นั่งรถไฟไปวิ่ง

posted on 10 Dec 2006 00:38 by moosing  in Tour-Of-Thailand

นั่งรถไฟไปวิ่ง ---- โดย เจ้าเก่า (บุ่งตาหลั่ว)

เมื่อตอนเด็กๆ ปีพุทธศักราช 2497 ผู้เขียนอายุเพียง 5 ขวบ แม่พานั่งรถไฟ จากสถานีรถไฟอุบลราชธานี ปลายทางหัวลำโพง กรุงเทพฯ จะตื่นเต้นหรือเปล่า จำความไม่ได้แล้ว น่าจะเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกที่แม่ต้องกระเตงลูกชายคนหัวปี ไปรับพ่อซึ่งเดินทางกลับจากไปร่วมรักษาสันติภาพที่ประเทศเกาหลีใต้ ร่วมกับกองกำลังของสหประชาชาติ ที่ท่าเรือคลองเตย สมัยก่อนทหารไทยเดินทางไปกลับเกาหลีใต้ ด้วยเรือเดินทะเล รถไฟสมัยก่อน รถลากจูงใช้หัวรถจักรไอน้ำ ได้ความร้อนจากไม้ฟืน เนื่องจากเดินทางกลางคืน บางครั้งที่มีโอกาสในเส้นทางที่โค้ง มองเห็นหัวรถจักร มีควันขึ้นโขมง มีเปลวไฟพ่นปนออกมาด้วย ผู้ที่นั่งตู้โดยสาร จะโดนเถ้าถ่านตกลงมา เลอะเทอะเสื้อผ้าทุกคน รถไฟจะเสียเวลามากเนื่องจากวิ่งไปสักระยะหนึ่ง จะต้องมีสถานีใหญ่ ให้หัวรถจักรได้เติมน้ำในหม้อน้ำ ขนฟืนตุนไว้หลังหัวรถจักร ไม่ทราบว่า ประเทศไทยใช้รถจักรไอน้ำลากตู้พ่วงกี่ปี มานึกดูว่า เราใช้ต้นไม้นานาชนิด ไปมากโข เมื่อวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไป ป่าไม้จะหมดจากโลกด้วย มีการสร้างหัวรถจักรใช้เครื่องยนต์ดีเซลเพื่อลากจูง ประเทศไทยได้จัดซื้อมาเปลี่ยน หัวรถจักรไอน้ำถอดเก็บมาทำเป็นอนุสาวรีย์อยู่ตามสถานีรถไฟใหญ่ๆ มีจุดพลิกผันที่สำคัญ คือ ผู้มีอำนาจตัดสินใจในครั้งนั้น ได้เลือกขนาดของรางเป็น 90 เซนติเมตร แทนที่จะเลือกเป็นขนาด 1 เมตร 40 เซนติเมตร ทำให้มีผลมาถึงปัจจุบัน ที่ทำให้รถไฟไทยไม่ก้าวหน้า ไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนัก เพราะความเชื่องช้า ไม่สามารถเร่งความเร็วได้

เมื่อนโยบายรัฐบาล นำความเจริญไปสู่ภูมิภาค มีการตัดเส้นทางถนนเชื่อมหัวเมืองต่างๆ ศูนย์กลางพุ่งเข้าสู่เมืองหลวง ไม่เว้นแม้แต่ทางน้ำ แม่น้ำ ลำคลองก็หมดความสำคัญลงไป รวมทั้งรถไฟด้วย เดินทางต้องรถยนต์ทางถนน สะดวกรวดเร็วกว่า ผู้เขียนแทบจะไม่ได้ใช้รถไฟในการเดินทางอีกเลย ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา เว้นการเดินทางไปดูงานในห้วงการเข้ารับการศึกษาด้านการข่าวของโรงเรียนรักษาความปลอดภัย เมื่อปี 2523 และการเดินทางไปดูงานเมื่อเข้ารับการศึกษา หลักสูตรการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน ของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อปี 2546 เดินทางเป็นหมู่คณะจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ ทั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกได้ใช้บริการตู้เสบียง ข้าวผัดบนรถไฟ เมื่ออดีตที่ผ่านมาโด่งดังมากในความอร่อย ส่วนครั้งหลังนั้น ได้เหมาตู้ประชุม สัมมนาบนรถไฟเลิกสัมมนาแล้ว ใช้ตู้นั้นเปลี่ยนเป็นที่เลี้ยงสังสรรค์ต่อสนุกดีมาก ได้ใช้บริการตู้นอนบนรถไฟ นอนหลับดี เพราะรถไฟแกว่งนิดๆ คงทำให้สมองมึนงง เหมือนเราแกว่งเปลเด็ก


