใส่พริกป่นลงไป พร้อมบีบมะนาว โรตี 2 ชิ้นและโยเกิร์ตอีก 1 หลุม (ภาชนะที่ใส่เป็นถาดหลุม) อิ่มไปอีกมื้อหนึ่ง วันนี้เป็นวันที่พิเศษอีกวันหนึ่ง มีไทย-ซิกข์ จากสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา เดินทางมาจากกรุงเทพฯมาร่วมคณะด้วย 10 คน และ อเมริกัน-ซิกข์ อีก 4 คน เป็นแพทย์สองสามี-ภรรยา โดยเฉพาะแพทย์หญิง รูปร่างหน้าตาเป็นนางเอกหนังอินเดียได้สบายมาก เภสัชกรหญิง 1 คน และวิศวกรโทรคมนาคมหญิงอีก 1 คน ทั้ง 4 คนได้ดูภาพข่าวแล้ว อยากเดินทางเข้ามาช่วยเหลือ ผู้ประสบเคราะห์กรรมที่ประเทศไทย โดยติดต่อเพื่อนซึ่งเป็น-ซิกข์ อยู่ที่ภูเก็ต คณะเราจึงมีชาวซิกข์เพิ่มขึ้นอีก 16 คน (รวมไทย-ซิกข์ที่ภูเก็ตอีก 2 คน) เนื่องจากรอคณะทั้งหมดซึ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯ หมู่สิงห์เดินดูรูปภาพที่ติดอยู่ที่วัด เป็นภาพการทารุณกรรมของผู้นำหรือผู้ปกครอง ซึ่งนับถือศาสนาหนึ่งที่ชอบมีเรื่องอยู่ในปัจจุบันนี้ นำผู้ที่หันไปนับถือศาสนาซิกข์ไปทรมาน ติดนิ้วบ้าง เอาเลื่อยผ่าครึ่งตัวบ้าง ต้มน้ำร้อน ไฟเผา สารพัดที่จะทำ ด้วยอานุภาพของพระเจ้า และความศรัทธาของชาวซิกข์ จึงทำให้ศาสนาซิกข์มีมาจนถึงปัจจุบัน หมู่สิงห์ยังได้ถามถึงประวัติของประเทศอินเดีย ชาวไทย-ซิกข์ เล่าว่า เมื่อก่อนอินเดียเป็นประเทศเดียวไม่มีปากีสถาน และบังคลาเทศ เมื่อมหาตมะคานธี เรียกร้องอิสรภาพให้กับอินเดีย อังกฤษซึ่งเป็นผู้ปกครอง ได้วางยาอินเดียไว้โดยแบ่งประเทศอินเดีย ออกเป็น 3 พื้นที่ ทางด้านตะวันตกผู้นับถือศาสนาอิสลามแยกเป็นประเทศปากีสถาน(ตะวันตก) ตรงกลางเป็นประเทศอินเดีย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู และมีซิกข์อยู่ส่วนหนึ่งประมาณ 20 ล้านคน อยู่ที่รัฐปันจาบ ด้านตะวันออก นับถือศาสนาอิสลามเป็นประเทศปากีสถานตะวันออก ทำให้อินเดียมีภัยคุกคามอยู่ 3 ด้าน คือ ตะวันตก และตะวันออกเป็นประเทศปากีสถาน ด้านเหนือเป็นประเทศจีน อินเดียเลยมียุทธศาสตร์กำจัดศัตรูให้น้อยง นำกำลังเข้าตีปากีสถานตะวันออก เมื่อยึดได้แล้วสถาปนาเป็นประเทศ บังคลาเทศ ซึ่งด้านตะวันออกภัยคุกคามหายไป บังคลาเทศไม่เคยมาสร้างปัญหาให้กับอินเดียอีกเลย คงเหลือแต่จีน กับปากีสถานและยังมีอยู่แคว้นหนึ่ง คือ แคชเมียร์ของอินเดีย ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและอยู่ติดกับประเทศปากีสถาน ทำให้มีเหตุการณ์เกิดภัยคุกคามเหมือน 3 จังหวัดภาคใต้ของไทยในปัจจุบัน ชาวไทย-ซิกข์ ยังบอกอีกว่า นายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดียปัจจุบันเป็นชาวซิกข์ สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ของอินเดียที่ตกต่ำให้กระเตื้องขึ้นได้ เช่นเดียวกับนายกทักษิณของไทยเรา คุยเพลินๆ คณะกรุงเทพฯมาถึงแล้ว รวมทั้ง อเมริกัน-ซิกข์ มาถึงรับประทานอาหารฟรีเสียก่อน บางคนที่พึ่งเคยมาก็ขึ้นไปชมวัด และไหว้คัมภีร์ บนชั้น 3 พร้อมแล้วออกเดินทาง

นัดชาวบ้านตำบลกมลา ไว้ที่โรงเรียนบ้านกมลา หน้าหาดกมลาที่ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต เวลา 1300 นาฬิกา คณะไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อยเพื่อเตรียมการจัดของไว้แจกชาวบ้าน จำนวนตามที่ตกลงไว้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ประสานงานล่วงหน้า การไปช่วยเหลือชาวใต้ครั้งนี้ กองมวลชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ประสานกับ ชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนเป็นผู้ประสานหาพื้นที่เป้าหมายให้ หมู่สิงห์ลงจากรถโดยสารบนถนนเลียบหาดหน้าโรงเรียน ผิวถนนซึ่งยาวประมาณ 300 เมตร ให้ท่านนึกถึงขนมชั้น ผิวถนนเป็นชั้นบนสุด ความแรงของคลื่น ซัดผิวถนนเคลื่อนที่ไปประมาณ 50 ซม. ตลอดทั้งสาย เกือบปิดท่อระบายน้ำ อาคารเรียนซึ่งตั้งขนานกับถนนเลียบหาดห่างจากถนนประมาณเกือบ 100 เมตร ฝาผนังโบกปูนชั้นล่างคลื่นซัดพังหมด รวมทั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตำบลกมลา หายไปทั้งหลัง บนความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีที่วันเกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์ ไม่มีนักเรียน และเด็กเล็กไม่เช่นนั้นต้องสูญเสียเด็กๆ อีกเยอะ เมื่อถึงพื้นที่คณะหมอแยกไปที่อนามัยที่เปิดรับตรวจรักษาคนป่วยคณะทำการจัดแจกของให้กับ ชาวบ้านที่ประสบภัย โดยการสำรวจความถูกต้อง จากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นดำเนินกรรมวิธีเช่นเดิมคือ ร้องเพลงชาติ สดุดีมหาราชา รักกันไว้เถิด เสร็จแล้วก็แจกของตามบัตรที่เจ้าหน้าที่มอบให้ไว้ เพื่อป้องกันการสับสน และของไม่พอเพียงชมรมประชาชนมีส่วนร่วม อปพร.เขตธนบุรี ควักเงินแถมให้ทุกครอบครัวอีกจำนวนหนึ่ง ชาวบ้านยังพูดว่า ตั้งแต่มีคณะมาแจกของช่วยเหลือนี่เหละเป็นคณะแรกที่ได้รับของจากผู้บริจาคโดยตรง ทำให้คณะหน้าบานด้วยความยินดีหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ที่หาดกมลา ยังได้เห็นนักเรียนอาชีวะ วิทยาลัยเทคนิคภูเก็ต เข้ามาซ่อมฝาผนังโรงเรียน ชั้นล่าง เกือบเสร็จแล้ว ซ่อมได้เร็วมาก ยังได้พบกับเจ้าหน้าที่สำนักงานศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหมส่วนหน้า ซึ่งจัดกำลังจากกองบัญชาการทหารสูงสุด เป็นชุดประสานงานในพื้นที่ ดูแลและประสานงานการทำงานของกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ โดยตั้งสำนักงานอยู่ที่กองเรือภาคที่3 แหลมธันวา จังหวัดพังงา ยานพาหนะที่ใช้ เป็นรถโตโยต้า VIGO แบบ Double Cab ใหม่เอี่ยม บริษัทโตโยต้าแห่งประเทศไทย มอบให้ใช้ในภารกิจช่วยเหลือผู้สบอุบัติภัยครั้งนี้จำนวน 6 คัน ก็ขอชมเชยในครั้งนี้ด้วย คณะแจกจ่ายของไปจำนวน 220 ชุด และเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง สอบถามชาวบ้าน ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวประมงแล้ว เขาบอกว่าอยากได้เครื่องมือทำมาหากิน เป็นเรือ และเครื่องมือ 1 ชุดประมาณ 60,000 บาท ประกอบด้วย ตัวเรือประมาณ 15,000 บาท เครื่องยนต์ 25,000 บาท อุปกรณ์ เช่น อวน ประมาณ 20,000 บาท

ออกจากหาดกมลา เดินทางไปจังหวัดกระบี่ แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหาร ปูดำ สามแยกโคกลอย เมื่อเวลา 1500 นาฬิกา ร้านสามารถรับมือกับคณะ 50 คน ได้อย่างดี เพราะมีประสบการณ์รับรถนักท่องเที่ยวมาแล้ว เสร็จแล้ว ออกเดินทางไปจังหวัดกระบี่ ระหว่างทางมีเวลาว่าง หมู่สิงห์ก็ถามว่า เวลารถเคลื่อนที่มีคนตะโกนว่าอย่างไร และในรถจะรับพร้อมกันมีความหมายว่าอย่างไร ชาวไทย-ซิกข์ อธิบายว่า เวลา ออกรถจะมีผู้นำตะโกนออกเสียงว่า โบ-เล-โซ นิฮาล(-คือลากเสียง) แปลว่า ขอให้พระเจ้าจงเจริญคนในรถจะรับว่า ซัด-สิริอกาล ซึ่งแปลว่า สวัสดี หรือ ไชโย ของไทยเรา เวลาออกรบก็ใช้คำที่กล่าวนี้เช่นกัน และคำว่า ซัต-สิริอกาล ยังเป็นคำทักทายกันของชาวซิกข์ เมื่อพบกัน เข้าบ้าน เข้าร้าน และจะยกมือไหว้ด้วยตามอาวุโส และถามว่าเพลงที่ฟังบนรถนี้เป็นเพลงชนิดไหน เขาบอกว่าไม่ใช่เพลง เป็นบทสวดของชาวซิกข์ เขาว่าถ้าให้ฟังสวดมนต์นี่เหมือนยาขม คนไม่ค่อยชอบกิน เขานำนักร้องยอดนิยม ถ้าเปรียบในเมืองไทย เช่น พี่เบิร์ด เป็นต้น มาร้อง และเข้าทำนองให้น่าฟัง เปลี่ยนจากยาขม ให้เป็นขนมหวาน หมู่สิงห์ฟังดูแล้ว ก็ว่าความคิดนี้เข้าท่าดีเหมือนกัน เดินทางถึงหาดอ่าวนาง จังหวัดกระบี่แล้ว พักแรมที่อ่าวนางรีสอร์ต และรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารข้างโรงแรมแบบง่ายๆ เป็นบุฟเฟต์ ที่อ่าวนาง ยังมีชาวต่างชาติเดินอยู่ขวักไขว่ แต่ก็น้อยกว่าก่อนเกิดวิกฤติอ่าวนางเสียหายน้อยมาก เพราะหน้าหาดมี กำแพงกั้นสูงขึ้นมาสูงประมาณ 3 เมตร คลื่นปะทะกำแพงนี้ก่อน คลื่นลูกหลังซึ่งสูงประมาณ 7 เมตร ทำความเสียหายให้กับอาคาร ร้านค้าริมหาดบ้างไม่ถึงกับเสียหาย(ไม่พัง) เรือชาวประมงเสียหายไปหลายลำ โดยเฉพาะเรือประมงหางยาวที่มาลอยลำเตรียมรับนักท่องเที่ยว ไปเที่ยวเกาะต่างๆ จอดลอยลำรอนักท่องเที่ยวอยู่หน้าหาดในเช้าวันเกิดเหตุ น้ำพัดเรือกระแทกเขื่อน เครื่องยนต์กระเด็นไปอยู่บนยอดไม้

