ท่องเที่ยว และแข่งขันกรีฑาสูงอายุ
ที่ประเทศศรีลังกา 18-24 กรกฎาคม 2549
- โดย เจ้าเกาบุ่งตาหลั่ว


การแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุ หรือการประลองความสามารถของผู้สูงอายุด้านกรีฑา ประเทศที่พัฒนาได้จัดให้มีการแข่งขัน หรือประลองกันมานานแล้ว ความมุ่งหมายเพื่อให้ผู้สูงอายุ ได้มีการแข่งขัน และออกกำลังกาย อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง มีพลานามัยดี เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับบุตรหลาน และประชาชนทั่วไป ได้จัดให้มีการแข่งขัน ในกลุ่มผู้สูงอายุทั้งในระดับท้องถิ่นระดับภูมิภาค และระดับโลก

ในประเทศไทย ได้มีคณะบุคคลซึ่งเห็นความสำคัญในการออกกำลังกายและประลองความสามารถของผู้สูงอายุ ได้นำนักกรีฑาผู้สูงอายุ เป็นตัวแทนของประเทศไทย เข้าร่วมประลองและแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 2, ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ส่วนจัดที่ประเทศใดนั้นผู้เขียนไม่ได้บันทึกไว้ การแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุชิงแชมป์แห่งเอเชียนั้น จะจัด 2 ปี ต่อครั้ง และหมุนเวียน ประเทศเจ้าภาพในทวีปเอเชีย คณะบุคคลที่กล่าวแล้วได้นำรูปแบบ การแข่งขัน การจัดองค์กร จัดตั้งเป็นสมาคมกีฬาผู้สูงอายุไทย โดยมี นายวิวัฒน์ วิกรานตโนรส รองผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทยในขณะนั้น เป็น นายกสมาคมฯจนถึงปัจจุบัน และจัดกรีฑาสูงอายุชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2539 ที่สนามกีฬากลางจังหวัดสุพรรณบุรี แ ละได้คัดเลือกนักกรีฑาจากการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 1 นี้ เข้าร่วมการแข่งขันกรีฑาสูงอายุ ชิงแชมป์แห่งเอเชีย ครั้งที่ 5 ที่ประเทศมาเลเซีย

การแข่งขันกรีฑาสูงอายุชิงแชมป์แห่งประเทศไทย ได้จัดการแข่งขันเป็นประจำทุกปี โดยสลับกัน ระหว่างสนามกีฬาในต่างจังหวัด และในสนามกีฬาหัวหมาก กรุงเทพมหานคร สนามกีฬาต่างจังหวัด ที่สมาคมกีฬาผู้สูงอายุไทย ได้ไปจัดการแข่งขันคือ สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ระยอง นครสวรรค์ ราชบุรี สนามกีฬาที่สมาคมเลือกไปแข่งขัน จะเป็นสนามกีฬาที่ใช้ลู่ยางสังเคราะห์ เป็นผลพวงมาจากการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2549 จังหวัดเชียงใหม่ ขอเป็นเจ้าภาพอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้สนาม 700 ปี มีนักกรีฑาผู้สูงอายุ ทั้งจากชมรมวิ่ง สมาคมกีฬาจังหวัด มาร่วมแข่งขันมากเป็นประวัติการณ์ ถึง 1,000 กว่าคน 24 ทีม การจัดการแข่งขันส่วนใหญ่จะจัดในต้นเดือนมีนาคมของทุกปี ชนิดกีฬาที่เข้าแข่งขัน เหมือนกับการแข่งขันกรีฑาทั่วๆ ไป คือประเภทลู่ และประเภทลาน ประเภทลู่ จะประกอบด้วย การวิ่งระยะ 100 เมตร 200 เมตร 400 เมตร 800 เมตร 1,500 เมตร 5,000 เมตร การวิ่งข้ามรั้ว 100 เมตร 110 เมตร 300 เมตร 400 เมตร กระโดดไกล เขย่งก้าวกระโดด กระโดดสูง กระโดดค้ำ และเดินทนระยะ 5,000 เมตร ประเภทลานประกอบด้วย ทุ่มน้ำหนัก พุ่งแหลน ขว้างจักร ขว้างค้อน ในบางปีเมื่อสถานที่และสถานการณ์อำนวยจะจัดให้มีการวิ่งถนนระยะ 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตรด้วย การแข่งขันรายการสุดท้าย เพื่อให้นักกีฬาเกิดความสามัคคี จัดให้มีการวิ่งผลัด 4x100 เมตร 4x400 เมตร ทั้งหญิงและชาย โดยให้นักกีฬารวบรวมนักวิ่งจากทีมต่างๆ ในเกณฑ์อายุเดียวกัน มาเป็นทีมเดียวกัน ผลการแข่งขันวิ่งผลัดจะไม่นำไปรวมคะแนน ในผลการแข่งขัน ซึ่งกำหนดไว้ว่า ผู้ที่เข้าแข่งขันชนะเลิศได้ 3 คะแนน รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้ 2 คะแนน รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้ 1 คะแนน และจะได้รับเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง ตามลำดับ การแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุ กำหนดว่า ผู้สูงอายุมีชายตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป และแข่งขัน รุ่นละ 5 ปี 35-39 ปี 40-44 ปี, 45-49 ปี, 50-54 ปี, 55-59 ปี, เป็นต้น ยิ่งอายุมากขึ้น ผู้เข้าแข่งขันจะน้อยลงตามลำดับ ในแต่ละทีม หรือแต่ละจังหวัดที่ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขัน จะส่งนักกีฬาได้ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดรุ่นแต่มีกฎว่า ในประเภทใดประเภทหนึ่งที่เข้าแข่งขัน ถ้ามีนักกีฬาทีมนั้นได้ลำดับเกิน 1 ที่ขึ้นไป ให้คิดคะแนนที่สูงสุดลำดับเดียวเท่านั้น เช่นได้ชนะเลิศ และรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันวิ่งระยะ 800 เมตร ในกลุ่มอายุ 40-44 ปีชาย ทีมนั้นจะได้คะแนน เพียง 3 คะแนน เท่านั้น คะแนนที่ได้จะนำมาบวกกัน ทีมใดได้คะแนนสูงสุดทีมนั้น เป็นทีมชนะเลิศในการแข่งขันในครั้งนั้น ทีมอื่นที่ได้คะแนนรองลงมาจะจัดลำดับทีมตามคะแนนที่ได้รับ

