มองโลกอันกว้างไกล

คุณหมิง ต้าลี่ ลี่เจียง

26 30 ตุลาคม 2551

 ตั้งแต่เมืองจีนเปิดประเทศให้ผู้คนทั่วโลกได้หลั่งไหลเข้าไปเที่ยว ไปชมประวัติศาสตร์ของเมืองจีนซึ่งมีอยู่เป็นพันปี พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลธรรมชาติที่บริสุทธิ์ รวมถึง สภาพภูมิอากาศที่ดีประกอบกับชาวโลกส่วนใหญ่ได้ยินแค่คำว่า ม่านไม้ไผ่ ยากที่จะแหวกม่านเข้าไป เมื่อเจ้าของบ้านอนุญาตให้เปิดเข้าไปได้ คงเหมือนเปิดบริสุทธิ์เปิดความใหม่ การท่องเที่ยวเมืองจีนจึงเป็นที่นิยมมากในห้วง ประมาณ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้

 ดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาล ๒๒ มณฑล ๕ เขตปกครองตนเอง และ ๒ เขตบริหารพิเศษ พื้นที่ประมาณ ๑ ใน ๕ ของพื้นที่พื้นดินโลก เท่ากับทวีปยุโรปทั้งทวีป หรือประมาณ ๒๒ เท่า ของพื้นที่ประเทศไทย พลเมืองประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านคน มี ๕๖ ชนเผ่า ที่เราเรียกว่าจีน หมายถึงสาธารณะรัฐประชาชนจีน ส่วนจีนไต้หวันนั้น จีนถือว่าเป็นมณฑลหนึ่งของจีนคือมณฑลที่ ๒๓ จีนเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๘  ในสมัยที่ ฯพณฯคึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่นั้น คนไทยเชื้อสายจีนและคนไทยทั่วๆไปก็แห่กันเข้าเมืองจีนไปเยี่ยมบรรพบุรุษ เยี่ยมบ้านเกิด คนไทยทั่วๆไปเดินทางไปท่องเที่ยว สู่ความแปลกใหม่และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะในลักษะทัวร์ หรือเดินทางไปส่วนตัวราคาก็ถูกประหยัด และวัฒนธรรมประเพณี อาหารการกิน เกือบคล้ายคลึงกัน รวมทั้งภาษาพูดที่คนไทยเชื้อสายจีนสามารถสื่อกันเข้าใจได้  ปัญหาจึงมีไม่มากนัก เป็นที่นิยมทั้งไทยไปเที่ยวจีน จีนมาเที่ยวไทย ถ้าเรายืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ จะได้ยินเสียงไก๊ด์บรรยายภาษาจีน ก้องท้องน้ำ

 

 ผู้เขียนเฝ้าติดตามการท่องเที่ยวของเพื่อนๆ หมู่คณะไปท่องเที่ยวเมืองจีนกัน บางคนไป ๓ -๔ เที่ยว เนื่องจากมีแหล่งท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากหลายแห่ง เลือกไปเที่ยวตามเวลาและโอกาสที่อำนวย  จนเมื่อ             ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผู้เขียนเกษียณอายุราชการจากงานประจำที่ทำอยู่ ปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ หน่วยงานที่เป็นกลุ่มคนรู้จักกัน มาชวนไปเที่ยวเมืองจีนกันไหม ต้องการยอดคน ต้องอธิบายว่าการท่องเที่ยวเป็นกลุ่มหรือกรุ๊ปทัวร์นี้ ต้องจัดให้เหมาะ เช่น ถ้าวางแผนไปรถตู้ขนาดเล็ก กรุ๊ปละประมาณ ๘ คน รถตู้ขนาดกลางประมาณ ๒๐ คน รถบัสขนาดใหญ่ประมาณ ๓๐ คนเศษๆ เช่นนี้เป็นต้น ถ้าจัดคนเหมาะกับกรุ๊ป ราคาจะถูกลงเพราะตัวหารลงตัว อย่างคณะผู้เขียนเดินทางไปในครั้งนี้ ๒๙ คน เป็นทัวร์คณะไม่เล็กไม่ใหญ่พอดี รถบัส ๑ คัน บทเรียนการไปท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ คือ ปัญหาของเรื่องเวลานัดหมาย การบริการของ ผู้นำท่องเที่ยวหรือไก๊ด์ จะดูแลไม่ทั่วถึง นอกจากนี้คณะที่ไปเที่ยวไม่ใช่หนุ่มสาววัยปิ๊งวัยทำงาน มีแต่กลุ่มผู้สูงวัย ความกระฉับกระเฉงหายไป ความเชื่องช้าตามมา บางคนไปเจออากาศเปลี่ยน อาหารเปลี่ยน เวลาหลับนอนเปลี่ยน เป็นไข้ เป็นหนาว เป็นภาระต่อไก๊ด์ และความห่วงใยของหมู่คณะทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวคราวนั้น หดหู่หรือเซ็งไปด้วย ฝากผู้อ่านทุกท่าน จะไปท่องเที่ยวต้องเตรียมร่างกาย จิตใจให้พร้อมด้วย

 ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๑ ออกเดินทางจากท่าอากาศสุวรรณภูมิ เป็นครั้งแรกของผู้เขียนที่ได้มาใช้บริการ    ท่าอากาศยานนี้เดินทาง ทึ่งในความใหญ่โต ภูมิใจในความโออ่าและทันสมัย เทียบกับท่าอากาศยานของประเทศอื่นๆยังสงสัยอยู่ว่า ท่าอากาศยานดอนเมืองรับภาระอยู่ได้อย่างไร ไปจีนก็ต้องสายการบินจีนไชน่าอีสเทร์น แอร์ไลน์ แอร์ที่บริการแม้จะผิวขาว สาว หมวย อึ๋ม อย่างไร ก็ยังสวยและน่ารัก น้อยกว่าแอร์สาวไทย     เนื่องจากเดินทางเพียง ๒ ชั่วโมง บริการเป็นอาหารกล่องจีน ของว่างเป็นขนมปังของจีน น้ำผลไม้ก็ของจีนโดยเฉพาะน้ำแอปเปิลอร่อยมากขอซ้ำหลายแก้ว อาหารกล่องก็บรรจุใส่กระเพาะให้เรียบร้อย ส่วนของว่างเก็บใส่กระเป๋าไว้ก่อน ถึงสนามบินอูเจียป้า เวลาไทย ๓ ทุ่มครึ่ง ต้องหมุนเวลานาฬิกาข้อมือเพิ่มอีก ๑ ชั่วโมง เป็น ๔ ทุ่มครึ่ง เส้นเวลาเปลี่ยนช้ากว่าเมืองไทย ๑ ชั่วโมง กระเป๋าแยกขึ้นรถตู้ขนกระเป๋า คนแยกขึ้นรถบัส เข้าที่พักเพราะดึกแล้ว เส้นทางไหนอธิบายไม่ถูก พลาดอีกครั้งไม่มีแผนที่เส้นทางในเมือง

 สูตรทองการท่องเที่ยวเป็นกรุ๊ปคือ 6-7-8 หรือถ้ามีกำหนดการต้องเดินทางไกล อาจเปลี่ยนเป็น 5-6-7    6 คือปลุก 0600 นาฬิกา ตื่น ทำธุรกิจส่วนตัวเก็บของ 7คือ 0700 นาฬิกา เอากระเป๋าออกมาวางหน้าห้องพัก ลงไปรับประทานอาหาร 8 คือ 0800 นาฬิกา เดินทางตามกำหนดการถ้าเจอสูตร  5-6-7 ก็แย่หน่อย  5 คือ4  6คือ5  กินข้าวเช้าเวลา 0500 นาฬิกา ก็แปลกๆอยู่ เพราะอยู่เมืองไทย บางคนยังนอนไม่ตื่นเลย

