Strong-Club

ชมรมวิ่งเข้มแข็ง
Exercise Passport


โดย พลเอก ธงชัย  ตระสินธุ์
ประธานชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว
ประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง


 
 สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมสมาชิกชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพในประเทศไทยให้เป็นกลุ่มก้อน เพื่อสะดวกต่อการขับเคลื่อนองค์กรให้เข้มแข็ง รวมทั้งการติดต่อประสานงาน แจ้งข่าวในวงการวิ่ง การขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงาน หรือองค์กร การจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพื่อสุขภาพตลอดจนการแสดงออกถึงความจงรักภักดี เทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เช่นการวิ่งเทิดพระเกียรติใน   วันพ่อ (วันชาติ)  การเดิน-วิ่งสมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา  กีฬามหามงคล เป็นต้น
 
 สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2545 ขณะนี้อายุได้ 8 ปีแล้วเพื่อให้การประสานงานสะดวกยิ่งขึ้น จึงจัดตั้งเครือข่ายแยกออกไปเป็น 10 เครือข่าย มีชมรมวิ่งภาคเหนือ 2 เครือข่าย ชมรมวิ่งภาคใต้     2 เครือข่าย ชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 เครือข่าย ชมรมวิ่งภาคตะวันออก 1 เครือข่าย ชมรมวิ่งภาคตะวันตก 1 เครือข่าย ชมรมวิ่งภาคกลาง 1 เครือข่าย ชมรมวิ่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1 เครือข่าย รวมมีสมาชิกชมรมวิ่งอยู่ในเครือข่ายทั้งหมดในปัจจุบัน 351 ชมรม
 
 ผู้เขียนรับผิดชอบเป็นประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มี 10 จังหวัดด้วยกัน คือ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และชัยภูมิ เท่าที่สำรวจในปัจจุบันมีชมรมวิ่งอยู่ในพื้นที่จำนวน 43 ชมรม เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิ่งหาคม 2552 ได้จัดประชุมชมรมวิ่งในเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่โรงเรียนสุรินทร์ราชมงคล ข้างศูนย์ศิลปาชีพอิสานใต้ มินิ-ฮาล์ฟมาราธอน ได้เข้าร่วมประชุมและร่วมวิ่งในคราวเดียวกัน
 
 สาระการประชุมมีเรื่องใหญ่ๆ อยู่ 2 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกเป็นเรื่องกิจกรรมของเครือข่าย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้ทำอะไรมาบ้างในรอบปี และจะทำอะไรต่อไป คุยเรื่องการติดต่อประสานงาน การประชาสัมพันธ์กิจกรรมวิ่ง เรื่องที่สอง เป็นเรื่องชี้แจงของสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย โครงการ Exercise Passport เป็นโครงการใหม่ที่สมาพันธ์ร่วมกับ สสส. จัดทำขึ้นเพื่อสำรวจว่ามีคนไทยออกกำลังกายทุกชนิดจำนวนเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง จักรยาน แอร์โรบิค รำมวยไทย ไทเก๊ก สมาธิ ยูโด คาราเต้ ฯลฯ โดยจัดทำสมุดบันทึกขึ้น เป็นเฉพาะบุคคล เพื่อลงรายละเอียดหรือบันทึกการออกกำลังกายเป็นระยะทาง หรือเวลา เมื่อครบตามขั้นตอนหรือเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับรางวัลผู้พิชิต โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกที่เครือข่ายชมรมวิ่งตามภาคต่างๆ  หรือสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย สมัครได้เป็นชมรม กลุ่มหรือบุคคลก็ได้ ในชั้นต้นที่สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทยได้ชี้แจง สิทธิประโยชน์ หรือผลประโยชน์ที่จะได้รับของผู้ที่ออกกำลังกาย ขั้นที่ 1 ออกกำลังกายได้ 500 กม.ขึ้นไป หรือสะสมเวลาได้ 100 ชั่วโมงขึ้นไป ได้รับรางวัลผู้พิชิตระดับทองแดง ขั้นที่ 2 ออกกำลังได้ 1,000 กม.ขึ้นไป หรือสะสมเวลาได้ 200 ชั่วโมงขึ้นไป ได้รับรางวัลผู้พิชิตระดับเงิน  ขั้นที่ 3 ออกกำลังกายได้ 1,500 กม. หรือ สะสมเวลาได้ 300 ชั่วโมงขึ้นไป ได้รับรางวัลผู้พิชิตระดับทอง สอบถามรายละเอียดได้ที่ สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย โทร 02-455-9149 : 089-994-5444 (คุณนิพนธ์)
 
 สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้รับในโอกาสต่อไป เช่น สามารถนำ Exercise Passport ไปแสดงเพื่อลดราคาการร่วมออกกำลังกายตามกิจกรรมต่างๆ ลดราคา การซื้อสินค้าจากห้างร้านที่ร่วมโครงการ สำหรับเครือข่ายชมรมวิ่งภาคอิสานตอนล่าง จะเริ่มโครงการใน 1 ตุลาคม 2552 ขณะนี้มีห้างร้านยื่นข้อเสนอลดราคาสินค้าเข้าร่วมโครงการแล้ว 3 ร้าน คาดว่าเมื่อโครงการเดินหน้าต่อไปจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน มาออกกำลังกายมากขึ้น

บันทึกเมื่อ 25 ส.ค.52

ชมรมวิ่งเข้มแข็ง
สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย

พลเอก ธงชัย  ตระสินธุ์
ประธานชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว
ประธานสมาพันธ์ชมรมวิ่งเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 กีฬามีอยู่หลายประเภท หรือชนิดกีฬา  ดูได้จากการแข่งขันกีฬาระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นกีฬาโอลิมปิค    ฤดูร้อน กีฬาโอลิมปิคฤดูหนาว กีฬาเอเชียนเกมส์ กีฬาซีเกมส์ เป็นต้น มีหลายสิบชนิดกีฬา ประเทศไทยจะส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันโอลิมปิคฤดูร้อนบางประเภทกีฬา ที่เกี่ยวข้องมากคือกีฬาเอเชียนเกมส์ และซีเกมส์ ซึ่งถือว่าเป็นกีฬาระดับภูมิภาค หรือกีฬาระดับท้องถิ่น แต่ละชนิดกีฬาที่ประเทศไทยส่งเข้าแข่งขันนั้น จะมีสมาคมกีฬานั้นๆ เป็นผู้รับผิดชอบกำกับดูแล เช่น สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย สมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย สมาคมยิงปืนแห่งประเทศไทย สมาคมว่ายน้ำแห่งประเทศไทย ฯลฯ เป็นต้น ส่วนกีฬาที่มีคนนิยมออกกำลังกายมากที่สุดคือ การวิ่งเพื่อสุขภาพกลายเป็นองค์กรปิด ไม่มีผู้คนรู้จัก ไม่มีส่วนร่วมในการประชุม หรือหารือ พูดง่ายๆ คือไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรเลย ในเรื่องการพัฒนากีฬาและความมีสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง ของประชาชนคนไทย

