Run-Eat-Tour

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว
เดือนสิงหาคม  2552
โดย  หมู่สิงห์
 

วิ่งเฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหามหาราชินี ค่ายกฤษณ์สีวะรา ซุปเปอร์มินิมาราธอน ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดสกลนคร จัดโดยจังหวัดทหารบกสกลนคร เพื่อไม่ให้งานวิ่งซ้ำซ้อนกับวิ่งวันแม่ที่จังหวัดชัยภูมิ จึงเลื่อนมาเป็นวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2552 คณะกรรมการได้ชักชวนให้หมู่สิงห์ นำทีมนักวิ่งไปร่วมกิจกรรมด้วย ทำให้นึกถึงอดีตที่ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว หมู่สิงห์เคยทำมาหากินอยู่ที่นั่น มีพรรคพวกเพื่อนฝูงอยู่หลายคน กลับไปเยี่ยมถิ่นเก่าสักครั้งจะเป็นอะไรไป


เส้นทางสู่จังหวัดสกลนครไปได้หลายเส้นทางอยู่ที่ว่าจะเริ่มต้นจากที่ใด คณะหมู่สิงห์ ใช้เส้นทางนครราชสีมา-บ้านไผ่-มหาสารคาม-กาฬสินธุ์-สกลนคร เส้นทางปรับปรุงใหม่ เป็นทาง 4 เลนมากแล้ว เว้นจากอำเภอสมเด็จ กาฬสินธุ์ ข้ามเทือกเขาภูพานไปจังหวัดสกลนคร สนุกกับการขับรถวนเส้นทางบนเขา ผ่านอุทยานแห่งชาติภูพาน น้ำตกคำหอม พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ แต่ไม่มีเวลาแวะชื่นชมทัศนียภาพ

 ไปถึงสกลนคร ไปนมัสการพระธาตุเชิงชุมอยู่ในตัวจังหวัด เย็นแล้วพระทำวัตรสวดมนต์เย็นพอดี จะไปเดินรอบสระพังทองซึ่งมีเส้นทางเดินออกกำลังกายรอบสระ มีน้ำพุซึ่งแต่เดิมเขาบอกว่าสูงที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันคงเสียสถิติไปแล้ว ดูพระอาทิตย์ตกน้ำที่หนองหาน แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ รีบไปสมัคร และไปรับประทานอาหารเย็น ร้านเก่าแก่มีชื่อเสียงที่สุดในจังหวัดคือ ร้านมิตรอุปถัมภ์ โดยจัดต้อนรับพระราชอาคันตุกะ เจ้าฟ้าหญิงแอน แห่งราชวงศ์อังกฤษ เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ถามถึงป้าเครือเจ้าของร้าน ผู้ต้อนรับบอกว่า  ป้าไปนอนวัดแล้ว ได้ลูกหลานเป็นผู้บริหารต่อ อาหารยังคงอร่อยเช่นเดิม ของชอบหมู่สิงห์และเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของร้านที่สุดคือ ซุบหน่อไม้ ลาบหมู รองลงมาคือ ตับหมูทอด ปลาเนื้ออ่อนราดพริก แกงเลียง ฉู่ฉี่กุ้ง ยังอร่อยครบครัน เว้นตับหมูทอดไม่ได้ทำแล้ว

รุ่งเช้า 0600 นาฬิกา สตาร์ทที่สนามมิ่งเมือง สงสัยว่าทำไมวิ่ง 13.5 กิโลเมตร เพราะว่าคณะกรรมการจัดวิ่งเป็นวงเส้นทางรอบเมืองไม่มีย้อนกลับ แวะเข้าไปวิ่งรอบสระพังทองประมาณ 1.4 กิโลเมตร วิ่งเข้าไปใน  สวนแม่ สวนลูก (สมเด็จย่า และพระพี่นาง ) อีกเกือบ 1 กิโลเมตร เส้นทางรอบเมืองเป็นเช้าหลังฝนตก ตอนกลางคืน อากาศจึงเย็นสบาย เสียอยู่อย่างคือเส้นทางวิ่งเป็นถนนคอนกรีต วิ่งเร็วมากไม่ได้ เป็น สว. แล้ว ฝ่าเท้าและหัวเข่าจะพังเสียก่อน นักวิ่งเข้าเส้นชัยหมดแล้ว คณะกรรมการจัดขบวนเดินเทิดพระเกียรติ ผู้ที่มีอันดับในการวิ่งรอรับรางวัล คณะหมู่สิงห์เป็นทีมคนสูงอายุมาร่วมออกกำลังกายเท่านั้น กลับที่พัก เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเดินทางกลับภูมิลำเนาแวะไหว้เจดีย์อาจารย์ฝั้น ที่อำเภอพรรณนานิคม เที่ยงพอดี แวะชิมไก่ย่าง  ข้าวเหนียว ส้มตำ ที่เขาสวนกวาง ที่มีสโลแกนว่า ไก่ย่าง 1 ในเมืองไทย
---------------------------------------------------
บันทึก เมื่อ 10 ส.ค.52

edit @ 7 Sep 2009 23:46:16 by สิงห์ร้าย

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว
พุทธาภิเษก เหรียญพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุทิศ
จ.ราชบุรี  จ.พัทลุง  25-26 เมษายน 2552


โดยหมู่สิงห์
 


 วันมหาสงกรานต์ปีนี้ นอกจากได้ไปรดน้ำดำหัวผู้เคารพนับถือที่ ศรีราชา และข้ามไปกินลม ชมวิว  นอนรับอากาศบริสุทธิ์ที่เกาะสีชัง 1 คืน มีนัดกับสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย นำเหรียญพระพุทธนิรโรคันตรายฯ ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อมอบให้กับนักเดินวิ่ง เพื่อสุขภาพ ที่มาร่วมกิจกรรมเดิน – วิ่ง วิสาขะ พุทธบูชา ทั่วประเทศไทย ได้มีพระติดตัว เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ในคราวที่ไป สระบุรี ทิศตะวันออก และ ลำปาง(ทิศเหนือ) ที่มีพระพุทธนิรโรคันตรายฯ ประดิษฐานอยู่ ไม่มีโอกาสไปร่วมด้วย เนื่องจากมีภารกิจอื่น ข้ามมาอีก 1 สัปดาห์ วันเสาร์ที่ 25 และวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2552 เดินทางไปพุทธาภิเษกที่จังหวัดราชบุรี (ทิศตะวันตก) และพัทลุง(ทิศใต้) จึงขอสมัครมีส่วนร่วมเดินทางไปด้วย