ตื่นเช้า 13 มกราคม 2548 ต้องวิ่งสำรวจหาดกันหน่อย วิ่งย้อนไปที่หาดนพรัตน์ธารา ซึ่งห่างออกไปเกือบ 3 กิโลเมตร ตามถนนเลียบหาดทางทิศเหนือ พบแหล่งคืนชีวิตให้เรือหัวโทง โดยโรงเรียนอาชีวะ กระบี่ มีเรือประมง หัวโทง ขึ้นแท่นรอการซ่อมแซมอยู่ประมาณ 20 ลำ วิ่งไปหาดนพรัตน์ธารา เห็นที่พักที่เคยพักเมื่อ 3 ปีก่อน ยังอยู่ แต่ปรับปรุงดีขึ้น รวมทั้งบ้านพักของอุทยานอีก 4 หลัง ทำเป็นบังกะโลเล็กๆ สวยงาม ที่ทำการอุทยาน สร้างใหม่ แต่ยังไม่เสร็จ สังเกตดูไม่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์ ร้านอาหารริมหาด เปิดขายปกติ แต่จากการติดตามทางทีวีในวันแรกๆ เห็นน้ำทะลักเข้ามาในร้าน เสียหายอยู่เหมือนกัน เมื่อวิ่งกลับไปที่ที่พักเวลาประมาณ 0800 นาฬิกา ผู้ปฏิบัติธรรม ลงไปสวดมนต์ ที่สนามหญ้า หน้าสระน้ำเล็กๆ ของโรงแรม เจ้าของโรงแรมเป็นชาวไทย-ซิกข์ เช่นกัน ได้เข้ามาเช่าที่บริเวณอ่าวนาง เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ขณะที่อ่าวนางกำลังบูม เจ้าของที่ไม่ขาย แต่ให้เช่าประมาณ 10 ไร่เศษ 30 ปี 30 ล้านบาท เจ้าของโรงแรมกลับประเทศอินเดียนำเงินกลับมาจ่ายค่าเช่าให้เจ้าของที่ ภายใน 1 สัปดาห์ สร้างโรงแรม ร้านอาหาร Center point ร้านค้าให้เช่าดำเนินกิจการเองอย่างเดียวคือ โรงแรม นอกนั้นให้เช่าหมด แอบถามพนักงานเขาบอกว่าได้ค่าเช่า เดือนละ ล้านกว่าบาท ไม่รวมค่าบริหารโรงแรมซึ่งมีอยู่ 20 กว่าห้องเต็มตลอด ต้องจองล่วงหน้า เนื่องจากวัดซิกข์มีจำกัดดังที่กล่าวแล้ว การมีผู้ปฏิบัติธรรมมาสวดให้ที่บ้าน ถือว่าได้ทำบุญ หรือมีบุญอย่างมาก ชาวซิกข์ถือว่า วาเฮกุรุยีกี กา คาลสา เราชาวซิกข์เป็นคนของพระเจ้า และการทำงานกุศลต่างๆ วาเฮกุรุยีกี ฟะ เตอะ ความสำเร็จของพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นการทำบุญ ช่วยเหลือให้กับคนของพระเจ้า ก็ได้บุญด้วย หลังจากฟังสวดแล้ว ไปเยี่ยมร้านตัดเสื้อผ้าของ ไทย-ซิกข์ 1 ร้านที่เปิดอยู่ที่หาดอ่าวนาง ไปให้กำลังใจและผู้ปฏิบัติธรรม มาสวดมนต์อวยพรให้ กลับไปรับประทานอาหารเช้า เตรียมปฏิบัติภารกิจต่อไป วันนี้เป็นวันที่มีการเตรียมการที่ดีที่สุด ได้ประสานกับนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลอ่าวนาง ซึ่งเป็นคนหนุ่มอดีตพักงานธนาคารลาออกมาทำกิจการส่วนตัว มีประชาชนมาขอร้องให้เข้ามาบริหารงานท้องถิ่นเจ้าตัวรับปาก แต่มีข้อแม้ว่า เวลาเลือกตั้งห้ามมีผู้มาเลือกตั้งแข่งขันด้วยซึ่งก็เป็นไปตามนั้น เป็นผู้ริเริ่มสร้างถนนและเขื่อนเลียบหาดอ่าวนางเมื่อปี 2545 ชาวบ้านและร้านค้าหน้าหาดต่อต้านและโจมตีอย่างมากพอถึงวันนี้ มีแต่คนสรรเสริญว่าถูกต้องแล้ว ตำบลอ่าวนางมีอยู่ 8 หมู่บ้าน หมู่ 1 หมู่ 6 อยู่บนผืนแผ่นดิน หมู่ 7 และ หมู่ 8 คือหมู่บ้านที่อยู่บนเกาะ พี พี 8 หมู่บ้าน มี 500 ครอบครัว แต่ที่หมู่ 8 ได้แจกจ่ายไปแล้ว เพราะเดือดร้อนมาก มีชาวบ้านขอรับสิ่งของ 400 ชุด หมู่สิงห์ได้เป็นพิธีกรของคณะ ทักทาย แนะนำ ปลุกปลอบใจชาวบ้าน และแนะนำคณะที่มาทั้งหมด ให้ชาวบ้านได้ปรบมือขอบคุณ ได้แนะนำหมอซิกข์จากอเมริกาทั้ง 2 ท่าน วันนี้ได้ประชาสัมพันธ์บอกชาวบ้านไว้ก่อน จึงมีชาวบ้านมารับคำแนะนำ และรับการรักษา จากคุณหมอทั้งสองท่าน เป็นที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย ชาวบ้านเข้ารับของตามกรรมวิธีของ ไทย-ซิกข์ คือ ร้องเพลงชาติ สดุดีมหาราชา รักกันไว้เถิด และเข้ารับของ เจ้าโรงแรม อ่าวนาง รีสอร์ต ยังใจดีแลกเงินสดมา 100,000 บาท แจกครอบครัวละ 200 บาท ที่เหลือมอบให้ อบต.อ่าวนาง ไว้เป็นกองทุนต่อไป นอกจากแจกของ แจกเงินแล้ว ยังมีรายการพิเศษ เลี้ยงอาหารกลางวันให้กับชาวบ้านทุกคน จากร้านอาหารข้างที่ทำการ อบต. เจ้าหน้าที่ที่มาร่วมงานทุกคนมีข้าวกล่องแจกด้วย สุดท้ายได้รับของ รับเงินแล้ว บางส่วนก็กลับไป เหลือบางส่วนที่ตกสำรวจต้องจ่ายเพิ่มไปอีก 20 กว่าชุด ของที่เตรียมหมดที่เหลือแจกแต่เงินจนหมด บางส่วนที่ว่าก็ต้องมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยกัน

อาหารกลางวันที่ร้าน JESEAO PIZZERIA + Restaurant เจ้าของเป็นไทย ซิกข์ ขาย พิซซา มักกะโรนี และสปาเก็ตตี อยู่ริมหาดอ่าวนางอร่อยไปหมดทุกอย่าง พิซซาหน้าปลาทูน่า และสปาเก็ตตีใส่ปลาทูน่า ส่วนมักกะโรนี มีทั้งแบบเส้นใหญ่ และเส้นเล็ก มักกะโรนี หมู่สิงห์ไม่ได้ชิมเพระเจอพิซซา และสปาเก็ตตี เต็มท้องเสียก่อน บอกแล้วว่าบริการคนของพระเจ้าก็ได้บุญด้วย ออกจากร้านอาหารปฏิบัติภารกิจจุดสุดท้าย ที่ศูนย์อพยพบ้าน คลองหิน ตำบลใสใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ซึ่งอพยพมาจากหมู่เกาะ พี พี แรกๆ คนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับสิ่งของบรรเทาทุกข์ เพราะมัวแต่ค้นหาญาติ พี่ น้องค้นหาสมบัติสิ่งของที่เหลือ 3-4 วันแรกจะวุ่นวายไปหมด ไม่ได้ไปรับสิ่งของที่ทางราชการแจกบรรเทาทุกข์ ต้องให้ผู้นำท้องถิ่น ไปบอกกล่าวเจ้าหน้าที่ส่วนกลางที่ทำงานอยู่จังหวัดให้ทราบข้อเท็จจริง การแจกจ่ายสิ่งของที่ได้รับการบริจาคมาจึงทั่วถึงดีขึ้น เนื่องจากแจกของมาหลายแห่งคณะมีความชำนาญขึ้น และการจัดระเบียบชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น จัดลูกบ้านนั่งอยู่ในที่รับแจกของอีกจำนวนหนึ่งเกือบ 30 คน ปรากฏว่าเป็นชาวบ้านที่เดือดร้อนจากหมู่บ้านอื่น ผู้นำท้องถิ่นบอกว่าไม่รับรองว่าเป็นผู้ที่เดือดร้อนจริง และไม่อยากให้มาวุ่นวายในศูนย์อพยพนี้ หมู่สิงห์ ในฐานะผู้ร่วมมาในคณะซับน้ำตาชาวใต้ในครั้งนี้ ได้ให้ข้อแนะนำว่าพวกเราทำดีมาตลอดแล้ว อย่าให้ชาวบ้านได้ตำหนิเลย ที่ทำมาจะเสียทั้งหมด จึงได้นำของอุปโภค บริโภค ที่เหลืออยู่ทั้งหมด รวบรวมมา อาจไม่ครบชุดเท่ากับที่แจกจ่ายไปแล้ว ชาวบ้านที่มาก็พอใจ แถมยังมีเงินค่ากับข้าวติดตัวไปด้วยทุกคน ก็ยิ้มแย้มบนใบหน้าที่มีทุกข์อยู่ ก็ชาวบ้านกลุ่มนี้นี่เหละมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จบแล้วก็มีการขอบอกขอบใจกัน ผู้นำขอบคุณเรา เราขอบคุณตอบ ขอบคุณชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ซึ่งเป็นธุระติดต่อประสานงาน คณะนั่งรถกลับ เสียงตะโกน โบ-เล-โซนิฮาล ติดต่อกันถึง 5 ครั้ง หมู่สิงห์ จะขอตะโกนนำสักเที่ยว ก็บอกไม่ทัน ได้แต่รับ ซัต-สิริอกาล ตามคณะ เย็นนั้นได้รับประทานอาหารอินเดียอีกครั้งหนึ่งจากร้านชาวอินเดีย (ไม่ใช่ซิกข์) ที่เด่นๆ อร่อยมาก คือ นาน คล้ายแผ่นโรตี แต่ทำจากแป้งคนละอย่าง นุ่ม อร่อย กินกับมัสมั่นไก่ ก็พึ่งเห็นวันนี้เหละที่เข้าท่าที่สุด ใส่ข้าวสวยปนไปด้วย อย่างอื่นไม่ได้ทดลอง ของหวานเป็นข้าวสุกคลุกนม ใส่ถ้วยคล้ายไอศกรีม อร่อยพอใช้ได้