ผู้เขียนเป็นประธานชมรมวิ่งแข่งขันสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ที่จังหวัดนครราชสีมา มีสมาชิกอยู่ในชมรมวิ่ง 150 คน ในแต่ละสัปดาห์ในวันอาทิตย์ จะมีองค์กรต่างๆ จัดการวิ่งแข่งขันเพื่อหารายได้บำรุงกิจกรรมต่างๆ ตามภูมิภาคทั่วประเทศ สมาชิกชมรมฯก็จะเลือกว่าไปที่ใดดี ต้องคำนวณระยะทางที่จะไป เหมาะสมกับการเดินทาง ส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะทางจากนครราชสีมาไม่เกิน 400 กิโลเมตร คือสามารถเดินทางออกจากที่ตั้ง ในตอนเช้าวันเสาร์เดินทางถึงสถานที่จัดงานประมาณ 1600-1700 นาฬิกา เพื่องานธุรการเกี่ยวกับการสมัครวิ่ง รับเบอร์วิ่ง หาที่พักแรม รับประทานอาหารเย็น แล้วรีบนอน บางงานเจ้าภาพจัดการแข่งขันจะเลี้ยงอาหารเย็นนักกีฬา สนุกดีไปอีกแบบ โดยเฉพาะการวิ่งที่เขาชะโงก โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เป็นผู้จัดเลี้ยงอาหารเย็นโดยใช้ถาดหลุมของทหาร นั่งล้อมวงกินกันที่ในสนามฟุตบอล นักวิ่งชอบมาก เพราะส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้ใช้ถาดหลุม นอกจากตอนเด็กๆ ที่เรียนอยู่อนุบาล ภายหลังการวิ่งเขาชะโงกไม่เลี้ยงอาหารเย็น ไปสืบทราบมาว่าสิ้นเปลืองมาก น่าเสียดายประสบการณ์ และสิ่งดีๆ เช่นนี้ เจ้าภาพที่จัดงาน ที่เป็นงานกุศลหาเงินบำรุงสิ่งต่างๆ จะหาที่พักแรมให้นักกีฬา ส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียน ก็ห้องเรียนนักเรียนนั่นเหละ หาเสื่อมาปูไว้ บางแห่งมีเครื่องนอน บางแห่งไม่มีเครื่องนอนนักวิ่งต้องหอบหิ้วมาเอง เจ้าภาพจะแจ้งไว้ล่วงหน้าในแผ่นพับประชาสัมพันธ์การแข่งขัน นอกจากนี้ก็มีที่พักเป็นรีสอร์ท โรงแรมราคามิตรภาพ ที่ผู้จัดได้ไปประสานสถานที่ ให้เข้าร่วมโครงการ บางเจ้าภาพจะแถมรายการจัดรถยนต์พานักวิ่งท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวใกล้ๆ พื้นที่แข่งขัน เป็นการประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวของจังหวัด อีกรูปแบบหนึ่ง ชมรมวิ่ง หรือนักวิ่งประเภทเดินทางมาทั้งครอบครัวจะชอบมาก ได้ท่องเที่ยว ได้ร่วมวิ่งแข่งขัน และอีกประการหนึ่งที่มีส่วนสำคัญด้วย คือ อาหารอร่อย ชมรมวิ่งของผู้เขียนชอบมาก ก่อนไปต้องไปศึกษาหาข่าวว่า พื้นที่นั้นมีอาหารอะไรอร่อยบ้าง การได้กินอาหารท่ามกลางผู้คนที่รู้ใจ มีความสุขที่สุดแล้ว มีอยู่ครั้งเดียวที่มีความทุกข์ ไปร่วมวิ่งแข่งขันพัทยามาราธอน ผ่านศรีราชา เที่ยงพอดี แวะภัตตาคารข้างทาง ชื่อ ต้นว่า จ.จาน(อยู่ด้านขวามือเมื่อเดินทางไปก่อนถึงทางเข้าที่ทำการอำเภอประมาณ 1-2 ก.ม.) นักวิ่งรวมทั้งพนักงานขับรถ ประมาณ 40 คน ค่าอาหารกลางวัน ตกไป 1.6 หมื่นบาท เฉลี่ยแล้วตกคนละ 400 กว่าบาท หน้ามืดไปตามๆ กัน ทุกครั้งที่ไปเที่ยว นอกจากเฉลี่ยค่ารถ ค่าน้ำมันแล้ว จะเก็บกองกลางคนละไม่เกิน 500 บาท เป็นค่าอาหาร เครื่องดื่ม ก็พอเพียงสำหรับการไปกลับ หลังมื้อเที่ยงนั้นแล้ว กองกลางหมดภายในมื้อเดียว ต้องเก็บเพิ่มอีกคนละ 500 บาท ก็ได้แต่สาปแช่ง และช่วยกระจายข่าวต่อว่า อย่าหลงเข้าไปกินเชียวนา ผู้เขียนผ่านไปครั้งหลังๆ ก็แอบมองดูยังมีคนแวะเวียนเป็นเหยื่อรายใหม่ต่อไป นักวิ่งนี่ดีอย่างเดียว กินข้าวเย็นไม่ยืดเยื้อแทบจะไม่มีแอลกอฮอร์เข้ามาเป็นส่วนผสม เมื่อถึงที่พักรีบอาบน้ำ เอาชุดวิ่งออกมาติดเบอร์ ถ้ามีชิป ก็นำมาร้อยเชือกกับรองเท้า ไม่ถึง 3 ทุ่ม เงียบสนิท ถ้ามีวิ่งมาราธอน 0300 จะมีคนตื่นแต่งตัวแล้ว ถ้ามีฮาล์ฟมาราธอน จะตื่นประมาณ0400 ส่วนใหญ่ก่อนเวลาวิ่งประมาณ 2 ชั่วโมง ตื่นมาเพื่อทำภารกิจส่วนตัวเดินทางไปสนามวิ่ง เหลือเวลาอบอุ่นร่างกายประมาณ ครึ่งชั่วโมง บางงานวิ่งจะจัดเต้นแอโรบิค โหมโรงก่อน นักวิ่งที่เดินทางมาถึงก็จะร่วมเต้น ยักย้าย ส่ายสะโพก กระโดดโลดเต้นตาม ท่วงท่าของแอโรบิค เป็นการอบอุ่นร่างกายในตัว เมื่อถึงเวลาก็ปล่อยตัวจะปล่อยไม่พร้อมกัน ระยะทางยาวปล่อยตัวก่อน ระยะทางสั้นปล่อยทีหลัง ระยะทางที่เป็นที่นิยมจัดกันอยู่ในประเทศไทย ปัจจุบันนี้ มี มาราธอน 42.195 กิโลเมตร ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร มินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตร ระยะทาง ที่สั้นที่สุดคือ Fun Run 3 กิโลเมตร และเดินวิ่งครอบครัว 3 กิโลเมตรเช่นกัน เมื่อปล่อยตัววิ่งไปแล้ว คณะกรรมการที่จัดจะมีทีมงานแบ่งกันไป เป็นรถนำ ชุดกำกับเส้นทาง ชุดรักษาความปลอดภัยตามทางร่วม ทางแยก ชุดพยาบาล ชุดให้น้ำ ชุดตรวจเช็คนักวิ่ง เพื่อตรวจสอบว่านักวิ่ง วิ่งตามเส้นทางหรือไม่ วิ่งครบระยะหรือไม่ ยังมีนักวิ่งบางคนที่พยายามจะเอาเปรียบคู่แข่งขัน ตั้งแต่ลงทะเบียนอายุ อายุน้อยไปวิ่งกลุ่มสูงอายุกว่า ต้องมีการตรวจสอบบัตรประจำตัวเมื่อเข้าเส้นชัย ยิ่งมีรางวัล เป็นเงินสำหรับการวิ่ง ยิ่งต้องตรวจเข้มขึ้น นอกจากกรรมการแล้ว นักวิ่งก็มีส่วนช่วยกรรมการในการตัดสิน นักวิ่งในระดับแนวหน้าจะรู้ฝีมือ(ฝีตีน) กันอยู่ว่าวิ่งอยู่ในระดับไหน บางครั้งไปงานวิ่งดูออกแล้วว่าใครจะได้ที่ 1 ที่ 2 ไม่ค่อยพลาด ก็มีแต่นักวิ่งพวกแนวหลังโนเนม ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ต้องประท้วงกันน่าดู เพราะนักวิ่งส่วนใหญ่นี่ก็บ้า เป็นบ้าประเภทหนึ่งในห้าร้อยจำพวก มีพรรคพวกที่ไม่ชอบวิ่งมาถามว่า จะบ้าหรือไง ไปวิ่งเสียเงินเสียทอง ค่าเดินทาง ค่าอยู่ ค่ากิน ยังต้องเสียค่าวิ่งอีก ยิ่งวิ่งไกล ยิ่งต้องจ่ายเงินมาก อยากวิ่งก็วิ่งอยู่ที่บ้านก็ได้ ต้องตอบไปว่า เออซีว๊ะ บ้าจริงๆ บ้าวิ่งแต่เป็นบ้าดีไม่ใช่บ้าร้าย นักวิ่งส่วนใหญ่ก็เหมือนนักรบ คือ บ้าเกียรติยศ และเหรียญตรา ได้ถ้วยรางวัลนี่ชอบมาก หอบกลับบ้าน บางคนวิ่งแข่งขันสู้เขาไม่ได้ ก็สมัครวิ่งรุ่น V.I.P. ค่าสมัครแพงหน่อย แต่เขาให้ถ้วยและจารึกชื่อนักวิ่งลงไปด้วย เมื่อร่วมวิ่งแข่งขันเข้าเส้นชัยแล้ว คณะกรรมการจะมอบเหรียญรางวัลให้เป็นที่ระลึก นี่นักวิ่งก็ชอบมาก ถ้าไม่มีเหรียญที่ระลึกให้ งานนั้นกร่อยแน่ๆ ปัญหาจากการจัดวิ่งแข่งขันในประเทศไทยอีกประการหนึ่ง คือ ไม่ทราบว่าจะมีผู้มาร่วมกิจกรรมเท่าไร ผู้จัดต้องประมาณการเอาว่า จะมีผู้มาวิ่งสักกี่คน ทำเหรียญที่ระลึกเผื่อไว้ จะบังคับ ให้สมัครก่อนอย่างเมืองนอก งานเล็กๆ ไม่สำเร็จ เว้นงานใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมาราธอน พัทยามาราธอน เช่นนี้ทำได้ งานวิ่งเล็กๆ เหรียญพอแจกจ่ายก็ดีไป บางครั้งคนไปวิ่งน้อยเหรียญเหลือเยอะ ค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเสียก็เสียไป จะเก็บไว้ใช้ปีหน้าก็ไม่ได้ต้องเปลี่ยนรูปแบบเหรียญใหม่ ที่แย่ที่สุดสำหรับผู้จัดวิ่ง คือ เหรียญที่ระลึกไม่พอแจกจ่ายกับนักวิ่งที่มา ไม่ทราบว่าจัดครั้งนี้มีดวงอะไร นักวิ่งแห่มาวิ่งมาก ต้องแก้ปัญหาโดยการลงทะเบียนผู้ที่ไม่ได้เหรียญไว้ จัดทำขึ้นใหม่ ส่งไปให้ภายหลัง เท่านี้นักวิ่งบ่นพึมแล้ว ภายหลังเกิดการขัดข้องจากคณะกรรมการอาจไม่ทำเหรียญ หรือ ทำแล้วผิดพลาดเรื่องการส่ง ก็จะถูกสวดชยันโต ไปอีกหลายปี พาลไม่ชวนพรรคพวกมาวิ่งอีกในการจัดคราวต่อไป ถ้วยและเหรียญของนักวิ่งที่ได้รับไป ผู้เขียนได้ ไปแอบดู ตามบ้านนักวิ่งที่มีฝีตีนเยี่ยม ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้โชว์อะไรหรอก ถ้วยวางทิ้งกองไว้ บางคนดีหน่อยใส่ถุงก๊อปแก๊ปมัดปากไว้กันฝุ่น ส่วนเหรียญที่ระลึกไม่ต้องพูดถึง อยู่ในกล่อง ในลังหรือในถุง ผู้เขียนเป็นนักวิ่งประเภทไม้ประดับ คือวิ่งสู้ใครๆ ไม่ค่อยได้ในรุ่นเดียวกัน แต่ได้เปิดความในใจ ในรถบัสเดินทางไปวิ่งแข่งขันกับชมรมว่า ในชีวิตขอวิ่งแข่งขันให้ได้ที่ 1 สักครั้ง ไม่ว่างานวิ่งนั้นจะเล็ก หรือใหญ่ก็ได้ ผู้เขียนทำได้แล้ว ได้ที่ 1ประเภท อายุ 50 ปี ขึ้นไปในการวิ่งมินิฮาล์ฟมาราธอนที่ลำตะคองสูบกลับ จัดโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ลำตะคองนครราชสีมา เมื่อปี 2544 ถือว่าภารกิจในการวิ่งแข่งขันสิ้นสุด ในงานวิ่งต่อๆ มาพยายามจะวิ่งเอาชนะให้ได้แต่ไม่สามารถทำได้ อายุมากขึ้นไขข้อ ฝ่าเท้าเจ็บบ่อย ก็ได้แต่ประคองตัวพอร่วมวิ่งแข่งได้ แต่เอาชนะไม่ได้แล้ว เหรียญที่ระลึกผู้เขียนเก็บไว้ทุกเหรียญประมาณ 200 กว่าเหรียญทำที่แขวนโชว์ไว้หน้าบ้าน พลิกดูด้านหน้าหลังเหรียญ สามารถอธิบายได้เป็นประวัติศาสตร์ สำหรับชีวิตตนเอง