 ความคิดในการจัดตั้ง สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย จึงเริ่มต้นจากคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคลุกคลีกับวงการวิ่งเพื่อสุขภาพมาเป็นสิบสิบปี อาทิ สายันต์  สมดุลยาวาทย์ แห่งโรบินสัน บำรุง ดวงพุมเมศ จากไนกี้ จิรายุทธ์  อัตนาถ จากไนกี้ ณรงค์  เทียมเมฆ จาก ราชภัฏจอมบึง แกนนำอื่นๆ ร่วม 10 คน และตัวแทนชมรมวิ่งอีกจำนวนหนึ่ง
 ในปี พ.ศ.2545 ได้เสนอโครงการไปยังกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เพื่อตั้งเครือข่ายสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย สร้างกระแสการตื่นตัวออกกำลังกายด้วยการวิ่งเพื่อสุขภาพ ได้เชิญ นายแพทย์ อุดมศิลป์  ศรีแสงนาม ผู้จุดประกายการวิ่งเพื่อสุขภาพ ผู้เขียนหนังสือ “วิ่งเพื่อชีวิต” ซึ่งเป็นที่นิยมของนักอ่านจำนวนมาก และนำไปปฏิบัติ เป็นประธานในการประชุม ทันตแพทย์ กฤษดา  เรืองอารีย์รัชต์ ผู้แทนของ สสส. สงคราม  ไกรสินธิ์  เจ้าของอเมซิ่ง ฟิลด์ องค์กรที่จัดการวิ่งแข่งขัน และผู้แทนชมรมวิ่งต่างๆ อีกกว่า 70 ชมรม และได้จัดตั้งสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ขึ้นในปี พ.ศ.2545 นี้

 ในปีแรกที่ประชุมได้เลือก(ขอร้อง) ให้นายแพทย์ อุดมศิลป์  ศรีแสงนาม รับเป็นประธานสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และเลือกคณะกรรมการจากชมรมวิ่งต่างๆ เข้าเป็นกรรมการ ผู้เขียนเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนั้นด้วย โดยมี สายันต์  สมดุลยาวาทย์ เป็นเลขานุการสมาพันธ์ ในปีนี้สมาพันธ์ชมรมวิ่งได้จัดประชุมสัญจรต่างจังหวัดขึ้นครั้งแรก ผู้เขียนได้เสนอตัวให้จัดประชุมเครือข่ายขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อกระตุ้นให้คนในจังหวัดและในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ตื่นตัวในการเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ ในเวลานั้น สวนน้ำบุ่งตาหลั่ว สวนสุขภาพของชาวจังหวัดนครราชสีมาได้สร้างแล้วเสร็จมาแล้ว 2 ปี และได้เสนอในที่ประชุมว่า กรรมการสมาพันธ์ควรแบ่งเป็นภาคๆ เพื่อให้ช่วยรับผิดชอบ ดูแล ชมรมวิ่งเครือข่ายให้ทั่วถึง เช่นเดียวกับการจัดการปกครองของกระทรวงมหาดไทย  หรือการแบ่งภาคของหน่วยทหาร

 ในปีแรกที่จัดตั้ง  ประธานสมาพันธ์  มีแนวความคิด  การออกกำลังกายกับการศาสนาเข้าด้วยกัน  จึงเกิดโครงการเดิน-วิ่ง สมาธิ วิสาขะพุทธบูชา ถือศีล 5  ลดละเลิกอบายมุขขึ้นภายคำกล่าวที่ว่า  “จิตที่แจ่มใส  อยู่ในร่างกายที่แข็งแรง”   “ จิตที่เข้มแข็งคือจิตที่สงบนิ่ง  กายที่เข้มแข็งคือกายที่เคลื่อนไหว”  เป็นที่โด่งดังไปทั่วประเทศ  และประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธต้องส่งเจ้าหน้าที่มาดูงานเพื่อนำไปจัดกิจกรรม เช่นนี้ด้วย  การจัดกิจกรรมเดิน – วิ่ง สมาธิ วิสาขะ  ทุกวันวิสาขะของทุกปี  นอกจากจัดพิมพ์หนังสือปาฏิหาริย์  แห่งการวิ่ง  มอบให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมแล้ว  ในปีพ.ศ.  2548  ได้จัดสร้าง  เหรียญพระ  เพื่อมอบให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำไปติดตัวเป็นสิริมงคล ปี 2548  สร้างเหรียญพระศรีศากยทศพลญาณ  ประธานพุทธมณฑลจำรวน  60,000  องค์  ปี พ.ศ. 2549  จัดสร้างเหรียญพระพุทธสิหิงค์ จำนวน  84,000  องค์  ปี พ.ศ.  2550  จัดสร้างเหรียญพระพุทธชินราชจำนวน  60,000  องค์  ปี พ.ศ.  2551  จัดสร้างเหรียญพระพุทธโสธรจำนวน 100,000  องค์  และในปี พ.ศ.  2552  จัดสร้างพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ  จำนวน  100,000  องค์  เช่นกัน   และในการจัดสร้างในแต่ละปีนั้นสมาพันธ์ชมรมวิ่งได้จัดพิธีอัญเชิญเหรียญ ไปพุทธาภิเษก ด้วยเกจิอาจารย์ตามวัดต่างๆ ที่พระนั้นประดิษฐานอยู่หรือเคยประดิษฐานอยู่ เหรียญแต่ละรุ่นจัดสร้างอย่างสวยงาม น่าเก็บไว้เคารพบูชา พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2511 จำนวน 4 องค์ นำไปประดิษฐานอยู่ 4 ทิศ คือ ทิศเหนือ ลำปาง ทิศตะวันตก ราชบุรี  ทิศใต้ พัทลุง เพื่อคุ้มครองแผ่นดินไทยซึ่งสมาพันธ์ชมรมวิ่งได้นำเหรียญไปพุทธาภิเษก ทั้ง 4 จังหวัด

 ขอสดุดี  นพ.อุดมศิลป์   ศรีแสงนาม  พล.ต.ธีระ  คล้ายอ่างทอง   อจ.ณรงค์  เทียมเมฆ   นายวีระพงศ์  เกษดำรงพานิชย์  ซึ่งเป็นประธานสมาพันธ์ฯ รับผิดชอบต่อกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545-2552 คณะกรรมการตลอดจนภาคี เครือข่ายทุกชมรมวิ่ง ที่ได้สร้างเครือข่ายสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ให้เข้มแข็ง และขอให้คงอยู่คู่ประเทศไทย คู่คนไทยต่อไป

“ความคิดที่ดีดีอย่างนี้ คิดได้อย่างไร”
บันทึกเมื่อ 15 พ.ค.52
--------------------------------------------

 

edit @ 22 May 2009 16:45:07 by สิงห์ร้าย

ชมรมวิ่งเข้มแข็ง
กองทุนวิวัฒน์ช่วยเด็กกำพร้าบุรีรัมย์
โดย พลเอกธงชัย  ตระสินธุ์
ประธานชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว
ประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

 อุบัติเหตุมักเกิดขึ้นได้ทุกเวลาพียงเสี้ยววินาที ถ้าเราประมาทหรือไม่ประมาทก็ตาม ถ้าวินัย การใช้รถ  ใช้ถนนของเพื่อนร่วมทางไม่ดี เช่นเดียวกับ อจ.วิวัฒน์  ปัตตานัง  ประธานชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพจังหวัดบุรีรัมย์เดินทางร่วมกับภรรยา เพื่อไปเยี่ยมญาติ และรับพรจากญาติผู้ใหญ่ทางภาคเหนือในเทศกาลปีใหม่  เมื่อ 31 ธันวาคม 2549 ขณะเดินทางผ่านเส้นทางในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์  มีวัยรุ่นซึ่งเสพสุรามึนเมาขับรถยนต์   แหกโค้งสวนทางมา  แรงประสานกับรถยนต์ของ อจ.วิวัฒน์  ซึ่งพยายามหักหลบแอบชิดเบียดกับริ้วกั้นขอบทาง  เนื่องจากความเร็วความแรงของรถยนต์  ทำให้ อจ.วิวัฒน์ และภรรยา  บาดเจ็บอย่างสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมาทั้งคู่ ส่วนคู่กรณียังมีชีวิตอยู่ชดใช้กรรมต่อไป