ผู้เขียนสนใจในการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการวิ่งระยะไกลบนถนน ไม่เคยมีประสบการณ์ในการแข่งขันกรีฑาในลู่วิ่งมาก่อน คิดว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ ได้ชักชวนนักวิ่งบนถนนด้วยกัน 3-4 คน เข้าร่วมแข่งขันตั้งแต่ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดสุพรรณบุรีในปี 2539 และติดตามแข่งขัน ครั้งที่ 3 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 4 ที่หัวหมาก ครั้งที่ 5 ที่จังหวัดระยอง ครั้งที่ 6 ที่หัวหมาก กรุงเทพมหานคร (ครั้งที่ 2 ไม่สามารถไปร่วมแข่งขันได้เนื่องจากระยะการเดินทางไปร่วมแข่งขันไกลมาก) ได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์ ได้กลับมารวมทีมนักกรีฑาผู้สูงอายุของจังหวัดนครราชสีมา เป็นทีมใหญ่เข้าร่วมแข่งขัน กรีฑาผู้สูงอายุชิงแชมป์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ ครั้งที่ 7 ที่นครสวรรค์ ในปี 2545 และมีผู้สูงอายุในจังหวัดสนใจ เข้าร่วมทีมอีกเป็นจำนวนมาก ได้เป็นผู้นำนักกรีฑาสูงอายุของจังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมแข่งขันติดต่อกันมาอีกทุกปี จนนักกรีฑาในทีมหลายคนได้เป็นตัวแทนนักกรีฑาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันกรีฑาสูงอายุชิงแชมป์แห่งเอเชีย ซึ่งสมาคมกรีฑาผู้สูงอายุไทย รับเป็นเจ้าภาพแข่งขันที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานครในปี 2548

ในการแข่งขันกรีฑาชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย สมาคมจะเชิญนักกรีฑาผู้สูงอายุในเอเชียเข้ามาร่วมประลองด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนบ้านมี มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น และอีกทีมที่มาร่วมประลองด้วยทุกครั้งคือ นักกรีฑาสูงอายุของประเทศศรีลังกา คณะกรรมการสมาคมทั้งประเทศไทยและประเทศศรีลังกา มีความคุ้นเคย กันเป็นอย่างดี ในโอกาสที่สมาคมกีฬาผู้สูงอายุ ประเทศศรีลังกา จะจัดการแข่งขัน กรีฑาผู้สูงอายุชิงชนะเลิศแห่งประเทศศรีลังกาขึ้นในปี 2549 จึงได้เชิญ เจ้าหน้าที่และนักกรีฑาผู้สูงอายุไทย ไปสังเกตการณ์ และร่วมแข่งขัน เพื่อสร้างความสามัคคี กับนักกรีฑาของประเทศศรีลังกา ในวันที่ 22 - 23 กรกฎาคม 2549 สมาคมกรีฑาสูงอายุไทย ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากฝ่ายกีฬาเพื่อความเป็นเลิศการกีฬาแห่งประเทศไทย จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่มากนัก พอเพียงสำหรับเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ และนักกีฬา รวมกันเพียง 19 คน เท่านั้น เป็นเจ้าหน้าที่ของการกีฬาแห่งประเทศไทย 3 คน สมาคมกีฬาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย 10 คน นักกีฬา 6 คน แนวความคิดของสมาคมฯในการนำนักกีฬาร่วมเดินทางครั้งนี้มีนักกีฬายอดเยี่ยมของไทย 2 คน ในการแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุชิงแชมป์แห่งเอเชียประเภทชาย และหญิง คือ นายนิวัฒน์ อ้อยทิพย์ นักกีฬาสูงอายุทีมสงขลา รุ่นอายุ 45-49 ปีชาย และ นางสมสง่า บุญนอก นักกีฬาสูงอายุทีมอุดรธานี รุ่นอายุ 50- 54 ปี หญิง นักกีฬานอกนั้น ได้ให้โอกาสกับผู้นำทีมกรีฑาที่ส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุชิงแชมป์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมด้วยดีเสมอมามีผู้นำทีมจังหวัดสุพรรณบุรี ชลบุรี บุรีรัมย์ และผู้เขียนเป็นผู้นำทีมกีฬาผู้สูงอายุของจังหวัดนครราชสีมา ฉะนั้นทั้งเจ้าหน้าที่และนักกีฬาต้องช่วยกันเป็นนักกีฬาเลือกรายการลงแข่งขันที่คิดว่าตนถนัดที่สุด กติกากำหนดไว้ให้ ๑ คน แข่งขันได้ไม่เกิน 4 รายการ ส่วนใหญ่เลือกลงแข่งขัน 1-2 รายการ เว้นนักกีฬายอดเยี่ยมของเราที่เลือกแข่งขัน ฝ่ายชาย 4 รายการ และฝ่ายหญิง 3 รายการ ส่วนนักกีฬาที่เหลือถือปรัชญาที่ว่า หัวใจของการแข่งขันกีฬาคือ การได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬานั้น ผลแพ้ชนะนั้นเป็นเรื่องรองลงมา

การเดินทางไปประเทศศรีลังกาในครั้งนี้ ผู้เขียนได้โอกาส เป็นพิธีกรประจำรถคู่กับไกด์ บริษัททัวร์ที่จัด ได้ให้ข้อคิดว่า การเดินทางมาครั้งนี้ต้องไปท่องเที่ยวก่อนถูกต้องแล้ว เพราะประเทศไทยเรามี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องเดินทางท่องเที่ยวกันแล้วจึงแข่งขันกีฬา นักกีฬาหลายคนให้ข้อเสนอแนะว่า ในโอกาสต่อไปถ้าเดินทางไปแข่งขันกีฬาในต่างประเทศ ขอให้ลงทำการแข่งขันก่อน แล้วจึงท่องเที่ยวทัศนศึกษา เพราะการตะลอนนั่งรถ 3 วัน 4 วัน เดินชมภูมิประเทศ สิ่งก่อสร้าง ป่าเขา ลำเนาไพร บางครั้งเผลอตัวกับบรรยากาศ หลงลืมดื่มแอลกอฮอล์เข้าบ้าง และเวลาที่จะฝึกซ้อมก็ไม่ค่อยมี แรงอันน้อยนิดที่เตรียมมาก็หมดไปด้วย ประกอบกับ ปวดแข้ง ปวดขา ปวดเอว ตามวัยของผู้สูงอายุ เนื่องจากนั่งรถยนต์มาก ทำให้ประสิทธิภาพลดลงไปอีก เจ้าหน้าที่ของการกีฬาแห่งประเทศไทย มาสรุปสั้นๆ ให้เข้าใจว่า เป็นเรื่องของการของบประมาณ ต้องเริ่มจากการฝึกซ้อมแล้วแข่งขัน ถ้าทำของบประมาณมาแข่งขัน เวลาที่เหลือฝึกซ้อมมันเป็นไปไม่ได้ คณะที่มาก็ร้องอ๋อ แสดงว่าเข้าใจดีทุกคน