เมื่อต้นเดือนเมษายน 2548 ที่ศูนย์อนามัยที่ 7 อุบลราชธานีจัดวิ่ง อุบลราชธานีมินิ-ฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 5 ผู้เขียนเคยไปร่วมวิ่งแล้ว 1 ครั้ง เมื่อการจัดวิ่งครั้งที่ 2 เมื่อปี 2545 สมาชิกชมรมชวนไป คราวนั้นเดินทางโดยรถตู้ มาคราวนี้สมาชิกให้ข้อเสนอแนะว่า เราเดินทางด้วยรถไฟดีกว่า นอกจากเดินทางสะดวก สบาย ปลอดภัยดี แล้วค่าโดยสารถูกด้วย ขาไปเที่ยวเดียว 58 บาท ขากลับอีก 58 บาท เพียง 116 บาทเท่านั้น นัดกันได้ 20 คน รถไฟออกจากสถานีต้นทางนครราชสีมาเวลา 1050 ของ 2 เมษายน 2548 ผู้เขียนเดินทางไปถึงสถานีรถไฟ เวลา 1030 เผื่อเวลาไว้ 20 นาที เจอพนักงานรักษาความปลอดภัย หัวหน้าเข้ามาทักทายเป็นทหารเก่ารู้จักกัน บอกว่าลาออก แล้วมาทำงาน รปภ.กับองค์การทหารผ่านศึก ซึ่งประมูลงานรักษาความปลอดภัยของการรถไฟได้ ดูแล้วพนักงานรักษาความปลอดภัย มีงานเยอะไม่ได้หยุดเหมือนกัน ดูความเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นรถไฟ ลงรถไฟ เดินผ่านทางรถไฟ ยืนชิดขอบทางรถไฟเกินไป ที่สำคัญคือ รถไฟที่เป็นดีเซลรางปัจจุบัน เปิด ปิด ประตูอัตโนมัติเหมือนรถไฟฟ้า ต้องคอยให้สัญญาณเดี๋ยวประตูจะหนีบผู้โดยสาร แต่เท่าที่ผู้เขียนสังเกตดู ประตูจะไม่ปิดทันทีเมื่อรถไฟเคลื่อน จะไปปิดเมื่อออกไปสักระยะหนึ่ง ซื้อตั๋วโดยสารรถไฟการเข้าคิวเป็นแบบเดิม มีช่องเข้าซื้อ และออกอีกทางหนึ่งไม่ให้สับสน ไม่ให้ลัดคิว มีเปลี่ยนแปลง คือพนักงานขายตั๋ว แต่งกายรูปแบบใหม่ เหมือนพนักงานขายตั๋วบริษัทการบิน หรือบริษัทท่องเที่ยวทั่วไป ใส่เสื้อแขนยาวผูกเนคไทเรียบร้อย ตั๋วรถไฟ ที่ขนาดเดียวกับนามบัตรนั้น เวลาซื้อนำไปกระแทกกับแป้นดังปังปัง นั้นเลิกแล้ว รูปแบบตั๋วเหมือนตั๋วโดยสารเครื่องบิน ด้านหน้าจะมีบอกรายละเอียดอยู่ 3 แถวด้วยกัน แถวแรกจะบอกชนิดขบวนรถ ผู้เขียนนั่งรถดีเซลรางแบบท้องถิ่น (นอกจากนี้จะมีรถเร็ว รถด่วน รถ Sprinter ซึ่ง 3 ขบวนหลังนี้ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม ส่วนค่าโดยสารน่าจะเท่ากัน) ต้นทาง ปลายทางขบวนที่ วันเดินทาง แถวที่สอง เป็นเวลารถออก เวลาถึง ชั้น ประเภทตู้ วันที่ เลขที่นั่ง ราคาตั๋ว แถวที่ 3 รหัสตั๋ว สถานีขาย รหัสออกตั๋ว ด้านหลังของตั๋วจะมีข้อแนะนำให้กับผู้โดยสารหรือผู้ซื้อตั๋วตรวจสอบรายการตั๋วให้ถูกต้อง ผิดพลาดให้แจ้งผู้ออกตั๋ว ต้องขึ้นโดยสาร ณ สถานีต้นทางที่ระบุในตั๋ว ขอเปลี่ยนแปลงการเดินทาง และคืนเงิน ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่อย่างช้าหลังขบวนรถออกไม่เกิน 1 ชั่วโมง และเป็นไปตามระเบียบของการรถไฟ การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ค่าตั๋วลดลง ไม่คืนค่าแตกต่างให้ ตั๋วสูญหายไม่รับผิดชอบ ห้ามนำสัตว์มีชีวิตทุกชนิด และสิ่งของมีกลิ่นรุนแรงเข้าไปในรถปรับอากาศ ส่วนซองใส่ตั๋วจะมีข้อแนะนำการใช้ตั๋ว สัมภาระ ดูข้อแนะนำการใช้บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องพกบัตรทองและบัตรประชาชน เพื่อความสะดวกและอบอุ่นใจ เมื่อป่วยไข้ฉุกเฉิน เมื่อติดต่อกับสถานพยาบาลที่ใช้บริการ สายด่วนบัตรทอง 1330 ด้านหน้าของบัตรจะมีโฆษณา เบียร์ช้าง ด้านหลังบัตรโฆษณาวิสกี้ ส่วนซองใส่บัตรโดยสารโฆษณาก๊าซหุงต้ม ปตท. และธนาคารออมสิน ข้อความทั้งหมด มีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เว้นข้อแนะนำการใช้บัตรประกันสุขภาพเท่านั้นที่มีแต่ภาษาไทย ขึ้นบนรถไฟแล้ว เนื่องจากเป็นรถดีเซลรางแบบท้องถิ่น มีตู้อยู่ 4 ตู้ ตู้แรกจะเป็นตู้ที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่างตู้ที่ 2 เป็นตู้เปล่าไม่มีเครื่องจักร ตู้ที่ 3 จะเป็นตู้ที่มีเครื่องจักร ตู้ที่ 4 จะเป็นตู้เปล่า สลับกันไป เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแนะนำว่าให้ขึ้นตู้ที่ไม่มี เครื่องจักรอยู่ด้านล่าง จะเย็นกว่า และไม่หนวกหูเสียงเครื่องยนต์ ผู้เขียนจึงเลือกนั่งตู้ที่ 2 สภาพภายในตู้โดยสาร ที่สังเกตดูตู้รถใช้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี จึงมีสภาพเก่าอยู่บ้าง ที่นั่งเป็นแบบหันหน้าชนกัน แบบนั่งในร้านอาหาร คนขายาวต้องสลับขากันให้ดี ที่นั่งพิงตรงเอนไม่ได้ทำให้หลังแข็งเมื่อยมาก บางคนฝืนธรรมชาติหันหลังให้หัวขบวนพาลจะเมารถไปอีก หันหน้าประจันกัน ถ้าทีมเดียวกัน กลุ่มเดียวกันก็พอทน ต่างคนต่างขึ้นไม่มีเลขที่นั่ง เพราะเป็นรถไฟแบบท้องถิ่น นั่งๆไป เผลองีบไปอ้าปากหวอ น้ำลายยืดน่าเกลียดมาก ตู้ที่ 1 จะมีพนักงานขับรถ เรียกย่อ พขร. ทำหน้าที่ มีห้องเฉพาะด้านซ้ายซึ่งกว้างกว่า ห้องด้านขวา คงคล้ายกับกัปตันและผู้ช่วยกัปตันบนเครื่องบิน หลัง พขร.จะมีเชือกกันไว้เป็นที่นั่งสำหรับภิกษุ นักบวช จากนั้น Free Style ใครขึ้นก่อนเลือกที่นั่งก่อน บนเพดานมีพัดลมเป่าตลอดเวลา หน้าต่างเป็นแบบดึงขึ้น มีอยู่ 2 บาน คือแบบกันฝน เป็นกระจก และแบบกันแดดเป็นม่านบังตาลมเข้าได้ ตู้สุดท้ายจะเป็นที่ทำงานของพนักงานรักษารถ ไม่ใช่พนักงานทำความสะอาด จะเป็นวิศวกร ช่างเครื่องและการ์ดรถ เนื่องจากรถเป็นรถท้องถิ่น จอดทุกสถานี บริการประชาชนชาวชนบทที่รถยนต์โดยสารอาจมีน้อย รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการที่เดินทางไปทำงานแบบเช้าไปเย็น-กลับ บนรถไม่มีตู้เสบียง ระหว่างการเดินทางจะมีแม่ค้าพ่อค้าขึ้นมาขายของ ยอดนิยม คือข้าวเหนียว ไก่ย่าง ผู้เขียนยังต้องอุดหนุน กินบนรถไฟเอาบรรยากาศด้วย นอกจากนี้ก็มีน้ำดื่ม น้ำหวานขายดีมากเพราะอากาศร้อน ผลไม้ดองก็มี ขนมรังผึ้งไส้มะพร้าวขูด ผู้เขียนก็สนับสนุนตบท้าย เป็นของหวาน หลังจากยัดข้าวเหนียวไป1 ห่อ ไก่ย่างไป1 ไม้ ขนมรังผึ้งตามไป ตามด้วยน้ำเย็นอีกครึ่งขวด เท่านี้ก็นั่งงอหลับอ้าปากหวอ ผู้ที่เมารถเมาเรือ ก็มีพ่อค้ามีตะกร้าหวายเชือกคล้องคอ ยาอม ยาดม ยาหม่อง ยาแก้ปวดหัว แก้ปวดท้อง พร้อมสรรพ ของขบเคี้ยวมีถั่วต้ม สลับกับลูกชิ้นทอด บางสถานีก็มีผักพื้นบ้านใส่ถุงขึ้นมาขาย มีเห็ดที่เพาะเลี้ยงเอง ใส่ถุง ชาวบ้านก็ซื้อเป็นกับข้าวมื้อเย็นพอดี ขบวนรถไฟมาตรฐานทั่วๆ ไป ห้ามสูบบุหรี่ในโบกี้โดยสาร เห็นขี้ยาไปยืนสูบ อยู่ที่รอยต่อตู้โดยสาร ที่ตู้ 3 ห้อง พขร.รถไฟ ไม่มี พขร.เพราะไปพ่วงกับตู้หน้าแล้ว เป็นซ่องสุมของพวกดื่มสุรา ดื่มเบียร์บนรถไฟ อาจเตรียมมาเอง หรือเวลารถจอดสถานีก็วิ่ง ลงไปซื้อที่ร้านค้า หรือจากแม่ค้าขายน้ำ ติดเบียร์กระป๋องมาด้วย กับแกล้มก็จากแม่ค้า พ่อค้าที่เดินขายบนขบวนรถ ไก่ย่างเป็นหลัก ลูกชิ้นปิ้งก็เหมาะ ถั่วต้มก็เหมาะถ้าดื่มเบียร์ อาจคุยกันเสียงดังบ้าง แต่อยู่ในเขตจำกัดคือห้อง พขร.ที่ว่าง ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร ความสะอาดบนรถไฟระหว่างเดินทาง ไม่มีพนักงานทำความสะอาดเลย มีถุงดำมัดติดทางขึ้นลงไว้ เด็กเล็กกินขนมหกเกลื่อน หรือบางครั้งก็คายเศษอาหารออกมาบนทางเดิน ผู้โดยสารเดินขึ้นลง เดินผ่านไปผ่านมาติดรองเท้าหายไปเอง ไปทราบภายหลังว่า การรถไฟ จ้างบริษัททำความสะอาดอยู่ที่สถานีปลายทาง พอรถไฟไปถึงก็เข้าล้าง เช็ดกวาด ปัดถูในคราวเดียวกัน ดื่ม กินก็มากแล้วเข้าห้องส้วมบนรถไฟ ยังไม่เปลี่ยนแปลง เป็นแบบ One Way ทะลุลงไปด้านล่างถึงรางรถไฟ มีข้อแนะนำว่า เวลารถจอดที่สถานีห้ามใช้ ไม่มีกระดาษฟางมัดไว้เหมือนเดิม สมัยนี้กระดาษเช็ดปาก เช็ดหน้าเป็นที่แพร่หลาย ผู้ใช้บริการต้องเตรียมมาเอง ผู้เขียนไปใช้แบบเบา พุ่งปรู้ดลงไปเลย น่าชมเชยคือน้ำฉีด น้ำล้าง ไหล พุ่งแรงมาก และร้อนเองตามธรรมชาติ ไม่มีหมดเพราะได้ไปใช้บริการซ้ำ เมื่อเกือบถึงปลายทาง น้ำชำระยังไหลแรงดีอยู่ เนื่องจากเป็นรถท้องถิ่น รถไฟมีรางเดียว ขบวนรถของผู้เขียนต้องจอดสับหลีกรางที่มาตรฐานสูงกว่า คือ รถเร็ว รถด่วนบ่อย ได้ยินคำรำพึงจากนักวิ่งในทีมว่า ทำไมไม่ทำรถไฟ 2 ราง หรือรถไฟรางคู่นะ จะได้ไม่ต้องสับหลีกจอดรอกันเช่นนี้ เสียเวลามาก ผู้เขียนก็ได้แต่นั่งคิดไปคนเดียวนั่งรถไฟมา 50 ปี วิวัฒนาการรถไฟไปได้เชื่องช้ามาก สถานีรถไฟยังมีเอกลักษณ์เดิม เป็นอาคารไม้ ดีขึ้นหน่อย ที่มาทาสีน้ำมันเคลือบไว้ บริเวณรอบสถานี ยังอนุรักษ์นิยมไว้ ใครคิดถึงอดีตอยากเห็นชีวิตจริงในชนบทดูได้ที่สถานีรถไฟ มีคนเคยบอกผู้เขียนไว้ว่า การรถไฟไทยไม่มีทางเจริญขึ้นมาได้ เพราะผู้ที่เข้ามาบริหารในรัฐบาล เป็นพวกนายทุน ขายรถยนต์ ขายอะหลั่ยรถยนต์ ขายน้ำมัน เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างถนน ถ้าทำรถไฟให้ดีแล้ว ใครจะซื้อรถยนต์ ไม่ทราบจะจริงหรือเปล่า แต่สิ่งที่แท้แน่นอนคือการขนส่งทางรถไฟต้นทุนถูกกว่าทางรถยนต์ บรรทุกก็ได้หนักกว่าและมากกว่า ของที่ไม่เน่าเสีย ไม่ต้องเร่งเวลา เช่น น้ำมัน อิฐ หิน ปูน ทราย ไม้ เครื่องเหล็ก เครื่องก่อสร้าง เหล่านี้ มีการควบคุมสต๊อก รู้เวลาใช้อยู่แล้ว ส่งทางรถไฟได้ ไม่ต้องเสียดุลการค้าซื้อรถยนต์ ไม่ต้องเสี่ยงให้รถน้ำมัน รถ 18 ล้อ เสยรถบัส รถเก๋ง ในเส้นทางรถยนต์ที่ใช้ร่วมกัน ผู้เขียนอยู่โคราช ได้สังเกตดูจุดรับส่ง สินค้าทางรถไฟของสถานีนครราชสีมา 50 ปีที่ผ่านมายังเหมือนเดิม โทรมลงกว่าเดิมอีก เพราะถนนหนทางบริเวณนั้นไม่ซ่อมเลย ส่วนความรวดเร็วนั้นไม่ทราบว่าวิวัฒนาการขึ้นหรือยัง แถมบางแห่งสถานีขนถ่าย มีลาดขึ้นลงดีๆ การรถไฟยังนำไปให้คนเช่าสร้างร้านอาหารคาราโอเกะ เป็นแหล่งมั่วสุมยามค่ำคืนอีก ไปดูได้ที่สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ นครราชสีมา ผู้บริหารยุคหลังที่สายตากว้างไกล ต้องใช้อำนาจศาลฟ้องรื้อถอน เมื่อเดือนมีนาคม 2548 ซากอัปยศยังเหลือให้เห็นอยู่ โดยเฉพาะส้วมซึ่งตั้งสูงเด่น อยู่บนลาด รับ-ส่งของ