 การสูญเสียครั้งนี้ ยังความโศกเศร้าให้กับญาติมิตร และทิ้งภาระอันหนักอึ้งไว้กับญาติๆเพราะ อจ.วิวัฒน์ มีบุตรชาย อยู่ในระหว่างกำลังเรียน 3 คน สมาชิกชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพจังหวัดบุรีรัมย์ แก้ปัญหาในขั้นต้นก่อน  จัดงานวิ่งการกุศลวิวัฒน์ช่วยเด็กกำพร้า กำหนดเอาวันเสาร์สุดท้ายปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ได้รับการยอมรับจากนักวิ่ง และลูกศิษย์โรงเรียนเทคนิคบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเครือข่ายเดียวกัน ช่วยกันจัดงานวิ่งการกุศล ขอรับบริจาคจากห้างร้าน  ส่วนราชการ และผู้มีจิตศรัทธา คณะกรรมการได้ทราบว่านอกจากบุตรกำพร้าของ อจ.วิวัฒน์ แล้ว ยังมีบุตรกำพร้าที่ขาดพ่อ ขาดแม่ หรือขาดทั้งพ่อทั้งแม่อีกเป็นจำนวนมากในจังหวัดบุรีรัมย์และก็มีความเป็นอยู่ยากลำบากเช่นเดียวกัน ฉะนั้นการจัดครั้งแรก นอกจากช่วยเหลือบุตรอง อจ.วิวัฒน์ แล้วยังได้ช่วยเหลือเด็กกำพร้าในจังหวัดบุรีรัมย์อีก 13 ราย

 ในปี 2551 ได้จัดตั้งกองทุนวิวัฒน์เพื่อเด็กกำพร้าขึ้น มีการกำหนดกฎเกณฑ์ สืบเสาะหาเด็กกำพร้าที่มีความทุกข์ยาก จากโรงเรียนหลายแห่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งโรงเรียนประถม มัธยม โดยประสานงานกับครูแนะแนวและผู้อำนวยการโรงเรียนคณะกรรมการไปเยี่ยมดูสภาพความเป็นอยู่ ความเดือดร้อน และนำมาจัดความเร่งด่วนในปี2551 ช่วยเหลือเด็กกำพร้าได้ 25 คน โดยให้ทุนการศึกษา นักเรียนประถม เทอมแรก 2,000 บาท เทอมที่สอง 1,500 บาท นักเรียนมัธยมเทอมแรก 3,400 บาท เทอมที่สอง 2,000 บาท และในปี 2552 นี้ งานวิ่งวิวัฒน์ช่วยเด็กกำพร้าบุรีรัมย์ จัดในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ณ สวนรมย์บุรี จังหวัดบุรีรัมย์ มีนักวิ่งระดับมินิมาราธอน  ไปร่วมวิ่งประมาณ 300 คน ส่วนเยาวชนและประชาชนไปร่วมเดินสุขภาพ 1 พันคนเศษ คณะกรรมการตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี2552 นี้ จะช่วยเด็กกำพร้าเพิ่มเป็น 40 คน และขยายระดับการศึกษาไปถึงระดับวิทยาลัย

 ต้องขอประกาศเกียรติคุณ คณะกรรมการมูลนิธิช่วยเด็กกำพร้าบุรีรัมย์ทุกคน จิตอาสา จากหลากหลายอาชีพ มาทำงานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ แต่มุ่งหวังว่าขอให้มนุษย์เพื่อนร่วมชาติ ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไปกว่าเดิม ได้เป็นคนที่มีความรู้ นำไปพัฒนาชาติบ้านเมืองของเรา และขอให้เป็นคนดี นำทีมโดย กานต์ คูลซ์ สัญชาติอเมริกัน เขยบุรีรัมย์ เป็นประธานกรรมการมูลนิธิ อธิวัฒน์ พัฒน์ธนกิตติโชค (เจี๊ยบ ครูจุก) เป็นเลขานุการ  กรรมการประกอบด้วย สุจินต์ คูลซ์  บัณฑิต ยังวิเชียร จนท.กองทุนสวนยาง  จรรยาวิฒน์ พลพินิจ ผู้สื่อข่าวทีวีช่อง 9 และ นักจัดรายการ อสมท. นิวัฒน์ ตังวัฒนา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิค ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิวิวัฒน์ โรจณาวรรณ  ปรีชา  แก้ววิเชียร  อจ. ธีรชาติ ปริญรัมย์ อดีตศึกษานิเทศน์ และอดีตนักวิ่ง 101 กม. อุดร-หนองคาย เมื่อปี 2537 เป็นกรรมการช่วยกันดำเนินงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้รับการสนับสนุนจาก สมาชิกชมรมวิ่งจังหวัดบุรีรัมย์  ชมรมจักรยานจังหวัดบุรีรัมย์  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  วิทยาลัยเทคนิคจังหวัดบุรีรัมย์ วิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดบุรีรัมย์ ห้างร้าน และผู้มีจิตศรัทธา คณะกรรมการฝากขอบคุณทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิ่งซึ่งเดินทางมาจากทุกทิศทางช่วยด้วยใจ แม้จะไม่มีรางวัลเป็นเงินให้ก็ตาม

 ต้องขอยกย่องทีมงาน กองทุนวิวัฒน์ช่วยเด็กกำพร้าบุรีรัมย์ เป็นกองทุน เป็นชมรมที่เข้มแข็งจริงๆ วันเสาร์ปลายเดือน กุมภาพันธ์ของทุกปี นักวิ่งกำหนดแผนวิ่งไว้ด้วยครับ

บันทึกเมื่อ 1 มีนาคม 2552
-----------------------------------------

 

edit @ 16 Mar 2009 09:01:59 by สิงห์ร้าย

ชมรมวิ่งเข้มแข็ง
กรีฑาผู้สูงอายุชิงชนะเลิศแห่งเอเซียครั้งที่ 15
พลเอก ธงชัย  ตระสินธุ์
ประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

 กรีฑาผู้สูงอายุชิงแชมป์แห่งเอเซีย จัดแข่งขันให้ผู้สูงอายุได้ประลองกำลังประลองสุขภาพ โดยคิดเกณฑ์จะเป็นผู้สูงอายุได้ ทั้งชายและหญิงอายุ 35 ปี ขึ้นไป การแข่งขันมีทั้งประเภทลู่ ประเภทลาน เช่นเดียวกับการแข่งขันกรีฑามาตรฐานทั่วๆ ไป อาจลดความสูงของรั้ว และน้ำหนักอุปกรณ์ เช่น ทุ่มน้ำหนัก ขว้างค้อน ตามอายุของผู้เข้าแข่งขัน การแข่งขันจะแบ่งกลุ่มของผู้เข้าแข่งขันในห้วงอายุ 5 ปี เช่น 35-39 ปี  40-44 ปี  75-79 ปี  90-94 ปี เป็นต้น เพื่อทำให้การแข่งขันสนุกสนาน และเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุหลากหลายได้มาออกกำลังกายให้มาก

 ผู้เขียนมีประสบการณ์ร่วมแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2540 เป็นตัวแทนนักกรีฑาผู้สูงอายุประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุชิงชนะเลิศแห่งเอเซียครั้งที่ 9 ที่สนามโอลิมปิค กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้พบว่ามีผู้สูงอายุอีกมากมายที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะคนจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และมาตรฐานการลงแข่งขันกรีฑาก็สูง เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าในประเทศต่างๆ เหล่านี้ ได้มีการส่งเสริมผู้สูงอายุ ให้ออกกำลังกาย มาช้านานแล้ว อาจรวมไปถึงการแนะนำในเรื่องสุขภาพ อาหารการกิน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อรัฐบาล และลูกหลาน