 บ่ายโมงครึ่งของ 25 เม.ย.52 ด้วยรถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น พร้อมนักวิ่งเกือบ 40 ชีวิต พร้อมรถบรรทุก    6 ล้อ นำเหรียญพระพุทธนิรโรคันตรายฯ ออกเดินทางจากที่ทำการสมาพันธ์ ถนนพุทธมณฑลสายหนึ่ง มุ่งตรงสู่จังหวัดราชบุรี ประมาณ 1700 นาฬิกา ก็ถึงแล้ว นักวิ่งตั้งขบวนสักการะอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ตั้งแถวแบกธงวิ่งขึ้นไปบนเขาแก่นจันทร์ ส่วนเหรียญพระบรรทุกอยู่บนรถ 6 ล้ออยู่แล้ว วิ่งตามขึ้นไปด้วย ระยะทางประมาณ 1.6 กิโลเมตร พอเรียกเหงื่อได้ มีชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพราชบุรีเป็นแม่งานต้อนรับและจัดการ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี มาเป็นประธานพุทธาภิเษก มีทั้งพิธีพราหมณ์ เกือบชั่วโมง และพุทธาภิเษกโดยเกจิอาจารย์ใน จ.ราชบุรีอีก 9 รูป ชั่วโมงกว่าๆ เสร็จพิธี รับประทานอาหารเย็นแบบข้าวหม้อ แกงหม้อ รวมขนมจีนเข้าไปด้วย มีคั่วกลิ้งอาหารใต้มาอุ่นเครื่องไว้ เสร็จแล้วเดินลงเขา ขึ้นรถเดินทางต่อ ใช้วิธีอาบน้ำแห้ง แค่ล้างหน้าล้างตา ผ้าเย็นเช็ดตัว นั่งรถยาวจากราชบุรี ตรงสู่พัทลุง ช่วงหัวค่ำมีร้องเพล่งบ้างเพื่อความครึกครืน 3 ทุ่มเงียบเสียง รถแวะปั๊มน้ำมัน ระหว่างทาง 2-3 ครั้งให้ลดน้ำหนัก

 ตื่นเช้าเมื่อเข้าเขตตัวเมืองจังหวัดพัทลุง เป็นเมืองที่เงียบสงบ รถจอดข้างศาลากลางจังหวัดด้านหน้าที่ประดิษฐานพระพุทธนิรโรคันตรายฯ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดทำเป็นลู่วิ่ง มีผู้มาออกกำลังกาย Morning Walks และ Jogging พอประมาณ เช้าอยู่ขอไปอาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวก่อน ได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพพัทลุง นำไปที่โรงเรียนอนุบาลคูหาสวรรค์ อยู่หลังศาลากลางจังหวัด สวรรค์จริงๆ สมชื่อ ห้องสุขา ห้องอาบน้ำ ที่ล้างหน้า แปรงฟัน มีพร้อมสรรพเพราะเป็นโรงเรียนอนุบาลใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง นั่งรถยนต์ไปที่ภัตตาคารหงส์ทอง นักวิ่งเจ้าถิ่นในภาคใต้รออยู่ที่นั่น กองทัพเดินด้วยท้องต้องเติมอาหารก่อน เริ่มด้วยติ่มซ่ำ ขนมจีน ข้าวต้ม ข้าวผัด ข้าวแกง ตามถนัด ตามความชอบของแต่ละบุคคล แต่หมู่สิงห์เติมไปเพียง 3 ชนิด คือ ข้าวต้ม ต่อด้วยขนมจีน และข้าวผัดอีกเล็กน้อย ตบท้ายด้วยโอวัลตินร้อนๆ 1 ถ้วย มีปาท่องโก๋ด้วยแต่ขอบายไม่กิน เวลา 0800 นาฬิกา อาหารยังไม่เรียงเม็ด ตั้งขบวนแถว พร้อมธงทิว พร้อมนักวิ่งทั้งจากกรุงเทพฯ และภาคใต้ มีป้ายโฆษณา ด้วยว่ามาทำอะไรกัน เริ่มวิ่งจากร้านอาหารไปที่ศาลาประดิษฐานพระพุทธนิรโรคันตรายฯ ระยะทาง 2 กิโลเมตรเศษ ตัดผ่านกลางเมืองไปถึงปะรำพิธี นั่งพักร้อน พักเหนื่อย พิธีพราหมณ์เริ่มสวด ต่อจากพิธีพราหมณ์ต่อด้วยพิธีสงฆ์โดยเกจิอาจารย์ ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษ เสร็จพิธีเวลาประมาณ 1100 นาฬิกานิดๆ ชมรมวิ่งพัทลุงเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้เป็นอาหารภาคใต้ แกงเหลือง แกงไตปลา คั่วกลิ้ง ปลาแห้งทอด น้ำพริกกะปิ ยอดผัก แตงกวา ถั่วฝักยาวอีก 1 กาละมังใหญ่ พวกเรากินลงไปเต็มสูบนานๆ จะได้รับประทานอาหารภาคใต้ต้นตำรับอร่อยๆ อย่างนี้สักที ขณะที่หมู่สิงห์นั่งละเลียดข้าวอยู่ เห็นนักวิ่งคนหนึ่ง เดินเก็บพวกเศษกระดาษ เศษถุงพลาสติก หรือสิ่งอื่นๆ ที่รกตานำไปใส่ถังขยะ นึกนิยมชมชอบอยู่ในใจ ชั่วชีวิตที่เป็นนักวิ่งมาเห็นน้อยคนมาก จึงเดินไปเลียบเคียงถามชื่อ สีหเดช  ห่านพงศ์ษา ครับ เป็นสมาชิกชมรมวิ่งสุขภาพัทลุง อิ่มใจจริงๆ เจอคนทำดี อิ่มแล้วเตรียมตัวกลับ เจ้าหน้าที่กำลังรื้อบริเวณพิธี มีต้นกล้วย ต้นอ้อย ต้นมะพร้าว มามัดประกอบที่ต้นเสา รถก็ว่างๆ ก็แบ่งกันเป็นของที่ระลึก และสิริมงคล หมู่สิงห์ได้กล้าต้นมะพร้าวมา 2 ต้น ตั้งใจว่าจะเอาไปปลูกในสวน เป็นที่ระลึก ความประทับใจที่ได้เดินทางมาพัทลุง  ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว คราวนี้ก็อิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งใจ และอิ่มบุญครับ


-----------------------------------------------
บันทึกเมื่อ 15 พ.ค.52

edit @ 22 May 2009 16:39:56 by สิงห์ร้าย

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว
วัดบ้านระหาน สวนรมย์บุรี จังหวัดบุรีรัมย์
โดยหมู่สิงห์

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 มีนัดกับกองทุนวิวัฒน์ช่วยเด็กกำพร้าบุรีรัมย์ เพื่อไปร่วมงานวิ่ง  แม้จะมีงานใหญ่ ประชุมเตรียมแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดแข่งขันที่สนาม 80 ปี จังหวัดนครราชสีมาต้องเลื่อนการประชุมแข่งกรีฑาในทีมเป็นวันอาทิตย์รุ่งขึ้น   ใครจะไปบ้างยกมือขึ้นรวบรวมสมาชิกได้ 10 คนออกเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมา 13 นาฬิกา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ถึงจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ตกลงกันไว้แล้วว่า ไปร่วมบุญ ต้องโกยบุญสะสมบุญไว้มากๆ ไปช่วยกันทำความสะอาดวัด และไหว้เจดีย์ ที่วัดบ้านระหาน อำเภอ บ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งต้องเดินทางต่อไปอีก 20 กว่ากิโลเมตร ครึ่งชั่วโมงพอดี