จบภารกิจการได้ร่วมซับน้ำตาชาวใต้ กับคณะของไทย-ซิกข์ ถึงแม้จะช้าไปบ้าง แต่ก็ถือว่าได้ไปเติมพลังใจให้กับชาวบ้าน พี่น้องของเราที่ประสบภัย ให้เขาได้ทราบว่าคนไทยภาคไหน ใช่อื่นไกล เราเป็นพี่น้องกัน ทุกข์ยากต้องช่วยเหลือกัน นำรายได้ มาทำนุบำรุง ประเทศไทยของเราให้เจริญ รุ่งเรือง มั่งมี มั่งคั่ง สืบไป

ตื่นเช้าขึ้นมา 14 มกราคม 2548 หลังจากรับประทานอาหารเช้า เจ้าของโรงแรมอัธยาศัยดีมาก คงเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเช้าอีก เสริฟเองด้วย จัดรถโรงแรมมาส่งหมู่สิงห์และคณะกองทัพภาคที่ 2 ที่สนามบินภูเก็ต ติดต่อขอที่นั่ง C-130 ของทหารอากาศไว้ 3 ที่นั่ง เราทำงานให้พระเจ้า เป็นคนของพระเจ้า ต้องได้รับสิ่งที่ดีๆ ตอบแทน ตามที่ชาวไทย-ซิกข์ ได้บอกไว้ รถโรงแรมบริการฟรี ถ้าคิดค่าเช่าต้อง 2,000 บาท ที่นั่งได้รับความกรุณาจาก ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ของทหารอากาศ จัดที่นั่งไว้หัวแถว มีรถรับส่งขึ้นเครื่องอย่างดีเยี่ยม เรื่องควรจะจบได้แล้ว แต่บังเอิญ นายพลตรี ที่นั่งอยู่ตรงข้าม ประจันหน้ากัน เป็น ผู้อำนวยการสำนักโยธาธิการ กระทรวงกลาโหม จากการสนทนาได้ทราบอยู่ 2 เรื่อง การสร้างบ้านถาวรให้กับผู้ประสบภัย จำนวน 5,000 หลัง ให้เสร็จภายใน 2 เดือน สำนักโยธาธิการ กระทรวงกลาโหม เป็นผู้ออกแบบ วางแปลน แบ่งหน่วยงานก่อ สร้าง จัดหาอุปกรณ์ก่อสร้างให้ ในวันที่นั่งคุยผ่านมาแล้ว 3 วัน สร้างได้ 1.5 หลัง สร้างเสร็จมีคนเข้าไปอยู่ทันทีและการสร้างอนุสาวรีย์ผู้เสียชีวิตที่เขาหลัก จังหวัดพังงา โดยให้มีเรือตำรวจน้ำที่เกยตื้นอยู่ มีส่วนร่วมด้วย หมู่สิงห์ยังได้ Jam ขอให้ไปเก็บซากรถยนต์ ซากรถมอเตอร์ไซค์ที่เสียหาย มาอยู่ในพิพิธภัณฑ์บางส่วนด้วย ให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความรุนแรงของคลื่นน้ำทะเลและพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จะเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต เช่นเดียวกับสุสานที่เมืองกาญจนบุรี สุดท้ายจริงๆ ชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ได้โทรศัพท์ถึงหมู่สิงห์ ขณะนั่งรอขึ้นเครื่องที่สนามบินภูเก็ต รบกวนขอทราบหน่วยทหารในพื้นที่เพื่อขอรถน้ำส่งน้ำให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อน จึงได้ให้ประสานกับเจ้าหน้าที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 41 ซึ่งตั้ง บก.อยู่ในอาคารอเนกประสงค์ของสนามบิน และให้จับมือกัน ถ้าเดือดร้อน หรือต้องการความช่วยเหลือ ไปให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยที่นี่มีพร้อม ทั้งยานพาหนะ คน และสิ่งของที่ประชาชนบริจาคมา ขนขึ้นเครื่องบินทหารอากาศมาลงทุกวันจนต้องสร้างคลังเก็บ เมื่อหมู่สิงห์ลงเครื่องบินที่ดอนเมือง ด้านสนามบินทหารยังเห็นของบริจาคตกค้างอยู่ที่สนามบินดอนเมืองมากกว่า ที่สนามบินภูเก็ต 20 เท่า จึงน่าจะเป็นประโยชน์ทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งทหาร ผู้ประสาน และชาวบ้าน

จบครับ ซัต-สิริอกาล สวัสดี

--------------------------------------------------

เจ้าเก่า ปรม.2032 บันทึก 15 ม.ค. 48

จ.ส.อ.ไพฑูรย์ ธรรมะ พิมพ์ 24 ม.ค. 48


edit @ 2007/05/07 15:41:59

มุ่งสู่อันดามัน ภาค 1

ตอน

ท่องเที่ยวทั่วไทยไม่ไปไม่รู้

เมื่อปี 2545 เจ้าเก่า ภรรยา เพื่อนรักและภรรยาอีก 1 ครอบครัว พลขับอีก 1 คน รวม 5 คน ได้เพิ่มประสบการณ์ในชีวิต ไปเที่ยวภาคใต้ ด้านอันดามันแบบตะลอนทัวร์ ค่ำไหนนอนนั่น เป็นห้วงความสุขในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ที่ประทับอยู่ในความจำไม่รู้ลืม ได้บันทึกความทรงจำเป็นข้อเขียนไว้ เมื่อวันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยและประวัติศาสตร์โลก ต้องลงบันทึกไว้ เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ที่เกิดมหันตภัย คลื่นยักษ์เข้าถล่มริมทะเลด้านอันดามัน และมหาสมุทรอินเดีย เสียหายไล่มาตั้งแต่อินโดนีเซีย มาเลเซีย ประเทศไทย พม่า บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา และหมู่เกาะมัลดีฟท์ ส่วนใหญ่พื้นที่ริมทะเลเป็นหาดที่สวยงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวยุโรปที่หนีหนาวมาเที่ยวในห้วงเดือนธันวาคม ไม่ทราบเป็นเคราะห์กรรมของประเทศไทย หรือเป็นอะไรไม่ทราบที่เราประสบปัญหาแต่เรื่องใหญ่ๆ ทั้งนั้น ตั้งแต่ โรคซาร์ ไข้หวัดนก สถานการณ์สามจังหวัดภาคใต้ วิกฤติน้ำมันแพง และสุดท้ายมหันตภัยคลื่นยักษ์นี้ ซึ่งตั้งแต่เป็นประเทศไทยมา เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้ประสบจะโทษใครไม่ได้ทั้งนั้น ภาวนาว่าวิกฤติครั้งนี้ขอให้เป็นโอกาสที่ประเทศไทย ประชาชนคนไทย ได้แสดงออกเป็นที่เชื่อถือของชาวโลกต่อไป เจ้าเก่าสงสารประเทศ สงสารคนไทย สงสารนักท่องเที่ยว ที่ได้มาประสบเคราะห์กรรมพร้อมกัน เสียดายโอกาสของประเทศแทนที่ประเทศกำลังเจริญรุดหน้า นำเงินทองที่ได้มาไปพัฒนาสิ่งที่ทำความเจริญอื่นๆ ต้องมาเสียหายอย่างใหญ่หลวง กับมหันตภัยครั้งนี้ เมื่อไรสภาพที่ดีๆ อย่างนี้จะฟื้นขึ้นมาอีก จะต้องใช้เวลากี่สิบปี กี่ร้อยปี ก็ขอบันทึกไว้เพื่อความทรงจำ เพื่อความอาลัยในทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น และขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียสิ่งที่รักทุกคน ขอให้วิกฤติครั้งนี้ กลับกลายเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทย

มุ่งสู่อันดามัน ฝั่งทะเลด้านตะวันตกของประเทศไทย อยู่ภาคใต้ของประเทศ เคยเฉียดๆ ฝั่งตะวันตก เมื่อปี 2526 ประมาณ 20 ปีมาแล้ว ทะเลสีมรกตยังไม่เคยลงสัมผัสแม้แต่ครั้งเดียว สู่ภาคใต้ของไทยก็เพิ่มคนเดินทางให้แม่บ้านไปด้วย รวมเพื่อนเดินทางด้วยอีก 1 ครอบครัว รวม 2 ครอบครัว 4 คน พลขับอีก 1 คน ลูกๆ ไม่ต้องพูดถึง โตเป็นหนุ่มเป็นสาวมีงานมีการทำหมดแล้วไม่ยุ่งกับคนแก่ๆอย่างพวกเรา ไปด้วยก็ไม่สนุก เพราะคนละรสนิยม ครั้งแรกจะขับรถไปเองเพราะที่บ้านมีรถตู้เก่าๆ อยู่คันหนึ่งเหมือนคนที่บ้าน แม่บ้านแย้งว่าทำไมไม่หาคนช่วยขับสักคนจะขับไหวหรือ วันสุดท้ายจึงไปชวนลูกน้องให้ไปช่วยขับ เขาก็เต็มใจ เพราะไม่เคยเห็นภาคใต้เลยในชีวิต แผนนี้ต้องชมแม่บ้านที่คิดถูก ขืนดันทุรังขับรถเองงานนี้กร่อยแน่ มีงานธุรการอีกมากมายในการเดินทาง การตรวจสอบแผนที่เดินทาง ที่พัก การนำพาเข้าที่พัก การตรวจสภาพยานพาหนะ ฯลฯ ความยุ่งยากอันดับแรกก่อนเดินทาง คือ การเตรียมเสื้อผ้าที่จะนำไปสวมใส่ เนื่องจากไม่เคยท่องเที่ยวระยะยาวหลายวันเช่นนี้ คิดจนมึนหัวอย่ากระนั้นเลย จับยัดลงไปหลายๆ ชุด หลายตัวไว้ก่อน ไปวางแผนสวมใส่ให้ครบวัน ระหว่างเดินทาง แผนที่เส้นทางก็สำคัญมีไปหลายฉบับแล้วแต่รายละเอียด หนังสือท่องเที่ยวไทยไปกับเชลล์ ที่กล่าวถึงแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดที่จะไป จะได้ทราบว่าไปจังหวัดนี้จะเที่ยวที่ไหนบ้าง คู่มือเชลล์ชวนชิมร้านอาหารอร่อยมีที่ไหน และคู่มือการท่องเที่ยว บอกสถานที่ โรงแรมที่พัก อย่าไปโดยไม่มีข้อมูล จะเหมือนคนตาบอดถามเขาตลอดทางเสียบรรยากาศการท่องเที่ยวหมดวันแรกวางแผนพักที่ประจวบคีรีขันธ์ 500 กว่ากิโลเมตร โทรศัพท์ไปจองเจ้าหน้าที่บอกว่าทหารลดให้ห้องละ 200 บาท เมื่อเข้าไปชำระเงิน เขาบอกว่าที่ลด 200 บาท เฉพาะทหารอากาศเท่านั้นเลยหน้าแตก ทำให้สงสัยว่าทำไมทหารอากาศ (กองบิน) จึงสามารถสร้างที่พักตากอากาศ มีชายหาด ร้านค้าขาย ให้เช่าเหมือนบางแสน ที่โคราช สวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ที่พักเรือนรับรองก็น่าจะเพิ่มเป็นที่พักสำหรับท่องเที่ยวได้ ทบ.ก็มีที่สถานพักผ่อนสวนสน หรือสถานพักฟื้นฟูบางปู นั่นเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากไปถึงเกือบค่ำแล้ว ได้แค่เดินไปยืดเส้นยืดสายบริเวณริมหาด อ่าวมะนาว มีเขาเล็กๆ ขนาบ 2 ข้าง ตัวอ่าวกลมเหมือนลูกมะนาวจึงเป็นที่มาของชื่ออ่าว เหมือนกับแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลทั่วไปให้นึกถึงบางแสนไว้แต่เล็กกว่าที่พักมีอาคาร 1 อาคาร 2 เป็นห้องแอร์ และเรือนแถวตาม ออค. ของทหารอีก 2 แถวอยู่ติดกัน วันที่เดินทางเข้าพักเป็นวันเสาร์พอดี คนจึงหนาตา