 ในปี 2552 ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดกรีฑาผู้สูงอายุชิงชนะเลิศเอเชียครั้งที่ 15 โดยประเทศต่างๆ หมุนเวียนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน 2 ปีต่อครั้ง กำหนดแข่งขันครั้งแรก 1-5 ธันวาคม 2551 แต่เกิดเหตุการณ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จึงเลื่อนการแข่งขันเป็นวันที่ 13-17 มกราคม 2552 มีประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียส่ง นักกรีฑาผู้สูงอายุ เข้าร่วมแข่งขันจำนวน 16 ประเทศ คือ อินเดีย ญี่ปุ่น ศรีลังกา จีน จีนไทเป มาเลเซีย อินโดนีเซีย  คาซัคสถาน มองโกเลีย สิงคโปร์ อิหร่าน ปากีสถาน ฮ่องกง บรูไน เนปาล และประเทศไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพ อินเดียส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันมากที่สุด 200 กว่าท่าน และชนะเลิศได้เหรียญรางวัลมากที่สุดถึง 85 เหรียญทอง 93 เหรียญเงิน  77 เหรียญทองแดง รองลงมาเป็นญี่ปุ่น 74 เหรียญทอง 25 เหรียญเงิน  22 เหรียญทองแดง และอันดับสามคือ ประเทศไทย ได้ 60 เหรียญทอง  47 เหรียญเงิน  47 เหรียญทองแดง ประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันที่ไม่ได้รับเหรียญรางวัลคือ บรูไน และ เนปาล ถึงอย่างไรก็ตาม สปิริตของนักกีฬาคือการได้เข้าร่วมแข่งขัน แพ้หรือชนะ เป็นเรื่องรองลงไป ผู้เขียนไปถามกรรมการจัดการแข่งขันว่านักกีฬาประเทศเกาหลีใต้หายไปไหน ตอบว่าตั้งแต่ฟองสบู่แตกปี 2541 ทางการเกาหลีใต้ได้ขอร้องหรืองดให้นักกีฬาออกนอกประเทศ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ต้องขอขอบคุณนักกรีฑาทีมต่างๆ ที่ได้เดินทางเข้าร่วมแข่งขัน เพื่อความรัก ความสามัคคีของมนุษยชาติ แม้เจอวิกฤติ และข่าวความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศไทย

 ประเทศไทย ได้มีกลุ่มบุคคลได้รวมตัวกันตั้งสมาคมกรีฑาผู้สูงอายุไทยขึ้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2538 และจัดประลองกรีฑาผู้สูงอายุชิงแชมป์ประเทศไทย ที่สนามกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี และจัดประลองทุกปี โดยสลับสนามกีฬาภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร ในปี 2552 นี้ ได้มีกำหนดการแข่งขันที่ สนามกีฬา 80 ปี จังหวัดนครราชสีมาวันเสาร์ที่ 7 – วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 ต้องขอขอบคุณ นายวิวัฒน์  วิกรานตโนรส  นายกสมาคมกรีฑาผู้สูงอายุไทย นางเฉลียวศรี  ฉิมวงษ์ เลขาธิการ นายประเสริฐ  ศรีสืบ  นางสาวจันทร  พิมพ์สกุล  นายเพิ่มศักดิ์  สุริยจันทร์ นายสมบูรณ์  แสงโสภณ นางนันทัชพร  ศรีจาด และอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ได้เสียสละเวลาจากอาชีพ และงานประจำ มาขับเคลื่อนผู้สูงอายุไทย ได้ตื่นตัวในการออกกำลังกาย ลดภาระของรัฐบาล และยังนำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ เป็นสมาคมที่เข้มแข็งจริงๆ

-----------------------------------------
บันทึกเมื่อ  20 มกราคม 2552

           ชมรมวิ่งเข้มแข็ง : การรักษาสภาพแวดล้อม

พลโท ธงชัย   ตระสินธุ์
ประธานชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว
ประธานชมรมวิ่งเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง


 สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงตรัสห่วงใยป่าไม้ในบ้านเมืองเรา ให้ช่วยกันรักษาผืนป่าไว้ให้ลูกหลาน ซึ่งมีหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน จัดกิจกรรมปลูกป่า กองทัพบกมีนโยบายให้หน่วยทหาร “พลิกฟื้นผืนป่าด้วยพระบารมี”ซึ่งเริ่มปฏิบัติตั้งแต่ปี 2550 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในแวดวงนักวิ่งเราก็มีโครงการที่เป็นเรื่องเป็นราวคือ วิ่งปลูกป่าแบบครอสคันทรี  ณ.สถานีวิจัยวัฒนสะแกราช อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา  ในวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2551   รับนักวิ่งจำนวนจำกัดเพียง 800 ท่าน สนใจติดต่อ โทร 081.240.7113 ได้โดยตรง


 วันแม่ปีนี้ 12 สิงหาคม 2551 เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง ชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว และสำนักงานสวนน้ำบุ่งตาหลั่วได้ร่วมกันพัฒนาแหล่งออกกำลังกายของชาวจังหวัดนครราชสีมา ในการรักษาสภาพแวดล้อม ให้สวยงามยิ่งขึ้น ได้จัดหาผู้มีอุปการะคุณ มาสร้างเต็นท์ที่พักไว้จัดกิจกรรมและหลบฝนเมื่อฝนตก จัดทำบอร์ดประชาสัมพันธ์ 2 บอร์ดของสำนักงานสวนน้ำ 1 บอร์ด เพื่อประชาสัมพันธ์การพัฒนาและการเข้ามาใช้สวนน้ำฯขององค์กรต่างๆ  บอร์ดของชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว 1 บอร์ด เพื่อติดภาพกิจกรรมงานวิ่งที่ชมรมของเราได้จัดนักวิ่งเข้าไปร่วม เพื่อเป็นการสนับสนุนการมาเดิน-วิ่ง ออกกำลังกายของผู้มาใช้สวนน้ำฯ


 ในปีนี้อีกเช่นเคย บทเรียนจากการจัดสัปดาห์ใส่ปุ๋ยต้นไม้เนื่องในวันแม่แห่งชาติเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ที่มาออกกำลังกายได้มรส่วนร่วมในการพัฒนาต้นไม้ เพื่อเทิดพระเกียรติและสนองต่อพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ  ปีนี้สำนักงานสวนน้ำและชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ได้เตรียมการล่วงหน้า 1 เดือน ทำใบปลิวประชาสัมพันธ์เชิญชวน ออกอากาศทางหอกระจายข่าวของสวนน้ำฯและทางสถานีวิทยุในท้องถิ่น จัดพิธีเปิดกิจกรรมใส่ปุ๋ยต้นไม้ในสวนน้ำฯวันที่ 12 สิงหาคม 2551 เวลา 1700 นาฬิกา ด้วยความร่วมมือจากชมรมวิ่งทุกชมรมในจังหวัดนครราชสีมา ผู้ที่มาออกกำลังกายทั้งผู้เดิน วิ่ง และนักจักรยานในวันแรกที่เปิดโครงการมีผู้บริจาคซื้อปุ๋ยถึง 963 ถุง คิดราคาเป็นตัวเงิน 19,260 บาท


โดยมีน้องๆนักวิ่งจากชมรมวิ่งลำพระเพลิง เป็นผู้ที่ปักธง ธงแดงไม่มีปุ๋ย  ธงเขียวใส่ปุ๋ยแล้ว และอีก 6 วันต่อมาวันที่ 13-18 สิงหาคม 2551 จัดเจ้าหน้าที่จำหน่ายช่วงเช้า 0600-0700  นาฬิกา  ช่วงเย็น 1630-1800 นาฬิกา มีผู้ที่มาใช้สวนน้ำซื้อปุ๋ยใส่ต้นไม้ต้นไม้เพิ่มเติม  973 ถุงเป็นเงิน  19,460 บาท  ต้นไม้และแปลงต้นไม้ในสวนน้ำฯสำรวจแล้วมี 2,500 กว่าต้น/แปลง การปฏิบัติครั้งนี้ก็ทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาต้นไม้ สนองนโยบายการักษาสภาพแวดล้อมอย่างดียิ่ง  ปีหน้าพวกเราจะจัดโครงการนี้อีก
     
      บันทึกเมื่อ  19 ส.ค. 2551

ชมรมวิ่งเข้มแข็ง
รักษาสิ่งแวดล้อม


พลโท ธงชัย   ตระสินธุ์
ประธานชมรมวิ่ง สวนน้ำบุ่งตาหลั่ว
ประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