วัดบ้านระหาน เป็นวัดธรรมยุตินิกาย เป็นวัดป่าล้อมรอบไปด้วยทุ่งนาของชาวบ้าน ตัววัดตั้งอยู่บน
เนินดิน มีคุ้งน้ำคดเคี้ยวล้อมรอบ แบ่งพื้นที่วัดออกไป  3 เกาะ บางครั้งเรียกวัดว่า เกาะแก้ว ธุดงสดาน น้ำลึกเป็นเขตอภัยทานมีปลาจำนวนมาก ป่าส่วนใหญ่เป็นป่ายางนา มีการขุดค้นพบซากช้างโบราณ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ประชาชนไม่กล้าบุกรุกที่ดินในอดีต มีนกยูงหลายร้อยตัว เดินเหมือนเราเลี้ยงไก่บ้าน และที่นี้เป็นที่ตั้งเจดีย์ พระมหาธาตุรัตนเจดีย์ ศรีบุรีรัมย์ เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเขตอิสานตอนใต้ สูงประมาณเกือบ 80 เมตร มี3 ชั้น เจ้าอาวาสคือ หลวงปู่จันทร์แรม   ขณะไปถึงช่วยกันกวาดลานวัด 1 ชั่วโมงเศษ ร่วมกับพระลูกวัด น้ำดื่มเตรียมไปเอง พร้อมกับนำไปถวายพระด้วยกวาดลานวัดเสร็จแล้ว ยกน้ำขึ้นไปบนศาลาการเปรียญ ไปอ่านกิจวัตร 100 อย่างของสงฆ์ลงอุโบสถ บิณฑบาตเลี้ยงชีพ สวดมนต์ไหว้พระ  กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์  รักษาผ้าครอง อยู่ปริวาสกรรม โกนผม ปรงหนวด ตัดเล็บ ศึกษาสิกขาบทและ ปฎิบัติพระอาจารย์  เทศนาบัติ พิจารณาปัจจเวกขณะทั้ง4  จากนั้นไปชมและไหว้เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ก่อนกลับและให้อาหารปลา

กลับมาบริเวณจัดงานวิ่ง สมัครเข้าแข่งขัน คณะกรรมการมีอาหารเย็นเลี้ยงนักวิ่ง แต่ทีมเราขอบาย เพราะนัดรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารครัวครูจุก ซึ่งคุณเจี๊ยบเลขากองทุนวิวัฒน์ เป็นเจ้าของร้าน และอุทิศห้องแอร์ของร้านซึ่งเป็นที่รับแขกร้านอาหารให้เป็นที่นอนของเรา เจ้าของร้านเป็นกุ๊กเอง เริ่มต้นด้วย กระเพาะปลาผัดแห้ง ปูผัดผงกะหรี่ ผัดเผ็ดหมูป่า ผัดเผ็ด ต้มยำปลา แค่นี้ก็กินกันจนเหงื่อไหลไคลย้อย เติมข้าวไปหลายจาน เจ้าของร้านคิดราคาพิเศษถ้อยทีถ้อยอาศัยจะเลี้ยงฟรีพวกเราไม่ยอม

เช้าออกสตาร์ทจากสวนรมย์บุรี เป็นสวนพักผ่อนของเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ มี3 ระยะทาง คือ 3 กม. 5.4 กม. และ 10 กม. นักเดิน นักวิ่ง นักบุญเลือกเส้นทางตามความถนัด และความสามารถของตนเอง มีผู้มาร่วมกิจกรรม 1,000 คนเศษ ต้องขอยกย่องน้ำใจนักวิ่งจากแดนไกลทั้งหลายที่ร่วมแรงแข่งขัน มาช่วยกันจริงๆ เป็นกำลังใจให้กับคณะกรรมการมูลนิธิฯ ในการดำเนินกิจกรรมต่อไปทุกปี สวนสาธารณะ รมย์บุรี นับเป็นปอดและที่ออกกำลังกายของประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์ รอบหนองน้ำซึ่งไม่กว้างหนักมีทางเดินรอบประมาณ 600-700 เมตร มีที่นั่งพักผ่อนให้อาหารปลา ตรงข้างข้ามถนนมีลานแอโรบิคล์และฟิตเนสกลางแจ้ง นับว่าเป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ที่เห็นความสำคัญในการออกกำลังกาย และพักผ่อน ของประชาชนในพื้นที่ นักวิ่งที่เดินผ่านแวะเวียนทัศนาได้

ขากลับอิ่มบุญ ของว่างตอนเช้า เป็นข้าวต้มจากชมรมร้านอาหารจังหวัดบุรีรัมย์ แตงโมจากทีมงานแมคโครบุรีรัมย์  นมกล่องนมถุงโรงเรียน จากที่ใดไม่ทราบ ผ่านหนองกี่ มีร้านไก่ย่างส้มตำข้างทางจำนวนมาก เห็นเด็กสาววัยรุ่น นั่งอยู่หน้าร้านช่วยพ่อแม่ค้าขาย นักวิ่งบนรถมีมติเป็นเสียงเดียวกัน ช่วยเยาวชนร้านนี้ข้าวเหนียว     ไก่ย่าง หมูปิ้ง ส้มตำ สั่งมา อร่อยมากเพราะกินเป็นกลุ่ม เสร็จแล้วก็เดินทางกลับโคราช ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยวในครั้งนี้ ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งสุขภาพ
----------------------

   บันทึกเมื่อ 1 มี.ค.52

 

edit @ 16 Mar 2009 08:58:46 by สิงห์ร้าย

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว

อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดย หมู่สิงห์

เกี่ยวเนื่องมาจากการแข่งขันกีฬาผู้สูงอายุชิงแชมป์เอเชีย เลื่อนจาก 1 - 5 มกราคม2552 มาเป็น 12 - 17 กุมภาพันธ์ 2552 เนื่องจากวิกฤติปิดสนามบินสุวรรณภูมิ   หมู่สิงห์เดินทางสำรวจสนามแข่งขันมาแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พอถึงการแข่งขันจริง เคยได้ยินได้ฟังมาว่าที่อำเภอปาย ซึ่งห่างจากเชียงใหม่ประมาณ100 กิโลเมตรเท่านั้น อากาศดี มีชาวต่างชาติมาท่องเที่ยว และพักผ่อนมาก ปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยก็แห่ไปสมทบอีก ทำให้กิจการท่องเที่ยวในอำเภอปาย บูมสุดๆ จึงวางแผนว่าจะต้องหาโอกาสและเวลาไปทัศนาให้ได้ในคราวนี้

คณะหมู่สิงห์ 8 คน ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนนักกีฬาผู้สูงอายุทีมชาติไทยออกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเป็นรถแวน นั่งเต็มคันพอดี ช่วยกันขับออกจากโคราช 0500 นาฬิกาของ 12 มกราคม 2552 ตัวเลขอุณหภูมิภายนอกที่บอกอยู่ในตัวรถต่ำสุดในเช้านั้น 9 องศาเซลเซียส เมื่อถึงรอยต่อเขตโคราช-ลพบุรี ตรงดิ่งถึงเชียงใหม่เวลา       1500 นาฬิกา ใช้เวลาเดินทางเกือบ 10 ชั่วโมง ไปถึงติดต่อรับชุดแข่งขัน ชุดวอร์ม เข้าที่พัก ที่กรมรบพิเศษที่ 5 อำเภอแม่ริม เย็นนั้น สมาคมกรีฑาผู้สูงอายุไทย จัดเลี้ยงขันโตกดินเนอร์ที่คุ้มคุณหลวง อยู่หลังห้างคาร์ฟูเชียงใหม่ นักกีฬาผู้สูงอายุทุกชาติ รวม 16 ชาติ พร้อมกันที่นี่เวลา 1800 นาฬิกา เริ่มต้นด้วยของว่าง ที่เดินสำรวจมี เมี่ยงคำ ขนมครก กล้วยทอด ขนมจีน ถั่วลิสงต้ม ข้าวหลาม ข้าวโพด ขนมใส่ไส้ แมลงทอด ที่เห็นนักกีฬามุง ส่วนใหญ่เป็นทีมอินเดีย ไข่ใส่กระทงใบตองย่างบนเตาน่าจะอร่อย เพราะคิวยาวเลยไม่ได้ชิม นักกีฬาบางคนไม่ทราบ กินของว่างไปเต็มกระเพาะ พอถึงนั่งกินขันโตก ซึ่งคณะกรรมการจัดให้นั่งแยกทีมเป็นประเทศ บนลานกว้างใหญ่ในร้าน อาหารหลักมี ข้าวเหนียว แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม ผักต้ม แกงฮังเล บางคนจึงกินไม่ได้มาก ร้านยังจัดการแสดงแบบไทยๆ ทั้งโขน และศิลปะแบบล้านนา มีการจุดโคมปล่อย ได้เวลาไม่ถึง 3 ทุ่ม นักกีฬาแยกย้ายกันไปพักผ่อน