รุ่งเช้าขับรถมุ่งหน้าลงใต้ เห็นป้ายบอกตำบลหว้ากอ 6 กม. จึงขับรถวิ่งผ่านศูนย์ดาราศาสตร์ ในวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนสมัยเด็กๆ รัชกาลที่ 4 พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยคำนวณดาราศาสตร์ว่าจะเกิดสุริยุปราคาเห็นดีที่สุด ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์พระองค์ได้เสด็จมาชมที่นี่ สร้างเป็นอาคารใหญ่มากไม่ได้แวะชมข้างใน เนื่องจากเป็นเวลาเช้าสถานที่ยังไม่เปิดให้ชม ตัดขึ้นสู่ถนนเพชรเกษม ถึงอำเภอทับสะแก ข้างทางมีร้านข้าวแกงรสทิพย์ร้านสะอาดสี่ดาว เท่ากับห้องน้ำ ผู้เดินทางนิยมแวะรับประทานอาหารสั่งอาหารปักษ์ใต้ มาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแกงเหลือง น้ำพริกหมูคั่ว แกงไตปลา เสร็จก็เดินทางต่อ มุ่งสู่ชุมพรถึงสี่แยกปฐมพรตรงไปสุราษฎร์ธานี เลี้ยวขวาจังหวัดระนอง พวกเราเลือกเลี้ยวขวาเพราะ ต้องการเลียบทะเลฝั่งตะวันตกจริงๆ อยากชมเส้นทางขึ้นเขา ลงเขา ตัดผ่านเข้าไปในสวนยางเกือบห้าโมงเช้าถึงจังหวัดระนอง ระลึกถึงโรงแรมจันทร์สมธาราซึ่งเคยพักเมื่อ 20 ปีก่อนยุคนั้นเราว่าเป็นโรงแรมใหญ่นะ ไปเห็นคราวนี้โรงแรมเหลือเล็กนิดเดียวให้ขนาด 1-2 ดาวเท่านั้น ร้านอาหารที่เคยนั่งดื่ม-กิน คืนนั้นไม่ทราบอยู่ที่ไหน ถนนหนทางตัดใหม่ ระนองก็ต้องน้ำพุร้อน แยกออกจากเส้นทางเพียง 1-2 กิโลเมตร น้ำพุร้อนจริงๆ ถึง 60 องศาเซลเซียส เอามือลงจุ่มไม่ได้ ที่บริเวณบ่อน้ำพุร้อนมีวัด (จำชื่อไม่ได้) ให้บริการอาบน้ำพุร้อนแบบ Thai Style คือ ตักอาบ มีห้องน้ำ วัดสูบน้ำพุร้อนขึ้นมาจากบ่อ มาผสมกับน้ำเย็นให้อุ่นพอเหมาะแล้วตักอาบ เสียค่าบำรุงช่วยค่าไฟวัดอย่างน้อย 10 บาท เราก็อาบด้วยใส่ขาสั้นเดินทางอยู่แล้ว ผ้าขนหนูเดินทางเล็ก 1 ผืน เข้าห้องน้ำตักรดไม่ต้องใช้สบู่ เอาไว้กลับมาเล่าให้เล่าให้เพื่อนๆฟังนี่ไง ผลทางสุขภาพจะดีหรือไม่ ไม่ทราบได้เพราะอาบครั้งเดียว 10 กว่าขัน ออกจากบ่อน้ำพุประมาณเกือบเที่ยง ที่บ่อน้ำพุเหมือนแหล่งท่องเที่ยวทั่วๆไป มีเพิงขายข้าวเหนียวไก่ย่างคิดว่าน่าจะกินข้าวที่นี่ แต่เห็นข้าวเหนียวไก่ย่าง ส้มตำ เหมือนอีสานบ้านเรา กำลังเห่อใต้อยู่ หาอะไรแปลกๆ ข้างหน้าดีกว่า ออกจากระนอง ประมาณ 20 กว่านาทีถึงหมู่บ้านทับหลี ที่จริงไม่อยู่ในโผหรือรู้มาก่อน สังเกตเห็นมีร้านขายซาลาเปาตามสองข้างทางเต็มไปหมด พึ่งมารู้ภายหลังจากสะเก็ดข่าวช่อง7 ว่าเขาเป็นหมู่บ้านขายซาลาเปา ลงไปถามหนุ่มน้อยที่ขายอยู่ว่าได้สูตรมาจากไหน เขาตอบว่า จากคนจีน 30 กว่าปีมาแล้ว ซื้อมา 10 ลูกตุนไว้ ขับรถไปมองหาร้านอาหารข้างทาง ไม่มีเลย เนื่องจากเส้นทางเลียบทะเลฝั่งตะวันตกเส้นนี้เป็นเส้นทางที่ผู้คนใช้น้อย ยกเว้นผู้ที่เดินทางมาระนอง ตะกั่วป่าเท่านั้น บ่ายโมงกว่าเริ่มหิว ซาลาเปาที่ซื้อไว้ 10 ลูกพอดี คนละ 2 ลูก รองท้อง ตบตูดด้วยน้ำเปล่าที่ตุนไว้อยู่บนรถอยู่แล้ว ยังคุยกันว่ารู้อย่างนี้กินข้าวเหนียวไก่ย่างที่บ่อน้ำพุร้อนดีกว่า ฉะนั้นจึงมีภาษิตไทยที่เขากล่าวไว้ว่า อย่าหวังน้ำบ่อหน้า โบราณว่าไว้ไม่มีผิด ถึงตะกั่วป่า ผ่านตำบลคึกคัก ซึ่งพวกเราเคยได้ยินบ่อยๆ ในการพยากรณ์อากาศว่าฝนตก หรือความร้อน ความหนาว วัดได้ที่ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ที่ตะกั่วป่านี้ระหว่างทางขึ้นเขาด้านขวาเป็นทะเลมีโรงแรมไปสร้างไว้มองลงไปจากเนินเขา ไปสู่ทะเลเบื้องล่างเหมือนอยู่บนวิมานฉิมพลีจริงๆ เป็นช่วงที่เราทำหน้าที่พลขับพอดี เห็นจุดชมวิวด้านขวาจะแวะเข้าไปจอดชมวิว มีรถใครไม่ทราบเป็นมารขวางเส้นทางของเรา ขับรถจี้ติดมาทำให้จังหวะเข้าจอดไม่ได้ต้องเลยไป มาเห็นข่าวคลื่นยักษ์แล้ว นี่เอง คือ แหล่งท่องเที่ยวหาดเขาหลัก

ผ่านสะพานสารสินมุ่งสู่เกาะภูเก็ต จากหัวเกาะวิ่งไปท้ายเกาะประมาณ 50 กิโลเมตร เป้าหมายคือ แหลมพรหมเทพ สุดปลายเกาะพอดี ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวของชาวไทย และ ชาวต่างชาติ คือ การชมพระอาทิตย์ตกน้ำ เมื่อเราไปถึงนั่นเวลาใกล้ 1800 นาฬิกา จะไปติดต่อหาที่พักแรมก็กลัวไม่ทันเวลา เพราะห้วงเดือน มิ.ย. พระอาทิตย์จะตกเวลาประมาณ 1840-1848 ไปก่อนเวลา ก็มีโอกาสเดินพักผ่อน มีผู้รอชมพระอาทิตย์ตกน้ำทั้งไทยทั้งต่างชาติหลายร้อยคน ที่ลานจอดรถแคบไปถนัด มีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารที่เห็นขายดี คือ ร้านขายมะพร้าวอ่อน ลงรถที่ลานจอดรถต้องเดินขึ้นบันไดสูงประมาณ 20-30 เมตร ขึ้นสู่ยอดเนิน มองลงไปเบื้องล่าง น้ำทะเลสีมรกต สุดลูกหูลูกตา พื้นน้ำสะอาดไม่มีเรือ หรือ อุปกรณ์ให้รกสายตาแม้แต่ชิ้นเดียว น้ำทะเลที่อยู่เบื้องล่างลิบๆ นั้นทะยอยกระแทกเข้าหาชายฝั่งแตกกระจายเป็นฝอย ลมพัดกระโชกเข้ามาสัมผัสตัวเรา โอ้นี้สวรรค์บนดินจริงๆ ที่ปลายยอดเนิน มีประภาคารกาญจนาภิเษก ของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือได้สร้างไว้เพื่อเป็นจุดสังเกตของนักเดินเรือ วางศิลาฤกษ์ เมื่อ 12 เมษายน 2539 เปิดทำการ 29 กันยายน 2540 สูง 50 ฟุต เส้นผ่านศูนย์กลางฐานยาว 9 เมตร กำลังส่องสว่าง 278,220 แรงเทียน โดยใช้หลอดฮาโลเจน ขนาด 100 Watt เห็นได้ไกล 39 กิโลเมตร ข้อมูลได้จากเจ้าหน้าที่ของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือมีพันจ่าเรือเป็นหัวหน้าอธิบายคล่องมากอธิบายฉะฉานแต่งชุดขาวทหารเรือสมาร์ทมาก ฝากบอกไปถึงเพื่อน ทร.ว่า ที่นี่เป็นจุดประชาสัมพันธ์เกียรติภูมิของทหารเรือไทยได้อีกแห่งหนึ่ง ด้านบนของประภาคารสามารถเดินรอบชมวิวได้ บริเวณข้างประภาคารด้านบน มีข้อความ