 “ สุขาอยู่หนใด ” เป็นส่วนหนึ่งของบทเพลงดังในอดีต เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน หลายท่านคงเคยผ่านประสบการณ์ เมื่อเกิดอาการอย่างขับถ่ายของเสียไม่ว่าจะเป็นทุกข์เบา และทุกข์หนัก ก็เกิดปัญหาแก่เราทั้งนั้น ถ้าอยู่ที่บ้านปัญหาก็น้อย ถ้าอยู่ในระหว่างเดินทางบนถนนหลวง ปั๊มน้ำมันตามเส้นทางมีห้องน้ำที่ปั๊มน้ำมันให้บริการฟรีสำหรับผู้เดินทาง ปัจจุบันปั๊มใดห้องน้ำสะอาดผู้คนก็นิยม แวะพักรถ เติมน้ำมันรถ และเติมท้องคนเดินทาง หรือถ้าแย่จริงๆ แวะเข้าป่าละเมาะข้างทาง ผู้ชายไปยิงกระต่าย ผู้หญิงไปเก็บดอกไม้ แต่เป็นภาพไม่น่าดูนัก เป็นวัฒนธรรมที่ไม่ดี และอาจเกิดอุบัติเหตุได้ เมื่อเราได้ปลดเปลื้องทุกข์ออกไปได้แล้ว เราจะรู้สึกโล่ง ปลอดโปร่ง คำว่า”สุขา” หรือ”สุข” คงมาจากที่กล่าวแล้วนี้

 สมาชิกชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว     ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการดำเนินการสร้างพระพุทธนวมินทรรัชชมงคล ที่วัดวิสุทธิศรีสุมังคลาราม (วัดหนองไผ่ล้อม) ขนาดความสูง 15 เมตร ตั้งเด่นตระหง่าน อยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของแหล่งออกกำลังกายสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ไว้ให้เป็นที่กราบไหว้ ของผู้ที่มาออกกำลังกายและบุคคลทั่วไป มีลานจอดรถยนต์ และมอเตอร์ไซด์อยู่หน้าองค์พระเพื่อเป็นการมอบความสุข ความสะดวกให้กับผู้ที่มาออกกำลังกาย หรือมาทำบุญไหว้พระ พวกเราจึงมีมติรวบรวมปัจจัยสร้างห้องน้ำขึ้นบริเวณหลังโบสถ์ซึ่งอยู่หลังองค์พระ ขนาดพื้นที่ 3 เมตร x 6 เมตร แยกเป็นห้องน้ำสุภาพสตรี 2 ห้อง ห้องน้ำสุภาพบุรุษ 1 ห้อง พร้อมโถปัสสาวะอีก 2 โถ มีอ่างล้างมือ 2 อ่าง เป็นห้องน้ำที่มาตรฐานสมกับเป็นปีส้วมโลกที่มาเปิดโครงการที่ประเทศไทย การก่อสร้างห้องน้ำได้เริ่มก่อสร้างเมื่อ 19  พฤษภาคม 2551 (วันวิสาขะบูชา) และจะให้แล้วเสร็จใช้การได้ใน 17 กรกฎาคม2551 (วันอาสาฬหบูชา) ค่าก่อสร้างประมาณ 180,000 บาท ขณะนี้รอปัจจัยจากผู้มีจิตศรัทธา มีส่วนร่วมในการทำบุญติดต่อรายละเอียดได้ที่ผู้เขียนโครงการโดยตรง  โทร. 081-8785888

                                                                                                            บันทึกเมื่อ 20มิ.ย.51

พลโทธงชัย  ตระสินธุ์

ประธานชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว

ประธานเครือข่ายวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง

 

                การทำชมรมวิ่งเข็มแข็ง เคยกล่าวไว้ในหนังสือปาฏิหาริย์แห่งการวิ่งเล่ม ของสมาพันธ์ ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ที่แจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม เดิน-วิ่ง สมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา ปี 2550 กล่าวไว้ว่า การทำชมรมวิ่งเข็มแข็งของชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ยึดถือแนวพระราชดำริตามปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงในเรื่อง ชีวิต สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมประเพณี และสิ่งแวดล้อมขอรายงาน ณ ที่นี้ว่า ในปี 2550 ที่ผ่านมานั้น โครงการ Recycle ของชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่วที่สมาชิก ได้รวบรวมมาให้ ในการพูดคุยกันในเช้าวันเสาร์(สังคม) รวมได้ 10,000 บาทเศษ เฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท เงินที่ได้ทำไปสาธารณประโยชน์ ทำบุญกุศลต่างๆ โดยไม่ต้องขอบริจาคจากสมาชิกแต่อย่างใด

                ชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ได้ชักชวนผู้ที่มาออกกำลังกายที่สวนน้ำบุ่งตาหลั่วให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสวนน้ำ มีโครงการใส่ปุ๋ยต้นไม้ ซึ่งเคยได้เล่าให้ฟังแล้ว โครงการต่อมาเมื่อปลายปี 2550 ได้จัดทำโครงการ สวนหย่อม โค่นต้นไม้ นำร่อง 26 สวน จากจุดเริ่มต้นตราสัญลักษณ์สวนน้ำ ตามแนวทางวิ่งประมาณ 150 เมตร มีต้นไม้ปาล์มหางสุนัขจิ้งจอก จำนวน 26 ต้น รองรับกับลู่วิ่งใหม่ ซึ่งเทศบาลนครนครราชสีมาสนับสนุนงบประมาณจำนวน 3 ล้านบาท ทำเส้นทางสำหรับเดิน-วิ่ง ระยะ 3,100 เมตร รอบสวนน้ำฯ โดยผู้ที่จัดทำสวนต้องออกค่าใช้จ่ายในการตกแต่งสวนดอกไม้และดูแลตลอดไป ทำให้ทัศนียภาพของสนามวิ่งสวยงามขึ้น เชิญชวนนักวิ่งหรือผู้ที่ผ่านไปจังหวัดนครราชสีมาได้แวะเยี่ยมชมและออกกำลังกาย ชมความสวยงามของสนามออกกำลังกาย รางวัลสวนสาธารณรื่นรมย์ ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

                เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2551 หลังจากพบปะพูดคุยกันในเช้าวันเสาร์แล้ว ได้ชักชวนสมาชิกในชมรม ไปทำความสะอาดวัดพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นวัดหลวง พื้นที่กว้างใหญ่ พระลูกวัดดูแลไม่ทั่วถึง ตลอดจนเป็นที่จอดรถรับส่งนักเรียนโรงเรียนที่ตั้งอยู่ข้างวัด มีพ่อค้า แม่ค้ามาขายอาหาร ทิ้งเศษถุง เศษอาหารเกลื่อนวัด มีผู้สมัครใจ ไปทำความสะอาดวัด 19 คน เครื่องมือ ทำความสะอาดใช้เงิน Recycle จัดซื้อใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงบริเวณวัดสะอาดขึ้นผิดตา และพวกเราที่ได้ร่วมกันทำกิจกรรม ก็มีความสะอาดในดวงใจด้วยทุกคนอาสาจะไปทำความสะอาด รักษาสิ่งแวดล้อมเช่นนี้อีก นับว่าการมารวมกลุ่มของพวกเราก็เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมได้

 

---------------------------------

edit @ 7 Mar 2008 16:36:22 by สิงห์ร้าย

ชมรมวิ่งเข้มแข็ง

โครงการใส่ปุ๋ยต้นไม้

 