ถึงปลายทางแล้ว สถานีรถไฟอุบลราชธานี ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอำเภอวารินชำราบ ถ้าจะเข้าตัวจังหวัดต้องต่อรถรับจ้าง เป็นตุ๊กๆ สองแถว รถเมล์ มีพร้อมสรรพ ไม่ได้เดินทางมานาน รถม้า Style วารินหายไป ที่มีม้าแกลบตัวเล็กๆ ลากรถพ่วงแบบหนังจีน เสียเอกลักษณ์ไปอย่างหนึ่ง ที่สถานีใหญ่ ระดับอำเภอ จังหวัดจะมีเครื่องขยายเสียงประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารทราบ ว่ามาถึงสถานีอะไร รถไฟขบวนนี้จะเดินทางไปที่ไหนต่อไปสถานีหน้าเป็นสถานีอะไร และทุกสถานีใหญ่จะมีกระดาน White Board ตีตารางไว้แน่นอน หัวตารางจะเขียนไว้ว่า กำหนดการรถไฟขบวนที่ช้าในวันนี้ ขบวนอะไร เข้าเวลาเท่าไร ช้าไปกี่นาที กี่ชั่วโมง เรียกว่า น่าจะช้าประจำ เป็นสิ่งปกติ ที่ผู้เขียนเขียนมาทั้งหมดเกี่ยวกับการรถไฟนี้ ด้วยความปรารถนาดีอยากเห็นการรถไฟไทย เป็นระบบขนส่งมวลชนที่มาตรฐานเช่นเดียวกับประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย ลดดุลการค้าในการซื้อน้ำมัน รถยนต์ ค่าซ่อมแซมปรับปรุงก่อสร้างถนน ประหยัดในการขนส่งสินค้าและการโดยสาร ผู้เขียนวันนั้นเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ใช้สิทธิบัตรราชการทหาร ชำระค่าโดยสารครึ่งราคาเพียง 29 บาท (ยี่สิบเก้าบาท) ถ้าผู้เขียนเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างต่ำขาไปเที่ยวเดียว 1,000 บาท(400 กิโลเมตร) ค่าประกันความปลอดภัยในระหว่างเดินทาง ค่าพลขับไม่ได้บวกเข้าไปด้วย