 ผู้เขียนเป็นหลักปฏิบัติไปเที่ยวเมืองไหน เช้าต้องสำรวจเมืองนั้น โดยการเดินและวิ่งเหยาะ พร้อม 0500 นาฬิกา ออกกำลังถึง 0630 นาฬิกา มาใช้ความคล่องตัวที่ได้รับการฝึกฝนมา อาบน้ำ เก็บเสื้อผ้าแต่งตัวลงมาพร้อมๆ กับกรุ๊ปหรือบางครั้งออกกำลังเพลินๆ ก็ให้คณะห่อขนมปังมาให้ ก้อนสองก้อนตอนขึ้นรถยัดลงไป  เอาอิ่ม น้ำเย็นฟรีที่ทัวร์แจกตามลงไป รอถึงอาหารเที่ยงจะได้กินได้เยอะๆ เช้านี้เช่นกัน เนื่องจากแปลกที่ถิ่นใหม่ แต่งตัวกีฬาลงไปที่ล๊อบบี้ ศึกษาแผนที่เส้นทางของโรงแรม เข้าใจแล้ว เขียนชื่อโรงแรมใส่กระเป๋ากางเกงเอาไว้ เผื่อหลงทาง วิ่งไปเป็นลมเป็นแล้ง หรือเคราะห์หามยามซวย รถเฉี่ยวชน คนที่พบเห็นเขาจะไปส่งติดต่อญาติได้ถูก วันนั้นเวลาน้อย ขอใช้เส้นทางออกกำลังกายเป็นถนนเส้นตรงหน้าโรงแรม ผ่านไปผ่านมา 1 กิโลเมตรกว่าๆ กลับวิ่งด้านตรงข้ามด้วย ได้เกือบ ๔ กิโลเมตร สายๆ มีกลุ่มคนจีนลากกระเป๋าออกมาเยอะแยะ เหมือนมดออกจากรู    พึ่งทราบว่า บริเวณแถวนนี้เป็นโรงแรมราคาประหยัดเกสต์เฮาว์ของจีน เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ซึ่งผู้คนที่มาคุนหมิง นักท่องเที่ยวจีนนิยมนั่งรถไฟมา และมาใช้บริการรถยนต์ในพื้นที่ นอกนี้ยังเห็นรถบัสนอน ที่พวกเราเคยเห็นรถบัส VIP.รถนอนในเมืองไทย ชิดซ้ายไปเลย เพราะรถนอนที่นี่ มีเตียงนอนแบบค่ายทหาร 2 ชั้น นอนกันจริงๆ ได้ความรู้จากไก๊ด์ว่า ที่เมืองจีนระหว่างเมืองไกลกันมาก เช่นจากคุนหมิง ไปปักกิ่ง เกือบ 3,000 กิโลเมตร

 ใช้เวลาเดินทางกว่า 30 ชั่วโมง แน่นอนว่าระดับชาวบ้าน กินหม่านโถ  จะนั่งเครื่องบินทุกครั้งที่เดินทางคงเป็นไปไม่ได้ เดินไปชมร้านอาหารเช้า มีเตานึ่งซาลาเปา หม่านโถว แต่เช้าควันกรุ่น ร้านข้าวต้มเครื่อง  ร้านก๋วยเตี๋ยว เพียงแต่เดินผ่านไม่ได้แวะชิม และพบอาชีพที่เขาบอกว่าพอหากินได้ในเมืองจีน คือขัดรองเท้า เดินวิ่งกลับโรงแรม เนื่องจากสายแล้วต้องลงไปวิ่งในเส้นทางจักรยาน ผสมกับรถมอเตอร์ไซด์ ซึ่งใช้ไฟฟ้าเสียงเงียบๆ มอเตอร์ไซด์เสียงดังแสบแก้วหูอย่างบ้านเรามีน้อยมาก เพราะเสียภาษีแพงเนื่องจากทำให้มลภาวะเสีย

 ออกเดินทางไป เมืองตาลี่ โดยใช้เส้นทางหลวงพิเศษทางคู่ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร ก่อนออกนอกเมือง สังเกตดูอาคารที่พัก ส่วนใหญ่จะสร้างทางสูง เป็นที่พักสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนาเดิม เพราะคุนหมิงเปลี่ยนเป็นเมืองอุตสาหกรรม ไร่นาหายไป ชาวไร่ ชาวนาผันตัวเองมาเป็นผู้ใช้แรงงานหรือกรรมกรในโรงงาน บนหลังคา ทุกตึกจะเห็น แผงโซล่าร์เซล เล็กๆ ขนาดครอบครัว เต็มไปหมด รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนใช้พลังงานแสงแดด ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดอื่นๆ ลงไปได้มาก

