Story

นึกว่าง่ายง่าย

posted on 20 May 2008 13:09 by moosing  in Story

นึกว่าง่ายง่าย
โดย หมู่สิงห์


 ปกติชายไทยนับถือศาสนาพุทธ อายุ 20 ปี มักจะหาโอกาสบวชเป็นพระภิกษุ เพื่อสืบทอดศาสนา และเป็นบุญกุศลให้กับบิดา มารดาบางครั้งก็นิยมบวชก่อนเบียด(แต่งงาน) ไม่ทราบว่ากลัวภรรยาจะแย่งบุญไปหมดหรืออย่างไรไม่ทราบ


 ผู้เขียนเมื่ออายุครบบวช อยู่ในระหว่างการศึกษาอยู่โรงเรียนทหาร พอปิดเทอมใหญ่ปลายปี โรงเรียนจะจัดอุปสมบทหมู่ ตัวเราขณะนั้นยังหลงอยู่ใน รูป รส กลิ่น เสียง ขอไปเที่ยวบ้านเพื่อนต่างจังหวัดก่อนมีโอกาสปีละครั้ง นึกเข้าข้างตัวเองว่า สำเร็จการศึกษารับราชการแล้วลาบวชก็ได้ จนแล้วจนรอดจบการศึกษาแต่งงานจนมีลูก 3 คน ก็ยังหาโอกาสบวชไม่ได้สักที ตั้งใจอีกครั้งหนึ่งตอนแม่ป่วยหนักจะบวช แล้วเดินบิณฑบาตให้แม่ได้ใส่บาตร เพราะ แม่เดินไม่ได้แล้วยังไม่ถึงเวลาที่คาดไว้ แม่ชิงไปสวรรค์เสียก่อน ทำอย่างไรดีล่ะ เป็นคนดิบแล้วเรา อายุก็มากขึ้นทุกที โอกาสสุดท้ายแล้วอีกปีกว่าๆ จะเกษียณอายุราชการและตั้งใจเอาไว้ว่าจะเออรี่รีไทร์ก่อน 1 ปี อายุจะครบ 59 ปี เต็มใน 18 เมษายน 2551 ตั้งใจไว้เลยจะบวช ก่อนอายุ 59 ปี ให้ผ่านวัดเกิด เพราะเหลือเวลาปฏิบัติราชการอยู่เพียง 5 เดือนเศษ ขอลากิจพักร้อนแล้วไปบวช จะบวชแบบง่ายๆ เข้าวัดให้อุปัชฌาย์บวชให้ และจำศีล ภาวนา ปฏิบัติธรรม สัก 10 วัน ฝ่ายครอบครัว ภรรยาและบุตรโวยวายว่า อะไร จะบวชแบบเงียบๆ เอาบุญคนเดียวหรือไง นัยว่าอยากได้บุญกุศลในการบวชครั้งนี้ด้วย ก็เลยต้องจำนนด้วยเหตุผลให้มีส่วนร่วมด้วย
 ในการบวชครั้งนี้ มีพระพี่เลี้ยงที่เคยสนิทสนมกันก่อนที่ท่านจะบวช เพราะ เคยเป็นนักวิ่งทีมเดียวกัน อายุน้อยกว่าผู้เขียน แนะนำว่าให้ไปจำวัดที่วัดบ้านระหาน (เกาะแก้วธุดงคสถาน) อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจะมีงาน บำเพ็ญกุศลฉลองอายุครบ 84 ปี ของพระครูเขมคุณโสภณ (หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ) เจ้าอาวาสและงานยกฉัตรเหนือพระมหาธาตุรัตนะเจดีย์ศรีบุรีรัมย์ วัดนี้เป็นวัดธรรมยุตินิกาย วัตรปฏิบัติเคร่งครัด เหมาะแก่การที่จะเข้าไปศึกษา


 11 เมษายน 2551 เตรียมเครื่องบวช อัฎฐบริขาร 8 สบง จีวร สังคาติ รัดประคด ผ้ากรองน้ำ บาตรพร้อมชุด ใบมีดโกน เข็มและด้าย ที่เป็นบริขารเพิ่มเติม คือ อังสะ (เสื้อกล้ามพระ) ผ้าอาบน้ำ ที่ต้องเตรียมอีกอย่าง คือ ชุดนาค อีกอย่างที่สำคัญคือ หนังสือ นวโกวาท เป็นธรรมวินัยของพระที่จะต้องปฏิบัติจำนวน 227 ข้อ ให้ความรู้เพิ่มเติมเรื่อง จีวรพระ เป็นผ้าผืนเดียวลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า นำผ้าหลายชิ้นมาต่อกัน เรียกแต่ละชิ้นว่าขันธ์มี 5 ขันธ์ 9 ขันธ์ และ 11 ขันธ์ 5 ขันธ์ คือ นำผ้ามาเย็บต่อกันจำนวน 5 ชิ้นเป็นจีวรส่วนของผู้เขียนเลือกจีวร 9 ขันธ์กว้างขนาด 2.10 เมตร จีวร 11 ขันธ์เหมาะสำหรับผู้ที่มีร่างกายผอมบาง ส่วนสบงนั้นคือ Petticoat ของพระนั่งเองมี 2 ชนิด คือ สบง ขันธ์หรือสบงครอง การเย็บคล้ายจีวร แต่สั้นและแคบกว่าใช้ประกอบเครื่องแบบพระเมื่อออกงาน เช่น บิณฑบาต หรือ รับนิมนต์ไปสวดในพิธีต่างๆ สบงอีกชนิดหนึ่งคือ สบงวาด หรือ สบงอาศัย การเย็บคล้ายผ้าอาบน้ำ แต่มีขอบหนาคล้ายสบงขันธ์ การใช้เป็น Petticoat สำรองใช้ลำลอง เช่น ทำวัตร เช้า-เย็น กวาดลานวัด เป็นต้น ผ้าอาบน้ำเป็นผ้าผืนสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายสบง แต่ขอบเล็กเหมือนผ้าขาวม้า ฆราวาสทั่วไป ใช้ใส่อาบน้ำบางครั้งนำมาเป็นผ้าผืนที่สองประกอบเป็น Petticoat เพื่อเพิ่มความหนาป้องกันการอนาจารของพระ และซับน้ำในขั้นต้นเมื่อทำภารกิจในห้องน้ำ ไม่ให้น้ำเปรอะเปื้อนมาถึงสบงและจีวร รัดประคด คือ เข็มขัดของพระใช้รัดสบง ไม่ให้หลุดมีเทคนิคในการมัดใช้เงื่อนพิรอด 5 ชั้น หลุดเองยากมาก ฆราวาสเลิกกังวลได้เลยพระไม่มีผ้าหลุดลุ่ยโป๊เปลือยเด็ดขาด ส่วนอังสะนั้นเป็นคล้ายเสื้อกล้ามใช้ซับเหงื่อใส่ลำลองเมื่ออยู่ในกุฏิ เดินในวัด กวาดลานวัด ส่วนสังคาตินั้นเป็นผ้าหน้าขนาดเท่ากับจีวร 2 ผืน มาเย็บประกบกัน พับเป็นแถบคล้ายผ้าแถบแต่ยาวขนาดจีวร ประกอบเครื่องแบบพระเมื่อได้รับนิมนต์ไปทำสังฆกรรม หรือ การสวดในพิธีใหญ่


 เตรียมเครื่องบวชแล้ว หาอุปัชฌาย์ที่จะบวชให้วันที่ 12 เมษายน 2551 ไปที่วัดกระดึงทองอยู่ห่างจากวัดบ้านระหานเพียง 6 กิโลเมตร และเจ้าอาวาสเป็นเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ฝ่ายธรรมยุติ ท่านบอกว่าติดงานไม่สามารถเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ได้แนะนำให้ไปวัดทุ่งโพธิ ในตัวจังหวัดบุรีรัมย์ห่างจากวัดกระดึงทอง 20 กิโลเมตรเศษ เจ้าอาวาสเป็น เจ้าคณะอำเภอฝ่ายธรรมยุติ ลงตัวพอดี เพราะ มีผู้มาขอบวชล่วงหน้าแล้ว 2 คน กำหนดเป็นวันที่ 15 เมษายน 2551 ผู้เขียนก็ตกใจ เพราะใจไว้ว่าจะบวชใน 17 เมษายน 2551 ยังมีภารกิจงานทางโลกต้องตระเวนไปรดน้ำดำหัวผู้ที่เคารพนับถือ และที่กังวลอีกประการหนึ่ง คือ ท่องบทขอบรรพชายังไม่ได้ ในสมัยก่อนผู้ที่จะบวชต้องไปอยู่วัดล่วงหน้าเป็นเดือน เพื่อฝึกการปฏิบัติและซ้อมขานนาคให้ได้ พระอุปัชฌาย์ที่เคร่งครัดบางรูปจะไม่บวชให้ถ้าขานนาคไม่ผ่าน เหลืออีก 3 วัน ก็พยายามท่อง ได้หน้าลืมหลัง วุ่นวายไปหมด ก็ได้แต่คิดว่าเวลาเป็นเครื่องตัดสิน ถึงเวลานั้นคงจะผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งชีวิตที่เกิดมาเคยทำเรื่องยากๆกว่านี้มาเยอะแล้ว เรื่องดีๆเช่นนี้คงผ่านไปได้  แอบให้กำลังใจตนเองกลับมาบ้านพอวันที่ 14 เมษายน 2551 ก็มาขอลาสิกขาบทกับผู้ใหญ่เป็นน้องแม่เพราะ พ่อแม่ไม่อยู่ด้วยแล้ว ลาท่านและให้ท่านตัดผมข้างหน้าออกไปปอยหนึ่ง จากนั้นก็ไปร้านตัดผม ร้านประจำช่างผู้ชายหยุดเนื่องจากสงกรานต์ เข้าร้านเสริมสวยหญิง ช่างผู้หญิงมีปัตตาเลี่ยนด้วยไถพรืด พรืด ผมเกลี้ยงศีรษะ ใบมีดโกนมาโกนคิ้วออก มองหน้าตัวเองในกระจก แปลกตาดี เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยโกนหัว โกนคิ้วมาก่อน


 15 เมษายน 2551 ออกจากบ้านนครราชสีมา 0500 น. เดินทางถึงวัด 0700 น.พร้อมครอบครัว มีญาติมิตรที่เพิ่งรู้ข่าวคราวเป็นขบวนไปด้วยอีกประมาณ 20 คน เลี้ยงพระเช้าที่วัดทุ่งโพธิ จากนั้น 0900 เข้าโบสถ์ทำพิธีบวช ก่อนเข้าโบสถ์เปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากชุดลำลองเป็นชุดนาคมีขบวนนาคมาสมทบอีก 2 ขบวน ขบวนแรกที่มามีขบวนกลองยาวแห่นำ มีญาติ มิตรฟ้อนรำหน้านาคด้วย ถามผู้รู้เขาบอกว่าเป็นประเพณีนิยมของชาวบ้าน ไม่ผิดธรรมวินัย ถ้าวัดไปเคร่งครัด กิจกรรมไม่เกิดเขาว่าอย่างนั้น และบางครั้งการแอบบวชเงียบๆอาจเป็นข้อสงสัย มีปัญหาอะไรหรือไม่ มีความผิดมาหรือเปล่าเป็นต้น คณะนาคเดินทักษิณาวัตร คนละ 3 รอบ แล้วเข้าโบสถ์ทำพิธี ก่อนนาคจะเข้าโบสถ์จะมีญาติ มิตร อุ้มนาคผ่านประตูโบสถ์ นาคต้องใช้มือแตะคานบนไม่ทราบเหตุผลเช่นกัน การทำพิธีขอบวชเป็นการขออนุญาต ต่อพระพุทธองค์ผ่านสงฆ์สมมุติเพื่อให้สังฆกรรมเป็นระเบียบเรียบร้อย พระที่ทำสังฆกรรมจะประกอบด้วย พระอุปัชฌาย์ซึ่งต้องได้รับมอบหมายอำนาจให้บวชกุลบุตรได้ พระกรรมวาจาจารย์ 1 รูป เป็นพระคู่สวด จะเป็นพระที่สวดสอนนาคว่าเมื่อบวชแล้วให้ปฏิบัติอย่างไร พระอนุสาวนาจารย์ 1 รูป เป็นพระสวดแนะนำเบื้องต้น จากนั้นจะมีพระอันดับนั่งอยู่ในพิธีด้วย ถ้าเป็นในเขตเมืองต้องมีพระอันดับ 15 รูป ถ้าเขตชนบทมีพระน้อยกว่าได้ ตามเหตุอันสมควรแต่ทั้งคณะสงฆ์ต้องมีไม่น้อยกว่า 10 รูป ในการประกอบพิธีอุปสมบทเป็นสาเหตุหนึ่งของวัดที่จะรับอุปสมบทกุลบุตร เพราะต้องเตรียมพิธีเตรียมพระ เตรียมสถานที่ยุ่งยากพอสมควร ลืมไปนิดหนึ่ง หลังถวายภัตตาหารอาหารพระในช่วงเช้า หลังจากนั้นนาคต้องกินข้าวให้อิ่ม เพราะหลังจากบวชจะฉันอาหารไม่ได้อีกแล้วในวันนั้น


 ออกจากวัดบ้านทุ่งโพธิ เดินทางมาวัดบ้านระหานที่จะจำวัดไปถึงวัดเข้านมัสการเจ้าอาวาสเพื่อขอนิสัยจากท่าน ซึ่งเรียกว่า พระอาจารย์หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ เป็นพระปฏิบัติ วิปัสสนาธุระ เราศึกษาวินัยเบื้องต้น ต่อไปคือ ต้องปฏิบัติทำจิตภาวนา ซึ่งมี 2 วิธีคือ นั่งสมาธิ และ เดินจงกรม บางตำราบอกว่า การศึกษาธรรมะ และ การนอน ก็เป็นการปฏิบัติจิตภาวนา เช่นกัน อีกประเภทหนึ่งที่พระอาจารย์เป็นปริยัติ หรือ คันถะธุระ ศิษย์ก็จะศึกษา นักธรรมหรือเปรียญ นำไปสอนให้กับพุทธศาสนิกชนทั่วไป เนื่องจากที่วัดบ้านระหานจัดงานบำเพ็ญกุศล 3 วัน 15-17 เมษายน 2551 ฉลองอายุวัฒนาครบ 84 ปี ของเจ้าอาวาสหวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ และงานยกฉัตรเหนือพระมหาธาตุรัตนะเจดีย์ศรีบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามมากในเขตอิสานตอนใต้ ลักษณะเจดีย์เป็นศิลปะแบบขอม รูปทรงแปดเหลี่ยม ฐานกว้าง 38 เมตร สูง 64 เมตร แบ่งออกเป็น 8 ชั้น เมื่อไปถึงวัดวันแรกมีลูกศิษย์ทั้งฆราวาส และ บรรพชิต มาจำวัดและปฏิบัติธรรม ฆราวาสหลายร้อยคน และบรรพชิตเป็น 100 รูป วัดจึงวุ่นวายไปหมด กุฏิทุกหลังเต็ม เราพระบวชใหม่ ต้องไปจำพรรษาบนศาลาการเปรียญ มีพระภิกษุและสามเณร พักรวมกันอีกหลายสิบรูป ปัญหาแรกที่พบคือ การครองจีวร เนื่องจากเป็นจีวรใหม่ เนื้อผ้ายังแข็งอยู่ ยังไม่ผ่านการซักและการใช้มักจะหลุดจากไหล่ที่ครองอยู่เสมอ การคลี่ออกมาห่มใหม่ยังไม่ชำนาญ อากาศก็ร้อนและต้องเดินเทียวจากศาลาการเปรียญ ไปยังเจดีย์ระยะทางเกือบ 400 เมตร เพื่อ ปฏิบัติกิจและฟังธรรมคณะกรรมการวัดได้นิมนต์พระเกจิอาจารย์มาหลายรูป แสดงธรรมให้อุบาสก อุบาสิกาฟัง ในคืนวันที่ 16 เมษายน 2551 นิมนต์พรธรรมยุติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อายุพรรษา 20 พรรษาขึ้นไป จำนวน 77 รูป มาสวดธรรมจักรกัปวัฒนสูตร(โอวาทของพระพุทธเจ้าซึ่งเทศนาให้ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ฟังครั้งแรก) ในช่วงหัวค่ำจากนั้น พระภิกษุบางรูป และญาติธรรมได้เทศนา สวดมนต์กันทั้งคืนจนถึงเวลาทำวัตรเช้า 0400 นาฬิกา 17 เมษายน 2551 เป็นวัดเกิดของหลวงปู่จันทร์แรม มีพุทธศาสนิกชนมาทำบุตรตักบาตรรอบศาลาการเปรียญหลายร้อยคน เราอยู่ในแถวขบวนพระสงฆ์ที่บิณฑบาตด้วย ตื่นเต้นมากเลยเป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆทัพพีแรกที่รับของในบาตรปลื้มมาก จากนั้นก็เดินเกร็งๆ ดีว่าเดินช้า เพราะกลัวจีวรจะหลุดจากไหล่ (ความจริงหลุดยากถ้ากระชับให้แน่น) กลัวบาตรจะพลิกบ้าง กลัวฝาบาตรจะหล่นบ้าง ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี อุบาสก อุบาสิกา ญาติธรรม พระภิกษุ เดินทางกลับเป็นส่วนใหญ่ มีบางรูปที่วัดอยู่ไกล ยังเดินทางกลับไม่สะดวกจำวัดอยู่อีกคืนหนึ่ง กุฏิว่างลง เราย้ายของที่มีอยู่น้อยนิด เข้าครอบครองกุฏิ 1 หลัง ในเขตสังฆาวาส