ทศพิธราชธรรม 10 ประการ ได้ความรู้จากทหารเรือมานิดหนึ่งอยากขยายให้ฟัง ประภาคารจะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าส่วนกระโจมไฟจะมีแต่อุปกรณ์ เจ้าหน้าที่จะแวะเวียนมาตรวจความเรียบร้อยเท่านั้น ใกล้จะถึงเวลาพระอาทิตย์อัสดง โดยดูได้จากกระโจมด้านข้างประภาคาร จะมีข้อมูลบอกไว้ว่าพระอาทิตย์จะตกเวลาใด ถึงเวลาใด แสงพระอาทิตย์จะอ่อนลงไปเรื่อยๆ สามารถถ่ายภาพย้อนแสงได้ ก่อนพระอาทิตย์จะสัมผัสผืนน้ำ เราจะมองเห็นพระอาทิตย์เป็นรูปวงกลมใหญ่มาก ใช้เวลาลับขอบน้ำประมาณ 8 นาที จากนั้นก็ตัวใครตัวมันแยกย้ายกลับที่พัก พอพระอาทิตย์ตกน้ำไม่เท่าไรความมืดก็มาเยือน คนต่างถิ่นอย่างเราก็มะงุมมะงาหรา หาที่พัก จากความไม่ชำนาญพื้นที่ รู้ข้อมูลน้อย มองจาก top View ด้านบนเห็นบริเวณหาดในหาน ใกล้ๆแหลมพรหมเทพ วิวสวยดี ขับรถลงไปจะหาที่พัก ปรากฏว่าเป็นย่านโรงแรม 5 ดาว ของชาวต่างชาติทั้งนั้น ปรึกษาหารือกันว่า น่าจะไม่เหมาะกับพวกเรา ขับรถต่อไปหาดกะตะน้อย หาดกะตะ หาดกะรน ยิ่งไปใหญ่ นี่ไม่ใช่เมืองไทยนี่เพราะชาวต่างชาติเดินขวักไขว่ไปหมด นึกขึ้นได้ว่าก่อนเดินทางขึ้นแหลมพรหมเทพ ที่หาดราไวย์ เห็นมีเพิงย่างปลาหมึก ย่างปูทะเลอยู่ริมหาด กลับไปรองท้องก่อน แล้วค่อยหาข่าว ต้องย้อนกลับมาที่หาดราไวย์เสียเวลาไปเกือบ สองชั่วโมง อารามหิวเห็นร้านย่างปู ย่างปลาหมึกอยู่ จอดรถก็สั่งอาหารทันที ฟังสำเนียงการพูดของบริกร แม่ครัวอ้าวนี่พวกอีสาโน Table land พวกเดียวกันสอบถาม ทราบว่าเป็นคน หนองคาย อุดรธานี อพยพมาทำมาหากินที่นี่ เจอพวกเดียวกัน ส่งเสียงในฟิล์มพูดจากัน รู้เรื่องดี สอบถามที่พักที่ดีและราคาเหมาะสม เขาก็แนะนำว่า โน่นวิชิตรีสอร์ท ริมทะเลอยู่ห่างจากร้านนี้ประมาณ 3 กิโลเมตร บอกเส้นทางเรียบร้อย ก็เลยอิ่มท้องและหาที่นอนเรียบร้อย

เช้าของวันที่สามของการมุ่งสู่อันดามัน แม่บ้านเดินสำรวจหาด เราสำรวจเส้นทางวิ่งกลับขึ้นไปแหลมพรหมเทพอีกครั้ง ที่รีสอร์ทที่พักเป็น Low Season เห็นมีชาวต่างชาติมาพักครอบครัวเดียว และกลุ่มพวกเราอีกกลุ่มหนึ่ง รีสอร์ทก็ต้อนรับดีไม่บกพร่อง มีอาหารเช้าบริการ มีเพื่อนเจ้าของรีสอร์ทมาคุยด้วย ซึ่งเขาบอกว่า เจ้าของเป็นเพื่อน มีที่ริมทะเลเกือบร้อยไร่เป็นเจ้าของเหมืองเก่า ที่ว่างเปล่า ไม่ทราบจะทำอะไร จึงมาสร้าง รีสอร์ท ฝนตั้งเค้าพอรถเราเคลื่อนออกฝนตกเลยจุดแรกที่ไปเที่ยวคือจุดชมวิวจังหวัดภูเก็ต สร้างไว้อยู่ระหว่าง หาดในหาน และหาดกะตะน้อย เมื่อขึ้นไปมอง จะมองเห็นวิว ทิวทัศน์ของหาดกะตะน้อย หาดกะตะและหาดกะรน เนื่องจากฝนตกพอประมาณ จึงมีเราเพียงคนเดียวในกลุ่มขึ้นไปชมวิว ที่ศาลาชมวิว มีกลุ่มช่างภาพ จับกลุ่มเล่นปั่นแปะกันอยู่ ก็ได้แต่ยืนมอง เขาคงไม่คิดหรอกว่า นี่คือบ่อนทำลายการท่องเที่ยวอย่างหนึ่ง ข้างศาลามีร้านขายน้ำดื่มของที่ระลึก สถานที่ไม่สะอาดตาพอประมาณ เพราะมีเศษถุง เศษพลาสติก เศษขวด อยู่ประปราย ห้องน้ำไม่ได้เข้าไปสำรวจ กลัวจะรับไม่ได้เสียอารมณ์และความรู้สึก มองขึ้นไปด้านทิศเหนือ เลียบริมทะเล ทิวทัศน์ทั้งสามหาด สวยงาม เช่นเดิม ที่มีคนกล่าวว่า น้ำทะเลสีมรกต เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะมองเวลาเย็น หรือเช้าสักพักทั้งที่ฝนตก ก็มีชาวต่างชาติทะยอยขึ้นมาชมวิว เราอิ่มเอิบพอแล้ว ก็เดินทางต่อไปภูเก็ต ผู้คนจะกล่าวขานอยู่สองอย่างเป็นหลัก คือ หาดป่าตอง และกินขนมจีนภูเก็ต เมื่อลงจากจุดชมวิวแล้วเป้าหมายต่อไป คือ หาดป่าตองตั้งใจว่าจะไปนอนเตียงผ้าใบริมหาดรับลมทะเลเย็นๆ นอนดูแหม่มเล่นน้ำทะเล เนื่องจากฝนพึ่งจะหยุดตก จึงมีผู้เดินอยู่ชายหาดบางตามาก กลุ่มใหญ่เป็นกลุ่มของเรานี่เอง 4 คน เตียงผ้าใบก็นอนไม่ได้ยังครึ้มฟ้าครึ้มฝนอยู่ เปลี่ยนแผนเดินชมร้านค้าริมหาด กิจการค้าขายกับชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ เสื้อผ้า ของที่ระลึก นาฬิกา ร้านตัดสูท กิจการรถเช่า ร้านอาหาร โรงแรมที่พัก ไปเจอรถเช่า จึงหยุดทักทาย เป็นเด็กหนุ่มคนใต้ คุยไปคุยมาเคยเรียนหนังสืออยู่ โชคชัย กระโทกโคราชบ้านเรานี่เอง เพราะพี่ชายมามีภรรยาอยู่ที่นี่กลับบ้านเกิดภูเก็ตไปเป็นเจ้าของบริการรถเช่ามีรถ Suzuki Caribian อยู่ 3 คัน และเข้าหุ้นกับเพื่อนๆ อีกหลายคัน ต่างชาติเช่าขับวันละ 800 บาท คนไทยวันละ 600 บาท จอดเรียงรายตามชายหาดอยู่หลายบริษัท ตามที่จอดรถริมหาดเราไปวันจันทร์ที่ฝนตก ยังแทบหาที่จอดรถไม่ได้ เพราะพวกรถเช่ามาจับจอง จอดรถไว้บริการเต็มไปหมด เห็นกระเป๋าเดินทางสวยงามน่าใช้ แวะเข้าไปคุย ประกอบด้วยคนขายดูน่ารัก เป็นวัยรุ่น อายุคงประมาณ 20 ปี พิจารณาใบหน้าแล้ว น่าจะอยู่พื้นเพเดียวกัน Table land สอบถามว่ามาจากหนองคายมาเป็นลูกจ้างร้านขายกระเป๋าอยู่ 1 ปี ก็แยกตัวออกมาเป็นเจ้าของร้านเอง เซ้งร้านขนาด 3 เมตร x 7 เมตร ราคา เดือนละ สามหมื่นบาท เฉลี่ยวันละ หนึ่งพันบาทถามเขาว่าคุ้มหรือไม่ เจ้าตัวบอกว่าพออยู่ได้เหลือเงินส่งไปให้พ่อแม่ทางบ้านด้วยจำนวนหนึ่ง ถามเขาว่าคนอีสานมาทำมาหากินอยู่มากไหม เพราะ เดินผ่านหน้าร้านบางร้านเห็นคนคุยกัน ออกสำเนียงในฟิล์มอีสานหลายร้าน เขาบอกว่ามีแต่คนอีสานทั้งนั้นแหละมาขายของที่นี่ คนใต้ไม่ค้าขาย เราก็ได้นึกในใจว่าคนใต้คงรวยแล้ว หรืออาจไม่ถูกอุปนิสัย เลยอุดหนุนกระเป๋าเดินทางขนาด 24 นิ้ว 1 ใบ แบบแข็งราคาย่อมเยาว์พอสมควร เพราะ บอกเขาว่าอย่ามาต้มคนบ้านเดียวกันเด้อ ออกจากหาดป่าตองสู่เป้าหมายที่ สอง คือ หาขนมจีนภูเก็ตกินกัน ตอนเช้าตอนเดินสำรวจหาดเห็นคนงานที่ไปกับเรือประมง หรือเรือท่องเที่ยว มะรุมมะตุ้มที่ร้านขนมจีนอยู่ คิดว่าเข้าดูเมืองภูเก็ตด้วย อยากดูตึกโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกส และจีน ผสมกัน (ชิโน-โปรตุกิส) ตึกแถวนั้นได้เห็นอยู่ผ่านเยาวราชของภูเก็ต แต่ขนมจีนจนด้วยเกล้าหาร้านไม่เจอปัญญาเกิด ไปจอดรถที่ศาลเจ้าแห่งหนึ่งเดินไปถามมอเตอร์ไซด์รับจ้างว่าร้านขนมจีนสไตล์ภูเก็ตอยู่บริเวณใด เขาบอกทางให้ และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าตอนเที่ยงไม่มีใครขายขนมจีนหรอกครับ ขนมจีนที่ภูเก็ตมีช่วงเช้า ขายถึง 3 โมงเช้าก็เลิก ไปเริ่มใหม่ช่วงบ่าย ประมาณบ่าย 3 โมงถึงบ่าย 4 โมง อีกรอบหนึ่งจึงถึงบางอ้อก็เลยหันเข้าร้านข้าวแกง Thai Fast-Foods เช่นเดิม จากนั้นสู่จุดหมายต่อไป หลังจากหลงอยู่ในเมืองภูเก็ตหลายรอบ เนื่องจากหลงทิศทาง หาทางออกไม่ได้ เสียเวลาไปเกือบชั่วโมง จุดหมายต่อไปคือ กระบี่ ที่มีคำกล่าวว่า สวรรค์บนดิน แห่งทะเลอันดามัน จากภูเก็ตผ่านพังงา ทำให้นึกถึง เขาปันหยี ถ้ำลอด เขาพิงกัน เขาตะปู นอนฝันเห็นตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ทีมที่เดินทางบอกว่า ไปกระบี่ หมู่เกาะ พี พี ดีกว่า ได้รับการยกย่องว่าเป็นสรวงสวรรค์ของนักท่องเที่ยวพรั่งพร้อม อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ทั้งผืนป่า และผืนน้ำที่สดใสหล่อเลี้ยงปะการัง และฝูงปลา หาดทรายขาวใต้ฟ้าสีคราม ผสานด้วยทะเลงามเขียวสดใส สมญานาม มรกตแห่งอันดามัน มีเกาะพีพี ครองอันดับทะเลงามเป็นที่หนึ่งแห่งภาคพื้นเอเชีย และ 1 ใน 10 ของโลก จะเป็นรองก็เพียงแนวปะการัง Great Barratries ของออสเตรเลีย และแถบเกาะ Kay Man ทะเลคารินเบียนเท่านั้น (ที่พรรณาถึงหมู่เกาะพีพีนี่ไปลอกสำนวนมาจากนิตยสารเที่ยวไทยไปกับเชลล์) ถ้ำลอด เขาพิงกัน ฝากไว้ก่อน วงรอบท่องเที่ยวภาคใต้คราวต่อไปคงไม่ให้พลาดแน่ออกเดินทางเข้าเขตกระบี่จะเห็นภูเขา หินปูน ตั้งสูงตระหง่านลักษณะรูปทรงสัณฐาน เช่นเดียวกับเราเห็นภาพเกาะ ที่มีเขาสูงชันตั้งอยู่ พิจารณาแล้ว เมื่อยุคดึกดำบรรพ์ น้ำทะเลคงท่วมถึงเช่นกัน เข้าเมืองกระบี่วนหาพี่พักแรม เห็นป้ายหาดนพรัตน์ธารา ต้องแยกเข้าไปอีก 14 กิโลเมตร ไปถึงเกือบมืดพอดีเข้าไปติดต่อที่ทำการอุทยานฯ มีเจ้าหน้าที่ รปภ.อยู่เพียงคนเดียว เพราะเลิกงานแล้ว สอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวได้ไหม เรายิงคำถาม ได้ครับเขาตอบ สอบถามถึงการไปท่องเที่ยวเกาะพีพี ต้องจองกับบริษัทท่องเที่ยว สองโมงเช้าจึงเปิดทำการ บ้านพักมีบ้านพักของอุทยานฯ อยู่ 5 หลัง หลังใหญ่ 3 หลัง หลังเล็ก 2 หลัง ขณะนี้หลังเล็กอยู่ในระหว่างปรับปรุง เหลือหลังใหญ่ เราถามว่าว่างไหม ได้รับคำตอบว่าว่างทั้ง4หมด จึงจับจองหลังใหญ่ 1 หลัง อาหารเย็นทานที่ไหน เขาชี้ไปที่ร้านริมหาด ของเอกชนมาเช่าที่อุทยานอยู่ แต่บอกว่าให้รีบๆ ด้วย ปกติร้านจะปิด 2 ทุ่ม เป็นอันตกลง วางเงินรับกุญแจจากเจ้าหน้าที่ รปภ. เข้าบ้านพักไปจากที่ทำการอุทยาน 500 เมตร ขนกระเป๋าลงไปทั้งหมดรวมทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้ว เพราะต้องเอาไปผึ่งลมให้แห้งด้วย ขืนม้วนกลับไปบ้าน 7 วัน เสื้อผ้าคงเน่าเหม็นหมด บ้านพักเป็นแบบไทยๆ นำสมัยมาก เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา วิวัฒนาการโลกส่งคนไปถึงดวงจันทร์แล้ว แต่หน่วยราชการไทยยังอนุรักษ์นิยมของเก่าไว้ จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมจึงไม่มีคนมาพัก บ้านพักหลังใหญ่มี 5 ห้อง และห้องโถงใหญ่ คนไป 30-40 คน รองรับได้สบาย ห้องน้ำแบบThai style ก็ดีเหมาะกับบุคลิกภาพของกลุ่มเรา พัดลม ฝุ่นเขรอะไปหมด แต่ก็นอนหลับสบายดี สู่ธรรมชาติไม่มีคนพลุกพล่านอาบน้ำอาบท่าล้างตัวให้สะอาดจากการท่องเที่ยวมาทั้งวัน ไปกินอาหารที่ร้านข้างที่ทำการอุทยาน ดูฟุตบอลโลกไปด้วย ไปสั่งปูทะเลนึ่งมา 1 จาน ปรากฏว่าได้ปูตัวเบ้อเริ่มมา 4 ตัว ทำให้ทราบว่า ประเภทปูแล้ว ปูทะเลนี่ราคาแพงที่สุด