เช้ายืดเส้นยืดสายประมาณ 5 กิโลเมตร ถนนภายในค่ายทหาร บนเส้นทางเนินสลับที่ลาด มีหลายคนมีโปรแกรมแข่งขัน ตกเย็นนำนักกีฬาในทีมไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านกาแล หลัง ม.เชียงใหม่ ที่เคยสำรวจไว้ก่อนแล้ว ต้องยกย่องชมเชยในการจัดบรรยากาศ และสวนในร้าน หมู่สิงห์มีโปรแกรมแข่งขันวันที่ 16 แกราคม 2552 ว่าง 2 วัน 14-15 มกราคม เช้า 14 มกราคม เดินทางไปอำเภอปาย มีนักกีฬา 2 คน กองเชียร์ที่นั่งรถทัวร์ตามมาสมทบอีก 3 คน รวม 5 คน แวะที่โป่งเดือด และห้วยน้ำดัง โป่งเดือดยังเดือดอยู่ แต่น้ำพุ พุ่งขึ้นไม่ถึง 1 เมตรแล้ว สมัยก่อนเคยพุ่งถึง 5 เมตร ไข่ก็ไม่ให้ต้ม เจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่าน้ำสกปรก โปรมแกรมอาหารกลางวัน อาหารจานเดียว ประกอบไข่ต้มในอุทยานจึงเปลี่ยนไป แวะร้านข้างทางที่บ้านแม่สะ เป็นที่ราบเล็กๆ ข้างทางมีร้านอาหารอยู่ 6-7 ร้าน เราสั่งข้าวซอยไก่ บางคนก็ข้าวมันไก่ แวะห้องน้ำสะอาด เดินทางต่อไปเข้าที่พัก ที่ลานนาไทยรีสอร์ท เป็นที่พักรับรองของทหารอยู่ในพื้นที่ กรมทหารราบที่ 7 กองพันที่ 5 บ้านเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ แต่พอเปิดเข้าไปกว้างมาก ตั้งอยู่ในหมู่ไม้ เย็นๆ ออกไปดูตลาดเย็น ดูอาหารการกิน เข้าถนนคนเดิน ในไนท์บาร์ซาร์ ยังหัวค่ำอยู่ ถามร้านค้าเขาบอกว่าที่นี่เขาเดินกัน 3-4 ทุ่ม ผ่านร้าน “ล้านตอง” มีป้ายเขียนโฆษณาว่า นานหรือยังที่ท่านไม่ได้ลิ้มรส ซี่โครงหมูอบ ถามตัวเอง นานแล้วนี่ แวะร้านนี้เสียเลย สั่งมาคนละจาน ผัดถั่วลันเตาน้ำมันหอยอีกจาน ข้าวเปล่ามาท้องตึง ออกมาเดินตลาด ปะปนกับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และเทศ ดูทั้งคน ดูทั้งของแปลกๆ ที่มาจำหน่ายเพลินดี กลับไปนอนสูดบรรยากาศสบาย

เช้า 15 มกราคม อุณหภูมิประมาณ 10 องศาเซลเซียส วิ่งเข้าไปอำเภอปรายยามเช้าชมบรรยากาศอีกรูปแบบหนึ่ง วิ่งเหยาะสลับเดิน ประมาณ 20 นาทีก็ถึง เล็งร้านโจ๊ก เลือดหมูไว้ เสร็จแล้ววิ่งกลับ ระหว่างทางฟ้าเปิดแล้ว เห็นแม่น้ำปายอยู่ข้างทาง แวะลงไปชม พบอาชีพใหม่ ในเรือขนปิ๊บ ถามเจ้าของเรือว่าใช้ขนอะไร เขาบอกว่าขนทราย และขนหินในลำน้ำปาย นำมาขาย ทรายปิ๊บละ 5 บาท หินปิ๊บละ 10 บาท กลับที่พักอาบน้ำ แต่งตัว กลับมาที่ร้านโจ๊ก คงเป็นร้านดัง เพราะมีแห่งเดียวที่ขายโจ๊ก และเลือดหมู ต้มเลือดหมูรองก้นด้วย ยอดถั่วลันเตาสดๆ ถึงว่าซิจึงอร่อย ถามเจ้าของร้านว่าทำไมไม่มีชื่อร้าน บอกว่าไม่ได้ทำ แต่ถ้าถามว่าร้านโจ๊กเจ๊หลินคนรู้จักทั้งนั้น ออกจากร้านโจ๊ก ซื้อเสื้อที่ระลึก 2 ตัว ที่มีเขียนว่า ถึงปายแล้วเอาไปฝากลูกสาว ลูกชายที่บ้าน ผ่านป้ายคำขวัญของปาย เขียนว่า      “ลำปายสายธาร นมัสการหลวงพ่ออุ่นเมือง ลือเลื่องกระเทียมพันธุ์ดี ป่าเขียวขจีรอบทิศ วิถีชีวิตสงบร่มเย็น” ข้างๆ มีโครงการ Recycle ของกองสาธารณสุขเทศบาลตำบลปาย มีขวดยัดเต็มกะบะที่ใส่ เราจะยัดขวดลงไปสักใบยังไม่ได้ โครงการดีแต่น่าจะกำกับดูแลให้ดีด้วยนะ พาคณะไปถ่ายภาพที่สะพานแม่น้ำปาย ไหว้พระที่วัดพระธาตุแม่เย็น และชมบ่อน้ำร้อนปาย ที่ข้างบ่อถ้าทำที่นั่งห้อยเท้า ให้นักท่องเที่ยวได้แช่เท้า จะยกนิ้วโป้งให้เลย ได้เวลาก็กลับเชียงใหม่ ไปเชียร์กีฬาต่อไป

-----------------------------------------------

 

บันทึกเมื่อ 20 มกราคม 2552








edit @ 16 Feb 2009 21:58:10 by สิงห์ร้าย

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว
ประจำเดือนกันยายน 2551
โดยหมู่สิงห์

 หนองตาไก้มินิ-ฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 3 จัดโดยคณะครูโรงเรียนหนองตาไก้-หนองเม็ก ตำบลสาวะถี อำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น ได้ทราบข่าวมา 2 ปีแล้ว มาปีนี้จัดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2551    อยากไปให้กำลังใจ อยากไปดูความร่วมมือของกลุ่มผู้จัด เขาจัดกันได้อย่างไร  รวบรวมสมาชิกในทีมได้ 10 คน รถตู้เก่าของชมรม 1 คัน พอได้อาศัยความสะดวกดีกว่ารถปิคอัพ หรือนั่งรถเมล์ไปเอง เส้นทางนครราชสีมาขอนแก่น เข้าเขตขอนแก่นยังมีร่องรอยน้ำท่วม เส้นทางหลักถนนมิตรภาพคอสะพานทรุดต้องใช้สะพานเหล็กเสริม 2-3 แห่ง ข้าวในนา น้ำลดแล้วแตกกอเขียวชอุ่ม ได้อย่างก็เสียอย่าง 