 สำรวจภายในบริเวณวัด ที่เรียกว่าเกาะแก้ว เพราะมีลำน้ำตะโคง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูลไหลผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านอำเภอบ้านด่านลงแม่น้ำมูลที่อำเภอสตึก จังหวัด บุรีรัมย์ ช่วงที่ลำตะโคง ผ่านวัดบ้านระหานลำน้ำจะไหลวกวนตามแนวพื้นที่ต่ำสูง ล้อมรอบพื้นดินมีสภาพคล้ายเกาะ 3 เกาะ มีป่าไม้ร่มครึ้ม เกาะแรกเป็นสังฆาวาสที่เราย้ายเข้าไปพัก เกาะที่ 2 เป็นที่ตั้งศาลาการเปรียญ เจดีย์กุฏิเจ้าอาวาสเกาะที่ 3 เป็นที่พักของแม่ชีพื้นที่ 100 ไร่เศษสภาพป่าสมบูรณ์ซึ่งเกิดจากการปลูกเสริมของวัดเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ลำน้ำที่ไหลผ่านลึกพอสมควร เป็นเขตอภัยทานมีปลา ตะพาบน้ำ อาศัยอยู่พื้นที่แห่งนี้ในอดีตประชาชนไม่กล้าบุกรุก เนื่องจากเป็นป่าช้า ช้างมีการขุดพบกะโหลก ศีรษะช้างโบราณใหญ่มากตั้งโชว์ไว้ในวัด มีเจ้าที่เจ้าทางตามความเชื่อ ที่วัดมีนกยูงเป็น 100 ตัว เชื่องเหมือนเราเลี้ยงไก่อยู่ที่บ้าน ในเขตสังฆาวาส กุฏิแต่ละหลังอยู่ไกลกันมาก ซึ่งมีประมาณ สิบกุฏิในกุฏิมีเพียงตุ๊กแกเป็นเพื่อน เนื่องจากใบไม้ตกทับถม สัตว์กลางคืนออกหากิน ได้ยินเสียงแกรกกราก บางครั้งนกยูงที่นอนอยู่บนยอดไม้ทำให้เกิดเสียงประหลาดใครขวัญอ่อนหรือกลัว ผ สระ อี คงลำบากใจแต่ขอยืนยันผีไม่มีในโลก


 เข้าสู่กิจวัตรประจำวัน ตื่น 0320 ทำธุระส่วนตัว 0400 ทำวัตรเช้าแต่งกายครองจีวรให้เรียบร้อย องค์ใดไปก่อนเวลานั่งสมาธิรอไม่มีการนั่งคุยกัน ก่อนเวลา 5 นาที จะมีพระมาตีสัญญาณให้เข้าประจำที่ พระอาวุโสเป็นผู้นำสวด มีแม่ชี ผู้เข้าปริวาสธรรม (ผู้หญิงไม่โกนศีรษะ) อุบาสก อุบาสิกา มานั่งสวดมนต์ด้วย ประมาณ 40 นาที เสร็จกลับกุฏิเตรียมบาตรและอุปกรณ์เตรียมบิณฑบาตเมื่อฟ้าสาง ประมาณ 0700 กลับจากบิณฑบาต ทำความสะอาดบริเวณวัดเล็กน้อย เวลา 0800 เตรียมตัวฉัน หลังจากฉันแล้วล้างบาตร ทำความสะอาดศาลาการเปรียญที่ฉันกลับกุฏิได้ประมาณ 0930-1000 และปฏิบัติธรรม อ่านตำราคำสอนของพระพุทธเจ้า นั่งวิปัสสนา เดินจงกรม 1500 กวาดลานวัดเสร็จแล้วสรงน้ำ 1900 ทำวัตรเย็น 2000 นั่งวิปัสสนาหรือเดินจงกรม ตามเวลาที่เหมาะสมจำวัด


 เมื่อ 18 เมษายน 2551 เป็นวันแรกที่ต้องออกบิณฑบาตในหมู่บ้านที่น่าตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นวันเกิดของเราพอดี ออกเดินจากวัดเวลา 0540 ฟ้าสางแล้ว วันนี้มีพระ 4 รูป มีพระพรรษามากซึ่งจำวัดที่เชียงรายมาร่วมทำบุญ ยังไม่เดินทางกลับ บวชมา 20 กว่าพรรษาแล้ว เดินตัวปลิวนำหน้า ตัวเราเป็นวันแรกที่ออกนอกวัดยังขัดๆ เขินๆ อยู่ ไหนจะจีวรไหนจะบาตร เทคนิคการสะพายบาตรมี 2 แบบ แบบเดินทางสายสะพายจะคล้องคอ และสะพายมาทางไหล่ซ้าย จีวรจะห่มแบบคลุมทั้งตัว ไม่สะพายเฉียงเหมือนเมื่ออยู่วัด พอจะเข้าหมู่บ้านจะปรับรูปขบวน เปลี่ยนการสะพายจากคล้องคอไหล่ซ้ายมาเกี่ยวหมิ่นๆ ที่ไหล่ขวาอย่างเดียว ต้องบาตรแทรกจีวรออกมาอยู่ระหว่างกลางลำตัว จัดรูปขบวนเดินให้เรียบร้อยเดินในหมู่บ้านตัวเราแม้จะอายุมาก มีญาติโยมบางคนเรียนเราว่าหลวงตา ก็ต้องเดินปลายแถว เพราะ เป็นพระบวชใหม่ เดินลุ้นระทึกอยู่ในใจ จะมีคนใส่บาตรไหมหนอ เดินไปสักพัก มีแล้ว 2 คน ร้อยละ 98 ของผู้ที่ใส่บาตรเป็นหญิง นอกนั้นจะเป็นเด็ก ผู้ชายมีน้อยมาก ทัพพีแรกที่ข้าวสู่ก้นบาตรความปริ่มเปรมในใจยากที่จะบรรยายเป็นไปได้แล้วที่นึกฝันอยากจะให้เกิดมาค่อนชีวิต วันนั้นมีผู้ใส่บาตรประมาณ 10 คน มีผู้บอกว่า เวลาเดินบิณฑบาตให้สมาธิไปด้วย นับผู้ที่จะมาใส่บาตรว่ามีกี่คนสมาธิไม่ไหว ไหนต้องควบคุมจีวร ไหนจะต้องควบคุมตัวบาตรให้ตั้งตรง จับฝาบาตรปิดเปิดให้กระชับ ถ้าฝาบาตรหล่นจะดังสะท้าน ก้องหมู่บ้าน เพราะเป็นฝาบาตรสแตนเลสคงเป็นที่กล่าวขาน เล่าลือในหมู่ญาติโยมหลายวัน อีกประการหนึ่งที่ต้องระวังไม่แพ้สถานการณ์อื่นๆ คือ เส้นทางการเดินในชนบท เส้นทางไปราบเรียบดีว่าวันนี้เดินบนเส้นทางแอสฟัลดิคส์แบบซิงเกิลเฟส หินแหลมโผล่ประปราย ที่แสบก็คือ เส้นทางในหมู่บ้าน เทปูนตามนโยบายสร้างแรงงานในชนบทของรัฐบาล หินเกล็ดเม็ดเล็กๆ กระจายเต็มไปทั่ว สลับกับมูลวัว ควาย เศษ หญ้า ฟาง ตัวเราแม่ซื้อรองเท้าให้สวมใส่ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ผ่านมา 55 ปี แล้วที่ฝ่าเท้าไม่ได้สัมผัสหิน ดิน โดยตรง ยิ่งต้องเดินสำรวมหนักเข้าไปอีก จะเดินกระย่องกระแย่งเดี๋ยวจะเผลอไต๋เป็นพระบวชใหม่ ที่น่าชื่นใจคือไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า ที่ชาวบ้านนำมาใส่บาตรเป็นข้าว เป็นข้าวซึ่งผ่านการนึ่ง การหุง ตอนเช้าทั้งสิ้น ข้าวเหนียวในกระติบเปิดมาควันโฉ่ ข้าวเจ้าในถ้วยใหญ่ที่เหมาะสมโดยเฉพาะถ้าเป็นข้าวกล้อง ข้ามซ้อมมือ สีและกลิ่น น่ากินมาก ลาสิกขาบทมาแล้วต้องบอกนโยบายแม่บ้านใหม่ให้กลับไปกินข้าวกล้อง ออกจากหมู่บ้านเปลี่ยนกลับบาตรมาเป็นท่าเดินทาง สะพายบาตรคล้องคอ นำผ้ามาปิดฝาบาตรกลัดกระดุมให้เรียบร้อยกันฝาบาตรตก ช่วงที่เสียจังหวะปรับท่าบาตรอยู่นี้พระอาวุโสที่หัวขบวนท่านชำนาญ เดินไปด้วยจัดบาตรไปด้วยเราไปหยุดจัดบาตรท่านทิ้งไปหลายสิบเมตร ต้องเร่งฝีเท้า วิญญานนักเดินทนตัวแทนนักกรีฑาผู้สูงอายุทีมชาติไทย และพึ่งเสร็จจาการแข่งขันเมื่อนกลางเดือนมีนาคม 2551 เร่งฝีเท้าตาม ผิดคาดท่านทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ ต้องใช้วิชาวิ่งเหยาะ ( Joqqinq) ซึ่งพระพี่เลี้ยงบอกว่าไม่ผิดธรรมวินัย ไปทันเมื่อถึงที่ล้างเท้าพอดี วันนี้บิณฑบาต ระยะทาง 3 กิโลเมตรเศษใช้เวลาประมาณ 45 นาที พอเหงื่อซึม  เมื่อถึงศาลาวางบาตร จัดรูปจีวรใหม่เป็นแบบห่มเฉียง กราบพระพุทธรูปอีกครั้งหนึ่งนำข้าวและอาหารไปรวมที่กองกลางควรเทข้าว ส่วนเกินออก เหลือเฉพาะที่เราจะรับประทานได้อิ่มพอดี จากนั้นผ่อนคลายอริยาบท เปลื้องจีวร เหลือเพียงอังสะ ที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ จีวรนำไปผึ่งลมไว้ให้แห้ง รอเวลาพระที่ไปบิณฑบาต สายอื่นที่ไกลกว่า มีเวลาว่างปัดกวาด ทางเดิน รอบศาลาการเปรียญ แบบกวาดเบาไม่มีฝุ่น เมื่อได้เวลาขึ้นนั่งประจำที่ตามลำดับอาวุโสทางพระ ข้าวกับข้าวที่บิณฑบาตมาได้ รวมกับญาติโยม ที่นำอาหารมาถวายที่วัด จะนำมารวมกัน และมีผู้ประเคนให้กับพระที่อยู่หัวแถว มีแผ่นกระดานล้อเลื่อนรองรับไสผ่านตามกันมา พระองค์ถัดมาก็จะเลือกตักข้าวอาหารที่ต้องการและไสถาดอาหารผ่านต่อไปเป็นลำดับ พระ เณร แม่ชี ผู้ปฎิบัติธรรม และญาติโยมเป็นส่วนสุดท้าย พระธรรมยุติฉันอาหารในบาตร เพราะวัดป่าหรือในป่า ยุ่งยากกับการจัดเตรียมภาชนะ บางคนบอกว่ากินอาหารรวมกันจะกินได้อย่างไว ท่านเคยกินอาหารบุฟเฟ่ต์หรือเปล่าถ้าเคยก็จบเหมือกันทุกอย่าง บาตรพระใหญ่กว่าจานอีก ช่วงมาวันแรกที่ฉัน เป็นวันฉลองมีผู้มาทำบุญมาก กว่าจะตักอาหารเสร็จปาไปครึ่งชั่วโมง ถ้าเคยผ่านร้านข้าวแกงและเขียนว่า ข้าวแกงร้อยหม้อคล้ายๆกัน เพราะ อาหารมีหลากหลายชนิด ของหวานเป็นผลไม้ ขนมหวานอื่นๆ เครื่องดื่มน้ำผลไม้ นำใส่ฝาบาตรไว้ เสร็จจากอาหารคาว ก็ตามด้วยของหวานไม่ได้ผสมกันอย่างที่คิด กรรมวิธีของพระต้องสำรวมเมื่อเตรียมตักอาหารต้องมีผ้าปูกันเปื้อน(มีมานานแล้วก่อนชาวต่างชาติอีก) เมื่อตักอาหารใส่บาตรเสร็จมีผ้าเช็ดปากผืนใหญ่ที่ยังสะอาดอยู่ ปิดคลุมบาตรไว้ ไม่ให้แมลงวันตอมและฝุ่นลง หลังจากการตักอาหารเรียบร้อย จะมีการอนุโมทนา ขอบคุณญาติโยมและอุทิศบุญกุศลให้กับญาติโยมที่เสียชีวิตไปแล้ว จบแล้วฆราวาสสวดมนต์ 1 จบ ทุกคนแยกย้าย พระก็ฉัน ญาติโยมตั้งวงใน 2 วันแรก เราลงมาเข้านั่งประจำที่ไม่ทัน เพราะ สับสนกับเวลา พระองค์ที่นั่งข้างๆได้ตักข้าวเผื่อไว้ให้ครึ่งบาตรทั้ง 2 วัน พระช่วยเหลือกันเช่นนี้เรียกว่า เอื้อเฟื้อเป็นธรรมวินัยด้วย หลังจากฉันอิ่มแล้ว ข้าวเราเหลือเกินครึ่งที่ตักไว้ พอมาวันที่ 3 ปรับเวลาได้ทัน เรากวาดข้าวเสียเรียบบาตร เพราะ ประมาณการความสามารถของตนเอาได้ ไปเล่าให้พระพี่เลี้ยงฟัง ท่านบอกว่า ฉันข้าวปลา อาหารหมดบาตรไม่ได้ เพราะ ช้อนจะไปขูดกับบาตรเสียงดัง ไม่สุภาพตามวินัยสงฆ์ อีกประการหนึ่งต้องเหลืออาหารไปเผื่อแผ่สัตว์ นก หนู มด ฯลฯ ต่างๆอีก ก็เลยจำไปตลอดวันต่อๆมาเวลาตักข้าวอาหารจะเกินพอไว้นิดๆ ก็เหลือตามที่คิดไว้ หลังจากฉันอิ่มแล้วก็เก็บอาสนะเข้าที่นำบาตร กระโถน แก้วน้ำ ขวดน้ำ ไปเก็บ ไปทิ้ง ไปล้าง แล้วแต่กรณีในการล้างบาตร ส่วนใหญ่วัดจะมีที่ล้างบาตรโดยเฉพาะ บางแห่งพระนำกลับไปล้างที่กุฏิ เพราะยังมี ลูกศิษย์ หรือ สัตว์เลี้ยงรอรับอาหารอีกทอดหนึ่ง นิยมเอาผ้าเช็ดปากไปล้างบาตรซักผ้าด้วยในตัว  ล้างแล้วก็มานั่งขัดสมาธิหรือคุกเข่าเช็ดบาตรจะยืนเช็ดแบบเช็ดถ้วย เช็ดจาน ที่ร้านอาหารไม่ได้ เพราะ ไม่สำรวม เช็ดพอแห้ง กลับไปกุฏิต้องไปเปิดฝาบาตรให้ลมเข้าหรือนำไปผึ่งแดดอีกสักเล็กน้อย กันชื้น หลังจากเสร็จกิจเรื่องบาตร พระต้องทำความสะอาดศาลาที่ฉันอาหาร เพราะ มีเศษอาหาร เศษฝุ่นผง ต้องช่วยกัน กวาด ถู ศาลาให้สะอาด จึงกลับกุฏิได้จะเสร็จก็อยู่ในห้องเวลา 0930-1030 อยู่ที่งานมากหรือน้อยจากนั้นเป็นเวลาส่วนตัว อาจซักสบง จีวร ทำความสะอาดกุฏิ ถ้าจีวร สบง มีกลิ่นเหงื่อมากก็นำไปซัก ในสมัยโบราณ สมัยพระพุทธองค์ผ้าคงจะหายาก หรือ ผลิตยากมาก ขนาดพระมหากษัตริย์ยังไม่สวมเสื้อผู้เขียนเข้าใจว่า การนำจีวรเป็นขันธ์ ผ้าหลายผืนมาเย็บติดต่อกัน คงมาจากการซักผ้าบังสุกุล หรือ ผ้าจากศพนำมาเย็บติดต่อกัน การรักษาผ้าจึงสำคัญมาก เทคนิคในการตากผ้าของพระคือ การตากผ้าที่ไม่ให้ชายผ้าเสมอกัน ลมจะผัดชายผ้าที่ยาวกว่า ทำให้ผ้าสะบัดลมถ่ายเท ผ้าแห้งง่าย และการพับผ้าของพระก็ไม่ให้ขอบชิดกัน จะพับจากปลายมาทบกัน ตรงกลางจะนูนขึ้น ผ้าจะทนอยู่ได้อีกหลายปี เนื่องจากผ้ามีจำกัดเมื่อไม่ได้รับจีวร สบงหรือ สังคาติ รัดปะคด มาใหม่ จะมีการพินทุ(แปลว่า จุด) เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัว พระองค์อื่นจะนำไปใช้ไม่ได้ ถ้าหมดความจำเป็นเลิกใช้ อาจลาสิกขาบท หรือ มีมากขึ้น จะสละผ้าเหล่านั้นไว้ที่ราวแขวนหรือตามป่าเมื่อภิกษุ รูปอื่นมาเห็น สังเกตดู 2 วัน ไม่มีการเคลื่อนไหว ก็นำมาอธิษฐานใช้ได้ทั้งผ้าใหม่และผ้าเก่า ต้องอธิษฐานใช้ทั้งนั้น ผู้เขียนคิดว่า เครื่องแต่งกายของภิกษุเรานี่แหละพอเพียงที่สุด มีผ้า 3-4 ผืน อยู่ได้ทั้งปี ทำกิจกรรมได้ทุกอย่างตั้งแต่ นอน ตื่น ทำงาน สังฆกรรม เรียกว่าชุดนอน ชุดเที่ยว ชุดเดียวกัน อีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องผม (ที่ศีรษะ) เข้าใจว่าในสมัยก่อนเวลาจาริก สั่งสอนพุทธบริษัท คงธุรกันดารน้ำหายาก เกี่ยวกับความสะอาดด้วย โกนผมรักษาความสะอาดง่าย และแปลกแยกจากสาธุชนทั่วไปไม่สับสน ผู้เขียนเมื่อบวชพระตื่นเช้า ไม่ต้องห่วงเรื่องทรงผมรับกับใบหน้าหรือเปล่าไม่มีกระจก น้ำ 1 ฝ่ามือ ลูบผม ลูบหน้า ออกจากกุฏิไปได้เลย