จากการประสานกับศูนย์อนามัยที่ 7 บริการยอดเยี่ยมประทับใจมาก ส่งรถตู้มารับคณะวิ่งของผู้เขียน 2 คัน 20 คน ยัดเข้าไปหมดพอดี พลขับพานักวิ่งไปที่ศูนย์อนามัยที่ 7 ที่เป็นที่จัดงาน รวมทั้งเป็นที่พักด้วย บนเส้นทางอำเภอวารินชำราบ อำเภอเดชอุดม จากสถานีรถไฟประมาณเกือบ 10 กิโลเมตร ไปถึงติดต่อสมัครวิ่ง เจ้าหน้าที่จัดที่พักให้รวมกัน 1 ห้อง เป็นห้องประชุมหรือห้องรอตรวจโรค ของโรงพยาบาลในศูนย์ฯ เพราะเห็นมีเก้าอี้วางแอบชิดข้างฝาอยู่ เนื่องจากมาเป็นทีม ติดต่อมาก่อน ค่าสมัครถูกมากวิ่ง 21.1 กิโลเมตร 150 บาท วิ่ง 10.5 กิโลเมตร เพียง 100 บาทเท่านั้น สมัครแล้วได้เสื้อที่ระลึก 1 ตัว และเบอร์ติดเสื้อวิ่งอีก 1 แผ่น เข้าที่พักแล้วไปรับประทานอาหาร ฟรีอีกเช่นเดิม ศูนย์ฯจัดเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ฯ มีข้าวหม้อใหญ่ ผัดเผ็ดถั่ว ไข่พะโล้ยอดฮิตขาดไม่ได้ จานกระดาษ ช้อนพลาสติก ง่ายดีแต่ต้องเตรียมถังขยะไว้เยอะๆ ตบท้ายด้วยแตงโมแดงหวานฉ่ำ และน้ำเย็นแช่น้ำแข็ง จากนั้นก็ทะยอยไปอาบน้ำ เตรียมพักผ่อน ศูนย์อนามัย จะตรวจสุขภาพฟรีให้กับนักวิ่งที่มา ตามโครงการของศูนย์ฯที่ตั้งไว้ ความจุปอด ความแข็งแรงของหัวใจ วัดความดันโลหิต น้ำหนัก ส่วนสูง ต่างๆเหล่านี้ บางคนก็เดินเร่ไป ร้านขายอุปกรณ์การวิ่ง มี ชุดวิ่งประกอบด้วย เสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า ผู้เขียนยังอดไม่ได้ต้องซื้อถุงเท้า และรองเท้าวิ่งไปอีกคู่หนึ่ง ทั้งๆที่มีอยู่ที่บ้าน 4 คู่แล้ว มีตำราบอกว่ารองเท้าใหม่ต้องใส่ซ้อมสักระยะก่อน ให้ชินกับเท้าแล้วจึงนำไปใส่วิ่งแข่งขัน ผู้เขียนคุยกับผู้ขายแล้วว่า ใส่ลงวิ่งพรุ่งนี้ได้ไหม ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ผลิตรองเท้ารุ่นนี้เองในประเทศไทย บอกว่ารองเท้าของเขามาตรฐาน รองเท้ายี่ห้อดังจากต่างประเทศก็ใช้อุปกรณ์อย่างนี้แหละ บางครั้งสั่งตัดแล้วไปปะยี่ห้อเอง อาศัย Brand Value จึงขายแพง เพราะโฆษณามาก ทดลองเชื่อดู พอวิ่งได้ เนื่องจากระยะสั้นเพียง 10.5 กิโลเมตร แต่ไม่ดีนักเพราะความร้อนยังไม่ค่อยระบายเท่าไร นักวิ่งทั่วไปก็ขอให้เชื่อวิชาการ รองเท้าใหม่ห้ามใส่วิ่งแข่งทันที จะเกิดผลเสีย ให้ซ้อมวิ่งให้รองเท้าเข้ารูป และอ่อนตัวก่อน