นั่งสายการบินไทย TG 307 ออกจากดอนเมือง เส้นทางกรุงเทพ - โคลัมโบ เวลา 22.10 นาฬิกา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาที ถึงสนามบินนานาชาติ บันดาราไนยะเก เวลา 23.55 นาฬิกา เวลาท้องถิ่น ของศรีลังกาช้ากว่าประเทศไทย ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ดำเนินกรรมวิธีตรวจคนเข้าเมือง ขึ้นรถบัสที่บริษัททัวร์จัดมารับ พบล่ามครั้งแรก ล่ามแนะนำตัวชื่อ Kayan Gilimalaqe (กายาน กิลิมาลาเก) อายุ 50 ปี ประชาสัมพันธ์ตนเองว่า ทั้งประเทศศรีลังกา เป็นคนศรีลังกาที่พูดไทยได้อย่างดีคนเดียว ผู้เขียนถามว่า ไปฝึกหรือเรียนมาจากไหน เจ้าตัวตอบว่า เป็นคนเมืองอัญมณี เคยมาบวชเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา ที่วัดกระโจมทอง บางกรวย นนทบุรี ตั้งแต่ พ.ศ.2534 - พ.ศ.2539 เป็นเวลา 5 ปี กลับไปอยู่ศรีลังกา ประกอบอาชีพอิสระอยู่ที่บ้าน เมื่อมีคนไทยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศศรีลังกา บริษัททัวร์จะติดต่อไป ทำงานเป็นครั้งคราวไป เข้าที่พักที่โรงแรม Blue Oceanic ที่เมือง Negombo ห่างจากสนามบินไปประมาณ 20 กิโลเมตร คณะเดินทางรีบแยกย้ายเข้านอน เดินทางถึงโรงแรมที่พัก 1 นาฬิกาเศษๆ ที่บ้านเรา 3 นาฬิกาแล้ว

ผู้เขียนตื่นเช้า 0530 นาฬิกา จากเสียงกาปลุก ศรีลังกาที่ไทยเรียก น่าจะเปลี่ยนเป็น ศรีรังกา เพราะตามในเมืองมีอีกาอยู่ทั่วไป ออกเดินกึ่งวิ่งเหยาะ ถนนหน้าโรงแรม เป็นแหล่งท่องเที่ยวคล้ายเมืองชายหาดไทย บางแสน และพัทยา มีโรงแรม เกสท์เฮาว์ บาร์เบียร์เล็กๆ ร้านขายจิวเวลลี ร้านอาหาร เดินชมชีวิตชาวเมืองตอนเช้าๆ ร้านขายของชำระดับชาวบ้าน เป็นร้านเล็กๆ ถังขยะแบบเปิด มีอีกาเป็นพนักงานเก็บขยะในขั้นต้น กินเศษอาหารเศษผัก คุ้ยเขี่ย เหมือนสุนัขที่บ้านเรา ถนนว่างรถยนต์น้อยในตอนเช้า เหมือนเมืองท่องเที่ยวทั่วๆ ไป ที่คนส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจในตอนกลางคืน กลับโรงแรมยังมีเวลาออกไปริมหาด ไม่น่าเชื่อว่า มหาสมุทรอินเดีย อยู่ห่างจากห้องนอนของผู้เขียนเพียง 20 เมตรเท่านั้น รีบอาบน้ำแต่งตัว และเก็บของขึ้นรถ สูตรการท่องเที่ยววันนี้คือ 5 ครึ่ง 6 ครึ่ง 7 ครึ่ง ผู้เขียนออกมาจากที่พัก 0710 นาฬิกา คณะนั่งคอยอยู่บนรถเรียบร้อยแล้ว ต้องวิ่งเข้าไปในห้องอาหาร คว้าขนมปังมาได้ 2 ก้อน ดื่มน้ำผลไม้ไป 2 แก้ว เป็นการเสร็จภารกิจอาหารเช้า 0715 นาฬิกา รถเคลื่อนออกจากหน้าโรงแรม ไกด์ยังกล่าวชมว่า ตั้งแต่ทำหน้าที่ไกด์มาหลายปี มีคณะของผู้เขียนนี่แหละตรงเวลาที่สุด(ความจริงเร็วกว่าเวลานัด) ตามปกตินัด 0730 นาฬิกา กว่าจะออกเดินทางได้อย่างเร็วที่สุดก็ 0800 นาฬิกา ผู้เขียนก็แก้ต่างให้ว่า ส่วนใหญ่คณะคนไทยที่มาท่องเที่ยวที่ประเทศศรีลังกานี้ เป็นทัวร์บุญ มาไหว้พระ เป็นคนสูงอายุ จะให้ว่องไว คล่องแคล่วอย่างเด็กหนุ่มสาว หรือ เร็วอย่างคณะนักกีฬาอย่างผู้เขียนไม่ได้

มารู้จักประเทศศรีลังกาพอคร่าวๆ ดังนี้ ศรีลังกาเป็นประเทศที่เป็นเกาะอยู่ตอนใต้ประเทศอินเดีย พื้นที่มีขนาด 1 ใน 8 ของประเทศไทย ความยาวของเกาะจากเหนือสุดถึงใต้สุด 435 กิโลเมตร ความกว้างจากตะวันตกไปตะวันออก 225 กิโลเมตร มีประชากร 18 ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวสิงหล รองลงมาเป็นชาวทมิฬ ภาษาที่ใช้ในประเทศใช้ 3 ภาษา คือ ภาษาสิงหล ทมิฬ และภาษาอังกฤษ ชาวสิงหลเป็นคนที่อพยพมาจากประเทศอินเดียตอนกลาง ชาวทมิฬเป็นผู้อพยพมาจากอินเดียตอนใต้ แบ่งพื้นที่ออกเป็น ภาค มีภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคเหนือตอนกลาง ภาคเหนือตะวันตก แบ่งการปกครองออกเป็น 9 จังหวัด มีเมืองโคลัมโบ ซึ่งตั้งอยู่ภาคตะวันตก เป็นเมืองหลวง เมืองแคนดี้ อดีตเมืองหลวงเป็นเมืองใหญ่รองลงมาและเป็นเมืองท่องเที่ยว เมืองจาฟนา (JAFFNA) ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรจาฟนา ทางตอนเหนือของประเทศ เป็นเมืองที่มีชาวทมิฬอาศัยอยู่มาก ไกด์บอกว่ามีชาวสิงหลอาศัยอยู่คนเดียว แต่บวชเป็นพระ ภาคกลางเป็นภูเขาสูง ทำให้เกิดต้นน้ำ มีแม่น้ำไหลไปทั่วทุกภาคของประเทศ จำนวน 200 สาย แม่น้ำสายที่ยาวที่สุดชื่อ แม่น้ำ Maha Weli ไหลจากภาคกลางไปสู่ภาคเหนือตอนกลาง ออกมหาสมุทรอินเดียที่เมือง Trincomalee มีความยาว 335 กิโลเมตร มีอุทยานแห่งชาติอยู่ 5 แห่ง ฤดูนก Flamingo อพยพหนีอากาศหนาวมาจากทางขั้วโลกเหนือ 3 เดือน ธันวาคม-มกราคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปี จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปชมนกมาก

ศรีลังกาเป็นประเทศเก่าแก่ มีกษัตริย์ปกครองประเทศติดต่อกันมาถึง 184 พระองค์ ปัจจุบันไม่มีกษัตริย์ปกครองมาเกือบ 200 ปี แล้ว เพราะอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษในปี 1915 เมื่อได้รับเอกราชแล้ว ปกครองในระบอบประธานาธิบดี มีนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เปิดเสรีให้กับทุกศาสนาไม่ว่าจะเป็น ฮินดู คริสต์ และ อิสลาม ชาวศรีลังกาเคร่งครัดในศาสนาพุทธมาก นอกจากหยุดราชการในวันเสาร์-อาทิตย์ แล้ว ในวันพระจันทร์เต็มดวง (Poya Day) จะหยุดราชการด้วย เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติกิจทางศาสนา สถานบันเทิงต่างๆ จะปิดไม่มีการขายแอลกอฮอร์ ทุกวันอาทิตย์จะมีอาสาสมัครสอนศาสนาทั่วประเทศประมาณ 20,000 คน ออกไปอบรม สอนศาสนาให้กับเด็กๆ ตามชนบท ชุมชน ตามโรงเรียนต่างๆ มีเด็กเข้าร่วมกิจกรรมหลายแสนคนในแต่ละครั้ง การศึกษาแบ่งเป็น เกรด 1-12 มีมหาวิทยาลัย 15 แห่ง ค่าเล่าเรียนฟรี ผู้เขียนไม่ได้ถามกรรมวิธีคัดเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยว่ามีกรรมวิธีอย่างไร ค่ารักษาพยาบาลฟรีด้วย นักเรียนจะเรียนตั้งแต่เวลา 0730 นาฬิกา เลิกเรียนเวลา 1330 นาฬิกา คนทั่วไปเข้าทำงาน 0830 นาฬิกา เลิกทำงานเวลา 1630 นาฬิกา คนศรีลังกากินข้าวหรือขนมปัง เป็นอาหารหลัก แม่บ้านจะลุกขึ้นมาปรุงอาหารตั้งแต่เวลา 0430 นาฬิกา ทั้งนักเรียน หรือพ่อบ้าน หรือผู้หญิงที่ออกทำงานนอกบ้าน ต้องห่อข้าวไปรับประทานที่โรงเรียน หรือสำนักงาน ไม่มีร้านอาหารจานเดียวขายเหมือนบ้านเรา ถ้านักท่องเที่ยวจะหาอาหารรับประทาน ต้องเข้าร้านอาหารหรือภัตตาคารเท่านั้น

นั่งรถบัส แล่นเอื่อยๆ มาตามเส้นทางท่องเที่ยว เสียดายที่หาแผนที่เส้นทางไม่ได้ ทำให้ข้อมูลในรายละเอียดบกพร่องไป ไม่ทราบทิศทางว่าไปทางเหนือทางใต้จะไปที่ใด ระยะทางเท่าใด เป็นบทเรียนบทหนึ่งสำหรับผู้ที่รักการท่องเที่ยว ในเรื่องข้อมูลพื้นที่ แผนที่เส้นทาง แผนที่เส้นทางหาได้จากโรงแรมที่พัก จะมีแจกให้ฟรีหรือมีจำหน่าย ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวหาได้จากเอกสาร และข้อมูลจาก Internet รถยนต์ในศรีลังกา ส่วนใหญ่เป็นรถ Second Hand จากประเทศญี่ปุ่น รถยุโรปมีน้อยมาก ราคารถยนต์ตามสภาพ พอใช้ได้สำหรับคนระดับกลางประมาณ 1 ล้านรูปี อัตราแลกเปลี่ยน 100 บาท เท่ากับ 220 รูปี หรือ 1 ดอลลาร์ U.S. ประมาณ 100 รูปี รถบรรทุกเก่าๆ ยุค 30 ปี ยี่ห้อ TATA ของอินเดีย ตุ๊กๆ ก็มีเป็นของอินเดีย ขนาดเท่ากับ 60 เปอร์เซนต์ของตุ๊กๆไทย น้ำมันในประเทศลิตรละ 42 บาท เมื่อเทียบเป็นเงินไทย มีรถยนต์โดยสารแบบ Open Air วิ่งสวนทางมาจึงถามราคาเพื่อเทียบมาตรฐานกับรถโดยสารของไทย ไกด์บอกว่าค่าโดยสาร 150 กิโลเมตร ประมาณ 90 รูปี ประมาณ 42-45 บาท ค่าตุ๊กๆ 1 กิโลเมตร 50 รูปี ถ้าต่างชาติ 100 รูปี รายได้หรือเงินเดือน จบปริญญาตรีกำหนดไว้ขั้นต่ำ 12,500 รูปี ปริญญาโท 15,000 รูปี ผ่านไปเห็นคนงานสร้างบ้าน ถามว่าค่าแรงวันละเท่าไร ไกด์ตอบว่า ประมาณ 700-800 รูปี เจ้าของบ้านต้องเลี้ยงอาหารเช้า และอาหารกลางวันด้วย ชาวนาของศรีลังกาทำนาปีละ 2 ครั้ง ใช้น้ำจากแม่น้ำ 200 สาย ไหลแทรกไปเต็มพื้นที่ แต่ผลผลิตไม่พอเพียงในประเทศต้องซื้อข้าวจากปากีสถาน และประเทศไทย ราคาข้าวสาร 1 กิโลกรัม 110 รูปี อาชีพของชาวศรีลังกา 70 % ทำนา จากนั้นทำสวน ทำไร่ มีทั้งเครื่องเทศ สมุนไพร และชา ชาวศรีลังกาปลูกมะพร้าวมากที่สุด มะพร้าวยอดนิยมทั่วประเทศ เป็นพันธ์มะพร้าวชื่อว่า King Coconut สีของลูกมะพร้าว เหมือนกับสีของไผ่สีสุก ออกทางเหลืองๆ แสดๆ มีจำหน่ายตามแผงขายผัก ตามเส้นทาง ทุกพื้นที่ผลไม้ของศรีลังกา แทบจะทั้งหมดออกรสเปรี้ยว ถึงเปรี้ยวมาก ไม่ว่าจะเป็นกล้วย มะม่วง และเงาะ ถามราคามะพร้าวแล้ว แผงลอยลูกละ 10-15 รูปี เงาะนั้นตกลูกละ 3 บาท(6-7 รูปี) เงาะลูกเป็นสีแดงเหมือนเงาะของไทย เมื่อก่อนที่ยังไม่ปรับปรุงพันธ์ ชาวชนบทในศรีลังกา อยู่บ้านชั้นเดียว หญิงนุ่งห่มสาหรี่ ชายใส่กางเกงขายาว ผู้เขียนถามไกด์ว่า อยากจะมาขอผู้หญิงศรีลังกาแต่งงานได้หรือไม่ ไกด์บอกว่าในศรีลังกาผู้หญิงต้องไปขอแต่งงาน ผู้ชายไม่ต้องเสียสินสอดทองหมั้น และต้องแต่งงานในวรรณะเดียวกันด้วย ถามว่า ดูวรรณะของคนศรีลังกาจากที่ใด เขาตอบว่าดูจากนามสกุล ทำหัวหมอแย้งไปว่า ผมก็เปลี่ยนนามสกุลให้อยู่วรรณะสูงซิ เขาตอบว่า ไม่ได้หรอก มีระบบตรวจสอบ สอบถาม มั่นใจว่าปฏิบัติไม่ได้ก็แล้วกัน ปัญหาอีกประการหนึ่งของการแต่งงานคือการทำนาย หรือหมอดู เขานำวันเดือน ปี เกิด ของเจ้าสาว เจ้าบ่าว ไปเทียบเคียงกัน ถ้าดวงขัดกันหรือไม่สมพงษ์กัน ก็แต่งงานกันไม่ได้อีก เศร้าเลย

รถวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 40 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เพราะกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น สาเหตุน่าจะมาจากถนนซึ่งแคบมาก รถโดยสารวิ่งสวนทางได้พอดี ไม่มีไหล่ทาง ชาวบ้านในชนบทใช้จักรยาน นั่งรถยนต์ผ่านไปดูแล้วอันตรายมาก รถขับแอบซ้ายเหมือนประเทศไทย เพราะได้ต้นแบบมาจากอังกฤษเช่นกัน ขนาดรถวิ่งช้าๆ มีอยู่คราวหนึ่ง ตำรวจเรียกหยุดข้างทาง ไกด์แจ้งว่า ถูกข้อหา แซงรถยนต์บนเส้นทึบ เสียใต้โต๊ะไป 700 รูปี ปกติจะเสีย 1,200 รูปี เขาเจรจาได้เพราะใช้เส้นทางบ่อย นับว่ายังล้าหลังอยู่ เหมือนประเทศสารขันฑ์ ที่เรารู้กันประชาชนนิยมใช้รถยนต์โดยสารอาจประหยัด มีรถของรัฐบาลคงคล้าย บขส.ของไทย มีสีแดง และสีน้ำเงิน ดูแล้วสภาพดีกว่ารถเอกชนที่ต้องใช้สีอื่น เช่น สีเขียว สีขาว สีเทา ชาวชนบทศรีลังกา ส่วนใหญ่กินเจ ไม่กินปลาดุก ไม่กินปลาช่อน ใครกินรากบัวบาป แผงลอยข้างทางจะมีเฉพาะแผงลอยขายผักสด มะพร้าวมีแทบทุกแผง ผลไม้ตามฤดูกาล และที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่ง ที่ต่างจากบ้านเราคือ ข้าวโพดต้ม ถ้าแม่ค้ายังต้มอยู่จะไม่กวักมือ เรียกลูกค้า ถ้าแม่ค้ากวักมือเรียกลูกค้าเมื่อไรจอดซื้อได้ไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะข้าวโพดต้มสุกแล้ว

มาศรีลังกาถ้าไม่ดื่มชา ก็เหมือนมาไม่ถึงศรีลังกา พวกเรานั่งรถท่องเที่ยวในประเทศ หรือบางประเทศ ถ้าอยากพักระหว่างทาง เพื่อผ่อนคลาย หรือเข้าห้องน้ำเพื่อลดน้ำหนักจะแวะพักปั๊มน้ำมัน หรือที่จอดพักรถระหว่างทาง ในศรีลังกาจะอาศัยปั๊มน้ำมันไม่ได้เลย เป็นปั๊มเล็กๆ เก่าๆ ห้องน้ำไกด์บอกว่า คุณเข้าไปไม่ได้หรอก อาจไม่มีก็ได้มีอยู่คราวหนึ่งฝ่ายชายไทยทนไม่ไหว ต้องขอหยุดข้างทางไปยิงกระต่าย ยังคิดว่าถ้าเป็นความต้องการของฝ่ายหญิง จะไปเก็บดอกไม้ ทำกระโจมอย่างไรหนา วิธีการของบริษัททัวร์ก็คือ แวะร้านอาหารหรือร้านน้ำชาระหว่างทางที่ร้านเขาจัดเตรียมไว้อย่างดี สะอาดเรียบร้อย ร้านที่ผู้เขียนแวะเป็นห้องน้ำภายนอกคล้ายบ้านดินโคลนมาโป๊ะไว้ แต่ภายในห้องน้ำใช้สุขภัณฑ์ชั้นดีเช่นเดียวกับห้องน้ำมาตรฐานทั่วๆ ไป นั่งดื่มชาชีลอน ในสวนของร้านอาหารนั้นข้างหลังมีฉากภูเขาใหญ่ ข้างๆ โต๊ะมีแขกของร้านแวะรับประทานอาหาร เขาเปิบด้วยมือดูน่าเอร็ดอร่อยมาก ก็คุยกันว่าเปิบด้วยมือมีหลายอย่าง ไกด์บอกว่า คนศรีลังกา เปิบมือคล้ายคนนราธิวาส ผู้อ่านต้องไปหา ข้อมูลเอาเองว่าเป็นลักษณะอย่างไร ผู้เขียนเมื่อตอนเด็กๆ (50 ปีผ่านมาแล้ว) ก็เคยใช้มือในการเปิบข้าว ใช้แบบหยิบเข้าปาก แล้วใช้หัวแม่มือดันเข้าไป แต่เห็นในสื่อโทรทัศน์ บางประเทศใช้แบบกำขยุ้มทั้งมือแล้วจับยัดลงไป เลอะปาก เลอะหนวด ไปหมด ก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมการกินของแต่ละชาติ ชาศรีลังกาที่ไกด์แนะนำให้ดื่มมีอยู่ 2 พันธ์ อันดับแรก ถือว่าชั้นเยี่ยมสุด ชื่อ BOPE ตัวเต็ม Broken Orange Pakeo Fanny อันดับรองลงมา ชื่อ BOP ตัวเต็ม BroKen Orange Pakeo ตามร้านชนบทจะมีเฉพาะ BOP เท่านั้น ระดับ BOPE ต้องดื่มในภัตตาคารในเมืองใหญ่ เมื่อสั่งชา บริกรจะนำเหยือกชา พร้อมถ้วยใส่น้ำชามาให้ผู้ดื่มรินชา ใส่ถ้วย จะมีนมสด มาพร้อมเป็นชุดผสมให้เข้มข้นตามต้องการ จะดื่มกี่คนก็ได้ เพราะเวลาคิดเงินเขาคิดรายหัว ตกคนละ 100 รูปี คงคิดค่าเข้าห้องน้ำบวกเข้าไปด้วย ไกด์บอกว่าปกติจะประมาณ 70-80 รูปี ก็อร่อยดี แต่อร่อยหรือน่าดื่มแค่ไหน คงอธิบายเป็นตัวหนังสือไม่ได้