 ทำเรื่องส่วนตัวแล้ว ก็เป็นการศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรม อาจศึกษาธรรมะจากตำรา เดินจงกรม นั่งสมาธิ รวมทั้งนอนสมาธิด้วยก็ไม่ผิดวินัยประมาณ 1500 นาฬิกา ได้เวลากวาดลานวัด เป็น 1 ใน 10 อย่างของวัตรปฏิบัติของพระภิกษุ โดยปกติวัดป่าจะมีต้นไม้มาก ถ้าบริเวณวัดกว้าง พระก็เหนื่อยหน่อย ถือว่าเป็นการออกกำลังไปในตัว เช้าา Morning Walk เย็นกวาดลาน พระอาวุโสท่านเทศนาบอกว่าทำงานใช้หนี้พุทธบริษัทที่บริจาคอาหารให้ฉัน ถ้าบริเวณวัดไม่สะอาด ไม่ร่มรื่น ไม่เป็นที่ทัศนา พุทธศาสนิกชนก็จะติเตียนพระในวัดได้ ผู้เขียนวันแรกๆ ยังมีแรงเก่าอยู่ กวาดลาน 2 ชั่วโมงดูธรรมดา วันหลังๆ จากการที่เดินจงกรม นั่งสมาธิด้วยนอนคืนละ 2-3 ชั่วโมง เล่นเอาโหย เหนื่อยอ่อนไปเหมือนกัน ชุดใส่กวาดลานก็มีสบง และอังสะ เรียกว่าชุดลำลอง สบงจะใส่ผ้าอาบน้ำแทนก็ได้ คลุกฝุ่น เต็มที่ ประมาณ 5 โมงเย็น สภากาแฟพระ เป็นน้ำปานะดื่มแล้วไม่ผิดธรรมวินัยคุยกันถกปัญหาธรรมะ พอหายเหนื่อยกลับกุฏิไปกวาดบริเวณรองกุฏิของตนเอง ทั้งลานวัดและบริเวณกุฏิไม่นิยมกวาดในเวลาอื่น เพราะ เป็นฝุ่น รบกวนพุทธบริษัท และเปื้อนผ้าที่ตากไว้ จากนั้นได้เวลาสรงน้ำ (อาบน้ำ) ธรรมวินัยบอกว่าไม่ให้พระแก้ผ้าอาบน้ำ ถึงแม้จะมีห้องน้ำที่มิดชิด ถึงต้องมีผ้าอาบน้ำและธรรมวินัยยังบอกว่า การนุ่งห่มของพระห้ามเหมือนฆราวาส เวลาครองผ้าอาบน้ำก็ต้องครองแบบพระ จะมาทำสบายขัดปมเหมือนชาวบ้านทั่วไปไม่ได้ถ้าว่าถึงห้องน้ำ ก็พูดถึงเรื่องหนัก เรื่องเบา ของพระ ทั้งหนักทั้งเบา พระยืนไม่ได้นะจ๊ะ ต้องนั่งอย่างเดียว เราเห็นที่ปั๊มน้ำมัน ถ้าพระไปยืนเบาเมื่อไหร่ กลับวัดแล้วต้องไปปลงอาบัติ อีกเรื่องหนึ่งที่ผิดธรรมวินัย หรือ หนัก เบา หรือการไปทำลายใบไม้สีเขียวไม่ได้ จะอาบัติ ฉะนั้นพระจึงเป็นนักอนุรักษ์ชั้นยอด ฟัน แต่งกิ่งไม่ได้ ขุดดิน ขุดหลุมไม่ได้ (คงกลัวคนจ้างพระไปทำไร่ ไถนา) คือ ใบไม้เขียวไปยุ่งกับเขาไม่ได้เลย ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ต้องหาใบไม้แห้งมารองถ้าหนักก็ต้องให้ตกไปบนใบไม้แห้ง นี่ถ้าไม่เข้าไปเจาะลึกกันจริงๆไม่รู้นะนี่


 1900 นาฬิกาทุกวัน ได้เวลาทำวัตรเย็น ประมาณ 45 นาที ก็แล้วเสร็จจากนั้นพระอาวุโสอาจมีการเทศนา แสดงธรรมและฝึกนั่งสมาธิให้กับพระใหม่ พระลำดับรองอื่นๆ จะนั่งปฏิบัติด้วยไม่ผิดกติการวมทั้งเณร แม่ชี ผู้เข้ามาถือศีล ฆราวาสทั่วๆไป ใช้เวลาประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง ก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติในวันที่ 18 เมษายน 2551 เป็นวันเกิดของผู้เขียน พระพี่เลี้ยง ชวนไปกราบหลวงปู่จันทร์แรม เพื่อขอพรเป็นสิริมงคล เข้าไปกราบเวลา 21.00 นาฬิกา หลวงปู่ท่านบอกว่า อย่างนั่นนั่งสมาธิฟังธรรมสัก 2 ชั่วโมงมีพระเข้ามาสมทบ 2 รูป เณร 2 รูป ชี 2 รูป ฆราวาส 1 คน ท่านเทศนา แสดงธรรม ไปตั้งแต่การเกิดของมนุษย์ จนถึงตาย ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้เขียนนั่งขัดสมาธิธรรมดา ไม่ได้นั่งสมาธิแบบถูกหลักเอาเท้าขวามาทับขาซ้าย เพราะมีปัญหาเรื่องหัวเข่า พระอาจารย์ท่านนั่งสมาธิเงียบเพราะบวชมา 63 พรรษา เปรียบเทียบกับผู้เขียนซึ่งบวชมา 4 วัน แต่ในใจฮึดสู้นะ เราต้องนั่งให้ได้ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนสลับขา ชั่วโมงแรกผ่านไปเชื่องช้ามาก ในกุฏิเจ้าอาวาสมีนาฬิกาแขวนตีบอกเวลาทุก 15 นาที 1 ชั่วโมงผ่านไปแล้ว 4 ครั้ง ตีครั้งที่ 5 ตีครั้งที่ 6 ผ่านไปแล้วชั่วโมง ผู้เขียนนั่งนับ 1 ถึง 100 กลับไปกลับมาได้หลายหมื่น ไม่ได้นับแกะเดี๋ยวจะหลับ ตีครั้งที่ 7 เหลืออีก 15 นาที รอด้วยใจจดจ่อเป็น 15 นาทีที่ยาวนานมาก เสียง กึง กึง กึง ครั้งที่ 8 ลืมตาขึ้นมา พระพี่เลี้ยงนั่งสมาธิหัวตกอยู่ข้างๆ ไม่ขยับ เหลือบตาชำเลืองดูเจ้าอาวาสนั่งหลับตาพริ้ม ท่านั่งเหมือนพระพุทธรูปนิ่งอยู่ เอาอย่างไรกันแน่ ทนอีกนิด น่าเดี๋ยวจะหาว่าพระใหม่ถอดใจ เสียง กึง กึง กึง ของนาฬิกาตีครั้งที่ 9 หรือรอบที่ 9 ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 15 นาที ผู้เขียนลืมตาขึ้นมา ไม่ฟังเสียงใครแล้ว กราบลาอาจารย์ กราบลาพระพุทธรูป เดินออกมาข้างกุฏิ มีเหลือเพียงฆราวาส 1 คน และพระพี่เลี้ยง 1 รูปเท่านั้น เราทำได้ เราทำได้ นึกในใจ ผลแห่งการนั่งสมาธิในวันนั้นปวดขามาจนถึงเวลาลาสิกขาบท และทุกคืนพระพี่เลี้ยงจะนำผู้เขียนไปที่เจดีย์ กราบไหว้ อัฐิของเกจิอาจารย์ เดินทักษิณาวัตร 3 รอบ ฝึกเดินจงกรม เริ่มจาก 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมงครึ่ง 2 ชั่วโมง ตามลำดับในก่อนวันสุดท้ายผู้เขียนเดินจงกรมได้ถึง 3 ชั่วโมง ในเส้นทางไปกลับประมาณ 15 เมตร กลับกุฏิเพื่อจำวัด หลังเที่ยงคืนทุกคืน จึงทำให้ร่างกายอ่อนล้าตามที่ได้กล่าวมาแล้ว


 การออกบิณฑบาต ที่เดิมระยะทางสั้นๆ 2 วันเปลี่ยนเส้นทางใหม่ บ้านโนนสว่าง ระยะทางไปกลับ 6 กิโลเมตรเศษ ต้องออกเช้าขึ้น รูปขบวนการเดินทางเช่นเดิม ไปปรับขบวนก่อนเข้าหมู่บ้าน แต่เส้นทางก่อนถึงหมู่บ้านประมาณเกือบ 700 เมตรเป็นเส้นทางดินโรยด้วยหินคลุก เดินผ่านหินล้วนๆ ได้ความรู้สึกไปอีกแบบ ลาสิกขาบทออกมาแล้วยังนึกเห็นใจพระที่เดินบิณฑบาต ทำหน้าที่โปรดสัตว์ เป็นหน้าที่ไม่ไปก็ไม่ได้เพราะชาวบ้านรอใส่บาตรอยู่ หมู่บ้านนี้พระแบ่งออกเป็น 2 สาย มีอยู่วันหนึ่ง ไปสายเดียวคือสายของผู้เขียนต้องเดินวนให้เป็นสองสายของที่ใส่บาตรก็เยอะขึ้น ข้าวนี่เต็มปรี่บาตรหนักมาก ผู้เขียนเดินไปเจอกลุ่มผู้ใส่บาตร 4-5 คน แอบตกใจอยู่คนเดียวกลัวบาตรคว่ำ ฝากบอกผู้ใจบุญว่า การใส่บาตรขวดน้ำใหญ่ๆ หรือแตงโมเป็นลูก อย่านำมาใส่บาตรเลยครับ จะเป็นการทำร้ายพระไปเปล่าๆ ที่บ้านโนนสว่างนี้มีผู้ทำบุญใส่บาตร 20-30 คนทุกวัน ใน 2 วันสุดท้ายที่บิณฑบาตต้องให้ลูกศิษย์วัดไปซื้อพลาสเตอร์จีน ที่เห็นชาวบ้านนิยมมาปะคางเวลาปวดฟัน มาปะที่ฝ่าเท้าข้างละ 3 แผ่น ก่อนออกบิณฑบาตเพราะ หินบาดเท้าไปหลายแผล มีวันหนึ่งผู้เขียนขอสมัครไปบิณฑบาตในเมือง ซึ่งวัดจัดรถปิคอัพให้ 1 คัน อยากจะได้ประสบการณ์ว่า คนในเมืองทำบุญกันอย่างไร อำเภอสตึกห่างจากวัดประมาณ 20 กิโลเมตร วันนี้มีขบวนเณรภาคฤดูร้อนไปบิณฑบาตด้วย 5 รูป พระ 4 รูป รวมเป็น 9 รูป ผู้คนยังเลื่อมใสในพุทธศาสนาดีมาก บางบ้านตักบาตรทุกวันต้องและรับของบิณฑบาต เจ้าบ้านจัดอาสนะ เตรียมไว้รองรับหลังจากใส่บาตรแล้ว มีการสวดให้ศีลให้พร ผู้เขียนอยากได้ประสบการณ์การครองบาตรที่หนักและนั่งหลังรถปิคอัพหลังคาเตี้ยๆ เป็นอย่างไร ผ่านมาแล้วเป็นประสบการณ์ที่ดี นำมาเล่าให้ฟังได้