เช้าของวันที่สี่ ของการเดินทางตื่นเช้าสำรวจหาดเห็นป้ายบอกอ่าวนาง 2 ก.ม.วิ่งไปสำรวจแต่เช้าเป็นของชาวต่างชาติเช่นเดิม คิดว่าถ้าขับรถหาที่พักมาถึงอ่าวนาง เราคงไม่สามารถที่จะมาพักแรมได้เพราะไม่ตรงรสนิยมและเงินในกระเป๋าเท่าไร มองหาบริษัททัวร์ เพื่อจองตั๋ว เล็งไว้ 3-4 บริษัท เดินทางกลับที่พัก อาบน้ำแต่งตัว สองโมงเช้ารีบกลับไปจองตั๋วเรือเพื่อเที่ยวหมู่เกาะพีพี มีเปิดอยู่บริษัทเดียว จับจองเรียบร้อยกลับที่พักเก็บของ ขับรถไปฝากไว้ที่ทำการอุทยาน ท่าเรืออยู่ห่างจากอุทยานประมาณ 200 เมตร เป็นร่องน้ำลึกเชื่อมทะเลเข้ามา (เป็นคลอง) เรือจอดคอยอยู่เหลือเวลา 20 นาที สั่งข้าวผัดปูอย่างเร่งด่วน รองท้องได้เวลาพอดี จากนั้นเดินทางขึ้นเรือมีรถรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาจากที่พักแห่งอื่น อาจจากอ่าวนาง หรือ ในจังหวัดกระบี่มาขึ้นเรือ มีมาจากเอเย่นต์หลายบริษัท แต่มาขึ้นเรือที่ท่องเที่ยวบริษัทเดียว เก้าโมงเช้า เรือออกจากท่า เราเลือกที่นั่งชั้นดาดฟ้า ด้านบนเรือ มีที่นั่งชั้น 2 ด้านล่าง(ห้องแอร์) ผู้คนนิยมนั่งน้อย ชาวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวนั่งดาดฟ้าเรือ ให้สายลมและแสงแดดต้องผิวกาย บางคนก็นอนไปเลย มีพวกเป้ ย่าม กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เพราะ เรือจัดให้เป็นเรือโดยสารของนักท่องเที่ยวด้วย วิ่งไปสักระยะหนึ่งเกือบชั่วโมง แวะเกาะไรเล่ย์ พวกที่ต้องการพักที่นี่ขนกระเป๋าลง พวกที่พักที่เกาะไรเล่ย์ต้องการไปเที่ยวเกาะพีพี ก็จองตั๋วบริษัททัวร์เดินทางไปพร้อมกัน ได้เวลาเรือเดินทางต่อผ่านเกาะไวกิ้ง มีถ้ำเก็บรังนกที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มัคคุเทศก์ว่าอย่างนั้น เรือจอดห่างๆ ให้ถ่ายภาพ ที่ชื่อว่าเกาะไวกิ้ง เพราะภายในถ้ำไม่ทราบใครไปเขียนภาพเรือไวกิ้งไว้ ได้เวลาเดินทางต่อ ชมทิวทัศน์ ท้องฟ้า ทะเล และเกาะ ปล่อยความคิดจินตนาการล่องลอยไปเกือบเที่ยงเรือเทียบท่าเกาะพีพีดอน เกาะพีพีดอนเป็นเกาะขนาดย่อมมีอยู่ 2 หาด หาดด้านทะเลอันดามันเป็นที่จอดเรือรับลมและคลื่นเต็มที่ ด้านหลังของเกาะ (ด้านทิศตะวันออก) มีอีกหาดหนึ่งเป็นหาดที่เงียบสงบจากเกลียวคลื่น เพราะ มีเกาะบังไว้ สรวงสวรรค์อยู่ที่นี่เอง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง เมื่อเรือเทียบท่ามัคคุเทศก์นำคณะไปรับประทานอาหารกลางวัน ที่ร้านอาหารบริเวณริมชายหาด นั่งอยู่สักพักมีกรุ๊ปทัวร์อื่น มานั่งรับประทานอาหารอยู่ร้านข้างๆ สอบถามได้ความว่าเดินทางมาทางเรือ โดยออกจากจังหวัดภูเก็ตวัดระยะทางในแผนที่แล้วใกล้เคียงกันมาก เป็นกรุ๊ปทัวร์ใหญ่กว่ากรุ๊ปของเรามาก เพราะที่ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวมากกว่าจังหวัดกระบี่หลายเท่า รับประทานอาหารเสร็จแล้วให้เวลา 30 นาที ในการเดินเที่ยวชายหาด เราเดินดูร้านค้า เหมือนเมืองท่องเที่ยวทั่วๆ ไป เป็นซอยแคบๆ ร้านสองข้างทาง ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ มีแหม่มสวมชุดอาบน้ำเดินประปราย เกือบได้เวลาเรามานั่งรอขึ้นเรือที่ท่า เพื่อนของเราที่ไปด้วยเดินยิ้มกลับมา เขา บอกว่าเห็นสวรรค์แล้วอยู่หลังเกาะ หรือ ชายหาดที่อยู่อีกด้านหนึ่งซึ่งลมสงบเงียบ มีนางฟ้านอนเปลือยกายเต็มไปหมด มีแต่กางเกงตัวเล็กๆ แปะของสงวนเบื้องล่างไว้เท่านั้นเอง ส่วนด้านบนไม่ต้องพูดถึง มีตั้งแต่ขนาดไข่ดาว จนถึงมะพร้าวสวน ละลานตาไปหมดบอกเราว่าไปดูสวรรค์ซิเหลือเวลาอีก 5 นาที เรือจะออกเดินทาง เรามีความคิดหักล้างในใจ อยากเห็นสวรรค์ก็อยากเห็นทั้งที่ไม่มีทางจะได้ขึ้นสวรรค์แน่นอน ถ้าเรารีบเดิน หรือต้องวิ่งเพื่อให้ทันเวลาเพื่อไปดูวิมานสวรรค์ที่ว่า ค่าตัวของเราในสายตาของเพื่อน และของแม่บ้านที่ไปด้วย จะมองในแง่ใด ทั้งที่รักษาสถานภาพความไว้เนื้อเชื้อใจ ความมีศักดิ์ศรีมาตลอดจึงได้แต่ตอบอ้อมแอ้มว่า ไม่ไปหรอกเห็นที่แค่เดินผ่านนี้ก็คุ้มค่าทัวร์แล้ว เรืออกเดินทางต่อไปที่เกาะพีพีเล ให้พวกเรานึกย้อนไปเหตุการณ์ที่ภาพยนตร์ต่างประเทศ เรื่อง The Beach ที่มีดาราวัยรุ่น (พระเอกเรื่อง Titanic) แสดงนำ ขอมาถ่ายภาพยนตร์ที่หาดมาหยา เกาะพีพีเลนี่เอง นักอนุรักษ์ของไทยโวยวายคัดค้านเป็นเรื่องใหญ่โต เรือเข้าไปในอ่าวที่มีเกาะล้อมรอบมีช่องทางให้เรือเข้าไป ภายในอ่าวคลื่นลมสงบ หาดทรายขาว ทะเลสีมรกต สวยงามยิ่งนัก มีเรือทัวร์กรุ๊ปอื่นมาจอดทอดสมออยู่แล้ว 2 ลำ ของเราเป็นลำที่ 3 ให้เวลาเล่นน้ำหนึ่งชั่วโมง โดยเขาแจกหน้ากากดำน้ำพร้อมท่อหายใจให้ กรุ๊ปทัวร์ทั้งหมดก็รอเวลานี้ แหม่มๆ ที่มาเปลื้องชุดบางเบาที่คลุมมา ดำผุดดำว่าย เราก็ลงไปด้วยใส่หน้ากากดำน้ำดูปะการัง เนื่องจากเป็นชาวดอนไม่เคยใส่หน้ากาก และหายใจทางปาก ลงไปสำลักน้ำแทบคายของเก่า ต้องตั้งหลักใหม่ ใช้วิธีของเราไม่มีการหายใจในน้ำ ใส่หน้ากากกลั้นหายใจ แล้วสำรวจปะการัง ซึ่งลึกลงไปประมาณ 4 เมตร ส่วนใหญ่เป็นปะการังที่ตายแล้วเพราะสังเกตดูสีคล้ำๆ มีปะการังเป็นอยู่บ้างสีสดใส ระหว่างดำมีฝูงปลาเสือตัวขนาดฝ่ามือว่ายน้ำอยู่รอบข้าง ถ้าเราถือ ขนมปังปลาจะมาแย่งกินจากมือ มีปลาเสือเยอะมาก เรียกว่าเป็นจุดที่เพิ่มความสนใจอีกประการหนึ่ง มองไปที่ชายหาดทรายขาวลิบๆ มีคณะทัวร์มาจอดเรือเล่นน้ำ เราดำผุดดำว่ายรอบเรืออยู่เกือบชั่วโมง หมดเวลาเดินทางกลับ ก่อนออกเรือพนักงานประจำเรือเปิดก๊อกน้ำจืดต่อสายยางมาให้ล้างตัวทุกคน คนต่างชาตินั่งดาดฟ้าเรือ อาบแดด บางคนก็นอนอาบแดด เราเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้าไปนั่งห้องแอร์ ขากลับเรือกลับมาแวะที่เกาะพีพีดอนอีกครั้งเพื่อรับนักท่องเที่ยวเดินทางกลับแผ่นดินใหญ่ มีเวลาครึ่งชั่วโมง หมดเวลาสำหรับสวรรค์หลังเกาะแล้ว เพราะบ่ายคล้อยนางฟ้ากลับวิมานหมดแล้ว เรือแวะที่เกาะไรเลย์อีกครั้ง ส่งคนลง รับคนขึ้น ขอแนะนำการท่องเที่ยวเรือ ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อยืดที่บางเบาเหมาะที่สุด สังเกตเห็นคนต่างชาติคนหนึ่งและคู่รักของเขาผู้ชายนุ่งกางเกงอาบน้ำสั้นจู๋ตัวเดียว หอบผ้าเช็ดตัวไป 1 ผืน หวานใจใส่ชุดอาบน้ำคลุมด้วยผ้าชุดบางๆ ของที่มีอยู่ล้นทะลักออกมา นั่งอาบแดดอยู่หลังเรือทั้งไปและกลับ ก็เลยถือเป็นเรื่องปกติ กลับสู่หาดนพรัตน์ธาราน้ำลง ต้องเปลี่ยนเรือใหญ่มาเป็นนั่งเรือหางยาวเข้าฝั่ง วิ่งฝ่าร่องน้ำลึกที่ตื้นเนื่องจากน้ำลงเข้าฝั่งใกล้ที่สุด เดินทางต่อสู่จังหวัดตรังพักแรมที่โรงแรมตรังพลาซ่า เป็นโรงแรมขนาด 3-4 ดาว ตามเมืองใหญ่ทั่วๆ ไป เข้าที่พักเป็นเวลาค่ำมืดแล้วไม่มีเวลาออกไปที่ไหนเลือกรับประทานอาหารที่ห้องอาหารในโรงแรม แม่บ้านรับประทานอาหารเสร็จแล้วขอขึ้นไปพักผ่อนก่อน เรานั่งฟังเพลงมีนักร้องรุ่นเก่าคนหนึ่งมานั่งคุยด้วยร้องเพลงได้ทุกสถาบัน เราแกล้งบอกว่าจบจากธรรมศาสตร์ ร้องเพลงขวัญโดมได้อีก ต้องเสียค่าพวงมาลัยไปหลายพวง ตื่นเช้าวันที่ 5 ไปสำรวจสวนสุขภาพหน้าโรงแรม ซึ่ง พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี หรือ คอซิมบี้ ณ ระนอง ผู้เป็นเจ้าเมืองตรังในช่วงรัชกาลที่ 5 ลูกหลานของท่านได้มอบพื้นที่เป็นบ้านของท่าน ให้เป็นสวนสาธารณะของจังหวัดตรัง มีอนุสาวรีย์ของท่าน เป็นผู้ริเริ่มนำต้นยางพารามาปลูกเป็นต้นแรกที่จังหวัดตรังและแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางการค้ายางพารามาในภาคใต้ทั้งหมด ที่อำเภอห้วยยอด ตัดเส้นทางเขาพับผ้าจากจังหวัดตรังที่ปิดทำให้เปิดและจังหวัดตรังเป็นจังหวัดเดียวชายฝั่งทะเลอันดามันที่รถไฟไทยไปถึง นอกจากนี้ความยิ่งใหญ่ของตรังในอดีตนั้น ตรังมีท่าเรือซึ่งปรากฏในแผนที่โลกว่าประเทศไทยมีท่าเรืออยู่ 2 แห่ง คือ ที่ท่าเรือคลองเตยกรุงเทพ และที่ อ.กันตัง จังหวัด ตรัง มาถึง ปัจจุบันเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไป ประเทศไทยได้พัฒนาท่าเรือขึ้นมาอีกหลายแห่ง ความยิ่งใหญ่ของตรังก็ลดน้อยลงไป แม้แต่ศูนย์กลางยางพาราภาคใต้ก็ย้ายไปอยู่ที่หาดใหญ่ เขาเล่าว่าแต่ก่อนตรังเป็นเมืองใหญ่ มีเกาะแก่งรับผิดชอบมากมาย เมืองกระบี่เป็นเมืองลูก เจ้าเมืองได้แบ่งเกาะแก่งให้กับลูกหลานให้ไปปกครองเพราะดูแลยาก ส่วนในเมืองตรังมอบให้ลูกรักดูแล พอสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป การท่องเที่ยวบูม กระบี่ไปโลดเลย เพราะมีเกาะให้เที่ยวอย่างมากมาย ที่ตรังก็ยังพอมีเกาะให้ท่องเที่ยว เช่น เกาะมุก เกาะรอก เกาะเชือก ซึ่งเกาะเชือกนี้เป็นจุดดำน้ำแบบ Snorkelling ที่พิสดารมากในทะเลไทย เพราะ คงไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่คุณๆ ดำน้ำ ต้องลอยคอเกาะยึดเชือกที่โยงมาจากหน้าผา มาตรังก็ต้องทำ 2 ประการ จึงจะครบสมบูรณ์ คือ กินหมูย่าง และ แวะเยี่ยมคุณแม่ถ้วน ออกจากโรงแรมไปร้านอาหารเช้าของชาวตรัง มีหมูย่างอันลือชื่อ สั่งมาทันที เป็นหมูย่างรสหวานนิดๆ เนื้อนุ่ม หนังกรอบมีน้ำจิ้มเฉพาะ มีอีเจาก้วย (คือปาท่องโก๋บ้านเรา) และ ปาท่องโก๋ เมืองตรัง สีขาวเหมือนกับขนมปังแซนวิส ไว้กินกับหมูย่าง บังเอิญร้านนี้มีขนมจีนแบบภูเก็ต แต่อร่อยกว่า เขาว่าอย่างนั้น น้ำยาเป็นสีเหลืองเนื่องจากผสมขมิ้น สั่งมารับประทานอีก 1 จาน เพื่อเรียกทุนคืนจากการพลาดที่จังหวัดภูเก็ต มีผักพื้นเมืองแนบมาด้วย อาทิ ผักโมก ผักกาดนกเขา (หูปลาช่อน) ใบบัวบก ยังมีอาหารที่เรียกว่าติ่มซัมอีกหลายถ้วย กินเท่าไหร่คิดเงินเท่านั้น จบภารกิจไปอย่างหมูย่างกินแล้ว แถมเก็บสแปร์ ขนมจีนแบบภูเก็ตเป็นของแถมด้วย เหลืออีกหนึ่งประการคือเยี่ยมคุณแม่ถ้วน มารดาของอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ พอเพื่อนของเราเปรยขึ้นมาว่าอยากเยี่ยมคุณแม่ถ้วน เพื่อนของเพื่อนเราที่อยู่จังหวัดตรังบอกขึ้นรถ ขับเลี้ยวเข้าบ้านคุณแม่ถ้วน โดยไม่มีการทัดทานจากผู้ใดทั้งสิ้น ทั้ง รปภ.หน้าบ้าน และคนในบ้าน คุณแม่ถ้วนออกมาต้อนรับด้วยอัธยาศัยอันดี ท่านคุยไม่หยุด ท่านว่าท่านคลอดลูกชายออกมาท่านคลอดเอง พออายุ 1 ปี 4 เดือน ทำพิธีโกนผม ท่านก็จัดการเองไม่ต้องเสียเบี้ย (เสียเงิน) ท่านพูดถึงอดีตผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นตาของท่าน เป็นเจ้าเมืองตรัง มีลูกสาว 3 คน ประกาศหาลูกเขย มีคนมาสมัครมากมาย ท่านบอกเอาดวงและลายมือมาดู และเลือกเอา 3 คนเป็นลูกเขย และลูกเขยของท่าน 3 คนนั้น ต่อมาก็เป็นผู้มีอันจะกิน ผู้มีชื่อเสียงของจังหวัดตรังทั้งสิ้น ใครมีลูกสาวจะเลียนแบบของคุณตาคุณแม่ถ้วนก็ได้นะ นายชวน พออายุ 29 ปี มาขออนุญาตคุณแม่ถ้วนว่าอยากเล่นการเมือง คุณแม่ถ้วนบอกว่าเล่นได้ แต่อย่าให้โกงให้กินชาติบ้านเมืองให้ช่วยพัฒนาชาติ พอนายชวนเริ่มเล่นการเมือง คุณแม่ถ้วนซึ่งเป็นแม่ค้าขายของในตลาด ก็เร่ขายไปตามตลาดต่างๆ และหาเสียงให้ลูกชายไปด้วย จนลูกชายประสบความสำเร็จในด้านการเมือง ถึงจุดสูงสุด คือ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหัวหน้าในการบริหารประเทศนับเป็นความภาคภูมิใจของท่าน ท่านยังได้ร้องเพลงกล่อมเด็ก คงกล่อมนายชวนเมื่อเล็กๆ ให้ฟังเป็นภาษาใต้ ดูท่าทางจะสุขใจน้ำตาไหลออกมา เมื่อถึงวันสำคัญ คือ วันแม่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เด็กนักเรียนจะมาเต็มบ้านท่าน ซึ่งมีลานเนื้อที่เกือบ5 ไร่ ขอให้ท่านได้ให้ศีลให้พร ท่านยกตัวอย่าง โอวาทของท่านให้ฟังว่าเอาเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ไปปลูก 2 เดือน เกิดต้นและออกดอกนำมาไหว้ท่าน ความทุกข์ยากในการประคบประหงมต้นไม้ 2 เดือน เพื่อให้ออกผลิตผลนั้นยุ่งยากแค่ไหนทุกคนคงทราบดี แต่ลูกนั้นอยู่ในครรภ์ของมารดาอยู่ในบ้านที่อบอุ่นถึง 9 เดือน ให้คิดดูว่ามารดาผู้ประคับประคองบุตรในครรภ์นั้น จะยุ่งยากและเสียสละมากเพียงใด เด็กๆ มาฟังโอวาทแม่ถ้วนแล้วก็ร้องไห้ ซึ้งใจ คำพูดของถ้วน เข้าใจความทุกข์ยากของผู้เป็นแม่ เนื่องจากคุณแม่ถ้วนอายุมาก นั่งคุยกับท่านชั่วโมงกว่า ท่านออกอาการหอบ และเราต้องเดินทางต่อด้วย หลังจากลงนามสมุดเซ็นเยี่ยมแล้ว ก็ขอลาท่านกลับระหว่างนั้นรถกลับโรงแรมเพื่อขนของ นึกประหลาดใจ ตนเองชีวิตนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ มากินหมูย่างที่จังหวัดตรังและยังได้คุยกับคุณแม่ถ้วนด้วยเป็นไปได้อย่างไร ออกเดินทางถึงหาดใหญ่ วนหาที่พัก เห็นตลาดกิมหยงอยู่ซ้ายมือ โรงแรมหลายโรงแรมอยู่ด้านขวา ชี้เอาว่าพักโรงแรมนี้อยู่ใกล้ตลาดดี ชื่อ โรงแรม Asian มีที่จอดรถเรียบร้อย หลังจากจัดของเข้าที่เข้าทาง แยกย้ายกันช็อบปิ้ง แม่บ้านแยกไปทาง พ่อบ้านแยกไปอีกทางหนึ่ง เพราะความต้องการไม่เหมือนกัน เราเดินจากตลาดกิมหยง มาตลาดสันติสุขดูรองเท้ากีฬาเห็นแล้วไม่ถูกใจ ไปซื้อได้แว่นสายตาพับแล้วเหลือเล็กนิดเดียวเหมาะสำหรับใส่กระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงเวลาเดินทางได้ 2 อัน ต่อเขาได้ 150 บาท เพื่อนเขาต่อให้ บอกว่าทดลองต่อดูเพื่อดูต้นทุน เราบอกว่าอย่าต่อเขาเลย นั่งขายทั้งวันเป็นอาชีพที่น่าเบื่อหน่าย ซ้ำซาก จำเจ ไปถามผู้รู้ที่หลังทราบว่า อย่าประมาทเขาเชียวนะ แม่ค้าแผงลอยขายของเหล่านี้ รถราคาแพงมาส่งตอนเช้าทั้งนั้นรายได้ดีมาก เป็นอย่างนั้นไป กลับมาโรงแรมมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่ล็อบบี้ของโรงแรมเพราะมัวแต่เดินทางไม่ได้อ่านมาหลายวัน แม่บ้านก็ทยอยขนของหอบหิ้วมาเก็บที่รถยนต์ที่โรงจอดรถต้องขึ้นเก็บบนห้อง เดี๋ยวต้องขนลงมาอีก เทียวเข้าเทียวออกเอาของมาเก็บหลายเที่ยว ไปถามบรรดาแม่บ้านว่า ขอให้ช็อปปิ้งเถอะ เดินเท่าไหร่ ก็ไม่เหนื่อย ชาวสิงคโปร์และมาเลเซียมาเที่ยวที่หาดใหญ่ มีความมุ่งหมาย 2 ประการ คือ กินอาหารอร่อย และซื้อของราคาถูก อาหารที่หาดใหญ่นี้เชลล์ชวนชิมมากมาย คืนนั้นเราไปร้านนิยมรส มี ยำเพดานหมู เต้าหู้ทอด เอ็นหมูตุ๋นยาจีน กระเพราหางหมู และที่ จะขาดไม่ได้เด็ดขาดคือ เต๋าเต้ยเป็นอาหารที่ทำจากปลากระพงน้ำลึก ชั่งขายตามราคาน้ำหนักปลา มีหม้อซุบน้ำร้อน ตัดปลาเป็นชิ้นๆ นำมาลวก แล้วจิ้ม ลงในน้ำจิ้ม เรียกว่าเป็นอาหารจานเด็ดของที่นี่ ไปร้านอื่นจะไม่ค่อยมี เพราะเป็นปลาหายาก เขาว่าอย่างนั้น กินกันเสียจนกินข้าวไม่ลง เช้าวันที่หกขาดไม่ได้ คือ การสำรวจเมืองตอนเช้า การสำรวจตลาดสด ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ให้ทราบถึงความเป็นไป เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ของชุมชน พระที่นี่เดินรับบาตรก็มี วิ่งเหยาะไปที่สนามจิรนครสนามกีฬากลางของเทศบาลนครหาดใหญ่ ห่างจากที่พักประมาณ 2 กิโลเมตร ตื่นตา ตื่นใจมากับชมรมแอโรบิคเช้า มีคนมาออกกำลังกาย 200 กว่าคน ในลู่วิ่งข้างสนามบอลมีคนมาวิ่งจำนวนมากเป็นร้อย และที่สนามเทนนิส ก็มีนักเทนนิสมาประลองฝีมือกันแต่เช้า ตั้งแต่เที่ยวภาคใต้มาเห็นที่หาดใหญ่นี่แหละ คนออกกำลังกายมากที่สุด เต้นแอโรบิคเสร็จ มีพระมารอรับบิณฑบาตรด้วย เรียกว่า ครบวงจร ถ้าบุ่งตาหลั่วที่โคราช จะประยุกต์ใช้แบบหาดใหญ่ก็จะดีมาก อาหารเช้าวันนี้ก็ต้องเป็นบัดกูเต๋ หมูตุ๋นยาจีน ร้อนๆ ทานกับข้าวสวยใส่ถ้วยร้อนๆ ด้วย ตบท้ายด้วยกาแฟโบราณ เสียดายที่เราดื่มกาแฟไม่ได้จึงไม่ครบสูตร หลังอาหารเช้าทัศนศึกษาทัศนียภาพของมหาวิทยาลัยสงขลา ซึ่งเขาบอกว่าเป็นสถานที่ออกกำลังกายอีกแห่งหนึ่ง ของชาวหาดใหญ่ กลับโรงแรมให้เวลาแม่บ้านอีก 2 ชั่วโมง