นั่งรถผ่านมาเห็นมีกระดาษตัดเป็นริ้วคล้ายธงสามเหลี่ยม ขวางถนนบนต้นไม้ เสาไฟฟ้า และข้างทาง รถยนต์วิ่งผ่านได้ ทั้งสีขาว และสีเหลือง ถามไกด์ว่า เขาจัดงานอะไรกัน ไกด์บอกว่าถ้าเห็นธงริ้วเช่นนี้ แสดงว่ามีคนเสียชีวิต ถ้าริ้วสีขาวคนธรรมดา ถ้าริ้วสีเหลืองจะเป็นพระ คนศรีลังกาทำศพไม่เสียเงินมาก จะเก็บศพไว้ที่บ้าน 3 วัน คนในชุมชน หรือในหมู่บ้าน จะเตรียมอาหารจากบ้านมาช่วยเจ้าภาพ เพื่อเลี้ยงแขก และทำบุญจะสวดศพวันสุดท้ายวันเดียว สวดเพียง 5-10 นาที เท่านั้น จากนั้นเจ้าภาพจะนำศพไปเผา หรือฝัง ถ้าเผาค่าใช้จ่ายจะสูงมาก ส่วนใหญ่นิยมฝังเพราะไม่มีเงิน เสร็จแล้วเจ้าภาพจะมาทำบุญ 7 วัน 30 วัน หรือปีละครั้ง เห็นพระแต่งกายไม่เหมือนกัน ไกด์ให้ข้อมูลค่อนข้างละเอียดเพราะเคยบวชพระมาก่อน การบวชพระที่ศรีลังกา บวชพระแล้วสึกไม่ได้ต้องบวชไปตลอดชีวิต ผู้เขียนจึงกระเซ้า ไกด์ว่าอย่างนี้นี่ซิ ไกด์ถึงแอบมาบวชที่วัดในประเทศไทย เพราะกลัวบวชตลอดชีวิตนี่เอง พระในพุทธศาสนาในศรีลังกาปัจจุบันมีประมาณ 30,000 รูป แบ่งเป็นนิกายได้ 3 นิกาย คือ เสียมนิกาย (สยามนิกาย) ได้รับอิทธิพลจากประเทศไทย ห่มจีวรสีเหลือง รามายนะนิกาย ได้รับอิทธิพลจากมอญ ห่มจีวรสีกลัก อัมมระปุระนิกาย ได้รับอิทธิพลจากพม่า ห่มจีวร สีน้ำตาล ชาวพุทธในศรีลังกา นิยมทำบุญที่วัดใส่ตู้บริจาด หรืออื่นๆ ปัจจัยที่ให้พระสงฆ์ เมื่อนิมนต์มาทำพิธีทางศาสนา จะให้เฉพาะค่าใช้จ่ายเช่น การเดินทางเท่านั้น พระศรีลังกาจึงสามารถทำงาน มีเงินเดือนได้ เช่นเป็นครู เป็นต้น แต่ไม่สามารถมีภริยาผิดวินัยเช่นกัน


แหล่งท่องเที่ยวในรายการ เมืองดัมบุลลา เมืองมรดกโลก ชมวัดในถ้ำหิน เจ้าอาวาสวัดนั้น เป็นผู้ริเริ่มให้มีภิกษุณี ซึ่งสังฆนายกทั้ง 3 นิกาย พยายามคัดค้าน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงมีแห่งเดียวในโลกที่มีภิกษุณี วัดในถ้ำหิน อยู่บนภูเขาหิน สูง 500 ฟุต บนฐาน ซึ่งยาว 1 ไมล์ กษัตริย์วาลากัมบา เป็นผู้สร้างพระในถ้ำ ตั้งแต่ 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช (2,100ปี) มีถ้ำอยู่ 5 ถ้ำ ถ้ำแรกเป็นพระพุทธไสยาสน์ ยาว 47 ฟุต ซึ่งแกะสลักจากหิน ส่วนถ้ำที่ 2 ถึงถ้ำที่ 5 มีพระพุทธรูปปางต่างๆ ประดิษฐานอยู่อีก 152 องค์ ถ้ำที่ 2 มี 57 องค์ ถ้ำที่ 3 มี 56 องค์ ถ้ำที่ 4 มี 22 องค์ ถ้ำที่ 5 มี 11 องค์ ทุกองค์แกะสลักจากหิน บนเพดานถ้ำ มีภาพสีน้ำ พรรณนาถึงเหตุการณ์ ในอดีตอันยิ่งใหญ่ ของพระพุทธเจ้า และสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวสิงหล เมื่อเดินลงมาจากบนถ้ำ มายังรถบัสที่รออยู่ด้านล่าง มีชาวศรีลังกาเดินเร่ขายเสื้อที่ระลึก หินสีหลากสีสวยมาก ที่ทำให้นักกีฬาหญิงของเราแทบหัวใจวาย คือมีแขกนำตะข้องงูมาวางแล้วเป่าปี่ นักกีฬาของเรากำลังเพลิดเพลินเดินชมธรรมชาติ เดินมาถึงงูเห่าโผล่หัวขึ้นมาแผ่แม่เบี้ยพอดี ทำให้มีเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้สมาชิกบนรถได้ฟังอีก

สิกิริยา รู้จักในชื่อ Lion Rock หรือแท่นศิลาราชสีห์ เป็นภูเขาหินคล้ายก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก้อนใหญ่ มีเรื่องเล่าว่า พระเจ้ากัสปา ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของกษัตริย์ศรีลังกา เกิดจากสนม และเจ้าชายโมคคัลลา ซึ่งเกิดจากมเหสี ซึ่งกษัตริย์จะมอบราชบัลลังก์ให้ เมื่อกษัตริย์เสียชีวิตลง เจ้าชายกัสปาจึงสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์เจ้าชายโมคคัลลากลัวภัยจึงหนีไปพึ่งอินเดีย สะสมกำลังเพื่อมากู้ราชบัลลังก์ เจ้ากัสปาเนื่องจากกลัวเจ้าชายโมคคัลลากลับมายึดอำนาจ ได้มาสร้างพระราชวังบน Lion Rock นี้บนยอดแท่นหินสูง บนยอดสูง 4,600 ฟุต จากระดับน้ำทะเล ประกอบด้วย ปราสาท สระว่ายน้ำ ที่พักของราชองครักษ์ รอบแท่นหิน มีคูล้อมรอบ เลี้ยงจระเข้ไว้ เพื่อป้องกันผู้บุกรุก ชั้นถัดมาเป็นสระน้ำ สี่สระ เพื่อให้สนม กำนัลได้เล่นน้ำ ในแต่ละสระจะมีช่องลับ ออกจากสระ เข้าสู่ห้องหับ เพื่อให้กษัตริย์นำสนมที่พอใจเข้าสู่ห้องบรรทมนี้ เมื่อพระเจ้าโมคคัลลา ได้รวบรวมกำลังพลมากพอเพียงแล้ว จึงยกทัพมาปราบพระเจ้ากัสปา พระเจ้ากัสปาสู้ไม่ได้ จึงปลงพระชนม์ชีพตัวเองบนยอดเขานี้ นับว่า สิกิริยา เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุด ของศรีลังกา ท้าทายนักท่องเที่ยวได้ไปสัมผัส ปีนบันได ไปตามหน้าผาอันสูงชัน ชมภาพนางอัปสร ซึ่งคล้ายกับนางอัปสรที่ นครวัดในกัมพูชา ชมทัศนียภาพบนยอดเขา ท่ามกลางกระแสลมเย็นที่พัดผ่าน