 พักครึ่งทาง เนื่องจากสภาพอากาศค่อนข้างเย็น การปล่อยน้ำเสียออกจากร่างกายต้องปัสสาวะเป็นเหลัก ห้องน้ำมีเฉพาะที่ปั๊มน้ำมัน ซึ่งเป็นของรัฐ การบริการแบบรัฐทั่วๆไป คือเช้าชาม เย็นชาม เนื่องจากคณะทัวร์มีหลายคณะ และออกเดินทางจะพร้อมๆ กัน จุดหมายคือเมืองต้าลี่ มาถึงปั๊มกลางทางที่ว่าคนก็เยอะ ห้องน้ำมีจำกัด ปัสสาวะชายไม่เท่าไร ยืนเรียงกันจับน้องหนูปล่อยน้ำได้ แต่ห้องสุขาหนักไม่มีประตูนี่เหลือร้ายมาก ผู้เขียนต้องจัดการธุระให้เรียบร้อยตั้งแต่โรงแรมที่พัก ที่ห้องน้ำมาตรฐานเช่นเดียวกับโรงแรมทั่วๆ ไป ส่วนของสุภาพสตรีนั้นไม่กล้าสัมภาษณ์เลย ฝ่ายหญิงจะเข้าห้องน้ำต้องให้ไก๊ด์ไปสำรวจ แล้วมารายงานว่า ห้องน้ำปลอดภัย ที่จริงเขาควรพูดว่าห้องน้ำสะอาดพอใช้ได้ คนจีนผู้ชายส่วนใหญ่ที่มาท่องเที่ยวกับรถบัสสูบบุหรี่ 101% ที่เกินมา 1 % คือคนขับรถก็สูบด้วย บนรถบัสห้ามสูบบุหรี่พอพักครึ่งทาง ทุกคนลงมาอัดควันเข้าปอด และพ่นออกมากันอย่างเต็มที่ กลุ่มของผู้เขียน ผู้ชายที่ไปด้วยกันเท่าๆ กับผู้หญิง 15 คน ไม่มีใครสูบบุหรี่เลยสักคน พวกเรายังคุยกันว่า เมืองไทยรณรงค์เรื่องการสูบบุหรี่ได้ผลมาก กลับจากทำธุระส่วนตัว ขึ้นมาบนรถ ทุกคนมีแต่บ่น โอยเมาบุหรี่เพราะเดินผ่านกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน

 ไปถึงต้าลี่ อาหารเที่ยงพอดี มีห้องอาหารที่บริษัททัวร์ได้จัดไว้อยู่แล้ว อาหารธรรมดาๆ คล้ายอาหารจีนทั่วๆ ไป หัวหน้าทัวร์ไทยเพียงแต่เพิ่มน้ำพริกกระปุก ติดไปด้วยเท่านั้นก็อร่อยแล้ว แต่ทุกมื้อของมื้อเที่ยง มื้อเย็น จะมีเบียร์จีน พ่วงมาด้วย เพื่อเรียกน้ำย่อย คนดื่มก็มีจำกัด เป็นสุภาพสตรีเสียครึ่งกลุ่มและฝ่ายชายบางคนก็ปฏิเสธของเมา ทำให้ผู้เขียนต้องรับภาระ เพราะเสียดายกลัวเบียร์เหลือ