พลโท ธงชัย ตระสินธุ์

ประธานชมรมวิ่งแข่งขันสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว

กรรมการสมาพันธ์ชมรมวิ่งสุขภาพไทย

ประธานเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สวนสาธารณะในบ้านเรา ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นสวนสาธารณะที่จัดสร้างไว้ให้ประชาชนได้พักผ่อน จะมีเส้นทางให้ออกกำลังกาย เดิน-วิ่ง หรือบางแห่งมีเส้นทางขี่จักรยานอยู่ด้วย ที่ว่างที่เหลืออยู่จะเป็นการพักผ่อน และออกกำลังกายอย่างอื่น อาทิ ซุ้มนั่งพัก ที่ฝึกสมาธิ การต่อสู้ป้องกันตัว ที่ขาดไม่ได้คือ การเต้นแอโรบิคส์ สวนสาธารณะบางแห่ง ถ้ามีสระน้ำ หรืออ่างเก็บน้ำ จะมีจักรยานน้ำ การพายเรือ เพิ่มการพักผ่อน และออกกำลังกายไปได้หลายรูปแบบ ส่วนประกอบของสวนสาธารณะที่สำคัญ ที่เพิ่มความสวยงามรื่นรมย์ คือต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้า ไม้พุ่ม ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผล และไม้ยืนต้นนอกจากเพิ่มความสวยงามแล้ว ยังเพิ่มความร่มรื่น อากาศดี บดบังร่มเงาจากแสงแดดได้ด้วย การรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโต และคงสภาพให้สวยงามต้องอาศัย การเอาใจใส่ของผู้ดูแลอย่างดีพอสมควร ปุ๋ยใส่ต้นไม้เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่จำเป็นสำหรับต้นไม้ ค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย ในแต่ละปี เป็นเงินจำนวนมากแปรผันตามปริมาณต้นไม้ที่มีอยู่












 

สวนน้ำบุ่งตาหลั่ว เฉลิมพระเกียรติ ร.9 กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา เป็นแกนหลักในการจัดสร้าง แล้วเสร็จเมื่อปี 2542 มีเส้นทางวิ่ง และเส้นทางจักรยานรอบสวนน้ำ 2 เส้นทางคู่ขนานกันระยะทาง 3.2 กิโลเมตร มีลานรวมใจ ลานดนตรี ลานกีฬา ศาลาลิปตพัลลภ ศาลาภูมิรักษ์ และลานนวมินทร์ ได้ปลูกไม้พุ่ม และไม้ยืนต้น เพื่อความสวยงามของสวนน้ำไว้ดังนี้ ไม้ยืนต้น 82 ชนิด จำนวน 2,094 ต้น อาทิ กัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ ชงโค แคแสด กาสะลอง มะพร้าว ต้นตาล ทองกวาว ประดู่ พญาสัตตบรรณ โมก ยางนา ศรีตรัง ลั่นทม สาธร สารภี เสลา หางนกยูง อินทนิล ไม้พุ่ม มี 47 ชนิด จำนวน 178 พุ่มกอ อาทิ กระดุมทอง เข็ม เฟื่องฟ้า โกศล กาบหอยแครง ลิ้นจระเข้ หลิวไต้หวัน เป็นต้น ในแต่ละวัน จะมีผู้ออกกำลังกาย 1 พันกว่าคนขึ้นไป ในวันหยุดราชการ เสาร์-อาทิตย์ จะเพิ่มมากถึง 2พัน-3พันคน













 

กรรมการสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ได้แต่งตั้งให้ผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ที่ 3 เป็นผู้จัดการสวนน้ำ ร่วมกับชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ได้จัดโครงการใส่ปุ๋ยต้นไม้ขึ้นในห้วง 6-12 ตุลาคม 2550 จุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ที่มาออกกำลังกายในสวนน้ำบุ่งตาหลั่วฯ ได้มีส่วนร่วมในการรักษาต้นไม้ทำให้เกิดความรัก ความหวงแหน ความเอื้ออาทร ต่อสวนน้ำบุ่งตาหลั่วที่ทุกคนได้มาออกกำลังกายร่วมกัน เปิดโครงการในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2550 เวลา 0700 นาฬิกา มีผู้ที่มาเดินวิ่งและขี่จักรยานมาร่วมพิธีเปิดประมาณ 200 คน โครงการใส่ปุ๋ยต้นไม้ใช้เวลา 7 วัน วิธีดำเนินการคือ เจ้าหน้าที่ นำปุ๋ยมาจำหน่ายทุกวัน ช่วงเช้า เวลา 0600-0700 นาฬิกา ช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 1600-1830 นาฬิกา ราคาปุ๋ยถุงละ 20 บาท โดยผู้ที่ซื้อปุ๋ยจะนำปุ๋ยไปใส่ต้นไม้ในสวนน้ำฯด้วยตนเอง หรือให้เจ้าหน้าที่ไปใส่ให้ก็ได้ จุดจำหน่ายปุ๋ยจะเลื่อนไปทุกวัน จนรอบสวนน้ำฯ ผลการจำหน่าย 7 วัน จำหน่ายปุ๋ยได้ 825 ถุง ไม่ครอบคลุมต้นไม้ทั้งหมดในสวน พอสรุปเหตุขัดข้องที่จะต้องแก้ไขในโอกาสต่อไปคือ การประชาสัมพันธ์โครงการใช้เวลาน้อยไปผู้ที่มาออกกำลังกายไม่ทราบ หรือไม่เข้าใจความมุ่งหมาย อีกประการหนึ่งคือในห้วงที่ดำเนินการนั้นที่โคราชพายุเลกีมาผ่าน ฝนตกทั้งเช้าและเย็นทำให้มีผู้มาออกกำลังกายน้อยอย่างไรก็ตาม คณะทำงานได้เห็นข้อบกพร่องที่จะต้องแก้ไข ในปีหน้าหรือปีต่อๆ ไปจะจัดโครงการเช่นนี้อีก ในปีนี้แม้จะไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ผู้ที่มาร่วมโครงการให้ความร่วมมือย่างดียิ่ง และเต็มใจที่มีส่วนร่วมในการรักษาสมบัติของส่วนรวม เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่วได้เข้าไปร่วมกิจกรรม ชมรมวิ่งใดที่เห็นชอบด้วยหลักการจะนำโครงการไปใช้ในสวนหรือสนามฝึกซ้อมวิ่งของท่าน ไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด













 

-------------------------------------------------------

บันทึกเมื่อ 19 ต.ค.50


edit @ 1 Nov 2007 23:24:44 by สิงห์ร้าย

edit @ 1 Nov 2007 23:26:53 by สิงห์ร้าย

ชมรมวิ่งเข้มแข็ง

ร่วมกิจกรรม Car Free Day ลดสภาวะโลกร้อน

พลโท ธงชัย ตระสินธุ์

ประธานชมรมวิ่งแข่งขันสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว

กรรมการสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทยประธานเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในวันที่ 22 กันยายน 2543 ประชาชนใน 848 เมือง ของ 25 ประเทศยุโรป และนอกยุโรปได้ร่วมรณรงค์ภายใต้โครงการคาร์ฟรีเดย์( Car Free Day ) เพื่อให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการหันมาใช้รูปแบบการเดินทางอื่นๆ นอกจากรถยนต์ส่วนตัว เช่น คาร์พูล การเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ การใช้จักรยาน หรือเดิน เพื่อลดการใช้น้ำมัน ลดปัญหาการใช้น้ำมัน ลดปัญหามลภาวะทางอากาศ และเสียงปัญหาการจราจร และสภาวะโลกร้อน

ประเทศไทยได้ร่วมรณรงค์วันคาร์ฟรีเดย์ โดยใช้ชื่อโครงการ 22 กันยา จอดรถไว้บ้านช่วยกันประหยัดน้ำมัน โดยดึงกระแสการรณรงค์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกมาเป็นแรงกระตุ้นโดยมีความคาดหวังว่า ประชาชนในเมืองใหญ่ต่างๆ จะสนใจเข้าร่วมกิจกรรมด้วย