ช็อปปิ้งส่งท้าย ออกเดินทางสู่สงขลาต้องการไปชมหาดสมิหรา เงือกน้อยที่นั่งอยู่ริมหาดเมื่อ 20 ปีก่อน ก็ยังคงนั่งอยู่เป็นสัญลักษณ์ของหาดสมิหราต่อไป มีการพัฒนาภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมดีขึ้น วิ่งข้ามสะพานติณณสูลานนท์ สู่เกาะยอ แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ตลาดกลางเกาะยอ ระหว่างรออาหารแม่บ้านก็แวบไปซื้อผ้าไหมเกาะยอมาได้คนละผืน 2 ผืน ออกเดินทางจากเกาะยอ ข้ามสะพานติณณสูลานนท์ ด้านทิศตะวันออกเลียบเส้นทางฝั่งอาวไทยด้านตะวันออกจากสงขลา สู่อำเภอหัวไทร ตัดเข้านครศรีธรรมราช อำเภอสิชล ผ่านอำเภอขนอม ที่มีท่าเรือไปสู่เกาะสมุย เข้าสู่จังหวัด สุราษฎร์ธานี พักแรมที่โรงแรมวังใต้ ริมฝั่งแม่น้ำตาปี ไปถึงเกือบสนธยาแล้ว อาบน้ำอาบท่าเสร็จ เดินทางไปกินอาหารเย็นที่ร้านลำพูเจ้าเก่า ปากอ่าวแม่น้ำตาปี คำขวัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่เค็ม ฯลฯ เล็งไปที่หอยใหญ่เป็นอันดับแรก หอยนางรมตัวเบ้อเริ่มแกะฝาบีบมะนาวใส่เครื่อง เสียดายไม่มีผักกระถิน ปูทะเลเผา กุ้งเผาเนื้อแน่นเปรี๊ยะเขาว่ามีที่นี่จังหวัดเดียวไม่ทราบว่าจะเชื่อได้หรือเปล่า ปลาเผา ตบท้ายด้วยไวน์ยอดนิยมที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง คือ แก้งส้มปูทะเล น้ำข้นมาก เขาเรียกว่าน้ำตกคลัก ไปคุลกเคล้าเข้าไปในเนื้อปู นำมาคลุกกับเข้าสวยร้อนๆ อร่อยมาก ปรากฏว่าสั่งอาหารมากไป แกงส้มปูทะเลต้องใส่ถุงไปฝากสุนัขที่บ้านได้ถุงใหญ่คืนนั้นเป็นวันสุดท้ายแล้ว ไปฟังอุทยานเพลงเก่าเข้ากับวัยของเราทีโรงแรมในเมือง ได้เวลาก็กลับมานอน