เดินวนๆ มายังโฆษกที่ประกาศปาวๆ อยู่บริเวณรับสมัคร โฆษกเห็นเป็นโอกาสดีขอสัมภาษณ์ ทีมวิ่งมาจากไหน จากจังหวัดนครราชสีมา มา 20 คนทีมวิ่งบุ่งตาหลั่ว โฆษกสงสัย บุ่งตาหลั่ว แปลว่าอะไร ก็ต้องอธิบายกันหน่อย เพราะผู้เขียนก็สงสัยเหมือนกัน พึ่งไปอ่านหนังสือต่วยตูน ปักษ์แรกเดือน เมษายน2548 ในเรื่องคำชะโนด อุโมงค์พญานาค เขียนโดย คำหมาน คนไค อธิบายคำว่า บุ่ง ดังนี้ เป็นแหล่งน้ำที่เป็นหนองบึงและมีสายน้ำเชื่อมกับลำน้ำใหญ่ เช่น บุ่งคล้า ในจังหวัดหนองคาย หรือ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ เคยชื่อว่า อำเภอบุ่ง ส่วนตาหลั่วคือชื่อคน ชื่อหลัว พ่อแม่อาจตั้งชื่อให้เพราะคนนี้เกิดเวลาสลัว เช่นก่อนฟ้าสาง หรือย่ำค่ำ อย่างใดอย่างหนึ่ง น่าจะเป็นย่ำค่ำมากกว่า และนายหลัวนี้ เมื่อมีอายุมากขึ้นน่าจะเป็นเจ้าของแหล่งน้ำนี้ คนเลยเรียกว่าบุ่งของตาหลัว หรือ บุ่งตาหลัว เมื่อกรมชลประทานไปขุดลอก ความตื้นเขิน และทำประตูกั้นน้ำไว้ เขียนในหลักฐานว่าบุ่งตาหลั่ว โดยเติมไม้เอกลงไป นี่คือความเป็นมา จากนั้นเมื่อปี2542กองทัพภาคที่2 โดย พลโท สนั่น มะเริงสิทธิ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ รอบบุ่งตาหลั่ว โดยการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน หลายองค์กร พ่อค้าประชาชน เป็นแหล่งออกกำลังกาย มีลู่วิ่ง และลู่จักรยาน ระยะทางโดยรอบบุ่งประมาณ 3,200 เมตร เมื่อมีนักวิ่งมาออกกำลังกายมาก ก็มีการรวมตัวกันตั้ง ชมรมวิ่งแข่งขันสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ขึ้น