 ใกล้จะจบแล้วหละขอเล่าอีก 2 เรื่อง 20 เมษายน 2551 เป็นวันโกน ขึ้น 14 ค่ำ ผู้เขียนบวชมาแล้ว 6 วัน ขอโกนผมเอง เพื่อรู้ ก่อนเวลาสรงน้ำเย็นก็เตรียมมีดโกน ที่ซื้อมาในการเตรียมบวช โกนเอาข้างๆ ในขั้นต้น โดยละเลงแชมพูลงไปก่อน พอถึงด้านหลัง และด้านบน ก็ให้พระพี่เลี้ยงจัดการโกนให้เรียบ เตียน หัวมันย่อง เหมือนกับพระทุกองค์ สิกขาบทมาเกือบ 10 วันยังขึ้นมาไม่เท่าไร อีกเรื่องหนึ่งคือวันสุดท้ายบอกพระพี่เลี้ยงขอฝึกเดินจงกรมบนทางเดินในป่า และขอนั่งสมาธิ และจำวัดในกลดด้วย ที่ในป่าบริเวณสังฆวาสมีทางเดินจงกรมเตรียมไว้แล้ว มีศาลเก่าๆ ตั้งอยู่ข้างๆ บรรยากาศดีแบบพิลึกๆ จุดเทียน จุดธูป ผู้รู้บอกว่าจุดธูปเพื่อไล่สัตว์เลื้อยคลาน เดินไปเดินมาอยู่ 2 ชั่วโมงและนั่งจงกรมอยู่ 1 ชั่วโมง ศึกษาตำรามาแล้ว เวลาเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิให้พิจารณาเครื่องกันจิตไม่ให้มีสมาธิ เรื่องรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ กายเราประกอบด้วย (คงจะเป็นในรูปยุบหนอ พองหนอ) ความเมตตา แผ่บุญกุศล จงเป็นสุขเป็นสุข ความง่วงงุน เคลิบเคลิ้ม หาแสงสว่างในจิตใจนึกถึงพระจันทร์ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ การกำหนดลมหายใจเข้าออก ความเคลือบแคลงสงสัย พิจารณาแยกธาตุ ดิน น้ำ ลมไฟ ตัวเราไม่ใช่ตัวเรา ทำนองนี้ นอนในกลดหรือจำวัดอีกชั่วโมงกว่าครบสูตร ตื่นตี 3 กว่า ทำกิจวัตรของสงฆ์ ทำวัตรเช้า บิณฑบาต และลาสิกขาบท โดยไปลาพระอาจารย์ท่องมนต์ซึ่งตอนท้ายแปลว่า เรียกเราว่าฆราวาส ท่านดึงสังคาติออกจากไหล่ เราเดินไปหลังกุฏิ แต่งตัวเป็นฆราวาส ได้แต่หายใจสะท้อน จะมีโอกาสเช่นนี้อีกหรือไม่


 บวชมาตั้ง 10 วัน หลายคนสงสัยได้อะไรบ้าง ผู้เขียนเข้าใจว่า ผู้ที่มาบวชคือผู้ที่มาศึกษาธรรมะ ผู้ที่เข้ามาปฏิบัติธรรมก็คือผู้ที่เข้ามาศึกษาธรรมะ เพื่อให้เป็นคนดี เป้าหมายของพุทธศาสนา คือ การถึงซึ่งนิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก สรุปแล้ว ผู้ที่เข้าวัดคือผู้ที่ใฝ่หาความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปผู้เขียนเสวนาปัญหาธรรมกับพระพี่เลี้ยง บอกว่าผู้เขียนไม่อยากสู่นิพพาน อยากมาเกิดเป็นคนอีก พระพี่เลี้ยงบอกว่า คิดผิดแล้ว เป็นทหารต้องให้ถึงจุดสุดยอดเป็นนายพล ไม่ใช่อยากเป็นแค่ผู้หมวด ผู้กอง เป็นข้าราชการต้องไปให้ถึงปลัด ไม่ใช่ขอเป็นแต่ หัวหน้ากอง อธิบดี ทำนองนี้ การศึกษาและปฏิบัติธรรม ต้องมุ่งสู่จุดนิพพานจึงจะถูกต้อง


 ตำราบอกว่าผู้ที่บวช เรียนศึกษาธรรมะ แล้ว 5 ปี จึงออกสั่งสอนพุทธบริษัทได้ ผู้เขียนบวช 10 วัน จึงไม่มีสิทธิ แสดงธรรมใดๆ ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบได้ แต่ระหว่างสิกขาบทได้อ่านธรรมะของพุทธทาส จากแก่นพุทธศาสตร์ หนังสือชนะเลิศราง UNESCO สหประชาชาติ พ.ศ.2508 ท่านกล่าวว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น” และหนังสือ ธรรมะของสมเด็จพระญานสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก การศึกษาธรรมตามหลัก สิกขา 3 ของพระพุทธเจ้า ซึ่งหนังสือนวโกวาท อธิบายว่า


  ศีล เจตนาที่เป็นเหตุงดเว้น
  สมาธิ การรักษาใจมั่น
  ปัญญา ความรู้ในเรื่องสังขาร


 ผู้เขียนเดินทางออกจากวัดด้วยการสละสิ่งของทั้งหมดที่เป็นของพระภิกษุ ให้กับพระภิกษุโดยตรง บางอย่างมอบไว้กับวัดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นที่จะบวช เดินทางกลับไปลาพระอุปัชฌาย์ เดินทางไปส่งพระพี่เลี้ยงที่วัดป่าสุทธาวาส นครราชสีมา ขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ขอบคุณท่านผู้อ่านที่อ่านมาถึงบทนี้ทุกคน ความทรงจำที่ดีๆ คงติดตัวไปจนสิ้นอายุขัย ที่จำติดตัวมาคือ “การอยู่ในความไม่ประมาท” ตัวอย่างเช่น การวางบาตร และเช็ดบาตร ต้องนั่งคุกเข่า หรือขัดสมาธิ ห่างจากขอบโต๊ะอย่างน้อย 1 ศอก การออกจากกุฏิที่พัก โดยเฉพาะเมื่อทำวัตรเย็นต้องปิดไฟให้เรียบร้อยไม่เช่นนั้น แมลงจะมาตอมไฟ และตาย มดก็จะมาขนแมลง และกัดเราด้วย ประตู หน้าต่าง ปิดให้มิดชิด กันสัตว์ขนาดเล็ก เช่นหนู เข้ามาหากินในกุฏิ งูที่หากินหนูในตอนกลางคืนก็จะเข้ามาในกุฏิ เพื่อกินหนู เมื่อเราไปสัมผัสหรือเหยียบงูอะไรจะเกิดขึ้นเป็นต้น การเขียนหากผิดพลาดประการใดก็ขออภัย เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้


---------------------------------------------------------

บันทึกเมื่อ 3 พฤษภาคม 2551

edit @ 20 May 2008 13:12:50 by สิงห์ร้าย

นักรบทีมชาติ - The soldier

posted on 08 Feb 2007 13:23 by moosing  in Story

นักรบทีมชาติ
หมู่สิงห์ จักรทรง


ได้อ่านเรื่อง ผกค. คืออะไร เขียนโดย พ.อ. พรชัย หาญสกุล ในวารสารทัพอีสาน ฉบับที่ ๒๔ เดือนกุมภาพันธ์ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ทำให้นึกถึงอดีตย้อยนกลับไปเมื่อปี ๒๕๑๙ ๒๕๒๐ ผมเป็นนักรบมือใหม่เช่นเดียวกัน ขึ้นไปปฏิบัติงานเป็นผู้บังคับหมวดที่ ๒ กองลาดตระเวน กองทัพภาคที่ ๒ ส่วนหน้า มีที่ตั้งอยู่ บ้านนาพระชัย อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม กองบังคับการกองลาดตระเวนจะขึ้นกับควบคุมทางยุทธการศูนย์เฝ้าตรวจชายแดน ที่ ๒๐๒ (ศฝด.๒๐๒) แตกต่างจาก ร้อย.ร.๒๓๑๓ของ พ.อ. พรชัยฯ เป็นหน่วยในบังคับบัญชาของศูนย์เฝ้าตรวจชายแดน ที่ ๒๐๒(แก้ข้อความจาก ศฝด.๔๐๔ เป็น ศฝด.๒๐๒เพื่อความถูกต้อง) กองทัพภาคที่ ๒ ส่วนหน้าได้วางแผนนำกองลาดตระเวนที่๒ กองพันทหารม้าที่ ๘ ซึ่งเป็นเหล่าทหารม้าขึ้นไปปฏิบัติงานผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และป้องกันชายแดนพื้นที่อีสานตอนบนตั้งแต่จังหวัดหนองคาย ถึง จังหวัดอุบลราชธานี หมวดลาดตะเวนที่ ๑ ตั้งอยู่บ้านกองนาง อำเภอ สังคม จังหวัดหนองคาย กองบังคับการลาดตะเวนและหมวดลาดตะเวนที่ ๒ ตั้งอยู่ที่ อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ที่ผมได้กล่าวไว้แล้ว หมวดลาดตะเวนที่ ๓ ตั้งอยู่ที่ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ใน๑หมวดลาดตะเวนประกอบด้วย กองบังคับการหมวดใช้รถจิ๊ป ๑/๔ ตัน M.๖๐๖ จำนวน ๑ คัน ตอนคอยเหตุใช้ รถจิ๊ป ๑/๔ ตัน M.๖๐๖ จำนวน ๔ คัน ตอนรถถัง ใช้รถถัง M.๔๑ A๑ จำนวน ๒ คัน หมู่ปืนเล็กใช้รถสายสะพายลำเลียงพล (รสพ.) M.๑๑๓ จำนวน ๑ คัน หมู่เครื่องยิงลูกระเบิด (หมู่ ค.) ใช้รถสายสะพายลำเลียงพล(รสพ.) M.๑๒๕ บรรทุก ค.๘๑ จำนวน ๑ กระบอก กำลังพลภายในหมวด ๓๙ นาย ( นายทหาร ๑, นายสิบ ๒๑, พลทหาร ๑๗) ภารกิจคือ ลาดตะเวนตามเส้นทาง และ หมู่บ้านตามแนวชายแดน โดยใช้ตอนคอยเหตุเป็นรถจิ๊ปสิงห์ทะเลทรายติดปืนกล M.๖๐ ตามปกติจะไปเพียง ๒ คัน กำลังพล ๘ นาย หรือตั้งจุดตรวจบนเส้นทางที่คาดว่าจะมีการส่งกำลังของฝ่ายตรงข้าม หรือมีผู้ที่กระทำผิดกฎหมายในสมัยนั้นก็มีการขายกัญชาเป็นล่ำเป็นสัน ใช้รถจิ๊ป ๓ คัน กำลังพล ๑๒ นาย โดยให้ผู้บังคับหมวดไปด้วย เนื่องจากเป็นนายทหาร พระราชบัญญัติหรือกฎหมายได้มอบอำนาจให้นายทหารสัญญาบัตรมีอำนาจในการตรวจค้นได้ ภารกิจส่วนใหญ่น่าจะเป็นการโชว์กำลังมากกว่าการวิ่งไปตามหมู่บ้านชายแดนริมน้ำโขง ในปี ๒๕๑๙ ประเทศลาวเพิ่งเปลี่ยนการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ลาว ซึ่งสนับสนุนโดย เวียดนาม สามารถล้มล้างรัฐบาลได้ในปี ๒๕๑๘ ราษฎรไทยที่ลงไปหาปลาในลำน้ำโขงมันจะถูกรบกวนจากทหารฝ่ายตรงข้ามยิงเอา เมื่อพวกเราไป ชาวบ้านจะดีใจมาก จะลงหาปลาทันที โดยขอให้ทหารไทย ตั้งรถจิ๊ปสิงห์ทะเลทรายหันกระบอกปืนไปด้านประเทศลาว ถ้าทหารลาวยิงชาวประมงเมื่อไหร่ เราจะยิงสวนทันที เรามั่นใจในประสิทธิภาพอาวุธเพราะเป็นปืนกล M.๖๐ ระยะยิงไกลหวังผลและรุนแรงกว่าปืนเล็กยาวประจำกายของทหารในการคุ้มกันชาวประมงก็ไม่เคยมีเหตุการณ์ได้ยิงต่อสู้กัน ชาวบ้านหาปลามาได้ก็แบ่งให้เราบ้างเป็นอาหารมื้อต่อไปเท่านั้น เรียกว่าน้ำใจไม่ใช่ค่าคุ้มครอง ส่วนการดักจับหรือตรวจค้นผู้กระทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะพวกขนกัญชา ไม่ประสบผลสำเร็จเลย เราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าสิ่งเหล่านี้ทำเป็นกระบวนการ การจะได้สุ่มจุดตรวจโดยไม่มีข่าวสารมาก่อนจะไม่พบอะไรเลย เป็นแต่เพียงป้องปรามให้กระทำยากขึ้นเท่านั้น ในการป้องกันประเทศนั้นเกิดเหตุการณ์เรือ นปข. ถูกโจมตี เมื่อปี ๒๕๒๐ ที่ดอนสังคี ที่เกิดวีรบุรุษ นปข. ขึ้น หมวดลาดตะเวนที่ ๑ ซึ่งตั้งอยู่ที่ อำเภอ สังคม จังหวัด หนองคาย ได้ส่งรถถังคุ้มกันไป ๑ คัน อีก ๑ คันชำรุด ไปไม่ได้ (๑ หมวดมี ๒ คัน) ยิงกระสุนปืนใหญ่ไป ๑ นัด ปืนขัดข้องเคลื่อนรถถังหลบจากที่ตั้งยิง เนื่องจากริมฝั่งเป็นที่โล่งไม่มีกำบัง ฝ่ายตรงข้ามยิงสวนด้วยปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) มา ๑ นัดตกลงที่ตั้งยิงรถถังพอดี ถ้าไม่เคลื่อนย้ายหลบออกไปก่อนคงจะมีการสูญเสีย เรียกให้โก้หรูว่า มีการรบ โดยใช้รถถังเป็นครั้งแรกของประเทศไทยก็ได้ จะถามว่าการนำกองลาดตะเวนขึ้นปราบปราม ผกค. และป้องกันประเทศ ในยุคนั้นเหมาะสมและคุ้มค่าหรือไม่ มาคิดอย่างรอบคอบในปัจจุบันนี้ ไม่คุ้มค่าเลย อาวุธและยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะยานพาหนะชำรุดใช้งานไม่ได้มีเปอร์เซ็นต์สูงมาก และค่าใช้จ่ายก็มากด้วย เป็นยุคเริ่มแรกในการจัดกำลังปราบปรามและป้องกันประเทศ ผู้บังคับบัญชาและฝ่ายเสนาธิการที่วางแผนจัดกำลังมากเอาไว้ก่อน คงคิดว่าเหลือดีกว่าขาด งบประมาณป้องกันประเทศสำหรับทหาร รัฐบาลมีให้อย่างเพียงพอ


ในวันหนึ่งซึ่งจำวันไม่ได้แล้วปลายเดือนเมษายน ๒๕๒๐ รองผู้บังคับศูนย์เฝ้าตรวจชายแดนที่ ๒๐๒ พันตรี ประสิทธิ์ อิ่มวิทยา นิคเนม เสธเหยิน นามเรียกขานทางวิทยุ จังโก้ เป็นหนึ่งในอัศวินของ กรมทหารราบเฉพาะกิจที่ ๒๓ (ฉก.ร. ๒๓) ซึ่งขึ้นปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มีที่ตั้งกองบังคับการกรมอยู่ที่ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นที่กล่าวขานกันว่า มีอัศวินอยู่ ๓ คน คือ เสธเหยิน เสธเรวัต (พล.อ. เรวัต บุญทับ ผช.ผบ.ทบ ในปัจจุบัน) เสธสนั่น (พลโท สนั่น มะเริงสิทธิ์ มทภ. ๒ ในปัจจุบัน) ได้ขับรถเข้ามาในฐาน กองบังคับการลาดตะเวนฯ ที่บ้านนาพระชัย ผู้เขียนทำการแทนผู้บังคับกอง ท่านบอกว่า พี่ต้องการนักรบ เพื่อไปรบเพื่อชาติ (จึงมาเป็นชื่อเรื่อง นักรบทีมชาติ) ต้องเป็นผู้ที่มุ่งมั่น เสียสละ กล้าหาญ มี ความสามารถ ขอ ๑ ทีม ๑๒ คน โดยน้องเป็นหัวหน้า เรื่องรบทัพจับศึกเป็นชีวิตจิตใจและวิญญาณของทหารอยู่แล้ว ผมก็รับปากแต่ต้องขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาเสียก่อน