 ต้าลี่ หรือที่พวกเราคุ้นๆ เมื่อเรียนประวัติศาสตร์ชาติไทยตอนเด็กๆ คนไทยอพยพมาจากอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งราชธานี ชื่อ หนองแสง หรือเมืองตาลีฟู ต้าลี่ คือตาลีฟู นี่เอง เมื่อ ถูกจีนขับไล่ บางส่วนอพยพไปทางสิบสองปันนา ซึ่งไก๊ด์เราเป็นชาวสิบสองปันนา จึงฝึกพูดภาษาไทยได้เร็ว ส่วนหนึ่งแยกย้ายลงทางใต้ เป็นพวกไทยน้อย พวกเรานี่เองไม่ต้องสงสัย ชนเผ่าส่วนใหญ่ที่นี่เป็นชาวไป๋ บ้านเรือนจะทาสีขาวล้วน และมีภาพวาดบนฝาผนังด้านนอกด้วย เป็นเอกลักษณ์ของชาวไป๋ ได้ไปเที่ยวเจดีย์ 3 องค์ แต่เป็นองค์มหึมา ไม่เหมือนเจดีย์ 3 องค์ ที่กาญจนบุรี   ของไทย อายุกว่า 1,200 ปี ในพื้นที่นี้ยังมีหอเจ้าแม่กวนอิม หอพระพุทธโคดม เรียกว่าเป็นสิ่งก่อสร้างของศาสนาพุทธ ลงรถบัสแล้ว มีรถไฟฟ้าต่อขึ้นไป 3-4 กิโลเมตร เดินคงไม่ไหว ตั้งอยู่ด้านหน้าเขา 17 นาง หรือ 17 ยอด ซึ่งเป็นภูเขาป่าเขียวชอุ่ม มีน้ำไหลลงจากภูเขาทั้งปี ไหลลงสู่ทะเลสาบเหอไห่ ได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ฝนเริ่มตกอากาศหนาวเย็นประมาณ 10 กว่าองศา ต้องอาศัยซื้อร่มขนาดบุคคลของร้านค้า OTOP ที่นั่นราคา 10 หยวน( 50 บาท) ซึ่งร่มอันนี้แหละเป็นประโยชน์อย่างยิ่งใน  การทัวร์อีก 2 วันที่เหลือ เพราะเจอฝนตกตลอด ไปเที่ยวโรงงานหินอ่อนซึ่งเป็นของรัฐ หินอ่อนในจีนส่วนใหญ่ไปจากเมืองต้าลี่ เที่ยวหมู่บ้านน้ำหยก มีวัด และพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ ฝนตกบ้าง หยุดบ้าง สลับกันไป จากนั้นไปชมเมืองเก่าต้าลี่มีกำแพงประตูโบราณ เหมือนกับเมืองสมัยก่อนๆ ที่มีกำแพงเมืองป้องกันศัตรูที่รุกราน    เมืองเก่าตาลี่ ยังคงเอกลักษณ์ของอาคารไว้ มีขายของพื้นเมือง ของที่ระลึก เดินผ่านเห็นอะไรปิ้งย่าง อยู่บนเตา เป็นโรตีม้วนน่ากิน ทดลองดู 2 ไม้ กัดแล้วต้องบ้วนทิ้ง ที่ถังขยะเพราะกลิ่นนมแพะ ซึ่งไม่คุ้น เห็นย่างปลาเล็กๆ คล้ายปลาซิวไทย โรยด้วยน้ำจิ้ม พอกินได้ เสร็จแล้วเข้ามาตลาดผลไม้ มีแอปเปิล สาลี่ พุทรา ลูกสดน่ากินมาก ซื้อตุนกลับไปที่พัก ที่ขาดไม่ได้คือการถ่ายภาพ   ที่ระลึก เข้าพักโรงแรมที่เมืองตาลี่ มีคณะทัวร์อยู่เพียง 2 คณะที่มาพักในคืนนี้ มีคณะไทย 29 คน คณะของยุโรปอีก 1 กรุ๊ปเล็ก ประมาณ 8 คน โรงแรมจัดดนตรีพื้นเมืองบริการความสำราญกับแขก และนักท่องเที่ยวที่มาพัก นักดนตรีและนักร้องเป็นรุ่นคุณน้า คุณป้า คุณลุง บรรเลงดนตรีพื้นเมืองได้ไพเราะมาก ฝ่ายหญิงเห็นเล่น “กู่เจิง” ดนตรีมหัศจรรย์ของชาวจีนด้วย และยังเป็นนักร้องอีก รับประทานอาหารเคล้าเสียงดนตรีเสร็จแล้ว ให้รางวัลคณะนักดนตรีไป 50 หยวน ไม่ทราบว่าน้อยหรือมาก น้อยไปอาจเป็นได้ ส่วนมากไปคงไม่ใช่

 ตื่นเช้าขึ้นมา เล็งไว้จะออกไปวิ่งออกกำลังกายชมเมือง และสูดอากาศยามเช้า เจ้ากรรมจริงๆ สายฝนกระหน่ำลงมาเสียดายมาก มองไปถนนโล่ง เมืองเงียบสงบ ได้แต่ออกมาเดินบริเวณหน้าโรงแรมที่มีหลังคาคุ้มฝน เพียง 50 เมตร สู่เมืองลี่เจียงอีก 100 กว่ากิโลเมตร เส้นทางขึ้นเขาเป็นทางเดี่ยว รถยนต์วิ่งสวนทางกัน รถท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ลี่เจียงเป็นเมืองที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา เป็นเมืองโบราณ ได้รับการรับรองเป็นเมืองมรดกโลก มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือ แชงกลีร่า ภูเขาหิมะมังกรหยก 2 แห่งแรกนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากของจีน  ซึ่งชาวจีนนิยมมาเที่ยวมาก ตลาดสี่เหลี่ยม หรือเมืองโบราณลี่เจียง นักท่องเที่ยวเป็นหมื่นๆ แสนๆ คน จะมารวมกันที่นี่ชมความงาม ซึ่งยังคงความงามที่เป็นประวัติยาวนานกว่า 800 ปี อาคารไม้แบบจีนโบราณ ต้นหลิวริมลำธาร ที่ไหลผ่าไปกลางหมู่บ้าน จากธารน้ำ ซึ่งเกิดจากหิมะละลาย อุทยานน้ำหยก แสดงถึงวัฒนธรรมของชนเผ่าหน่าซี  วัดอวี้เฟิง วัดลามะของธิเบต อุทยานบึงมังกรดำ เป็นอุทยานที่กว้างใหญ่ น้ำในบึงใสสะอาดจนสามารถสะท้อนวิวทิวทัศน์ ของเทือกเขาหิมะมังกรหยก ได้อย่างชัดเจนในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส

 เมืองลี่เจียง ชนเผ่าส่วนใหญ่เป็นชาวหน่าซี ฟังไกด์บรรยายครั้งแรก คิดว่าเป็นพวกนาซี เยอรมัน นึกว่าหลงเหลืออยู่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 พอไปเจอตัวจริงแล้ว ไม่เกี่ยวกัน ชื่อคล้ายกันเฉยๆ ที่ได้ท่องเที่ยวประทับใจมีอยู่ 3 แห่ง แห่งแรกก็คือ ภูเขาหิมะมังกรหยก มีหิมะปกคลุมยอดเขาตลอดทั้งปี ที่ผู้เขียนตกลงใจไปร่วมทัวร์คราวนี้ เรียกว่าอยากเห็น อยากจับหิมะ กลัวจะตายไปเสียก่อน เดินทางขึ้นเขาโดยรถกระเช้าไฟฟ้า แบบตู้กระเช้านั่งได้ 6 คน ส่วนที่ราคาประหยัดเหมาะแก่การผจญภัย เป็นแบบนั่งห้อยขา 2 คน ผู้เขียนเป็นพวก สว. จึงเลือกแบบนั่งกระเช้า นั่งขึ้นเขาไปประมาณ 13 นาที ระหว่างทางเห็นหิมะขาวๆ ปกคลุมอยู่ประปราย ถึงยอดเขา ขาวโพลนไปหมด เหมือนที่เห็นในภาพยนตร์ ขอเดินลุยหน่อย เป็นน้ำแข็งนี่ ลื่นหรือเปล่า หยั่งเท้าทดลองดู หิมะตกใหม่ๆ เหมือนก้อนน้ำแข็งไส หยุ่นๆ เท้าไม่ลื่น ที่คนเดินเหยียบย่ำบ่อยๆ จะแข็งตัว ก้าวผ่านต้องระวัง  จะลื่น กำหิมะขึ้นมาในอุ้งมือถ่ายรูปไว้ แต่ไม่กล้าเอาเข้าปากกิน เสร็จแล้วก็เดินทางกลับมาคุยได้แล้วเห็นหิมะ ไปถามชาวจีน(ไก๊ด์) ถามว่าชาวจีนเขามาเที่ยวเมืองไทยทำไม ไก๊ด์บอกว่าเขาอยากมาเห็นทะเล โดยเฉพาะที่ภูเก็ต และพัทยา และชอบอาหารไทยมาก อร่อยที่สุด ก็แลกกันเราไปดูหิมะ เขามาดูทะเล แห่งที่สองคือ   เมืองโบราณลี่เจียง จัดบรรยากาศร้านค้า คงลักษณะเดิมไว้ ประตูเมืองมีป้ายรับรองจาก UNESCO แผ่นเบ้อเริ่ม รับรองไว้เป็นมรดกโลก เส้นทางเดินในหมู่บ้านปูด้วยหินแกรนิต ไม่เรียบเท่าไร แต่เหมาะสำหรับเดิน คนจีนต่างมณฑลเดินทางมาท่องเที่ยวหลายหมื่นคน ที่หน้าประตูเมืองเช่นกันมี กังหันน้ำขนาดใหญ่หมุนอยู่เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมือง เหมือนที่โคราชบ้านของผู้เขียนที่มีอนุสาวรีย์คุณย่าโม และประตูชุมพล เส้นทางในเมืองมีร้านค้าของที่ระลึก ร้านอาหารที่จัดไว้ บรรยากาศแบบจีนโบราณ มีโรงเตี้ยม แต่ไม่กล้าเข้าไปสำรวจได้แต่เยี่ยมๆ มองๆ ด้านหน้า ร้านอาหารคล้ายมีอ่างใส่เนื้อก้อนโตๆ เข้าไปยืนใกล้ๆ ได้กลิ่นเนื้อออกมา ถามผู้รู้เขาบอกว่าเป็นเนื้อจามรี ซึ่งเป็นวัวแคระขนยาวมีมากและเลี้ยงกันที่ทิเบต ก่อนเดินเข้าเมืองเก่าใครอยากมีโชคลาภก็ซื้อ  ป้ายอวยพรขนาดเท่าฝ่ามือแขวนไว้ เห็นมีป้ายแขวนไว้หลายหมื่นป้าย เดินเข้าไปถ้าเป็นนักช๊อป จะหมดเงินไปเยอะโดยเฉพาะสุภาพสตรี มีของฝาก ของที่ระลึกมากมาย อันดับสามคือ การแสดงวัฒนธรรมดงบา(Dongba) แสดงโดยชาวหน่าซี ใช้ผู้แสดงเกือบ 500 คน โรงแสดงคล้ายสนามกีฬา ยกตัวอย่างคือสนามศุภชลาศัย อาจเล็กกว่า ด้านหนึ่งเป็นเวที อีกด้านหนึ่งเป็นที่นั่งคนดู รูปแบบที่สร้างเป็นคล้ายภูเขา มีเส้นทางเข้าออก ในปล่องภูเขานั้น ด้านเวทีจะมีทางลาด อุโมงค์เชื่อมสำหรับนักแสดง เข้าออก วิ่งขึ้น วิ่งลง ขอบภูเขาม้าก็วิ่งได้ ที่นั่งมี 2 ระดับ ระดับล่าง อยู่หน้าเวที ระดับบนอยู่บนขอบภูเขา พวกเรานักท่องเที่ยวต่างชาติเขาให้นั่งด้านบน บรรยากาศดีกว่าขึ้นไปมองดูด้านหลังห่างออกไป เห็นมีสนามกอล์ฟ กลับเข้ามาเวทีการแสดงเวลา 1330 มีฝนตกลงมาด้วย แม้จะเป็นเวทีโล่งผู้จัดก็ไม่กลัว แจกเสื้อกันฝน เบาะรองนั่งสำหรับผู้เข้าชมทุกคน วันนั้นมีผู้เข้าชม เกือบ 2,000 คน  ร่มส่วนตัวที่ซื้อมาก็ยังมีประโยชน์ใช้บังกล้องถ่ายรูป ไก๊ด์บอกว่าผู้กำกับดังของชาวจีนที่กำกับการแสดงพิธีเปิด   โอลิมปิค 2008 ที่จีน เป็นผู้มาค้นคิดวิธีการแสดงให้กับชาวเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวหน่าซี ให้มีอาชีพที่แน่นอน มีการแสดงหลายชุด ซึ่งแสดงออกถึงประเพณีและวัฒนธรรมของจีน อาทิเช่น พิธีกราบไหว้บรรพบุรุษ   งานเทศกาลตีกลองชัย ขี่ม้าออกรบ การร้องเพลงโดยใช้นักร้องหญิงเป็นร้อยคน อยู่ตามจุดต่างๆ ในพื้นที่แสดงและร้องเพลงเดียวกัน พร้อมกัน ประทับใจทั้งนั้น ถ้าท่านไปท่องเที่ยวที่ลี่เจียงต้องหาโอกาสไปชมให้ได้  ผู้เขียนเสียดายอยู่นิดเดียวชมไม่จบ เพราะอากาศเย็นเป็นเหตุ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อาจระบบจะเสียแล้ว ต้องออกจาก การชมการแสดงมาก่อน คณะบางคนออกไปก่อนผู้เขียนอีก ถามว่าจะรีบไปไหนการแสดงยังไม่จบเลย เขาบอกว่าทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน

 ที่จีนการท่องเที่ยวได้มีภาคบังคับไว้สำหรับบริษัทท่องเที่ยวคือ เมื่อเข้าพื้นที่ใดแล้ว ต้องใช้บริการไก๊ด์ท้องถิ่นมาร่วมด้วย อาจเพื่อสร้างงาน และบรรยายได้ถูกต้อง โดยผ่านล่าม ไก๊ด์ของคณะ ต่อไปคือ ภาคบังคับเช่น ต้องชมโรงงานหินอ่อน โรงงานผลิตใบชา โรงงานสมุนไพร โรงงานหยก ซึ่งเป็นของรัฐบาลทั้งสิ้น ผู้เขียนตั้งใจไว้ว่าจะไม่ซื้อของอะไร แลกเงินไป 1,000 หยวน (ประมาณ 5,000 บาท) ไปเสียเงินภาคบังคับ ซื้อสมุนไพรและชาไป 3 กล่อง 3 ที่ กล่องเล็กๆ ไม่ทราบเก็บอะไรมาจำหน่ายขายแพงด้วย กล่องละ 200 หยวน (ประมาณ 1,000 บาท หมดเงินไป 3,000 บาท ที่เหลือซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ หมดพอดี ดีว่าไม่คิดจะซื้อหยก เห็นกำไลข้อมือเล็กๆ อันเดียวไปดูราคา 21,000 หยวน คูณเงินไทยออกมาแล้ว 1 แสน 5,000 บาท อะไรจะแพงขนาดนั้น กระซิบกันในกลุ่มผู้ชาย ซื้อที่แม่สายก็ได้ สีเหมือนกันไม่เกิน 200 บาท