เมื่อวันเสาร์ที่ 22 กันยายน 2550 จังหวัดนครราชสีมา นำโดยนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา เป็นประธานในการรณรงค์ Car Free Day “วันปลอดรถ ลดโลกร้อน” โดยใช้ขบวนจักรยานในการรณรงค์ มีชมรมจักรยานในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอรอบนอก ประชาชนทั่วไปที่สนใจในโครงการ เข้าร่วมกิจกรรม สมาชิกชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่วได้จัดผู้สมัครใจเข้าร่วมขี่จักรยาน จำนวน 40 คน มีผู้ร่วมขับขี่จักรยานจำนวน 300 คน เศษ ทำพิธีปล่อยขบวนที่ลานอนุสารีย์ท้าวสุรนารี เวลา 1600 นาฬิกา เคลื่อนขบวนจักรยานไปตามเส้นทางในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมา ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ผู้เข้าร่วมรณรงค์ได้รับเสื้อคอกลมสีเหลืองคนละ 1 ตัว

จากการที่ชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะมีส่วนร่วมในการรณรงค์การรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 โครงการ ของชมรมวิ่งเข้มแข็งคือ ชีวิต สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมประเพณี ยังทำให้เกิดความสามัคคีระหว่าง ชมรมวิ่งและชมรมจักรยานต่างๆ และจากการรณรงค์คาดหมายว่า จะมีประชาชนคนไทย มีความตระหนักและมีส่วนร่วม ในความรับผิดชอบร่วมกัน ในการลดสภาวะโลกร้อน ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกคนในโลก


บันทึกเมื่อ 22 กันยายน 2550

--------------------------------------


ชมรมวิ่งเข้มแข็ง

posted on 14 Jul 2007 00:47 by moosing  in Strong-Club
ชมรมวิ่งเข้มแข็ง
พลตรี ธงชัย ตระสินธุ์
ประธานชมรมวิ่งแข่งขันสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว
ประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


การจัดกิจกรรม เดิน – วิ่ง สมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา ของสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทยในวันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม 2550 นี้ เป็นการจัดติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ต้องย้อนกลับไปเมื่อการจัดครั้งที่ 1 ในปีพุทธศักราช 2545 เมื่อสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทยเริ่มก่อตั้ง มี นายแพทย์ อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม เป็นประธานกรรมการสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทยคนแรก ท่านมีแนวความคิดว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ประชาชนส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน พวกเราในฐานะพุทธมามก จะทำอะไรได้บ้าง เพื่อเป็นการเชิดชูพระศาสนา พวกเราเป็นองค์กรเกี่ยวกับกีฬาต้องเอากีฬาไปให้เข้ากับศาสนาให้ได้ โครงการ เดิน – วิ่ง สมาธิ วิสาขะพุทธบูชาจึงได้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้น โดยร่างโครงการไปขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการไปเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย ปฏิบัติพร้อมกันในวันวิสาขะบูชา พุทธศาสนิกชนไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นที่มีความชื่นชม โสมนัส ข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลกในเรื่องการกีฬากับศาสนาไปด้วยกันได้อย่างดี เมืองพุทธอื่น ๆ ต้องขอเข้ามาศึกษาเพื่อนำไปจัดกิจกรรมทำพิธีเช่นนี้ที่ประเทศตนเองบ้าง

ผู้เขียนในขณะนั้นได้สมัครเป็นกรรมการสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย อาสาจัดกิจกรรมที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นภูมิลำเนา เนื่องจากเป็นการจัดครั้งแรก ไม่มีรูปแบบให้เป็นตัวอย่าง และการจัดครั้งนี้จัดในกลางเมืองด้วย ต้องระดมความคิดเห็นจากสมาชิกในชมรมวิ่ง และประสานกับจังหวัดให้เป็นเจ้าของงาน เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ และตัวผู้เขียนเป็นเลขานุการดำเนินงาน จากความร่วมมืออย่างดียิ่งทุกภาคส่วน ทำให้การจัดกิจกรรมครั้งนั้น ลุล่วงไปด้วยดี ยังมีปัจจัยเหลือบำรุงวัดอีกหลายหมื่นบาท ส่วนการจัดครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 5 นั้น เนื่องจากได้ลาออกจากการเป็นกรรมการสมาพันธ์ชมรมวิ่งฯ สาเหตุเนื่องจากมีงานราชการรัดตัวมาก จึงไม่ทราบว่าได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง

เมื่อปี 2550 ผู้เขียนได้หวนกลับมาเป็นกรรมการสมาพันธ์ชมรมวิ่งฯ อีกครั้งหนึ่ง และเป็นประธานเครือข่ายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นคนกลางประสานระหว่างสมาพันธ์ชมรมวิ่งฯ และชมรมวิ่งเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การจัดงาน เดิน – วิ่ง สมาธิวิสาขะพุทธบูชาครั้งที่ 6 นี้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจัดกิจกรรม เดิน – วิ่ง สมาธิฯ 14 จังหวัด คือ จังหวัดขอนแก่น หนองคาย เลย หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร มหาสารคาม ชัยภูมิ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และจังหวัดนครราชสีมา 20 สนาม จังหวัดที่จัดหลายสนามคือ นครราชสีมา 3 แห่ง หนองบัวลำภู 3 แห่ง ขอนแก่น 2 แห่ง นครพนม 2 แห่ง ยอดเสื้อและเหรียญที่สมาพันธ์ชมรมวิ่งฯ แบ่งให้ไป 20,000 ตัว และเหรียญ 20,000 เหรียญ ตามลำดับ ความจริงนั้นมียอดความต้องการเดิมจำนวนอีกหลายพันตัว จึงต้องเฉลี่ยให้กับภาคอื่น ๆ ด้วย

จากการได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสัมผัสกับชมรมวิ่งเจ้าของโครงการเอง ในพื้นที่ ใช้ยานพาหนะ ส่งอุปกรณ์การวิ่ง 1 รอบ และส่งเหรียญที่ระลึกอีก 1 รอบ ภาคอิสาน 2 รอบ 4,000 กว่ากิโลเมตร ความมุ่งหมายเพื่อไปสัมผัสพื้นที่ ทำความคุ้นเคยกับประธานและเจ้าหน้าที่ชมรมวิ่งในเครือข่าย จากการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ ทางเอกสารบ้าง ทำให้ทราบปัญหา ข้อที่ควรปฏิบัติให้กิจกรรมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สรุปมาประมวลเป็นแผนบทเรียน หรือแผนการปฏิบัติในคราวต่อ ๆ ไป ทราบมาว่า สสส. มีงบประมาณน้อยลง อาจมาจากการรณรงค์การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ได้ผลมีผู้เสพย์และดื่มน้อยลง เงินภาษีที่ได้รับการแบ่งสรรมาน้อยลงไปด้วย หากชมรมวิ่งในพื้นที่จะจัดกิจกรรม เดิน – วิ่ง สมาธิ อย่างที่เคยจัดงบประมาณที่ได้จะไม่เหมือนเดิม ต้องพึ่งตนเอง หาวิธีการดำรงโครงการที่ดี ๆ เช่นนี้ อยู่ในพื้นที่ของเราให้ได้ ข้อเขียนต่อไปนี้จึงเป็นกลยุทธวิธีการหรือตัวอย่างที่จะต้องนำไปประยุกต์ หรือเพิ่มเติม เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ทางทหารเขากล่าวว่า “ต่างพื้นที่ ต่างสมรภูมิ ต่างการรบ” จะใช้วิธีการแบบเดียวกันไม่ได้ จะต้องไปหยิบยกวิธีการที่ดีที่สุดขึ้นมาปฏิบัติ จึงจะประสบชัยชนะได้ อ่านเก็บไว้เป็นแนวทาง ท่านผู้ใดที่มีแนวทางที่ดี ๆ สามารถส่งข้อเขียนมาเผยแพร่ให้สมาชิกชมรมวิ่งได้เป็นความรู้ หรือนำมาแลกเปลี่ยนกัน ในวารสารสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทยได้