มีภาพยนตร์ยุคนั้นพระเอกคือ จ่า Harry แสดงโดย Clint Eastwood เรื่อง Dirty Dozen ผมชอบมาก พฤติกรมของ ๑๒ คนไม่ตรงกับในหนัง ทีมผมเป็นเป็นผู้ที่ไปทำงานเพื่อชาติหัวหน้าทีมคือผมเอง การจะไปเรียกหัวหน้าทีมว่าผู้หมวดในพื้นที่อันตราย ไม่เหมาะสมแน่ ผมจึงปลอมตัวให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือ ลูกน้อง เปลี่ยนเรียกชื่อใหม่ว่า สิบเอก สิงห์ร้าย หรือ หมู่สิงห์ ทีมผม ๑๒ คน เป็น นายทหาร ๑ นาย, นายสิบ ๗ นาย และ พลทหาร ๔ นาย นั่งรถจิ๊ปกลางไปรายงานตัวที่ บ้านห้วยทราย อำเภอ บึงกาฬ จังหวัด หนองคาย ห่างจากที่ตั้งบ้านนาพระชัยเกือบ ๒๐๐ กิโลเมตร ใน ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ก่อนที่พวกเราเดินทางมา ๑๐ วัน ทหารราบ ทหารปืนใหญ่ และตำรวจตะเวนชายแดน ได้เข้ามาตั้งฐานที่บ้านห้วยทรายก่อนแล้ว เพื่อกวาดล้าง ผกค. ที่หลบหนีจากการกวาดล้างที่ ภูสิงห์ และบ้านนาทราย (รอยต่อ จังหวัดหนองคาย, จังหวัดนครพนม ห่างจากบ้านห้วยทรายไปทางตะวันออก วัดตามแผนที่ประมาณ ๓๐-๔๐ กิโลเมตร) และในวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๐ เวลาประมาณ ๑๑๐๐ นาฬิกา ผกค. ได้ซุ่มโจมตีรถเสบียงขนาด ๒ ๑/๒ คัน ของ ร้อย.ร.๒๓๑๓ ซึ่งเดินทางไปส่งเสบียงให้กับหมวด ร.ที่บ้านนาแวง ห่างจากหมู่บ้านถ้ำเจริญเพียง ๕๐๐ เมตร ผกค.ประมาณ ๔๐ คน ได้ซุ่มโจมตีทำให้ฝ่ายเราเสียชีวิต ๔ คนในจุดถูกซุ่ม อีก ๒ คน หลบหนีรอดไปได้ ในรถมีชาวบ้านอาศัยรถเสบียงของทหารเดินทางไปด้วย ปรากฏว่าแม่ซึ่งมีลูกน้อยในอ้อมอกเสียชีวิตไปด้วยอีก ๑ เหลือเพียงลูกน้อยร้องไห้จ้าอยู่ในอ้อมอก ผกค. ยังได้เผาสะพานเส้นทางแยกจากบ้านพรสวรรค์ไปยังบ้านห้วยทราย รัฐบาลต้องมาทำสะพานทางเบี่ยงให้ ใช้เวลาก่อสร้างถึง ๒ สัปดาห์

เมื่อมีหน่วยทหารเข้ามาตั้งภายในหมู่บ้าน ชาวบ้านพอใจมาก แต่เดิมนั้น ชาวบ้านเป็นแนวร่วม เพราะ ผู้ที่เข้าป่าไปร่วมอุดมการณ์นั้นเป็นญาติพี่น้อง เมื่อข่ายงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ขยายออกไป ทหารปลดแอกแห่งประเทศไทย (ทปท.) รวบรวมมาจากหลายพื้นที่ ไม่ใช่ญาติพี่น้องของชาวบ้านอีกต่อไป กำลังเหล่านี้ก็จะมาหาข่าว ฝากซื้อเสบียงหรือทำกิจกรรมต่างๆของ พคท. ข่มขู่ สร้างอิทธิพล ประกอบกับชาวบ้านเริ่มเข้าใจสิ่งที่ถูกต้องบ้างแล้ว จากการประชาสัมพันธ์และปฏิบัติการจิตวิทยาทุกรูปแบบของรัฐบาลไทยในสมัยนั้น ชาวบ้านเมื่อมีอาหารโดยเฉพาะผักสด มักจะติดไม้ติดมือมาให้ทหารเสมอมิได้ขาด และที่ตั้งของพวกเราด้านทิศตะวันตกติดอยู่กับวัด ชาวบ้านที่มาทำบุญทุกเช้า เมื่อกลับจากวัดข้าวที่เหลือก็แบ่งให้เราได้รับส่วนบุญไปด้วย ในชนบทของอีสานจะมีบ่อน้ำ ส่วนใหญ่จะแยกเป็นบ่อน้ำดื่มและบ่อน้ำใช้ ที่บ่อน้ำตอนเย็นจะเป็นที่รวมของชาวบ้าน หลังจากที่ไปไร่ไปนามาทั้งวันแล้ว ตอนเย็นจะมาตักน้ำไปใช้อุปโภคบริโภค ฉะนั้นริมบ่อน้ำใช้ในตอนเย็นจะเป็นแหล่งชุมนุมของหนุ่มสาวในหมู่บ้าน แรงงานที่ตักน้ำจะมีหนุ่มชาวบ้านมาตักน้ำส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะมอบหน้าที่ให้สาวๆก็ได้โอกาสของทหารหนุ่มได้ไปช่วยเหลือชาวบ้านตักน้ำ พัฒนาสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับทหารให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การตั้งฐานปฏิบัติการในการปราบปราม ผกค. ยุทธวิธีที่ใช้กันอยู่ คือ ตั้งฐานเป็นวงรอบหรือวงกลม
เขตรับผิดชอบให้ระบบนาฬิกา ใช้เข็มทิศเป็นหลัก (อากาศยานใช้ทิศทางในการเคลื่อนที่เป็นหลัก) หน่วยใหญ่รับผิดชอบมาก หน่อยเล็กรับผิดชอบน้อยลงตามส่วน อันดับแรกคือการตั้งฐานปฏิบัติการณ์ คือ การถากถางพื้นที่ยิง ที่วางตัว(ที่พัก) และระบบป้องกัน คือ การทำป้อมค่าย-ขุดคู การวางขอบเขตการยิงของแต่ละคน การยิงคุ้มครองป้องกันจากอาวุธสนับสนุน เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่ เครื่องบิน ต้องวางแผนตามลำดับชั้น รวมทั้งต้องทำที่กำบังศีรษะจากการยิงอาวุธวิถีโค้งจากข้าศึกด้วย ที่นอนนั้นเราต้องยกร่องขึ้นมาให้เหมือนกับร่องผัก กว้างประมาณ ๑.๕ เมตร ยาวประมาณ ๒ เมตร ตั้งเต็นท์คลุมลงไปพื้นลอยให้ลมพัดผ่านด้านล่าง มีผงโรยกันมด แมลง ก็โรยไว้ ใครกลัวงูกลัวตะขาบหามะนาววางไว้หลายจุด เนื่องจากเป็นพื้นที่กลางป่า และใกล้แม่น้ำโขง ประกอบกับพื้นที่ในฐานปฏิบัติงานฝนตกชุมมาก จากอิทธิพลที่กล่าวมาแล้ว ร่องแนวรอบที่นอนต้องขุดร่องต่อไปลงยังคูป้องกัน ฝนตกชุกจนบางครั้งน้ำขังเต็มคูสูงประมาณหน้าอกไม่ต้องไปอาบที่บ่อ ตักน้ำจากคูป้องกันอาบ ยังสงสัยอยู่ว่าหากมีข้าศึกเข้าตี แล้วต้องลงคูซึ่งน้ำเต็มคงจะสนุกพิลึก ที่ประกอบอาหารใช้ขุดจอมปลวกเป็นเตาใช้ฟืนมีปล่องควัน ที่นั่งรับประทานอาหารหาท่อนไม้ในพื้นที่มาทำเป็นโต๊ะม้านั่งยาว ที่นั่งพักผ่อน กลิ้งท่อนไม้ที่ล้มอยู่ตัดเป็นท่อนๆ ที่พอเหมาะเล็กๆ ทำม้านั่งที่ใหญ่หน่อย ทำเป็นโต๊ะรับแขกเก๋ได้อีกแบบตามสายตาของนักรบที่อยู่ชายแดน สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่เป็นรองใคร คือ ห้องส้วม จะใช้ป่าข้างฐานก็ไม่ได้ เพราะไม่ถูกสุขลักษณะ และไม่ปลอดภัยอยู่ไกลไม่ได้เพราะนี่เป็นจุดอ่อนอีกจุดหนึ่งที่ศัตรูอาจมาสอยร่วงไปได้ พวกเราจึงทำส้วมซึมทำแบบง่ายๆ ขุดหลุมเข้าเอาไม้เล็กๆ มาพาดซื้อหัวส้วมมา 1 อัน วางลงไปกลางหลุมเสร็จแล้ว ผ้าพลาสติกคลุมไม้รองกันดินหล่น และขนดินมาทับลงบนผ้าพลาสติกผิวหน้า ถากหญ้ามาเป็นแผ่นมาปูลงไป นุ่มกว่าพรมเป็นไหนๆ ฝาด้านข้างปักเสาเข้าไป 4 ต้น ผ้าพลาสติกกันฝนที่มีคลุมรอบทั้ง 4 ด้าน ด้านหน้าทางเข้าทำประตูเล็กๆ ปิดเปิดได้กว้างพอคนเดินผ่านได้ หลังคาเปิดรับอากาศบริสุทธิ์เต็มที่ ผู้ที่จะใช้บริการก็มีผ้าขาวม้าหรือผ้าเช็ดตัว วางพาดไว้หน้าประตูเมื่อทำภารกิจ เพื่อแจ้งเตือนว่ามีคนจับจองใช้บริการอยู่นะ ในตอนกลางคืนถ้าใช้บริการต้องบอกเวรที่รักษาการณ์ให้ทราบด้วย เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยให้ และป้องกันการเข้าใจผิดยิงพวกเดียวกันเองเข้าให้