เมือง แคนดี้ และวัดเขี้ยวแก้ว แคนดี้ เป็นเมืองหลวงเก่าของศรีลังกาก่อนที่จะเสียเมืองให้กับอังกฤษ เป็นเมืองในภูเขา เล่าว่ากษัตริย์องค์สุดท้ายได้สั่งให้ขุดทะเลสาบ ในพื้นที่ที่ทำนาของเมือง ที่ปรึกษาจำนวนกว่า 100 คน ของพระมหากษัตริย์ได้คัดค้าน ปรากฏว่าถูกนำไปประหารชีวิตหมด การขุดทะเลสาบเรียบร้อย ผู้ต่อต้าน ได้ไปขอร้องให้อังกฤษนำกำลังมายึดอำนาจ ศรีลังกาก็ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ.1915 เป็นต้นมา ผู้เขียนได้ไปนั่งรับประทานอาหารบนเนินเขา มองลงมาที่ทะเลสาบ นึกๆไปว่ากษัตริย์พระองค์นั้น มีวิสัยทัศน์ เกินล้ำยุคไปนับ 100 ปี เพราะปัจจุบันแคนดี้เป็นเมืองท่องเที่ยว ทะเลสาบที่ขุดไว้ช่วยเสริมทัศนียภาพของเมืองแคนดี้ให้ดียิ่งขึ้น เมืองแคนดี้มีโรงละครซึ่งจะจัดแสดงประมาณ 1600 นาฬิกา นักท่องเที่ยวที่มีหลายคณะ จะมารวมกันที่โรงละครทุกคณะ มีการแสดงการร่ายรำ ตามวัฒนธรรมของศรีลังกา จำนวน 10 ชุด ซึ่งแต่ละชุด จะประกอบด้วยการตีกลอง สไตล์ศรีลังกาเป็นหลัก มีผู้แสดงทั้งหญิง และชาย ออกมาร่ายรำ Hight Light อยู่ที่การแสดงชุดที่ 9 และชุดที่ 10 การร่ายรำประกอบไฟ การเดินลุยไฟ ซึ่งชาวต่างชาติสนใจมาก เมืองแคนดี้จัดงานแสดงเทศกาล เประแหระ มีการจัดขบวนเต้น และรูปขบวนในสไตล์ศรีลังกาซึ่งนักท่องเที่ยวจะจัดโปรแกรมไปเที่ยวชมจำนวนมาก คล้ายกับการเต้นคานิวาลในบราซิลทุกปี

วัดดาลาดา มาลิกาวา หรือวัดพระเขี้ยวแก้ว ตั้งอยู่กลางเมืองแคนดี้ริมทะเลสาบ เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว ผู้เขียนพึ่งทราบความจริงว่าพระเขี้ยวแก้ว ทำไมจึงสำคัญนัก ก็เพราะว่า เป็นเขี้ยวของพระพุทธเจ้าซึ่งมีอยู่ 4 องค์ องค์แรกอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ องค์ที่สองอยู่ชั้นบาดาล องค์ที่ 3 อยู่บริเวณรอยต่อของประเทศปากีสถานและจีน(ไม่ทราบที่ประดิษฐานแน่ชัด) องค์ที่ 4 องค์สุดท้ายที่สัมผัสได้ คือ องค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้นี้ พระเขี้ยวแก้วนี้มีขนาดยาว 1.5 นิ้ว 7 ปี จะเปิดให้ชม 1 ครั้ง ใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น พุทธศาสนิกชนจากทุกมุมโลก จากไทย ไตหวัน จีน เกาหลี ทิเบต ฯลฯ จะหลั่งไหลมาที่เมืองแคนดี้ เพื่อมาสักการะ คนศรีลังกาเองไม่มีวาสนาได้เห็นพระเขี้ยวแก้ว เพราะวัดไม่เปิดโอกาสให้ เนื่องจากมีชาวต่างชาติมาสักการะมาก แม้แต่วันธรรมดา เช่นมีผู้เขียนเข้าชมเพื่อสักการะ ชาวศรีลังกาเข้าได้เฉพาะห้องโถงข้างล่างเท่านั้น คณะของผู้เขียนใช้เส้นสายเลขาเจ้าอาวาส ขึ้นไหว้ได้ใกล้ชิดอีกชั้นหนึ่ง (หน้าประตู) วัดพระเขี้ยวแก้วนี้บริหารโดย พระจากสยามนิกาย ซึ่งสยามนิกาย แบ่งออกเป็น 2 คณะ แต่ละคณะมีสังฆนายกเป็นผู้นำไม่ขึ้นการปกครองแก่กัน สลับกันบริหารวัดพระเขี้ยวแก้วคณะละ 1 ปี โดยส่งพระเพียง 3 รูป มาร่วมบริหาร ร่วมกับคณะกรรมการวัด
การเที่ยวชมสวนสมุนไพร(Herb) และเครื่องเทศ(Spice) พูดรวมๆ ว่าชาวแขกนิยมรับประทานอาหารผสมเครื่องเทศ จะสังเกตได้จากการได้กลิ่นตัวเมื่ออยู่ใกล้ นอกจากนี้จะมีสมุนไพรจากธรรมชาติเพื่อมาผสมหรือสกัดทำยา จะมีแหล่งหรือสวนสมุนไพร เครื่องเทศเป็นพื้นที่ไว้รอรับให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมสวน และดูการปลูกสมุนไพร และเครื่องเทศ ต้อนรับด้วยการดื่มน้ำเย็น พาชมสวน ดูเครื่องเทศ สมุนไพร ที่คุ้นๆ ก็มีว่านหางจระเข้ กานพลู ขมิ้น พริกไทย ไม้หอมเป็นต้น กลับมามีแถมนวดแผนโบราณ โดยผู้ชาย เสร็จแล้วแวะชมร้านค้าของสวนนั้น ขายสมุนไพร เกือบ 100 ชนิด ผู้เขียนซื้อน้ำมันมะพร้าว มาใส่ผม 1 ขวดราคา 1,700 รูปี กลับมาเมืองไทยทดลองดู ใส่ผมแล้วผมสลวยดี และไม่เหนียวเหนอะหนะ

Noritake โรงงานกระเบื้องเคลือบซึ่งญี่ปุ่นให้การสนับสนุน ในศรีลังกาแทบจะไม่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นอริตาเกะ เป็นโรงงานกระเบื้องเคลือบ ที่ผลิตถ้วยชาม ของที่ระลึก สำหรับนักท่องเที่ยว Packing สวยเป็นของฝากจากศรีลังกา ผู้เขียนซื้อช้างเล็กมา 1 ตัว เพื่อฝากผู้บังคับบัญชา ที่อนุญาตให้เดินทางไปแข่งกีฬาที่ ศรีลังกา โรงงานแกะสลักไม้ คงเหมาะสำหรับชาวยุโรป หรือเรียกโดยรวมว่าฝรั่ง เพราะเมื่อเทียบกับไม้แกะสลักทางภาคเหนือของไทย แล้วฝีมือยังแพ้กันอยู่ระดับหนึ่ง