สถานที่จัดแข่งขันเป็นหมู่บ้านห่างจากตัวจังหวัดขอนแก่นเพียง 20 กว่ากิโลเมตร  จึงเป็นกึ่งชนบทกึ่งในเมือง เมื่อไปถึงรีบสมัครจองห้องพัก เป็นอาคารเรียนของเด็กอนุบาล 1 ทีม 1 ห้อง พอดี  ถามผู้จัดว่าเลี้ยงอาหารเย็นหรือไม่ เขาบอกว่าคณะครูเหนื่อย เลี้ยงอาหารไม่ไหว แต่จัดให้แม่ค้าขายอาหารราคาถูก ราคานักเรียนจานละ 15 บาท อย่ากระนั้นเลยนั่งรถผ่านมา  เห็นตลาดลานค้าชุมชนบ้านม่วง ตำบลบ้านทุ่ง เขียนที่ป้ายว่า 2542 คงเป็นปีที่สร้าง  เป็นพระยาน้อยชมตลาดตอนเย็น คำกล่าวที่ว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เกือบจะไม่ค่อยมีแล้ว ยิ่งชุมชนใหญ่เช่นนี้ แม่ค้าขนอาหารมาจากในเมืองเหมือนตลาดทั่วๆไป พยายามค้นหาอาหารท้องถิ่น ที่เห็นมีนกเจ่าถอนขน เป็นนกที่หากินปลาในนาตัวละ 35 บาทมีหลายถาด  กบนาก็พอมีกิโลละ 100 บาท  เห็นกล่องกระดาษขนาดกล่องทีวี ขังแมลงเล็กๆไว้ เป็นจิ้งหรีด คงเพาะเลี้ยงแล้วนำมาขายราคาไม่ถูกเลย ขีดละ 20 บาท กิโลละ 200 บาท  เป็นพืชผักมีอะไรบ้าง เขาบอกว่าน้ำท่วมหมดเห็นแต่เห็ดขอน มีใบแมงลักผสมอยู่ในถุงด้วย แม่ค้าบอกว่า เอาไปนึ่งหรือต้มเห็ดกินได้  ผักยอดฮิตมีอย่างเดียว คือ ผักลืมผัว ไม่ต้องพูดถึงความอร่อย ดูชื่อก้อแล้วกัน ถ้าภรรยากินแล้วถึงกับลืมสามีเลย ออกจากตลาดจะกลับแล้วเลยไปสั่งผัดไทยเส้นกลาง(กึ่งใหญ่ กึ่งเล็ก) เพิ่มคาร์โบไฮเดรต 1 ห่อ เป็นอาหารเย็นเพื่อเสริมพลังวิ่งในวันรุ่งขึ้น....ตื่นเช้า 0400 นาฬิกาเพราะนักวิ่งนอนแต่หัวค่ำ บางคนลุกขึ้นมาเพื่อเข้าคิวห้องน้ำ ห้องส้วมที่มีจำกัด บางคนก็อาบน้ำก่อนวิ่ง ดูประหลาดดี นักวิ่งมาเยอะมากไม่น่าเชื่อ ฮาล์ฟมาราธอนคงจะ 100 กว่าเกือบ 200 คน มินิฮาล์ฟ 300-400 คน ส่วนฟันรัน นักเรียนและประชาชนในท้องถิ่นร่วมมืดฟ้ามั่วดิน เส้นทางลาดยาง ผ่าเข้าไปในท้องทุ่ง สลับชุมชน แทบจะไม่มีรถวิ่ง อากาศบริสุทธ์มาก  ซึ่งหายากสำหรับคนเมืองอย่างเรา เข้าเส้นชัยแล้ว เลี้ยง ข้าวต้มหมู และข้าวต้มมัด กล้วยน้ำว้า ซึ่งคณะครูเป็นแม่ครัว และผู้ปกครองช่วยกันทำข้าวต้มมัด และบริจาคกล้วยสวน อิ่มกันถ้วนหน้า ต้องขอบคุณ แลคตาซอย น้ำนมถั่วเหลือง บริการฟรีถึงที่ หมู่สิงห์ก็ได้เติมพลังไป 2 ถ้วย   

ออกจากสถานที่แข่งขัน เล็งที่หมายอาหารกลางวัน ลาบขม ต้มแซบ ส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ที่ร้านตัวอำเภอบ้านไผ่ ปรากฏว่ามีงานแทรกต้องไปร่วมพิธีเผาศพ บุพพการีของนักวิ่งในทีม ซึ่งเลือนเวลาจาก 1400 นาฬิกา เป็น 1300 นาฬิกา จึงอาศัยอาหารจานด่วนที่ปั้มน้ำมัน ต่างคนต่างเลือกที่ชอบ   อาหารอร่อยที่บ้านไผ่ก็ติดค้างกันไว้ก่อน.......

ตามรอยเส้นทางนักวิ่ง
โรงเรียนหนองตาไก้ – หนองเม็ก
       โดยพุทธธรรม

จากการที่ได้ไปร่วมเดิน-วิ่งหนองตาไก้มินิ-ฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2551  อยากจะเล่าความเป็นมาในการจัดวิ่งให้ทราบพอสังเขปดังนี้


โรงเรียนหนองตาไก้-หนองเม็ก ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เป็นโรงเรียนขยายโอกาส  เปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปัจจุบันมีนักเรียน 376 คน ครู 16 คน ผู้บริหารคือ นายสำรวย  ทิมาชัย เป็นผู้อำนวยการ และนายวิรุณพงศ์  สมชม เป็นรองผู้อำนวยการ การจัดงานเดิน-วิ่งหนองตาไก้มินิ-ฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกเมื่อปี 2549 เป็นงานใหม่ที่เพื่อนครูและชาวบ้านในชุมชนพูดกันว่าใครจะมาเสียเงินจ้างตนเองวิ่ง แต่พองานผ่านไปทุกคนต่างถามหาครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ตามมา ครูและชุมชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายการจัดงานทุกคนมีแนวความคิดตรงกันว่า อย่ามุ่งหวังผลประโยชน์เป็นรายได้ ใช่การค้าที่ต้องมาซื้อขาย  แต่พวกเรามุ่งหวังให้คนที่รักสุขภาพได้มีสนามออกกำลังกายร่วมกันอย่างสร้างสรรค์  อยากสร้างให้เด็กนักเรียนซึ่งเป็นลูกหลานให้เป็นผู้ที่แข็งแรง เข้มแข็งไกลจากอบายมุขทั้งปวง อย่างน้อย 1 ปี พวกเราจะได้มีสนามทดสอบความเข้มแข็งที่ได้ฝึกซ้อมมา   ผู้อำนวยการได้เพิ่มเติมข้อมูลว่าโรงเรียนหนองตาไก้-หนองเม็กเป็นโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับทอง( Gold) ของจังหวัดขอนแก่นมีการวัดสมรรถนะของเด็กทุกภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 ของปี (1 ปี มี 2 ภาค) ภาพรวมของนักเรียนที่โรงเรียนได้ระดับทองคือ นักเรียนมีน้ำหนัก ส่วนสูง และความแข็งแรงของร่างกายซึ่งมีกรรมวิธีในการวัด อยู่ในเกณฑ์ปกติ-ดี เป็นส่วนรวม