เช้าวันที่เจ็ด ดูแผนที่แล้ว จากสุราษฎร์ธานี ถึงนครราชสีมาระยะทางตามแผนที่ 950 กิโลเมตร ต้องวางแผนในการขับ การเดินทางจะไปอย่างไร อีแก่ของเรา (รถตู้) จะไม่พังพาบเสียก่อน ตกลงกันว่าค่อยเป็นค่อยไป แวะไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน ออกเดินทางจากสุราษฎร์ธานี สองโมงเช้า ผ่านอำเภอไชยา ไม่ได้แวะนมัสการพระพุทธทาส เพราะเวลาจำกัดผ่านอำเภอหลังสวน แวะซื้อทุนเรียน สะตอ และไข่เค็ม เป็นของฝากญาติมิตร เดินทางต่อไปยังชุมพร ผ่านสี่แยกปฐมพร ซ้ายมือไประนอง เราพุ่งตรงไปประจวบคีรีขันธ์ ผ่านบางสะพาน ถึงทับสะแก ได้เวลาอาหารกลางวันร้านรสทิพย์ ที่แวะรับประทานข้าวเช้าขาล่องใต้ แกงส้มปูที่ใส่ถุงแกะออกมาจัดการให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะบูด ของจะเสียไปเปล่าๆ ช่วงนั้นเหลือระยะทางอีกประมาณเกือบ 600 กิโลเมตร มื้อเย็นที่ริมเขาจันทร์ ที่มวกเหล็ก อาหารอร่อยบรรยากาศดีเยี่ยมขอแนะนำพวกเราด้วย โดยเฉพาะห้องน้ำยกให้สิบดาว เอาไปเลย มาถึงโคราช 5 ทุ่ม พอดีใช้เวลาเดินทางในวันนี้ 15 ชั่วโมง ต้องขอบใจยานพาหนะคู่ใจด้วย ระหว่างเดินทางไปด้วยกัน 7 วัน 6 คืน ไม่ได้เกเรเลยแม้แต่น้อย ตอนขนของลงยังนึกตกใจ ถ้ารถเกิดชำรุดข้างทาง แค่ขนถ่ายของก็เพลียหัวใจแล้ว

มุ่งสู่อันดามันก็มาถึงวาระสุดท้าย พร้อมกับประจุไฟเต็มเปรี๊ยะในตัวเที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้จริงๆ ยังมีสิ่งสวยๆ งามๆ ที่เรายังไม่ได้พบ ยังไม่ได้เห็น ยังไม่ได้สัมผัส ขอชมเชยจังหวัดภูเก็ต พัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวน่าจะก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของประเทศไทย ทั้งบรรยากาศ และรายได้ จังหวัดกระบี่ อนุรักษ์นิยมไม่มีร่มชายหาด ไม่มีสกูดเตอร์ จังหวัดสงขลา แยกหาด และร่มที่กางอยู่คนละฝั่งถนน เดินทางมาร่วม 3000 กิโลเมตร ค่าน้ำมัน 5000 บาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 1000 บาท/คน รวมที่พักที่กินไม่รวมค่าช็อปปิ้ง เป็นรางวัลชีวิตที่มอบให้กับตนเองมีประสบการณ์ใหม่ๆ จะนำมาเล่าให้ฟังอีกครับ

------------------------------------

เจ้าเก่า 2032 บันทึก ปี 2545

จ.ส.อ.ไพฑูรย์ ธรรมะ พิมพ์/ตรวจ