เริ่มทำงานมาถึงนอนได้คืนเดียว รุ่งขึ้นเตรียมออกทำงานพิสูจน์ทราบพื้นที่ค้นหา และกวาดล้าง ผกค.ที่มาซุ่มโจมตีฝ่ายเราเสียชีวิต รัศมีรอบฐานปฏิบัติการประมาณ 6 กิโลเมตร บริเวณห้วยอีเจิน บ้านโคกสว่าง บ้านนาแวง บ้านถ้ำเจริญ นักรบพวกเราหน้าใหม่ทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นนักรบบนยานยนต์ เปลี่ยนมารบเดินดิน ขลุกขลักพอใช้ อุปกรณ์ทุกอย่างต้องจำกัดให้พอดี น้ำหนักให้น้อยที่สุด ครั้งแรกวางแผนทำงาน 5 วัน อาหารต้องเข้าไปซื้อของแห้งจากตลาดอำเภอบึงกาฬ ไม่พ้นปลาเค็ม กุนเชียง ไส้กรอกจะขาดไม่ได้ คือ พริกป่น นำพริกแห้งมาคั่วตำให้แหลกห่อใส่ถุงพลาสติกขวดน้ำปลาห่อมัดอย่างดี ถ้าหกหรือแตกแล้ว กลิ่นจะรบกวนมาก เวลา 21.00 ออกเดินทางมีกำลังพล 18 คน ประกอบด้วย ผบ.ฉก. 1 นาย (พ.ต.ประสิทธิ์) ทีมของพวกเรา 6 นาย ทหารราบ หมวดป้องกันฐานปืนใหญ่ 4 นาย และทีมสิงห์ดง 7 นาย โดยเฉพาะทีมสิงห์ดงนี้เป็นกลุ่ม ผกค.กลับใจออกมาร่วมรบและปราบปราม ผกค.ที่หลงผิดอยู่ในป่าที่ยังไม่ออกมามอบตัว ในยุคนั้นไม่ได้เรียกว่า ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ผู้ที่ออกมามอบตัวจัดกำลังได้ 3 ชุด ชุดละประมาณ 8 คน นำกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลเข้ากวาดล้าง ผกค.ตามพื้นที่ต่างๆ ได้ผลมาก ชุดที่มาร่วมปฏิบัติงานกับทีมของพวกเรา ชื่อทีมว่า สิงห์ดง มี สหายชมภู หรือ นายสนอง (จำนามสกุลไม่ได้) เป็นหัวหน้าทีม สหายชมภูนี้ เคยเป็นหัวหน้าเขตงานในพื้นที่ดงสีชมภูนี้ เคยพาพลพรรคเข้าโจมตีหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ ที่บ้านดอนหญ้านาง กิ่งอำเภอพรเจริญ จังหวัดหนองคายในขณะนั้น และยังสังหารหัวหน้าหน่วยยศพันเอกด้วย เมื่อรู้ตัวว่าหลงผิดไปแล้วออกมามอบตัว และอาสาทำงานรับใช้ชาติแก้ตัวค้นหาทำลายฐานปฏิบัติการ ต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตไปหลายคน เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราปราบปราม ผกค.สำเร็จ ถ้าฝ่ายรัฐบาลไม่ให้อภัยกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ให้โอกาสกลับตัวกลับใจนำไปดำเนินคดีตามกฎหมาย ก็ไม่ทราบว่าในการเข้าปราบปราม ผกค.ฝ่ายเราจะสูญเสียกำลังพลไปอีกมากเพียงใด นอกจากสัมภาระประจำกาย อาหาร อาวุธปืน M16 ประจำตัวแต่ละบุคคลแล้ว พวกเรายังต้องช่วยแบกกับระเบิด, M72, วิทยุ, กระสุน 1 อัตรามูลฐาน 140 นัด น้ำหนักบนบ่าบนหลังหนักอึ้งไม่เคยฝึกมาก่อน เนื่องจากเป็นทหารรบด้วยยานยนต์ ออกเดินครั้งแรกก็เบาพอแบกหรือสะพายหลังได้ เดินไปได้ซักชั่วโมงเริ่มสำแดงผล ปวดไหล่ ปวดหลัง เวลาหยุดพักเพื่อสำรวจเส้นทางกันที ความสุขเล็กๆน้อยๆก็ได้จากการเอาเป้หลังไปพิงกับต้นไม้ ดันไปให้ต้นไม้รับน้ำหนักไว้ ปลดกระติกน้ำออกมากลั้วคออึกหนึ่ง จะตะกรุมตระกรามดื่มแบบอยู่บ้านไม่ได้ ในป่าในเขาจะหาแหล่งน้ำยาก นอกจากลำห้วย ซึ่งน้ำขังเป็นแอ่งๆ นอกจากจะกลิ่นใบไม้ที่หมักหมมอยู่ไม่ทราบว่าเชื้อโรคอะไรอยู่บ้าง การเข้าไปตักที่บ่อน้ำใกล้หมู่บ้านย่อมทำให้เปิดเผยตัวเอง ในหมู่บ้านแต่ละบ้านจะต้องมีแกนบ้าน ซึ่งเป็นสายให้ฝ่ายตรงข้าม ข่าวของเราก็จะเล็ดลอดไปสู่ ผกค.ในป่าจะเป็นอันตราย ถ้าพวกเรากำลังน้อยกว่า ผกค.จะมาซุ่มโจมตี จะแอบรบกวนในระหว่างการเดินลาดตระเวน หรือแอบวางระเบิดกับระเบิดดักตามเส้นทางที่คาดว่าพวกเราจะลาดตระเวนผ่าน การทำงานซุ่มครั้งแรกของเราจึงมุ่งไปที่แหล่งน้ำมีบ่อน้ำอยู่แห่งหนึ่งอยู่ข้างห้วยอีเจิน ประมาณ 24.00 น. เราเดินทางถึงที่หมายทำการสำรวจร่องรอยแล้วไม่มีสิ่งใดเป็นสิ่งบอกเหตุว่ามี ผกค.มาเคลื่อนไหวอยู่บริเวณนี้จึงเบนเข็มไปซุ่มตามเส้นทางเดินในป่า ซึ่งชุดสิงห์ดงทราบอย่างดี ผกค.ที่เดินในป่าก็มีเส้นทางเดินเช่นเดียวกัน ช้างป่าที่เดินเป็นทางเดินที่เราเรียกด่านช้าง นักเดินป่านิยมเดินตามเส้นทางนี้ เพราะช้างได้ลุยป่าเป็นทางไว้แล้ว เส้นทางของหนูซึ่งหากินในป่าจะทำเส้นทางเดินเป็นรอยชัดเจน พรานดักหนูจะนำกับดักไปดักตามเส้นทางนั้น หรือง่ายที่สุดเส้นทางเดินลัดสนามหญ้าที่คนเดินลัดสนามใช้ ก็จะเป็นทางเดินเห็นเด่นชัดเช่นกัน เส้นทางเดินในป่าของผกค.ก็เช่นเดียวกันต้องเดินเป็นช่องทาง เพราะสะดวก หากเดินตัดป่าจะเสียเวลามาก และยากลำบากต่อการเคลื่อนย้ายบางครั้งจะหลงทางเอาด้วย ไม่มีร่องรอยการใช้เส้นทางเดินมาหลายวันแล้ว คืนนั้นต้องหยุดพัก 0130 น. ตั้งฐานกลางทุ่งนา นอนหันศีรษะเข้าหากันปลายเท้าหันออกด้านนอก เป็นวงรอบจัดเวรยามเสร็จนอนพักผ่อน นอนทั้งชุดเดินทาง เป้หลังที่หนักอึ้งจะกลายเป็นหมอนหนุนอย่างดี ใครบรรทุกข้าวสารด้วยจะนอนหนุนนิ่ม ปืน M16 อยู่แนบอก หันปากกระบอกปืนไปทางปลายเท้าลุกขึ้นมาสามารถยิงได้ทันที รองเท้าไม่ต้องถอดไม่ต้องเกรงว่าจะนอนไม่หลับ ทันทีที่ทิ้งตัวลงนอนก็แทบจะหลับแล้ว 0400 ตื่น เดินเคลื่อนย้ายต่อไป หาแหล่งน้ำเพื่อหุงข้าว มาเจอบ่อเล็กๆ ตักน้ำใส่หม้อข้าวได้ 10 หม้อข้าวน้ำก็หมด รีบหุงข้าวและกินอย่างลวกๆ ในระหว่างทำกิจกรรมนี้ต้องส่งคนออกไประวังป้องกันรอบข้าง เรียกว่า ยามคอยเหตุ จุดอ่อนของนักรบอย่างหนึ่งก็คือ การประกอบหุงหาอาหารและการรวมหัวกินกันเป็นกลุ่ม เพราะความสามัคคีหนึ่ง และความจำกัดของอาหารหนึ่ง เผลอเมื่อใด ฝ่ายตรงข้ามส่องล้มหงายทันที ข้าวสารที่เตรียมมา 5 วัน ดูจากการกินแล้วอยู่ได้สิบห้าวัน เกณฑ์ที่คิดกันในที่ตั้งปกติ 1 มื้อ/1หม้อ/2 คน พอออกปฏิบัติงานจริงๆ ความเหนื่อยทำให้เรากิน 1มื้อ /1หม้อ6 คน ลดลงไป 3 เท่า ออกเดินทางต่อ พอสายๆ น้ำในกระติกเริ่มร่อยหรอ มาสะดุดตาพื้นที่อยู่แห่งหนึ่ง เป็นสัญชาตญาณของนักรบ ยิ่งชุดสิงห์ดงยิ่งไม่ต้องห่วง เพราะทำกิจกรรมอยู่ในป่ามาหลายปี คาดว่าเป็นฐานปฏิบัติการของ ผกค.จึงทำการตรวจสอบพิกัดขอปืนใหญ่ยิงลงไปห้านัดแล้วเข้าพิสูจน์ทราบ เป็นฐานปฏิบัติการผกค.ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่ได้เปรียบมาก อยู่บนยอดเนินเล็กๆ ขุดคูล้อมไว้ ผู้ที่จะผ่านเข้ามาต้องผ่านลำห้วย(ยังไม่มีน้ำ) นับว่าเสียเปรียบอย่างมาก ดีแต่ว่า ผกค.ได้ย้ายฐานปฏิบัติการไปแล้วประมาณ 7 วัน คาดว่าหลังจากซุ่มโจมตีรถเสบียงของฝ่ายเราแล้ว คิดว่าทหารต้องเข้ากวาดล้างแน่ จึงถอนตัวทิ้งฐานปฏิบัติการไปเสียก่อน หลังจากสำรวจฐานปฏิบัติการอย่างระมัดระวังแล้ว เพราะกลัวว่า ผกค.จะวางทุ่นระเบิดไว้พวกเราเดินลาดตระเวนต่อไป จุดหมายต่อไปคือ บ้านโคกสว่าง เกือบเที่ยงจัดตั้งฐานลอย ระบบป้องกัน แสวงประโยชน์จากในภูมิประเทศส่วนใหญ่จะอยู่ตามเส้นทางลาดตะเวน การหุงหาอาหารนั้นปกติจะประกอบอาหารหม้อเดียวแล้วกินทั้งวัน ในคราวนี้จำกัดเรื่องน้ำหุงข้าว จึงต้องประกอบมื้อเที่ยงอีก เจอโอ่งน้ำดินของชาวบ้านอยู่ที่ขนำในไร่ จึงให้ชุดสิงห์ดง ๒ คน ซึ่งลักษณะรูปร่างจะคล้ายคนในท้องถิ่นหน่อย ปลอมตัวเป็นชาวบ้านแบกโอ่งดินไปตักน้ำที่บ่อน้ำมาได้ครึ่งโอ่ง แบ่งหุงข้าวบ้าง ดื่มบ้าง ซึ่งยังไม่พออยู่ดี ได้กินน้ำคนละอึกสองอึก ตั้งแต่บ่ายโมงถึงเย็นแดดร้อนมาก ร่มไม้ไม่ช่วยเท่าไหร่ เหงื่อซึมออกมาจะมีแมลงตระกูลผึ้ง(ตัวมิ้ม) มาไต่ตอมเราเพื่อเอาน้ำจากเหงื่อของเรา นี่แหล่ะน่ารำคาญมาก จะทุบหรือตีแบบยุงก็ไม่ได้ เพราะจะปล่อยเหล็กไนได้ อาศัยไล่ปัดเอา ขนาดง่วงยังนอนหลับไม่ได้เลย ตกเย็นก็ยังอยู่ที่เดิม นำข้าวที่เหลือมื้อกลางวันนั่นแหล่ะมาฝืนกลืนลงคอที่แห้งผาก จากการค้นหาร่องรอยของ ผกค. ถ้าพบฐานปฏิบัติการจะเข้าตี ปรากฏว่า ผกค. ได้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ไปแล้ว ยังมีที่บ้านโคกสว่าง สายเคยมารายงานว่ามี ผกค. เข้ามาหาเสบียงบ่อย เป้าหมายของเราก็เป็นการซุ่มโจมตีพวกหาเสบียงความเสี่ยงจะน้อยกว่าการเข้าตีฐานปฏิบัติการ ผกค. ในพื้นที่นี้ตามข่าวว่าร่ำรวยพอสมควร เพราะได้ค่าคุ้มครองจากการทำไม้ในยุคนั้น ยังไม่มีนโยบายปิดป่า ผู้ทำไม้และ ผกค. จึงมีผลประโยชน์ร่วมกัน ผู้ทำไม้ต้องสนับสุนนเงินเสบียงแก่ ผกค. เพื่อความปลอดภัย และทำให้ธุรกิจสำเร็จ ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร ยังคิดว่าถ้าเราเป็นพ่อค้าไม้ในภาวะนั้นคงยังปฏิบัติเช่นกัน พวกเราเริ่มออกเดินทางเมื่อตะวันตกดิน ลัดเลาะชายป่าเข้ามาหมู่บ้านจุดแรกคือบ่อน้ำ ลำคอทุกคนแห้งผากจนแทบจะเป็นผุยผง เดินทางร่วมชั่วโมงอย่างเร่งรีบ กระหายน้ำอยู่แล้ว ต้องผลัดเปลี่ยนไปตักน้ำและดื่มน้ำคราวละ๒คน ถึงคราวเราแล้วก็กินให้สมอยาก ๒ กระติกติดต่อ น่าจะลิตรกว่าๆ ชื่นช่ำไปทั่วร่างกาย ถึงกับหนาวสั่นขึ้นมาทันทีชุดสิงห์ดงเรียกสายมาตรวจสอบถาม ปรากฏว่า ผกค. ไม่เคลื่อนไหวในหมู่บ้านมา ๕ วันแล้วเมื่อได้ทราบว่า ผกค. ได้หลบออกจากพื้นที่ไปแล้ว เราควรเปิดเผยเข้าไปพบกับชาวบ้านให้ขวัญกำลังใจกับชาวบ้าน ที่มีทหารรัฐบาลเดินลาดตะเวนมาถามข่าวให้ความปลอดภัย เดินเข้าไปใจกลางจัตุรัส บ้านโคกสว่าง ผบ.ฉก. นั่งลงกลางสี่แยกจัตรัสจัดกำลังส่วนหนึ่งไปให้ความคุ้มครองกับกำลังส่วนใหญ่ มีมีอะไรจะพูดคุยกันสนุกไปมากกว่าเหล้าขวา(เหล้า ๔๐ ดีกรี) เป็นเหล้าชั้นยอดของชาวบ้านป่า เช่นเดียวกับแม่โขงของชาวเมืองถูกเปิดออก พร้อมกับยาดองเหล้าเป็นแผ่น ตราเสือ ๑๑ ตัว ถูกกรอกเข้าไปในขวด สีเหล้าจะเปลี่ยนจากใสเป็นตาตั๊กแตนเป็นสีแดงมัวๆ คนละกรึ๊บละกรั๊บ ชาวบ้านขนกระติบข้าวเหนียวที่เหลือจากกินมื้อเย็นออกมาวาง เสบียงของเราที่ตุนมาเอาออกมาเผามาย่าง จิ้มแจ่ว อร่อยดีแท้ ๕ ทุ่มกว่า ชาวบ้านเริ่มทยอยกันไปนอน เราก็ต้องถอยไปพักผ่อนเช่นกันไม่มีสถานที่ใดดีเท่าวัด มีกองไม้ ท่อนไม้ที่พระนำมาเตรียมไว้เลื่อยเป็นฝากุฏิ ช่างเหมาะดีแท้วางตัวเป็นวงรอบ จัดเวรยาม หลับพักผ่อนไปสบายอีกวันหนึ่ง รุ่งเช้าเคลื่อนย้ายกำลังไปยังหมู่บ้านนาแวง ที่นี้มีทหารราบอยู่ ๑ หมวด นัดชาวบ้านประชุมเวลา ๐๗๐๐ มีชาวบ้านมาร่วมด้วยประมาณ ๑๐๐ คน ผู้บังคับหน่วยของเรา เสธจังโก้ เป็นผู้ที่มีความสามารถมากขณะนั้นท่านมียศแค่พันตรี ได้ทำงานทั้งการเมือง ทั้งการทหาร เป็นที่ยอมรับนับถือของข้าราชการพลเรืแนในพื้นที่มาก ตลอดจนถึงพ่อเมืองหนองคายในขณะนั้นคือ ท่านผู้ว่า ชำนาญ พจนา ยังยอมรับ ด้านการทหารเป็นที่กล่าวขานแม้แต่ ผกค. ยังกลัวพอทราบว่า เสธจังโก้ นำกำลังเข้ามาปราบปราม ผกค.ยังต้องทิ้งฐานออกนอกพื้นที่ไปหมด นี่เป็นเรื่องจริง ผู้เขียนยืนยันได้ รับราชการมาจนถึงปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการกอง ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านประสบการณ์ มาก็มาก ให้ไปปฏิบัติงานเดี๋ยวนี้คงไม่ได้ครึ่งหนึ่งของท่าน ย้อนไปถึง เสธจังโก้ คนนี้ ชาวบ้านพอทราบว่าเสธจังโก้มา หอบลูกจูงหลานมา เขาอยากพบตัวจริง เพราะได้ยินกิติศัพท์ในความเก่งกล้ามานาน แล้ว เสธจังโก้ มีเทคนิคการพูดโน้มน้าวจิตใจ ชาวบ้านทั้งสนุกสนาน ได้หัวเราะ ได้ความรู้ ท่านได้พูดถึงภัยคอมมิวนิสต์ ยกตัวอย่างประเทศลาว ซึ่งต้องสูญเสีย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คนในชาติต้องอพยพแผ่นดินเข้ามาอยู่ประเทศไทยอย่างมากมาย ท่านได้แนะนำเรื่องการเกษตรเปรียบทุกวันนี้ ก็คือไร่นาสวนผสม และชักชวนให้ชาวบ้านเข้ารับการฝึกอบรมไทยอาสาป้องกันตนเอง (ทสป.) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) ชาวบ้านพอใจมากถึงกับตะโกน สู้ๆๆ ขึ้นพร้อมกัน ผู้เขียนยืนยังขนลุกซู่เลย ออกจากบ้านนาแวงเดินกลับตามทางรถยนต์สู่หมู่บ้านถ้ำเจริญ ก่อนเข้าหมู่บ้านประมาณ ๕๐๐ เมตร ถึงจุดที่รถเสบียงถูกซุ่มโจมตี มีเศษผ้า เศษอาหาร เศษกระจกเกลื่อนไปหมด ผู้เขียนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ มาสัมผัสจมูก อาหารมื้อเที่ยงร่วมกินกับชาวบ้านเช่นเดิม ชาวบ้านนำข้าวเหนียวมาคนละกระติบ พวกเรางัดเสบียงกระป๋อง ไส้กรอก กุนเชียง ปลาเค็มออกมาสมทบเป็นกับข้าว บ่ายกลับเข้าฐานปฏิบัติการบ้านห้วยทราย อาบน้ำชำระร่างกาย รีบรับประทานอาหารเย็นมุดเข้าเต็นท์หลับเป็นตายเพราะเพลียมาก ตื่นเช้าความสดชื่นกลับคืนมาได้พูดคุยถึงการออกปฏิบัติงานครั้งแรก เราต้องแก้ไขอีกหลายอย่าง เสบียงมากเกินความจำเป็น ภาชนะใช่น้ำต้องเพิ่มให้มีมากกว่าปกติ อดข้าวพออดได้ อดน้ำนี่ทรมานร่างกายมาก ข้างฐานปฏิบัติการ สนามหญ้าหน้าโรงเรียนที่นี่จะเป็นแหล่งชุมนุมอีกที่หนึ่งในตอนเย็นมาเล่นฟุตบอลกัน ทั้งทหาร ทั้งวัยรุ่นชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีสนามตะกร้อด้วย นอกจากสนุกสนานได้ออกกำลังกายมีสมรรถภาพแข็งแรงแล้ว ยังได้ทำความคุ้นเคย และสร้างความรักความสามัคคีระหว่างทหารกับชาวบ้านอีกด้วย ทหารที่ออกปฏิบัติงานสนามทางการแจกจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ในอัตราที่ต่างกัน นายสิบประมาณ ๒๐ บาท นายทหารประมาณ ๓๐ กว่าบาท นายทหารในหนึ่งเดือนจะได้เกือบพันบาท ขณะนั้นเงินเดือน ร้อยโทประมาณ ๑,๓๐๐ บาท เท่านั้น หลังจากหักค่าประกอบเลี้ยงแล้วยังเหลือเงินไว้ใช้จ่ายอีก สมัยก่อนการ โอนเงิน ถอนเงิน ฝากเงินข้ามธนาคารยังจำกัดมาก ทั้งธนาคารสาขาก็ไม่มีในอำเภอทุรกันดารชายแดนเช่นกัน ตู้ ATM ยังไม่รู้จัก การรับเบี้ยเลี้ยงต้องกลับไปรับที่หน่วยบังคับบัญชาที่ บ้านนาพระชัย อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เนื่องจากการเดินทางลำบาก ใน๑เดือนจะไปรับครั้งหนึ่ง เบี้ยเลี้ยงปกติจ่าย ๑๐วัน/ครั้ง ๑เดือนจ่าย๓ครั้งทุกวันที่ ๕, ๑๕ และ ๒๕ ของเดือน เมื่อได้รับเบี้ยเลี้ยงวันใด อาหารของพวกเราจะเพิ่มพิเศษขึ้น อาจจะมีต้มข่าไก่ ลาบเป็ด ซึ่งหาได้ง่ายในพื้นที่ เหล้า ๔๐ ดีกรี ยาดองเสือ ๑๑ ตัว เป็นอาหารพิเศษในมื้อเย็น เมื่อมีเงินแล้วก็อยากเข้าไปสำรวจภูมิประเทศในตัวตัวอำเภอบึงกาฬเพื่อเป็นข้อมูลรวมทั้งตุนเสบียงอาหารด้วย ในหมู่บ้านร้านของชำมีของจำกัด และราคาแพงกว่าปกติมาก เนื่องจากความยากลำบากในการเดินทาง ผมพร้อมด้วยลูกน้องอีก ๑ คน แปลงกายเป็นพลเรือนนั่งรถ ๒ แถวในหมู่บ้านสู่อำเภอบึงกาฬระยะทาง ๓๐ กิโลเมตร ผ่านสะพานที่ถูกเผาต้องเดินข้ามและไปต่อรถที่ฝั่งตรงข้าม ขาไปไม่เท่าไหร่ ขากลับหิ้วของพะรุงพะรังปีนตลิ่งสูงชัน อำเภอบึงกาฬเป็นเมืองติดชายแดน ทิศเหนือติดแม่น้ำโขง ซึ่งขวางกั้นประเทศลาวไว้ เป็นชุมทางรถยนต์ ทิศตะวันออกเป็นถนนลูกรังไปจังหวัดนครพนม ๑๗๐ กิโลเมตร ทิศใต้ไปอำเภอพังโคน ๑๒๖ กิโลเมตร ทิศตะวันตกไปจังหวัดหนองคาย ๑๓๐ กิโลเมตร ถนนจากบึงกาฬไปจังหวัดหนองคายเป็นทางราดยางถนนชั้น ๒ ส่วนอีก ๒ เส้นทางเป็นทางลูกรัง ราษฎรที่บึงกาฬ จึงนิยมไปทำธุระในเมืองติดต่อค้าขาย ที่ตัวจังหวัดหนองคายมากกว่า เนื่องจากเดินทางสะดวกด้านเหนือนั้นมีแม่น้ำปากชันไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำโขง ลึกเข้าไปเป็นเมืองปากชันต้นกำเนิดเพลงกุหลาบปากชัน ผู้เขียนได้แต่มองดูว่า มีสาวๆลงมาอาบน้ำรึเปล่า โอ้ปากชันช่างเงียบเหงาเหลือเกิน บึงกาฬแม้จะเป็นเมืองที่อยู่ไกลสุดกู่ แต่ภายในเมืองผู้คนเข้ามาซื้อขายคึกคัก ร้านอาหารมีคนไปอุดหนุนคับคั่ง โรงเรียนเป็นตึกใหญ่และสวยงาม มีหน่วยศูนย์ปฏิบัติการพิเศษที่ ๒๑ (ศปศ.๒๑) ตั้งอยู่ในตัวอำเภอ การปฏิบัติงานของหน่วย ศปศ. คล้ายกับการปฏิบัติงานของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ (นพค.) ในปัจจุบัน การสัญจรจากหมู่บ้านเข้าสู่อำเภอของชาวชนบทจะมีรถจากหมู่บ้านออกมาแต่เช้า และรอรับกลับ บ่ายโมงหรือบ่ายสองโมง รถจะกลับเข้าหมู่บ้าน ถ้าไม่ทันต้องเหมารถรับจ้างแพงมากไม่ค่อยจะมีรถ และบางครั้งเจ้าของรถไม่อยากจะไป เพราะพื้นที่อันตราย ต้องรีบซื้อของแล้วนั่งรถกลับเข้าฐานปฏิบัติการ แน่นอนว่ามื้อนั้นพวกเรามีของสดรับประทาน ในยุคนั้นการเก็บอาหารยังไม่มีตู้เย็น ที่ฐานปฏิบัติการไม่มีไฟฟ้าใช้ต้องใช้ตะเกียงหรือเทียนไข การถนอมอาหารใช้การตากแห้งเป็นหลัก อาหารในหมู่บ้านเนื่องจากเป็นชนบท ชาวบ้านเลี้ยงเป็ดไก่ ไม่ได้เป็นอุตสาหกรรม เลี้ยงกันไว้เป็นอาหาร ไว้รับรองแขก เมื่อทหารเข้ามา ความต้องการมีมากขึ้น ของขาดแคลนและราคาก็แพงขึ้น เนื้อสัตว์ หมู วัว ควาย จะมีเฉพาะเมื่อมีงานเทศกาล งานบุญ งานมงคล งานศพ รอบๆฐานปฏิบัติการจะมีลำห้วย พวกเราแปลงเป็นประมงน้ำจืดใส่เบ็ดวิดปลาซึ่งมีชุกชุมพอสมควร และมีผักในน้ำเป็นอาหาร และเปลี่ยนรดชาดอาหาร