เริ่มที่ปัญหาภาพรวม คือในเรื่องของเวลาที่มีการเตรียมการกระชั้นชิดมาก เวลาที่จะเตรียมการ ไม่ว่าประชุมชี้แจง หรือการจัดทำอุปกรณ์ประกอบกิจกรรมเป็นเสื้อ เหรียญ แผ่นประชาสัมพันธ์ ฯลฯ เรื่องต่างๆ เหล่านี้จะกระทบชิ่งต่อเนื่องลงไปถึงผู้ปฏิบัติในพื้นที่ เวลาจึงมีส่วนสำคัญอันดับแรก อุปกรณ์เสริมต่างๆ เป็นอันดับรองลงไป อุปสรรคจะเกิดกับชมรมวิ่งที่จัดกิจกรรมครั้งแรก ส่วนชมรมวิ่งที่เคยจัดกิจกรรมมาแล้วจะรู้หนทางปฏิบัติอย่างดี สามารถประชาสัมพันธ์งานล่วงหน้าได้

การประชาสัมพันธ์ หรือการบอกให้ประชาชนทราบเพื่อมาร่วมโครงการมีหลายวิธีเป็นใบปลิว ไม่ต้องรอแผ่นพับจากสมาพันธ์ เขียนข้อความใหม่สั้นกะทัดรัด มีทุนน้อยโรเนียว หรือถ่ายเอกสาร ทุนมากขึ้นมาจ้างโรงพิมพ์ แผ่นผ้าประชาสัมพันธ์ ติดหรือแขวนตามชุมชน สนามกีฬา สนามออกกำลังกาย ทั้งใบปลิว หรือแผ่นผ้า สามารถหาผู้สนับสนุนได้ โดยโฆษณาลงไปในใบปลิว หรือแผ่นผ้านั้นได้ ลดทุนที่จะใช้ การเดินสายออกไปชี้แจงใช้รถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงทุกท้องที่มีอยู่แล้ว เป็นขององค์กรปกครองท้องถิ่น สาธารณสุข รถขายน้ำปลาฯลฯ การชี้แจงในที่ประชุม ของผู้นำชุมชน ส่วนราชการ โดยประสานขอเวลาแทรกลงไปในวาระประชุม หอกระจายข่าวชุมชน ส่วนราชการ วิทยุชุมชนให้ช่วยประกาศให้ หรือบางครั้ง มีความคุ้นเคยกับผู้ประกาศ ขอออกรายการสัมภาษณ์ชี้แจงการดำเนินการ
การมีส่วนร่วม กิจกรรมการออกกำลังกายและศาสนา เพื่อให้ประชาชนสุขภาพแข็งแรง มีสุขภาพจิตที่ดี เป็นพลเมืองดี ต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง องค์กรปกครองภูมิภาค (จังหวัด อำเภอ) องค์กรปกครองท้องถิ่น (เทศบาล อบต.) สำนักพุทธศาสนา การกีฬาแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวกีฬาและนันทนาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรการกุศล และอีกหลายหน่วยงาน ต้องรับผิดชอบต่อการอยู่ดีมีสุข ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน การมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ของประชาชนตามภาระและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ฉะนั้นต้องนำมามีส่วนร่วม ชมรมวิ่งต้องประสาน บูรณาการให้ได้ ในจังหวัดผู้ว่า ควรเป็นประธานดำเนินการ ในอำเภอควรเป็นนายอำเภอ เพราะเรายกย่องตำแหน่งนี้ว่าเป็นพ่อเมือง ต้องลงมาดูแลลูกๆ

งบประมาณในการจัดการ งบจาก สสส. ซึ่งสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทยดำเนินการมาได้จำนวนหนึ่ง ในอนาคตคาดว่าจะน้อยลงหรือไม่มีเลย ยังสามารถหางบประมาณได้จาก งบประมาณขององค์กรปกครองท้องถิ่นซึ่งหลายแห่ง เทศบาล หรือ อบต.เริ่มลงมาเป็นผู้ร่วมดำเนินกิจกรรม สำนักงานพื้นที่การศึกษา งบประมาณของศูนย์กีฬาจังหวัด ศูนย์ท่องเที่ยวกีฬาและนันทนาการ จากองค์กรการกุศล จากห้างร้าน จากเอกชน อยู่ที่ศักยภาพของผู้จัดในการประสาน เมื่อมีงบพอเพียง งานก็จะสมเกียรติ เป็นไปตามเจตนารมณ์ บางแห่งเสริมด้วยการหารายได้ บำรุงวัด และพุทธสถานได้อีก

ผู้มาร่วมงานหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา คนทุกหมู่เหล่า มาร่วมงานได้ทั้งนั้น เด็ก ผู้ชาย ผู้หญิง คนชรา ไม่จำกัดอายุ ทำอย่างไรถึงจะประชาสัมพันธ์มาร่วมได้ แรงจูงใจคือการได้ออกกำลังกายและทำบุญทำกิจกรรมศาสนาไปพร้อมๆ กัน หาโอกาสได้ยากเป็นข้อดีที่นำไปประชาสัมพันธ์ บางแห่งนอกจากจัดกิจกรรมเดินสมาธิแล้ว ยังจัดให้มีการวิ่งด้วย ระยะที่พอเหมาะคือ มินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตร ให้สนุกเร้าใจขึ้น จัดการแข่งขัน (ไม่ได้เป็นนโยบายของสมาพันธ์ฯ ) หาถ้วยรางวัล โดยของบจากผู้สนับสนุน ชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่วใช้ถ้วยรางวัล Re-Use โดยขอรับการสนับสนุนถ้วยรางวัลจากนักวิ่งแนวหน้าของชมรมนำมามอบให้ซึ่งผู้ที่ได้รับถ้วยรางวัลในคราวนี้ จะได้ถ้วยประวัติศาสตร์ ได้รับรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้ และมีสลักถ้วยรางวัลเดิมไว้ด้วย เรียกว่า 2 In 1 และผู้มอบถ้วยรางวัลแน่นอนว่าเป็นประธาน 1 ท่าน จากนั้นเชิญหัวหน้าหน่วยงาน หรือผู้อาวุโส ผู้มีความสำคัญ รองลงมาได้ให้เกียรติขึ้นไปมอบถ้วยรางวัล จะสร้างความพอใจ ภูมิใจทั้งผู้มอบ และผู้รับรางวัล

การเวียนเทียนหลังการเดิน-วิ่ง สมาธิ จัดสถานที่เดิน- วิ่ง ให้ใกล้กับวัด หรือศาสนสถาน ในวันสำคัญเช่นนี้ วัดมีกิจกรรมเวียนเทียนอยู่แล้ว เพียงแต่ กำหนดเวลาให้พอเหมาะตรงกัน หรือถ้าเวลาไม่ตรงกัน อย่างเช่นจัดกิจกรรม เดิน- วิ่ง ตอนเช้า เวียนเทียนเวลาพิเศษ ช่วงเช้าก็ได้ ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด

การจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต้องประสานความต่าง การร่วมมือกัน คนสองคนหรือมากกว่า ย่อมสร้างผลสำเร็จได้มากกว่า ต่างคนต่างทำ การบูรณาการหลายหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญแต่ละสาขา วางแผน แบ่งงาน จัดสรรงบประมาณที่มีอยู่ให้ลงตัว จะทำให้งานนี้สำเร็จ ให้ทุกคนทุกหน่วยมีส่วนร่วม ลดข้อขัดแย้ง ทุกฝ่ายเป็นหุ้นส่วน เป็นเจ้าของ อย่าทำคนเดียวแล้วให้คนอื่นมาชื่นชมไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ดีๆ ให้ได้ประโยชน์ทุกคน ความร่วมมือก็จะเกิดขึ้น

....................
บันทึกเมื่อ 12 กรกฎาคม 2550

edit @ 11 Oct 2007 11:20:06 by สิงห์ร้าย