การจัดเดิน-วิ่งทุกครั้ง โดยความพร้อมใจของครู และผู้ปกครอง รวมทั้งผู้นำชุมชน และองค์กรท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นอบจ. เทศบาล และอบต. คาดว่าในปีต่อๆไป  การจัดงานเดิน-วิ่งจะได้พัฒนาดียิ่งๆขึ้นไปอีก สมตามเจตนารมณ์ที่ได้ตั้งไว้ คณะกรรมการที่จัด  ฝากขอบคุณชมรมวิ่งต่างๆ ตลอดจนนักวิ่งเพื่อสุขภาพ ซึ่งสำรวจแล้ว มากันเกือบ 30 จังหวัดที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนจนงานเดิน-วิ่ง หนองตาไก้มินิ-ฮาล์ฟมาราธอน สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ด้วยอานิสงส์แห่งพลังของผู้รักสุขภาพ จงสร้างบุญบารมีให้ท่านทั้งหลายมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวตลอดไป

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว
เดือน สิงหาคม 2551  
โดยหมู่สิงห์

วันแม่แห่งชาติ  12 สิงหาคม 2551  ทุกปีจังหวัดชัยภูมิจัดงาน จัดงานวิ่งวันแม่ติดต่อกันมาถึง 21 ปี ปีนี้เช่นเดียวกัน นายบรรยงค์ เกียรติก้องชูชัย    นายกเทศมนตรีเมืองชัยภูมิ เพิ่มถ้วยรางวัล เงินรางวัล และของรางวัลจับสลากไม่เฉพาะนักวิ่งในอีสานเท่านั้นที่แห่งไปวิ่งกัน นักวิ่งต่างถิ่น ต่างภาคไปร่วมประชันกันเยอะแยะไปหมด ทีมของหมู่สิงห์เอาไปกัน 30 กว่าคนไปแบ่งรางวัลเขามาได้บ้าง แต่ที่ประทับใจจริงๆ  ในกลุ่มก็คือขากลับแวะรับประทานอาหาร ลือชื่อของจังหวัดชัยภูมิ ร้านอาหารดอนละนามอยู่ข้างเส้นทาง จากอำเภอจัตุรัสไปชัยภูมิ 11 กิโลเมตร อาหารแนะนำคือ ทอดมันปลากราย เนื้อเหนียวหนุ่ม ทั้งกินที่ร้าน ทั้งเป็นของฝาก ปลาสดๆ จากบึงละหานอยู่ใกล้ๆกับร้านนั่นเอง อร่อยขึ้นชื่อมาเป็นสิบปีแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2551 มีนัดกับ วิ่งชมป่า ข้ามทุ่ง ต้านยาเสพติดครั้งที่ 5 ของโรงเรียนหนองหมื่นถ่านวิทยา อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นรอยต่อชายแดนของจังหวัดร้อยเอ็ด กับจังหวัดยโสธรไปคราวนี้วิ่งข้าม 2 จังหวัด ไปถึงวันเสาร์พอดี กับมวยไทยชิงเหรียญทองโอลิมปิค 2 คน เวลาประมาณ 6 โมงเย็นกับทุ่มกว่าๆ ได้เห็นความพร้อมใจ ความสามัคคี ของนักวิ่งทุกทีม ของคนไทยส่งไปให้กำลังใจนักมวย ๕แรกผ่านไปมวยไทยชนะสวยงามมาก อาจอิ่มเอมใจออกมาจากห้องทีวี คณะผู้จัดเลี้ยงข้าวเย็นอาหารหมดไม่พอ ต้องบอกให้คนที่ยังไม่ได้รับประทานให้ดูมวยคู่ที่ 2 อีกคู่จะไปหุงข้าวและทำกับข้าวอีกรอบ พอมวยคู่ที่สองต่อยเสร็จ มวยไทยได้เหรียญเงินกลืนข้าวไม่ค่อยลงเลย  เช้าเริ่มปล่อยตัว วิ่งชมป่า ข้ามทุ่ง ระยะทาง 11.7 กม. เวลา 0620 นาฬิกา เพราะต้องวิ่งเข้าป่า เป็นทางลำลองผ่านหมู่บ้านไปแล้ว 1 กม.เป็นเส้นทางเดินป่า วิ่งตอนเรียงเดี่ยวสัก 3 กิโลเมตร ผู้ฝีเท้าดีต้องหาจังหวะแซงจากนั้นเป็นทางตัดผ่านป่า ข้ามทุ่ง ผ่านหมู่บ้าน ได้บรรยากาศดีมากมีนักวิ่งบางคนบอกว่าทรายดูดแรง มีนักวิ่งมาร่วมวิ่งเกินคาดการณ์ของผู้จัดโดยเฉพาะนักเรียนเยอะมาก อาหารที่เตรียมไว้ไม่พออีก ได้อาศัยข้าวต้มมัด ของชาวบ้านที่นำมาร่วมกิจกรรมรองท้อง....เดินทางกลับ ถึงอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยแวะซื้อข้าวหลามกระบอกยาวติดไม้ติดมื้อกันเกือบทุกคน มีการเตือนกันว่าถ้าใครกินข้าวหลามตอนนี้แล้วจะเสียใจ  เพราะตอนขาไปทีมวิ่งเล็งร้านอาหาร ตำป่า ปลาเผาที่แขวงการทางอำเภอพุทไธสง ยอมแขวนท้องกันมา มาถึงร้าน 1130 นาฬิกา มีป้ายตัวเบ้อเร่อติดไว้ วันอาทิตย์หยุด 1 วัน ทำให้ทุกคนหน้าแห้ง  มีคนถามขึ้นมาว่า “ตอนนี้กินข้าวหลามได้แล้วหรือยัง”..ความพยายามยังไม่ลดละขับรถเลยมาถึงแยกด้านขวา เห็นป้ายตำป่า ปลาเผา มีลูกศรชี้เลี้ยวขวา ผ่านป่าละเมาะและทุ่งนา ลัดเลาะเข้าไปเกือบกิโลเมตร เจอแล้ว มีปลานิลเผาตัวใหญ่วางอยู่บนเตา 4 ตัว ไปถึงขอเหมาหมดทำให้แขกที่ตามเข้ามาอีกหนึ่งโต๊ะมองค้อน..รีบนั่ง จัดโต๊ะแบบอ้วนนั่งได้ 12 คน ปลาเผา ส้มตำป่า ลาบหมู ต้มยำปลา ข้าวเหนียว ข้าวสวย ถามเจ้าของร้านว่า ร้านข้างนอกของใคร บอกร้านพี่สาว สูตรเดียวกัน วันอาทิตย์หยุดเพื่อไปซื้อของ ขอชมว่าอร่อยจริงๆหมู่สิงห์จึงขอเบียร์สิงห์เย็นๆมา 1 ขวด เพื่อกระตุ้นความดัน ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยวครั้งนี้ก็สมบูรณ์
     
      บันทึกเมื่อ 24 ส.ค.51

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว
เดือน  มิถุนายน 2551
โดย หมู่สิงห์

 หิน ช้าง สี ซุปเปอร์มินิ-ฮาล์ฟ มาราธอน ที่อุทยานแห่งชาติน้ำพอง จังหวัด ขอนแก่น-ชัยภูมิ 15 มิถุนายน 2551 เห็นชื่องานแล้วดูแปลกดี และยังจัดในบริเวณอุทยานแห่งชาติ ยิ่งดึงดูดความสนใจยิ่งขึ้นไปอีก
 