ไทยอาสาป้องกันตัวเอง(ทสป.) หรือไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) ในปัจจุบันแนวความคิดเช่นเดียวกับลูกเสือชาวบ้าน(ลสชบ.) พลังมวลชนในเมือง ในชนบทพื้นที่ที่มีปัญหาคุกคามจาก พคท. เป็นพื้นที่แย่งชิง เมื่อฝ่ายเราปฏิบัติการจิตวิทยาได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็จัดการฝึก จัดตั้ง ทสป.ขึ้นในหมู่บ้าน โดยรวมพลังมวลชนที่มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มาเข้าการอบรมทั้งการทหาร การเมือง ปลูกฝังแนวความคิดระบอบประชาธิปไตย สร้างความรัก ความสามัคคี ได้จัดการชุมนุมขึ้นในอำเภอบึงกาฬ โดยมีรองแม่ทัพภาคที่ ๒ (พลตรี เยี่ยม อินทรกำแหง) เป็นประธานในพิธี และผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย (นาย ชำนาญ พจนา) เป็นเกียรติร่วม มี ทสป. ๗ รุ่น ๑๙ หมู่บ้านจาก ๔ อำเภอ เป็นชาย ๒,๒๐๐ คน หญิง ๘๗๔ คน รวมพลัง ทสป. ทั้งสิ้น ๓,๐๗๔ คน เสียงเพลงวันนี้ยินดีที่มาพบกันกระหึ่มที่โรงเรียนบ้านนาสวรรค์ ซึ่งเป็นกองอำนวยการฝึก ประธานได้กล่าวสรุปความว่า หน้าที่ป้องกันบ้านเมืองเป็นของคนไทยทุกคน จะรอทหาร ตำรวจไม่ได้ กำลังของเรามีน้อย พลังประชาชนเป็นกำลังที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงความพร้อมเพรียง ความเข้มแข็ง ความเสียสละของทุกคนที่เสียสละเวลาทำมาหากินมาฝึกและร่วมชุมนุมครั้งนี้ และ ทสป.ทุกรุ่นได้เดินสวนสนามผ่านประธานที่มีปืนลูกซองก็แบก มือเปล่าสวนสนามอย่างแข็งขัน หลังจากสวนสนามประธานได้มอบปืนลูกซองให้รุ่นละ ๑๐ กระบอก รวม ๗๐ กระบอกไว้ป้องกันหมู่บ้าน ปืนลูกซองเหล่านี้มวลชนส่วนหลังได้บริจาคทรัพย์ซื้อให้กองทัพภาคที่ ๒ เพื่อมอบให้กับ ทสป.ตามแนวชายแดนและพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ไว้ป้องกันตัว ป้องกันหมู่บ้านของ ทสป. เป็นนิมิตหมายดีที่ส่วนหลังผู้มีทรัพย์ยังนึกถึงคนในชาติ ความเสียสละเช่นนี้ประเทศได้จะล่มสลายเป็นไปได้ยาก ในการฝึกภาคสนามของ ทปส. รุ่นนี้ มีผู้เข้าทำการฝึกจำนวน ๓๐๐ นาย ผู้อำนวยการฝึกคือ ผบ.ฉก.๒๐๒ ได้มอบหมายให้ผมนำกำลังลาดตะเวนในพื้นที่จริง ประกอบกำลังจากชุดผม ๖ นาย ตำรวจตะเวนชายแดน และอาสาสมัครจังหวัดรวมแล้วเกือบ ๕๐ คน นำทสป.อีก ๓๐๐ เดินป่า ดงสีชมภู พื้นที่ยังมีการเคลื่อนไหวของ ผกค.อยู่ แนวลาดตะเวนยาวมากเป็นงูหางยาว ผมอยู่ในชุดนำ ชะล่าใจมากในการลาดตะเวนครั้งนี้ อุ่นใจที่มีพวกมาก ป่าน่าจะตื่นไม่ควรจะมีฝ่ายตรงข้ามเข้ามาตอแยได้ ความคิดผมพลาดไปถนัดในการพักประจำชั่วโมงผมไปนั่งห้อยขาอยู่ที่ต้นไม้ล้มหัวขบวน ปรากฏว่านักรบเราวินัยดีเยี่ยม แม้จะมีจำนวนมากการใช้เสียงแทบไม่มี มี ผกค.จำนวน ๓ คนเดินเข้ามาตามเส้นทางด้านข้างจะชนหัวขบวน คนของเราเห็นก่อนไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็น ทสป. ด้านหลังออกมาเดินรึเปล่า พอตะโกนถามว่าใครเท่านั้น กระสุนอาร์ก้าจากฝ่ายตรงข้ามสาดเข้ามาเป็นชุด ตัวผมเองต้องหงายหลังลงไปคว้าปืนยังไม่ทันเลย ฝ่ายเราโต้ตอบอยู่สัก ๑๐ วินาที เสียงปืนเงียบลง ส่งกำลังเข้าไปพิสูจน์ทราบ เจอแต่รองเท้าแตะหลุดอยู่ ๑ ข้าง เหตุการณ์นี้ทำความตื่นเต้นให้กับนักรบหน้าใหม่ และ ทสป. ที่ออกฝึกด้วย เป็นบทเรียนอย่างดีว่าทีหลังอย่าประมาท ภาษิตนักรบบอกว่าตีบเหยียบป่าตายไปแล้วครึ่งตัว หลังจากนำ ทสป. ฝึกภาคสนามแล้ว ชุมผมก็กลับไปอยู่ฐานห้วยทราย ลาดตะเวนค้นหา ผกค.ต่อไปในพื้นที่รับผิดชอบ อยากจะกล่าวถึงอำเภอหนึ่งในพื้นที่รับผิดชอบ คืออำเภอโซ่พิสัย สถาปนาในพื้นที่ก่อนทหารเข้าไปทำงานในพื้นที่เพียง ๑ เดือน ตั้งอยู่กลางป่า เส้นทางเข้าออกติดต่อโลกภายนอกลำบากมาก ข้าราชการพลเรือน ตำรวจต้องรักสามัคคีกัน อำเภอใดที่อ่อนแอ ผกค.จะรวมกำลังเข้าตีที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ และ สถานีตำรวจ ได้ยินอยู่บ่อยๆ มีข่าวบอกว่า ผกค.จะเข้าตีอำเภอโซ่พิสัย ผบ.ฉก.เมื่อทราบข่าว ท่านบอกว่าต้องตีมันก่อน วางแผนจัดกำลังเพียง ๒๐ คน ท่าน ผบ.ฉก. ๑ ชุดของผม ๘ และทหารราบ ๑๑ คน ไปนอนพักบนที่ว่าการอำเภอ ๐๓๐๐ ลุกขึ้นมาหุงข้าว ปรากฏว่าฝนตกทั้งคืน ไม่มีฟืน ข้าวไม่ได้หุง ๐๕๐๐ ออกลาดตะเวนที่คิดว่าที่ไหนมี ผกค. ก็ไปที่นั่น ลากปืนใหญ่เข้ามายิงสนับสนุนอย่างใกล้ชิด ยิงปืนใหญ่ถล่มตามพื้นที่ที่สงสัย และเข้าพิสูจน์ทราบ ปรากฏว่าล้มเหลวทั้งวัน เจอแต่ฐานเก่าของ ผกค. วันนั้นเป็นวันที่เหนื่อยมากอีกวันหนึ่ง เพราะไม่ได้กินข้าวเช้า เดินทั้งวันได้แต่น้ำกลั้วคอ โชคดีที่มีฐาน ผกค. อยู่ฐานหนึ่ง ผมได้แตงกวามา ๑ ลูก กินประทังหิวได้ เมื่อไม่พบ ผกค. ที่จะเข้าตี ตอนเย็นก็ได้ลาดตะเวนออกจากป่ามายังที่ว่าการอำเภอ นายอำเภอและข้าราชการขอบอกขอบใจ สบายใจแล้วว่า ผกค. จะไม่เข้าตีตามข่าวลือ ภายหลังเมื่อ ผบ.ฉก. เดินทางเข้าไปทำทะเบียนปืนลูกซองให้ ทสป. จึงได้รับบริการอย่างดีเยี่ยม มีอยู่วันหนึ่งปลัดอำเภอที่รับทำทะเบียนปืนชวนไปสังสรรค์ต่อที่ร้านอาหารเพิงหมาแหงนหน้าอำเภอ แม่โขงถูกเปิดออก การพูดคุยถูกคอขึ้น ครั้งแรกว่าจะดื่มพอคุยกันเสร็จภารกิจ เหล้าเข้าปากความสนุกก็เพิ่มขึ้น ได้ออกจากร้านเพราะร้านปิด ๒๑๐๐ ไปหาทำเลคุยกันใหม่ไปที่บ้านหลังหนึ่ง ไม่ทราบว่าเป็นบ้านของใคร บ้านหลังนี้ทำให้ข้าพเจ้าทึ่งในโซ่พิสัย คนสวยมีอยู่ทุกแห่งหน ไม่ละเว้นแม้แต่โซ่พิสัยกลางป่าเช่นนี้ หล่อนผู้เป็นเจ้าของบ้านให้การต้อนรับอย่างดี ไม่ทราบแม้แต่ชื่อ ในบรรยากาศสลัวของแสงตะเกียง ๒๓๐๐ น่าจะรบกวนเจ้าของบ้านมากเกินไป ผบ.ฉก. และผมเดินทางกลับเข้าฐานปฏิบัติการผ่านพื้นที่อันตราย กลางวันยังหารถวิ่งยาก นี่เกือบจะ ๒ ยามแล้ว ผบ.ฉก. ไม่ต้องพูดถึง คอพับคออ่อนหลับไปแล้ว มีเพียงคนขับรถที่เพ่งสายตาฝ่าความมืดไปยังเบื้องหน้า นึกถึงสะพานอีกเส้นทางหนึ่งที่ถูกเผาไปแล้ว เหลือเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่จำกัดบีบบังคับมาก พอถึงสะพานข้ามลำห้วยตั้งใจจะลงไปสำรวจความปลอดภัย คิดอยู่ในสมอง ๒-๓ เที่ยว ตัดสินใจขับรถพุ่งผ่านไปถึงฐานปฏิบัติการอย่างปลอดภัยเมื่อ ๒ ยามกว่าๆ