 สุดท้ายต้องนั่งเครื่องบินจากเมืองลี่เจียงมาลงคุนหมิง เพื่อกลับบ้านอีกครั้ง ตอนเช้าพาไปเที่ยว เขาชีชาน ซึ่งมีรูปร่างเหมือนหญิงสาวนอนอยู่ แปลเป็นไทยว่าเขานางนอน ชมประตูมังกร วัดของลัทธิเต๋า มีความเป็นมาถึง 1,000 ปี มองลงไปจากเขาชมความงามของทะเลสาบ เตือนฉือ ยังอิจฉาบ้านพักริมทะเลสาบ เป็นของใครกันน่าพักจริง หลังอาหารเที่ยงเปิดโอเพ่น ให้กับผู้ที่รักการจับจ่ายซื้อของ โบ๊เบ๊จีน ที่เมืองคุนหมิง 1 วัน หยวนที่แลกมามีเท่าไหร่ ทุ่มซื้อกันที่นี่ ผู้เขียนไม่ซื้อได้แต่เดินชมอย่างเดียว แต่ก็ยังไม่วาย ถูกผู้อื่นฝากซื้อมาด้วย ต้องหอบหิ้วขึ้นรถขึ้นเครื่องบินกลับมาให้ มีเวลาตั้ง 3-4 ชั่วโมง เดินไปเรื่อยๆ ออกนอกตลาดไปเจอตลาดสดระดับชาวบ้าน เปื้อนๆ เลอะๆ เหมือนตลาดสดบ้านเราสมัยก่อน ที่เหมือนกันคือปลามีการฆ่า และขอดเกล็ด ปาดพุงให้ แต่ที่เสียวสยองกว่า คือการฆ่าเต่า และสัตว์ปีก ไม่ว่าเป็น เป็ด ไก่ นกพิราบ ชี้เดี๋ยวนั้น เชือดเดี๋ยวนั้น เลือดเอาหรือเปล่า รองให้ด้วย ลวกน้ำร้อน ถอนขนสดๆ รอรับได้

 ขอพูดเรื่องดีๆ สักเรื่องคือ แหล่งท่องเที่ยวทุกแห่งที่ไปชม บริการห้องสุขาสะอาด ถูกสุขอนามัยทุกแห่ง และบริการฟรี ท่านที่เสียวสยองฟังเขาเล่ามาอย่าไปเชื่อ ปลอดภัยแล้วทุกแห่ง ตามที่ไก๊ด์พูด และไปสัมผัสมาด้วยตนเอง แทบจะไม่เห็นตำรวจเลย รถในเมือง และบนเขา แม้ขวักไขว่ และพื้นที่อันตราย ก็ไม่เห็นมีอุบัติเหตุ เราเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง เช้ามืดวิ่งอยู่คนเดียวก็ปลอดภัย มองโลกอันกว้างไกล คุนหมิง ต้าลี่ ลี่เจียง คราวนี้ผู้เขียนก็ขอลาท่านผู้อ่าน ได้ไปเที่ยว เมืองนอกที่แปลกหูแปลกตาอีก จะนำมาเล่าให้ฟัง

----------------------------------
เจ้าเก่า  บันทึก   1 ธ.ค. 51

edit @ 18 Dec 2008 10:59:03 by สิงห์ร้าย

edit @ 18 Dec 2008 10:59:53 by สิงห์ร้าย

Comment

Comment:

Tweet

อยากไปเที่ยวบ้างนะ

#3 By ถ้วยรางวัล (61.90.15.157) on 2010-04-30 12:38

เหพะ

#2 By ๆพะพฟ (125.26.206.68) on 2010-03-18 13:57

#1 By /ฟฟฟ (125.26.175.145) on 2010-02-18 07:12