ผู้เขียนบอกโฆษกว่า สัมภาษณ์ผู้เขียนออกอากาศไปแล้ว ผู้เขียนอยากสัมภาษณ์ ผู้จัดเช่นกันจะนำไปเขียนเล่าให้ผู้ที่สนใจอ่านบ้างเพื่อเป็นความรู้ โฆษกก็แนะนำให้รู้จักผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่7 นายแพทย์ดนัย ชีวันดา ซึ่งนั่งสังเกตการณ์ อยู่บริเวณนั้น ผู้อำนวยการชวนเข้าไปนั่งคุยที่ห้องทำงาน เพื่อตัดเสียงรบกวน ผู้เขียนยิงคำถามทันที มีวัตถุประสงค์ และความเป็นมาเช่นไร จึงจัดงานวิ่งติดต่อกันได้ 5 ครั้ง 5 ปีติดต่อกันได้ เพราะผู้เขียนเคยเป็นผู้รับผิดชอบการจัดวิ่งแข่งขันมาแล้ว 2-3 ครั้ง มีปัญหาและงานที่จะต้องทำ ต้องประสานมากมายเหลือเกิน ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องทุน ท่านผู้อำนวยการมีวิธีการปฏิบัติอย่างใด เพราะเห็นศูนย์อนามัยต่างๆ ไม่ได้ยินมีศูนย์ฯใดจัดวิ่งแข่ง มีแต่ทำการสัมมนา นอนโรงแรม แจกเสื้อ แจกกระเป๋า แล้วก็เงียบหายไป ท่านก็ให้ข้อมูลว่าศูนย์อนามัยทั้งประเทศแต่เดิมมี 9 เขต เช่นเดียวกับการแบ่งเขตของกระทรวงมหาดไทย มาเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากงานอนามัย มีงานมากขึ้น จึงแบ่งเขตอนามัยออกเป็น 12 เขต รับผิดชอบเขตละ 5-7 จังหวัด เดิมศูนย์อนามัยมีหน้าที่ผลิตผดุงครรภ์ เพื่อป้อนให้กับสถานีอนามัยต่างๆ ในพื้นที่ชนบท ต่อมาการแพทย์การพยาบาลของไทย เจริญก้าวหน้าวิวัฒนาการดีขึ้น มีโรงพยาบาลแทบจะทุกอำเภอ งานการผลิตผดุงครรภ์ยกเลิกไป ภารกิจของศูนย์อนามัย ก็เปลี่ยนไป เป็นงานการส่งเสริมสุขภาพทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่ วัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ สนับสนุนทางวิชาการในเรื่องอาหาร และน้ำ Clean Food Good Taste สุขาภิบาลเรื่องส้วม การอนามัย แม่ และเด็ก ผู้เขียนสังเกตเห็นรถตู้มีร่วม20 คันถามพลขับว่า ทำไมรถตู้จึงเยอะจริงๆ เขาตอบว่าศูนย์อนามัยที่7 รับผิดชอบหลายจังหวัด ตั้งแต่กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ ยโสธร และ อุบลราชธานี ต้องจัดทีมงานเข้าแนะนำ และสำรวจ งานต่างๆ ที่รับผิดชอบเพื่อความสุข อยู่ดีกินดี ของประชาชนคนไทย พื้นที่หนึ่ง 3-4 วัน กว่าจะไปแนะนำ เก็บตัวอย่าง นำมาตรวจสอบ ประมวลผล รายงานหน่วยเหนือ กลับลงไปแนะนำผู้ปฏิบัติให้ถูกต้องอีก วนเวียนกันไปไม่รู้จบ ในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพมีอยู่ 3 อย่าง คือ


1. ในเรื่องกรรมพันธ์ ยีนส์ของคนที่เกิดไม่มี ภูมิคุ้นกันโรค เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยๆ มีวิธีการคือ ระบบการตรวจก่อนแต่งงาน ยีนส์ไม่เข้ากันหรือไปกันไม่ได้ แก้ได้โดย ห้ามใช้ชีวิตร่วมกัน หรือห้ามมีบุตร คนไทยไม่คุ้นเคย โรงพยาบาลมีความพร้อมจะทำได้ แต่ไม่แพร่หลาย


2. พฤติกรรมของคนในเรื่องสุขภาพ การรับพลังงานเข้ามา คือ บริโภคอาหาร การใช้พลังงานออกไป คือ การออกกำลังกาย ถ้ารับเข้ามามาก ใช้ออกไปน้อย จะสะสมพลังงานมากในรูปไขมัน คนจะอ้วนไม่แข็งแรง โรคแทรกซ้อนต่างๆ จะตามมา กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องรณรงค์สร้างกระแส เช่น การรวมพลังเต้นแอโรบิค ซึ่งปีหนึ่งจัดกิจกรรมได้น้อยมาก 2-3 ครั้ง


3. สภาพแวดล้อมจัดให้เอื้อต่อการออกกำลังกาย ฐานย่อยของกระทรวงสาธารณสุข ต้องรับลูกในการส่งเสริมให้ออกกำลังกาย