จากผลการปฏิบัติการทางจิตวิทยาทางอากาศ หรือกระจายเสียงผ่านทางเครื่องบิน ผกค. ผู้หลงผิดได้ทราบข้อเท็จจริงและได้รับความลำบากจากการเข้าร่วมกับ พคท. จึงหนีจากฐานปฏิบัติการจากพรรคพวกเข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ สอบถามกับผู้มอบตัวแล้วทราบว่าถูกคาดโทษ ใครเข้ามอบตัวจะถูกตามล่า ยิ่งถ้านำอาวุธออกมาด้วยโทษจะรุนแรงขึ้นอีก มีผู้หลงผิดเข้ามามอบตัวที่สถานีวิทยุ ๙๐๙ ที่จังหวัดสกลนคร ๓ คนด้วยกัน เป็น ผกค. รุ่นๆอายุประมาณ ๑๗ ๑๘ ปี หนึ่งในจำนวนนั้นเคยอยู่ที่ฐานห้วยบ่อ อยู่จากที่ตั้ง บก.ฉก.ไม่มากนักซึ่งฐานปฏิบัติการนี้ ครั้งก่อนเคยเป็นที่ซ่องสุม ผกค.เป็นร้อย นำกำลังจากฐานนี้ไปเผาสะพานที่โคกกะแซ และนำกำลังไปสมทบกับฐาน ผกค. ที่บ้านนาแวง เข้าซุ่มโจมตีรถเสบียงของฝ่ายเรา ที่ทำให้เราต้องสูญเสียจ่าสิบเอกไป ๒ นาย พลขับสิบเอก ๑ นาย พลทหาร ๑ นาย บาดเจ็บสาหัสอีก ๒ นาย รถบรรทุกใหญ่เสียหาย ๑ คัน ผกค.เหล่านี้เมื่อมอบตัวแล้วทางการส่งมาควบคุมอยู่ที่ศูนย์อพยพจังหวัดหนองคาย เพื่อทำการซักถาม ท่าน ผบ.ฉก.๒๐๒ ดูกระตือรือร้นมากที่จะหาข่าวจาก ผกค.คนนี้ให้ได้ ท่านได้ชวนผมเดินทางมาที่ศูนย์อพยพจังหวัดหนองคาย ตอนบ่ายขอพบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อซักถาม ผกค.ที่เคยอยู่ฐานห้วยบ่อ ผมขอเรียกว่า ไอ้น้อย เพราะตัวเล็ก หน้าขาวซีดๆ คงอยู่ป่าและอมไข้มาเลเรียอยู่ด้วย ท่านเทียวไปเทียวมาระหว่างฐานปฏิบัติการห้วยทรายและศูนย์อพยพหนองคาย ๒ ๓ ครั้ง ก็นำไอ้น้อยติดรถเข้ามาที่ฐานปฏิบัติการห้อยทรายด้วย ท่านบอกว่า ไอ้น้อยรู้ที่ซ่อนปืนของ ผกค. ผมกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อเสียมากกว่า อยากจะเขกกะโหลกไอ้น้อยด้วยที่คิดว่าโกหกแน่ๆ ไอ้น้อยเข้ามางานก็เกิด งานแรกไปเอากระสุนที่มันนำเอาติดตัวออกมาด้วย ส่วนปืนมันไม่กล้าถือออกมาเพราะกลัวจะถูกตามล่าอย่างที่พรรคขู่ไว้ นั่งรถไปยังจุดที่ใกล้เคียงพื้นที่ซ่อน ผมจำชื่อหมู่บ้านไม่ได้และเดินตัดป่าไปตั้งแต่ตอนสายๆ บ่ายก็พบสายกระสุนปืนอยู่ ๔ ซอง เอากลับมาเป็นเครื่องยืนยันว่า ที่ไอ้น้อยพูดนั้นเป็นความจริง ท่านผบ.ฉก.มั่นใจมากว่าต้องมีอาวุธซ่อนอยู่จริง เพราะเห็นขลุกอยู่กับไอ้น้อย ถามไปถามมาหลายเที่ยว ระดมพลอีกครั้งหนึ่งงานนี้เป็นงานใหญ่ ต้องผ่าเข้าไปในดงใหญ่ของฐาน ผกค. จัดชุดมีของผม ๘ นาย ชุดสิงห์ดง (ผกค. กลับใจ) ๘ นาย และอาสาสมัครจังหวัด(อสจ.) ซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการใกล้พื้นที่จะค้นอาวุธ ๘ นาย ผบ.ร้อยเป็นนายทหารชั้นประทวนจากหน่วยลาดตะเวนระยะไกลที่ ๓ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีที่ตั้งปกติรั้วติดกันกับหน่วยของผม จึงคุ้นเคยกันดี ออกเดินทางตั้งแต่เช้า จัดรูปขบวนแถวตอนเรียงหนึ่ง ใช้ชุดสิงห์ดงนำ ตามด้วยชุดของผม และ อสจ. เดินไปจนเข้าเขตฐานปฏิบัติการของ ผกค. ภายหลังสำรวจแล้วมีอยู่ด้วยกัน ๕ ฐานปฏิบัติการ ฐานกลางเป็นฐานใหญ่ บรรจุคนได้ประมาณ ๒๐๐ คน อีก ๓ ฐานปฏิบัติการเป็นฐานหมวด อีก ๑ ฐานปฏิบัติการเป็นฐานหญิงแดง อยู่หลังฐานใหญ่ ซึ่งพื้นที่บังคับเข้าตีทางด้านหลังไม่ได้ ครั้งแรกก็ยังไม่ทราบ พอปืนใหญ่ยิงนำและเข้าสำรวจเจอฐานป้องกันด้านนอกก่อน ไม่มีการปะทะเพราะ ผกค. ได้อพยพออกจากพื้นที่ไปร่วมเดือนแล้วตั้งแต่ทหารออกปราบปราม จากฐานเล็กมีทางเชื่อมต่อไปฐานใหญ่ เมื่อเข้าสู่ฐานใหญ่แล้ว ผมเรียกไอ้น้อยมาสอบถามว่า ซ่อนปืนอยู่ที่ใด มันก็ตอบว่าน่าจะไปทางนี้เพราะเห็นหัวหน้า ผกค.นำถังแดง ๒๐๐ ลิตร มา ๒ ถังมันเป็นผู้น้อยจึงไม่มีสิทธิ์รับรู้ (ภายหลังระดับหัวหน้า ผกค. ออกมามอบตัว จึงนำเจ้าหน้าที่ไปขุดอาวุธ รับรางวัลเป็นจำนวนมาก) ผมจึงแบ่งเขตรับผิดชอบออกเป็น ๓ พวกให้ออกค้นหา ผมนั่งบัญชาการอยู่ในฐานใหญ่คนเดียวเฝ้าวิทยุ นั่งเคี้ยวมาม่าแห้งผสมไข่ต้มและน้ำเย็นตามไป สักประมาณ ๒๐ ๓๐ นาที ด้านสิงห์ดงตะโกนมาว่า หัวหน้า หัวหน้า เจอแล้ว อารามดีใจผมวิ่งตะลุยเข้าไปยังจุดที่พบอาวุธ ลืมนึกถึงอันตราย ถ้าฝ่ายตรงข้ามวางกับระเบิดไว้มิแย่หรือ นึกขึ้นมาทีไรใจหาย พวกเราช่วยกันขน ช่วยกันแบก มีอาวุธปืนกว่า ๓๐ กระบอก เป็นปืนพก ๑ กระบอกนอกนั้นมี ปสบ.๘๓ HK.๓๓ ประทับตราโล่ของตำรวจ ๑ กระบอก ปืน M.๑๖ และ เซกาเซ กระสุนทุกชนิดหมื่นกว่านัด ซองกระสุนจำนวนมาก คน ๒๔ คนช่วยกันแบกหามออกมา ตัวผมเองแบก ปสบ. ๒ กระบอก และถอดเสื้อเอาแขนมัดปิดคอเสื้อไว้จะกลายเป็นถุง ใส่ซองกระสุนลงไป ซองกระสุน ผกค. จะแกะเหล็กดันสปริงออกเพื่อให้สปริงคลายตัว และเปลืองพื้นที่มาก เดินแบกกลับมาไม่เหนื่อยเลย รีบรายงาน ผบ.ฉก. ท่านรีบขับรถมารับ กลับเข้าฐานถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานรวมทั้งชุดที่เข้าทำงานด้วย รุ่งขึ้นท่านนำไปมอบให้กองทัพภาคที่ ๒ ส่วนหน้าที่จังหวัดสกลนครทำการแถลงข่าวประชาสัมพันธ์แสดงการทำงานของฝ่ายเรา ในปี ๒๐ นั้นถ้าหน่วยใดยึดปืนของ ผกค. ได้ซักกระบอกจะเป็นที่กล่าวขานความสามารถไปทั้งกองทัพ เมื่อกลับมาที่ฐานห้วยทราย ไอ้น้อยกลายเป็นเด็กก้นกุฏิของ ผบ.ฉก. ไป ไปไหนเอาติดรถไปด้วย ท่านคงใช้ประสบการณ์หลอกถามไอ้น้อยอีก ใช้เงินค่ารางวัลการมอบอาวุธเข้าล่อ ไอ้น้อยเปิดปากออกมาอีกว่าอาวุธที่เอามายังไม่หมด ผมเข้าใจที่เป็นเช่นนี้ เพราะไอ้น้อยไม่มั่นใจว่า อาวุธที่นำพวกเราไปค้นหามันจะได้รางวัลหรือเปล่า เมื่อเห็นกรรมวิธีแล้วคิดว่าน่าจะได้ความลับเผยออกมา ผมเป็นหัวหน้าทีมจัดกำลังอีก คราวนี้ทีมสิงห์ดงไม่ได้ไปด้วยเพราะติดภารกิจปราบปรามในพื้นที่อื่น คงมีเฉพาะทีมผม ทหารราบป้องกันปืนใหญ่ และ อสจ. รวมทีมประมาณ ๒๐ คนเช่นเดิม เดินเข้าพื้นที่เดิม เดินไปเจอป่าลู่เป็นทาง ถามลูกน้องว่านี่รอยอะไร ลูกน้องตอบว่า ร่องรอยของพวกเราที่เดินลาดตะเวนเมื่อคราวที่แล้ว เดินเข้าเส้นทางเดิมผ่านพื้นที่ที่ชุดสิงห์ดงบอกว่าตรงนี้เคยจัดงานแต่งงานสหายเมื่อ ๒ ๓ ปีก่อน ก่อนเข้าฐานปฏิบัติการใหญ่มีต้นมะม่วงแก้วลูกดกอยู่ต้นหนึ่ง ผมสังเกตดูแล้ว มะม่วงไม่พร่องไปจากเมื่อคราวที่แล้ว คาดคะเนได้ว่ายังไม่มีผู้ใดเข้ามาที่นี่ ไปกลางฐานใหญ่เช่นเดิม แบ่งทีมค้นหา คราวนี้คว้าน้ำเหลว ไม่เจออาวุธปืนเดินเหนื่อยกลับเข้าฐานห้วยทราย ท่าน ผบ.ฉก. ยังซักถามไอ้น้อยต่อไป ท่านยังมั่นใจว่า ยังมีอาวุธอีก แต่เราค้นหาไม่พบ พักได้สักวันเดียวจัดกำลังเข้าค้นอาวุธอีกแล้ว ฐานเดิมด้วย ผมได้แต่บอกและปลอบผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ครั้งสุดท้าย จะไม่ไปอีกแล้ว เพราะการเข้าฐานปฏิบัติการ ผกค. และไปนำอาวุธที่ซ่อนไว้ ถือว่าเสียศักดิ์ศรีของนักรบเช่นกัน ไปบ่อยๆกลัวจะพลาด และวันนี้ผมป่วยเนื่องจากปวดฟัน ต้องแข็งใจนำทีมไปยังเส้นทางเดิม ถ้าเปิดเส้นทางใหม่จะไม่คุ้นเคย ทำให้เสียเวลาได้ เมื่อถึงต้นมะม่วงแล้วผมยังเข้าไปสังเกตการณ์ใต้ต้นมะม่วงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงแสดงว่าไม่มีใครเข้ามายุ่งในพื้นที่ ผมมั่นใจมากเรื่องมะม่วง ไม่ว่านักรบทีมไหนเข้ามาต้องกินทั้งนั้น เพราะเดินลาดตะเวนบุกป่าผ่าดงมาทั้งหิวทั้งเหนื่อย ผมไปนั่งอยู่ตรงฐานปฏิบัติการใหญ่เช่นเดิม เปิดซองมาม่าแห้งผสมไข่ต้ม ตามด้วยน้ำเย็นตามสูตร ตั้งแต่กลับจากชายแดนมา ปี ๒๐ ผมพึ่งจะหันกลับมากินมาม่าเมื่อปี ๔๐ ใช้เวลา ๒๐ ปี คิดดูว่าผมเบื่อมาม่าซักแค่ไหน คราวนี้ผมไม่ได้นั่งอยู่ตามลำพัง ไอ้น้อยตัวดี มาก่อไฟ ก๊อกๆ แก๊กๆ อยู่ใกล้ๆ ต้มมาม่ากิน ที่ต้องมานั่งกินตอนนี้เพราะเราออกตั้งแต่เช้ามืด หลังจากทำภารกิจแล้วต้องออกจากป่าก่อนค่ำ ชุดผมเอาง่ายๆ ไข่ต้มคนละ ๒ ๓ ฟอง มาม่ายัดลงไป กินมาม่าแห้งกินน้ำตามคิดว่าคงไปอืดอยู่เต็มกระเพาะเอง คนอื่นๆเข้าป่าไปค้นหาอาวุธ ไอ้น้อยหลังจากกินมาม่าต้มแล้ว หายไปเมื่อไหร่ไม่ทราบ เกือบ ๑ ชั่วโมงมีเสียง M.๑๖ รัวขึ้น ๑ ชุด ๑๐ กว่านัด ผมหมอบราบลงไป รอดูเหตุการณ์สักครู่ก็ตะโกนถาม มีอะไร เสียงไอ้น้อยตอบมาว่า เจอแล้วครับ ผมเดินตามเสียงไปเจอปืน ๕ กระบอก ชำรุดเป็นส่วนใหญ่ วางเรียงไว้เรียบร้อยมี M.๗๙ และกระสุนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่งถังแดงเปิดอยู่ห่างจากจุดฝังครั้งแรกมาก ชุดลาดตระเวนแบกปืนแบกกระสุนกลับฐานปฏิบัติการห้วยทรายไป เมื่อมาอยู่ในฐานปฏิบัติการห้วยทราย ผมมาดูพฤติกรรมของไอ้น้อยแล้ว ผมว่ายังมีเล่ห์เหลี่ยมหรือปิดบังสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้ ตอนนี้ไอ้น้อยตาม ผบ.ฉก. ไปฝึก ทสป. ที่ตัวอำเภอไม่อยู่ที่ฐานปฏิบัติการ ผมเล่าให้ลูกชุดฟังว่า อาวุธ กระสุนที่เราเข้าไปขนออกมายังไม่หมด ไอ้น้อยมีพิรุธตั้งแต่หยุดต้มมาม่าเป็นแมวใจเย็น ไม่รู้ร้อนรู้หนาว แอบไปค้นอาวุธคนเดียว และเมื่อผมไปพบมันคนแรก ผมสังเกตเล็บมือไอ้น้อยดำเพราะโกยดิน เลยบอกลูกชุดว่า ที่ว่าครั้งสุดท้าย ก็ขอเปลี่ยนมาเป็นครั้งนี้ลุยอีกครั้งหนึ่ง เอาชื่อเสียง ผมเข้าไปขออนุญาต ผบ.ฉก. ที่ตัวอำเภอ และออกปฏิบัติการเหมือนเดิมทุกอย่าง คราวนี้ผมไม่นั่งอยู่กลางฐานใหญ่ เดินค้นหาจุดที่พบอาวุธครั้งสุดท้าย เมื่อพบแล้วสังเกตร่องรอยว่า มีเส้นทางไปทางใดบ้าง หารอบรัศมี ๕๐ ๘๐ เมตรตามเส้นทาง ก็ไปเจอห่อพลาสติกมัดไว้อย่างดี แกะออกมาเจอปืน M.๑๖ สภาพใช้ได้อีก ๕ กระบอก ผมไม่ได้ถามไอ้น้อยว่ามันซ่อนปืนไว้ทำไมอีก ตามความเข้าใจผมคิดว่า ไอ้น้อยคิดว่าพวกผมจะยึดปืนของมันไปไม่ส่งเข้าหลวง มันจะชวดเงินรางวัลไป ซ่อนเอาไว้วันดีคืนดีได้โอกาส มันจะมาเอาออกไป


นักรบทีมชาติของผมมาถึงวาระสุดท้าย นักรบผู้สามารถบางท่านอาจมองเห็นว่าไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่ตื่นเต้น ไม่เร้าใจ ผมเพียงอยากจะเล่าให้คนรุ่นหลังฟัง เพื่อให้ทราบว่าเราได้ทำอะไรกันบ้าง ทุกวันนี้จะไปเดินป่าไล่ยิงกันนั้น ไม่มีแล้วป่าก็หมด ความรู้คนในชาติก็สูงขึ้น จะมาหลอกกันไม่ได้ มีปัญหาเรื่องการปกครองให้ไปสู้กันในรัฐสภา ขอสดุดีนักรบไทยทุกคนที่ได้เสียสละเพื่อชาติ บางคนสละแม้ชีวิต สำหรับผบ.ฉก. ของผม พ.ต. ประสิทธิ อิ่มวิทยา เสธจังโก้ ยังอยู่ในหัวใจของผมอยู่ตลอกเวลา ท่านเสียชีวิตแล้วมีบางคนเสนอทำศาลให้ท่านอยู่ ผมบอกว่า อย่าทำ! ให้ท่านไปอยู่สวรรค์เถอะ ลำบากมามากแล้ว

__________ ***** ___________


บันทึกเมื่อ กันยายน ๒๕๔๓