 รวบรวมสมาชิกได้ 1 คันรถตู้ 10 คน เดินทางแบบสบายๆ จากโคราช ไม่เร่งรีบเพราะระยะทาง 200 กว่ากิโลเมตร และประหยัดค่าน้ำมันในยุคที่ดีเซล ลิตรละ 40 กว่าบาทด้วย อุทยานแห่งชาติน้ำพอง มีที่ตั้งของที่ทำการอยู่ที่ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ถ้าหาข้อมูลไม่ดีจะไปผิดที่เพราะเขื่อนน้ำพอง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ส่วนแหล่งท่องเที่ยว หินช้างสี อยู่ในเขตพื้นที่ที่อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น ดีว่าคณะกรรมการการจัดงานทำลูกศร ชี้เส้นทางให้ เมื่อเดินทางถึงอำเภอบ้านฝาง จุดที่จัดกิจกรรมลัดเลาะเข้าไปในเส้นทางชนบทอีกเกือบ  30  กิโลเมตร
 
 บริเวณจัดงาน เส้นสตาร์ทหรือจุดเริ่มต้นอยู่ที่ชุมทางสี่แยกบ้านปากช่อง ห่างจากแหล่งท่องเที่ยว หิน ช้าง สี 11.7 กิโลเมตร ฉะนั้นผู้ที่สมัครวิ่ง ฮาล์ฟ มาราธอน ต้องวิ่งไปกลับที่จุดเริ่มต้นก่อนเกือบ  10  กิโลเมตร    เสร็จแล้วมาผ่านจุดเริ่มต้นเส้นทางเดียวกับ     มินิมาราธอน  11.7 กิโลเมตร
การจัดครั้งนี้ มีการบูรณาการทุกหน่วยงานในอำเภอบ้านฝาง โดยมีนายอำเภอบ้านฝาง นายสุรชัย  บุตรสาระ เป็นกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขัน ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกหน่วยงาน สถานศึกษา โดยเฉพาะหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ นายอุดมศักดิ์  สุพรรณหงษ์  เจ้าของพื้นที่เส้นทาง ทีมของหมู่สิงห์ ยังไปจับจองเต้นท์ของอุทยานซึ่งเตรียมต้อนรับนักวิ่ง ได้ 4 เต้นท์ มีเจ้าหน้าที่อุทยานดูแลความปลอดภัยให้ทั้งคืน
 
 อาหารเย็น คณะกรรมการเลี้ยง เป็น ข้าวสวย ลาบไก่ และต้มข่าไก่ รีบกินแล้วแยกย้ายกันพักผ่อน ดีว่าไม่เจอฝนหลับสบายนอนฟังเสียงดนตรีป่าทั้งคืน เช้า 0530 ฮาล์ฟปล่อยตัว 0545 ซุปเปอร์มินิปล่อยตัว 0600 Fun run 4.5 กิโลเมตรปล่อยตัว หมู่สิงห์อยู่ในกลุ่มซุปเปอร์มินิ วิ่งทางราบได้ประมาณ 5 กิโลเมตร จากนั้นทางขึ้นเขาตลอด จนถึงเส้นชัย ถึงเส้นชัยคณะกรรมการต้อนรับด้วยน้ำเย็น ข้าวต้มไก่ ไข่ต้ม และกล้วยน้ำว้าลูกงาม การแจกถ้วยรางวัลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ของรางวัลที่จับสลากมีอยู่เยอะมาก ส่วนใหญ่นักวิ่งกลับแล้วต้องใช้วิธีใหม่ ให้เฉพาะผู้ที่ยังอยู่เขียนชื่อลงในบัตรจับสลากรับรางวัลทำให้เร็วขึ้น พอพิธีกรประกาศถึงผู้ให้การสนับสนุน มีบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ มอบไก่และไข่ไก่ให้จึงถึงบางอ้อว่า มาวิ่งเที่ยวนี้ได้กินแต่ไก่เป็นหลัก

 แหล่งท่องเที่ยวอยู่ห่างออกไปจากเส้นชัยเพียง 500 เมตร แห่งแรก หิน ช้าง สี พึ่งเข้าใจที่มาของชื่อ เป็นก้อนหินใหญ่ตั้งอยู่ในลักษณะคล้ายเพิงหมาแหงน สูงประมาณหลังช้างตัวใหญ่ๆพอดี ช้างเวลาคลุกโคลนแล้วก็เอาหลังมาสีให้หายคัน ผู้ที่พบครั้งแรกเห็นรอยโคลนติดอยู่ เดินผ่านต้นไม้ที่อ่านชื่อแล้วมาเขียนต้องระวังมาก ต้นหมีเหม็น บริเวณชมวิวบนหินหัวกะโหลก มองเห็นทิวทัศน์อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ด้านใต้จุดชมวิวเป็นคล้ายถ้ำลอด และหินพิงกัน เหมือนแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของไทย เดินไปดูแอ่งน้ำในโพรงหิน อีก 150 เมตร เป็นแอ่งน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 เมตร เป็นแหล่งน้ำของสัตว์ป่าในอดีต เสร็จแล้วคณะเดินทางกลับ ทุกคนยินดีและดีใจได้มาเห็นภูมิทัศน์ แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามและอยู่ใกล้ๆ ภูมิลำเนาตนเองอีสานบ้านเฮา เดินทางกลับผ่านท่าพระขอนแก่น แหล่งอาหารดังลือชื่อ  ไก่ย่างท่าพระ  ก็ไม่พ้นข้าวเหนียว ส้มตำ ลาบ คอหมูย่าง แกงอ่อม สุดท้ายคือ ไก่ย่าง  โอ้กรรมของไก่จริงๆ 
                                                                                                          

 บันทึกเมื่อ   20  มิ.ย.51


edit @ 11 Aug 2008 14:00:57 by สิงห์ร้าย

ไปวิ่ง  ไปกิน  ไปเที่ยว
โดย หมู่สิงห์
  
  ไปวิ่ง  ไปกิน  ไปเที่ยว   เดือนพฤษภาคม นี้  ไปถึงเมืองลพบุรี    เมืองของสมเด็จพระรารายณ์มหาราช อดีตพระมหากษัตริย์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา    ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหน่วยทหารหลายหน่วย โดยเฉพาะหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยทหารรบพิเศษ ที่มีประสิทธิภาพของกองทัพบกไทย ตั้งกองบัญชาการ พื้นที่ติดต่อศาลพระกาฬ ชื่อว่าค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพื่อเป็นศิริมงคลแก่หน่วย
  
  นโยบายของผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ท่านกล่าวว่านักรบที่สง่างามนอกจากมีความรู้ ความสามารถดีแล้ว สมรรถภาพร่างกายที่แข็งแรง ก็เป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่ง ของการเป็นนักรบที่ดี ให้นโยบายว่ากำลังรบพิเศษทุกนายต้องวิ่ง 10 กิโลเมตร ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงทุกชั้นยศ หมู่สิงห์ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมรับคำสั่ง ในฐานะที่เรามีเพื่อนนักวิ่ง ชมรมวิ่ง จึงได้ขออนุญาตนำนักวิ่ง ชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว เน้นอายุ 60 ปีขึ้นไป นำมาทดสอบร่วมกับทหารในหน่วยใน 14 พฤษภาคม 2551 เพื่อเป็นตัวอย่างและแรงจูงใจให้กับทหารว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ หรือวิ่งให้ทันเวลาได้
  
  คณะชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว จำนวน 10 คน ทั้งชายและหญิง ออกเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาใน 13 พ.ค.51 เวลา 1530 นาฬิกา มาถึงลพบุรีเวลาแดดร่มและลมตกพอดี หลังจากไหว้อนุสาวรีย์ สมเด็จพระนารายณ์ แล้ว แวะดูที่พักซึ่งเป็นบ้านรับรองของศูนย์สงครามพิเศษ มอบให้คณะ 1 หลัง เก็บกระเป๋าเข้าที่เข้าทางเพื่อความพร้อมลาดตระเวนเส้นทางที่จะใช้ทดสอบในวันรุ่งขึ้น สร้างความคุ้นเคยในขั้นต้น   จากนั้นไปไหว้ศาลพระกาฬ     แวะรับประทานอาหารเย็นที่ร้านข้าวต้ม นายฮ้อ ข้างสถานีรถไฟลพบุรี เป็นร้านข้าวต้มยอดนิยม ของเมืองลพบุรี อร่อยทุกอย่างจากการที่ปรุงมาร้อนๆ
  
  รุ่งเช้า 0530 วอร์มอัพร่างกายเป็นที่แปลกใจของเหล่าทหารหาญ คนแก่ๆ แต่งกายชุดวิ่งเป็นทีมมาทำไมกัน 0600 ปล่อยตัวตามเส้นทางที่สำรวจแล้ว 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นเรื่องง่ายๆ วิ่งสบายๆ นักวิ่งที่อายุมากที่สุด 73 ปี ทำเวลาเพียง 58 นาที ทำเวลาเท่ากับหมู่สิงห์ ซึ่งอายุ 59 ปี เกือบเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน เนื่องจากอ่อนซ้อม วิ่งเสร็จแล้วให้โอกาสนักวิ่ง ให้นักวิ่งได้แนะนำตัว อายุ และเวลาที่ทำได้ เป็นที่ฮือฮามาก มีผู้มีอายุ 63 ปี และ 67 ปี ทำเวลาเพียง 46 นาที และ 49 นาที ตามลำดับ ยิ่งเป็นสิ่งน่าทึ่งได้รับเสียงปรบมือจากนักรบพิเศษ พวกเราก็หวังว่า การไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยวในคราวนี้ ได้ปลุกกระแสในการออกกำลังกายให้กับคนไทย  โดยเฉพาะทหารหาญไม่มากก็น้อย
  
  สุดท้าย หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ฝากประชาสัมพันธ์ การแข่งขันจักรยานเสือภูเขา  ทั้งทางเรียบ  ในเส้นทางภูมิประเทศ และเพื่อสุขภาพ ในต้นเดือน สิงหาคม 2551 นี้ จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบทางสื่อ ต่อไป

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว
เดือน มีนาคม 2551
โดย  หมู่สิงห์


ทุกปลายเดือนมีนาคม ปลายหนาว ต้นหน้าร้อนทุกปี สมาคมกรีฑาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย จะจัดมหกรรมกรีฑาผู้สูงอายุชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยในปีนี้เป็นปีที่ 13 วงรอบจัดที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก กำหนดแข่งขันใช้เวลา 3 วัน ตั้งแต่ 14 มีนาคม – 16 มีนาคม 2551  โดยนำผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง  อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปมาประลองฝีมือกัน แบ่งรุ่นตามห้วงอายุละ 5 ปี แข่งกรีฑาทั้งประเภทลู่และประเภทลาน ประเภทลู่ที่มีผู้ประลองมากที่สุด คือการแข่งขันเดินถนน มีผู้ร่วมประลอง 100 กว่าคนขึ้นไป ส่วนการวิ่งถนนระยะ 5 กม. และ 10 กม. มีผู้ร่วมประลองเกือบ 100 คนเช่นกัน ประเภทลานที่นิยมลงประลองกันคือ พุ่งแหลน และทุ่มน้ำหนัก ส่วนประเภทลานอื่นๆ อาทิ ขว้างค้อน ขว้างจักร ต้องใช้ทักษะกีฬาพอสมควรมีคนลงประลองน้อย

ในปีนี้มีทีมส่งเข้าร่วมแข่งขัน 41 ทีม และทีมต่างชาติอีก 6 ทีม ประกอบด้วย ทีม ศรีลังกา อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน จำนวนนักกีฬาที่เข้าร่วม 1,300 คนเศษ ทีมของหมู่สิงห์ รวบรวมนักกรีฑาผู้สูงอายุจากจังหวัดนครราชสีมา ส่งรายชื่อเข้าร่วมแข่งขัน 70 คน พอถึงวันแข่งขันจริงเดินทางมาได้ เพียง 50 คน รายการที่สนุก และตื่นเต้นที่สุด คือการแข่งขันวิ่งผลัด 4x100 ม., 4x400 ม. ทั้งชายและหญิง นักกีฬามารวมตัวกันที่จุดรายงานตัวทุกรุ่นเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็คุ้นหน้ากัน เพราะร่วมแข่งขันมาหลายปี หมดสนุกไปนิดหนึ่งสำหรับทีมของหมู่สิงห์ จัดกองเชียร์มาเต็มอัตราศึก ได้เชียร์ได้เต้นวันเดียว พอเริ่มแข่งขันวันที่ 2 คณะกรรมการมาขอร้องอย่าเชียร์เลยเสียงดังรบกวนกรรมการ หรือถ้าจะเชียร์ให้ย้ายที่เชียร์ไปไกลๆ กองเชียร์เลยหมดสนุกขนอุปกรณ์ประกอบการเชียร์กลับโคราชไปเลย คณะกรรมการไม่สามารถจัดที่พักรับรองได้เพราะนักกีฬาเดินทางมาร่วมแข่งขันจำนวนมาก ทีมโคราชต้องขอไปอาศัยนอนโรงนอนทหารที่ ม.พัน 1 รอ. สนามเป้า นักกีฬาบอกว่าได้ประสบการณ์ที่ดีอีกอย่างหนึ่ง อาหารการกินสะดวกคือการซื้อข้าวกล่อง เห็นทีมศรีลังกา ซึ่งเดินทางมาร่วมแข่งขัน 40 คน ทีมโคราชผูกมิตรขอเลี้ยงอาหารกลางวันทีมศรีลังกามื้อเที่ยง 3 มื้อ สร้างความประทับใจให้กับนักกรีฑาต่างชาติยิ่งนัก ในวันเสาร์ที่ 15 มี.ค.51 คณะกรรมการเลี้ยงรับรองนักกีฬาทุกทีมเป็นส่วนรวมเลี้ยงโต๊ะจีนมื้อเย็นพร้อมสลับการแสดง แจกรางวัลนักกีฬาต้นแบบของ สสส. และ รางวัลของชำร่วย พิธีปิดการแข่งขันเรียบง่ายแต่ประทับใจ นักกีฬาทุกทีมเข้าแถวหน้าประธาน ฝ่ายเลขาฯอ่านรายงาน ประธานมอบรางวัล นักกีฬาแยกย้ายกันกลับภูมิลำเนา ทีมโคราชของหมู่สิงห์ แวะรับประทานอาหารเย็นที่ปั๊ม ปตท. จังหวัดสระบุรี นักรบมีคติว่า เสร็จศึกต้องดื่มกิน เสียดายว่าทุกวันนี้ พรบ.ต้านเหล้าได้ผลไม่มีเบียร์ขายในร้านอาหารปั๊มน้ำมัน ต้องไปหาซื้อเบียร์จาก โลตัส ที่อยู่ใกล้ๆ เป็นเบียร์กล่อง ดื่มไม่อร่อยเลย เพราะไม่แช่เย็น ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยวเดือนนี้ เลยจบไม่ค่อยชื่นมื่นเท่าไหร่


--------------------------------------------
บันทึกเมื่อ  21 มี.ค.51