ศูนย์อนามัยที่ 7 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง หรือ ฐานย่อยของกระทรวงสาธารณสุขจึงมีแนวความคิดที่จะผลักดัน สร้างสภาพแวดล้อมให้คนหันมาออกกำลังกาย จึงจัดงานในลักษณะงานวิ่ง เพราะเล็งเห็นว่าในภาคอีสานสนามวิ่งแข่งขัน เมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ แล้วมีน้อยมาก และในเดือนเมษายน ปกติจะไม่ค่อยมีหน่วยงาน หรือองค์กรใด จัดวิ่งแข่งขัน สาเหตุเนื่องจากอากาศร้อนประการหนึ่ง และในห้วงกลางเดือน เป็นเทศกาลสงกรานต์เป็นวันหยุดยาวอีกประการหนึ่ง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา ไปพบปะครอบครัว ญาติพี่น้อง ศูนย์อนามัยที่ 7 จึงเลือกเอาต้นเดือนเมษายนของทุกปีจัดกิจกรรม ในการจัดครั้งที่ 5 หรือปีที่ 5 นี้ ได้รับความสนใจ จากประชาชน เยาวชนมากขึ้น นักวิ่งเดินทางมาจากหลายจังหวัด และจังหวัดไกลขึ้น เยาวชนมาจากหลายกลุ่ม หลายโรงเรียน มากขึ้น ทำให้เสื้อที่ระลึกและเหรียญรางวัลที่ทำไว้ ไม่พอแจกนักวิ่ง ต้องลงทะเบียนไว้ในเรื่องเหรียญ ส่วนเรื่องเสื้อถ้าไม่มีให้ลดค่าสมัคร 50บาท ก็แก้ปัญหาไปได้ ผู้เขียนถามว่าทุนการจัดได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนใด ท่านบอกว่าในฐานะผู้บริหารงบประมาณระหว่างปี สามารถบริหารนำมาเป็นทุน ในการจัดกิจกรรมได้ นอกจากนี้ได้ตั้งมูลนิธิส่งเสริมสุขภาพอุบลราชธานี รับบริจาคตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการจัดวิ่งแข่งขันครั้งที่ 1 ปี 2544ไปขอรับการสนับสนุนแรงกายบุคลากรจากโรงเรียนกีฬาอุบลราชธานี มาร่วมตัดสิน นักเรียนพยาบาลมาในเรื่องสมัคร เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลส่งเสริมเส้นทางวิ่ง ตำรวจในเรื่องควบคุมการจราจร การบริการเรื่องที่พัก อาหาร และพิธีการใช้บุคลากรในศูนย์อนามัยที่ 7 ของท่านเอง


การวิ่งแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2548 ในวันนั้นมีนักวิ่งประเภทฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร ประมาณ 300 คนเศษ ปล่อยตัวเวลา 0530 นาฬิกาตามเส้นทางศูนย์อนามัยที่ 7 วิ่งเข้าอำเภอวารินชำราบ ประเภทมินิมาราธอน 300 คนเศษ เช่นกัน 10.5 กิโลเมตร ปล่อยตัวเวลา 0600 นาฬิกา ใช้เส้นทางเดียวกันแต่กลับตัวก่อนเนื่องจากเส้นทางบังคับในการกลับตัวเพราะเป็นทางแบบ 4 เลน จึงกลับตัวเพียง 4.5 กิโลเมตรไปกลับเพียง 9 กิโลเมตร เท่านั้นผู้เขียนก็ลิ้นห้อยแล้วใช้เวลาไปถึง 53 นาที เฉลี่ยกิโลเมตรละเกือบ 6 นาที ผิดฟอร์มจากเมื่อ 5-6 ปีก่อนมาก เนื่องจากวัยและสังขารเป็นเหตุ ทำให้ฝึกซ้อมไม่เต็มที่ ปัญหามาจากการบาดเจ็บ จากสภาพความเสื่อมไขข้อ เส้นเอ็น หมอแนะนำว่าจะหายได้ต้องหยุดวิ่ง หรือหันไปออกกำลังกายอย่างอื่น เช่น ถีบจักรยาน และว่ายน้ำ การวิ่งมันเข้าไปอยู่ในสายเลือดเสียแล้ว เจ็บบ้างก็ถูไถไป วิ่งเร็วไม่ได้ก็วิ่งช้า วิ่งระยะไกลไม่ได้ ก็วิ่งใกล้ๆ อยากเดินทาง อยากพูด อยากคุย กับนักวิ่งผู้คนรอบข้างมากกว่า


ขอสดุดีผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 7 ที่มีวิญญาณของนักบริหารจัดการ มีความรับผิดชอบต่องานในหน้าที่ ต่อ ภารกิจของหน่วยงาน ขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ผู้เขียนมีแนวความคิดเช่นกับหลายๆท่านคือสร้างดีกว่าซ่อม สร้างสุขภาพให้แข็งแรง ดีกว่า ป่วยแล้วรักษา โรงพยาบาลในพื้นที่ต้องมีส่วนสำคัญ ถ้ามีโอกาส มีพื้นที่ สร้างสถานที่ออกกำลังกาย จัดทีมไปแนะนำสุขภาพในพื้นที่รับผิดชอบ จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายไปมาก ที่พากันกล่าวว่า 30 บาท โรงพยาบาลอยู่ไม่ได้นั้น คำกล่าวนี้จะหมดไป


วิ่งเสร็จแล้ว 0800 แจกรางวัลรถไปจะออกจากสถานีรถไฟอุบลราชธานีไปนครราชสีมา เวลา 1300 ผู้เขียนเห็นว่ารอเวลานานจึงขอตัวทีมวิ่งนั่งรถโดยสาร ปอ.2 กลับ เพื่อหาประสบการณ์การเดินทาง นักวิ่งทีมผู้เขียน ผู้จัดมาส่งไว้ที่สถานีรถไฟเวลา 1000 มีเวลาว่าง 3 ชั่วโมง มีนักวิ่งบางคนแนะนำดีว่า ดื่มเบียร์คนละกระป๋องเพื่อกระตุ้นเลือดลม ทดแทนพลังงานที่สูญเสียไป ปรากฏว่าเลยเถิดแทนที่จะเป็น 1 กระป๋องกลายเป็นโหล และหลายโหล ลามต่อถึงขึ้นรถไฟจนถึงสถานีรถไฟนครราชสีมา มีนักวิ่งหญิงมาเล่าให้ฟัง ก็ได้แต่นั่งเสียใจลืมเตือนเขาไป นักกีฬาแข็งแรงดื่มแอลกอฮอล์ได้มาก และนานๆ ดื่มก็สนุก ถ้าเดินทางมาด้วยคงได้ตักเตือนให้เพลาๆ เป็นตัวอย่างไม่ดีแก่เยาวชน นี่แหละหนาว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

บันทึกเมื่อ 12 เมษายน 2548

------------------------------------------

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เห็นชื่อ ถึงกับ งง ทีเดียว

#1 By minifat@magicmoment on 2006-12-11 17:22

สวัสดีปีหมูค่ะ

#2 By minifat@magicmoment on 2007-01-02 15:39