ที่พักโรงแรมระหว่างทาง AMAYA LAKE RESORT ตั้งอยู่ข้างทะเลสาบ Amaya ทางเข้าไปลำบากมาก เมื่อถึงที่พักหายเหนื่อยห้องพักแทรกอยู่ในป่า ในบริเวณมีสระว่ายน้ำ เห็นเงียบๆ นึกว่าไม่มีผู้มาพัก พอตกค่ำ มีชาวต่างชาติมาอีกหลายคณะ เขาบอกว่าส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมัน อิตาลี ถามว่าเพราะอะไร ไกด์บอกว่า มีหญิงชาวเยอรมัน และหญิงชาวอิตาลี มาแต่งงานกับชาวศรีลังกา ผู้เขียนแย้งว่าเทียบวรรณะกันอย่างไร ทำไมถึงแต่งงานได้ ไกด์บอกว่า ถ้ามีเงินแล้วไม่ต้องพูดถึงวรรณะ ผู้เขียนนึกถึงภาษิตไทยที่ว่า แข็งดังเหล็ก เงินง้างได้ดั่งใจ และหญิงชาวเยอรมัน และหญิงชาวอิตาลีนี้ ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคนทั้ง 2 ประเทศ นั้นจึงได้จัดโปรแกรมเข้ามาท่องเที่ยวในศรีลังกา นับว่าศรีลังกาได้ดุลการค้ามาก เห็นบรรยากาศดี ขอเบียร์ Lion ของศรีลังกามาทดลองไป 2-3 แก้ว พอเลือดลมเดิน ห้องอาหารเปิดตามเวลา 1900 นาฬิกา เข้าห้องอาหาร ทดลองทั้งอาหารยุโรป อาหารศรีลังกา ไปติดใจกล้วยทอดคล้ายๆ กับข้าวเม่าทอดของไทย ก็เลยสันนิษฐานว่า ที่เราเรียกกล้วยทอดว่ากล้วยแขก น่าจะมาจากเหตุผลนี้เอง ก็ได้แต่วางแผนไว้ว่าถ้าได้ไปเมืองจีน จะตามหาที่มาที่ไป ของขนมจีนอีกว่าเป็นอย่างไร คืนนั้นมีดนตรีสไตล์ศรีลังกามาเล่นคลอด้วย เห็นสาวๆ ศรีลังกานั่งเคาะเครื่องดนตรีอยู่ ผู้เขียนไปถามว่า ทำไมไม่ร้องเพลงละ อยากจะฟังเสียง เขาตอบว่า ผู้จัดการไม่ให้ร้อง ในฐานะที่เราเป็นผู้พัก ผู้ให้บริการต้อง Custom First บอกว่าแขกอยากฟังเสียงเพลง ทำให้คณะได้ยินเสียงเพราะๆ เสร็จแล้วต้อง Tip นักร้องตามธรรมเนียม คณะแยกย้ายกลับไปนอน เพราะไม่ทราบจะไปเที่ยวต่อที่ไหน เดินดีไม่ดี ถูกงูกัดเอาอีกAmaya Hill Hotel บนยอดเขาเมืองแคนดี้ชมทัศนียภาพของเมืองแคนดี้ ลมพัดแรง อากาศดีมาก กลางคืนหัวหน้าคณะเลี้ยงเบียร์ Lion ของศรีลังกาเช่นเดิม ระหว่างดื่มเบียร์กำลังเข้าที่ ครั้งนี้ไกด์ร่วมดื่มได้ ตามปกติ เขาจะไม่ดื่ม บอกว่าเมื่อปีที่แล้วซื้อเบียร์มา 2 ขวด พึ่งกินไปขวดเดียว เหลืออีก 1 ขวด จะดื่มเบียร์กับคนที่ถูกใจเท่านั้น คืนนั้นคงดื่มถอนทุนไปหลายแก้ว ทดแทนที่ไม่ได้ดื่มมานาน ไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกัน ก็ให้ไกด์ทายอายุนายกสมาคมผู้สูงอายุไทย ไกด์ทายว่า อายุ 63 ปี ท่านนั่งอมยิ้มสั่งเบียร์เพิ่มมาอีก 3 ขวด รินดื่มเพิ่มเติมกันถ้วนหน้า (ความจริงท่านอายุ 67 ปี ) ถามอายุโค้ชหรือผู้ฝึกสอนอายุเท่าไร ไกด์ทายว่า 53 ปี ผู้ฝึกสอนบ่นอุบอิบ สงสัยเราจะหมกมุ่นกับการทำงานมากไป(ความจริงท่านอายุ 50 ปี เป็นคณบดี อยู่ที่ ม.ราชภัฏเชียงใหม่) ไกด์ได้ที่ให้โค้ชได้ทายอายุไกด์บ้าง โค้ชทายไปอายุ 47 ปี ไกด์หัวเราะเนื่องจากมึนๆ กับเบียร์ไปบ้าง บอกผิดอายุ 50 ปี เท่ากับท่านนั้นแหละผู้เขียนคิดว่าไกด์คงไม่เครียดกับงานไม่ดื่มเครื่องดองของเมา อยู่บ้านกินอาหารเจ ทำให้ดูหน้าอ่อนกว่าวัย ให้ทายอีกคนหนึ่ง หัวหน้าคณะนักกีฬาไทย ไกด์ทายว่า อายุ 64 ปี เกิดเรื่องเลย เสียบรรยากาศดื่มเบียร์กำลังสนุกๆ ท่านบอกว่าเอ้านักกีฬากลับไปนอนได้ จะไม่เสียอารมณ์ได้อย่างไร ท่านอายุ 59 ปีเท่านั้น คืนนั้นก็เลยเอวัง แยกย้ายกันเข้านอน อยู่บนเขาจะไปต่อที่ไหนก็ไม่ได้ ในศรีลังกา แม้แต่เมืองหลวง 2-3 ทุ่ม ก็เงียบแล้ว มีแต่ทหารเดินลาดตระเวนรอบเมือง
จากเมืองแคนดี้มุ่งสู่กรุงโคลัมโบ ระหว่างทางรถวิ่ง เพื่อทำเวลาให้มีประโยชน์ไม่ให้ผ่านเลยไป ให้ทุกคนหมุนเวียน ออกมาเล่าเรื่องตลกขบขัน หรือพูดอะไรก็ได้ที่ สนุกสนาน มีประโยชน์ผู้เขียนขอเสนอเรื่อง เปาปุ้นจิ้น ปะทะ ศรีธนนชัย เรื่องมีอยู่ว่า มีคนไทยไปถูกจับ เรื่องยาเสพติดที่ประเทศจีน ต้องไปว่าคดีที่ศาลไคฟง ซึ่งมีเปาบุ้นจิ้น เป็นผู้พิจารณาคดี พระเจ้ากรุงจีน จึงมีสาส์นมาถึง กษัตริย์ของประเทศไทย ให้ส่งผู้แทนไปร่วมฟังการพิจารณาคดี เพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรม พระมหากษัตริย์ไทย จึงได้ส่งศรีธนนชัยเป็นผู้แทน ไปร่วมฟังการพิจารณาคดีที่ศาลไคฟง ลูกขุนกล่าวโทษ คนไทยที่ค้ายาเสพติด มีความผิดจริงโทษที่เมืองจีนร้ายแรงมาก สุดท้ายเปาปุ้นจิ้นจะตัดสินเอื้อมมือไปคว้าติ้ว และยกขึ้นเหนือศีรษะ ระหว่างนั้นศรีธนนชัย ที่นั่งอยู่ข้างเปาปุ้นจิ้น ได้ใช้มือกำเข้าที่เป้ากางเกงระหว่างขาเปาบุ้นจิ้น และบีบอย่างแรง เปาบุ้นจิ้นเจ๊บปวดมากจึง เปล่งวาจาออกมาว่า ปล่อย ปล่อย และขว้างติ้วลง คนไทยจึงพ้นโทษ ไม่โดนประหาร ด้วยประการฉะนี้ ตะแลน ตะแลน ตะแลน นี่เป็นตัวอย่างรถวิ่ง 3 ชั่วโมงถึงเมืองโคลัมโบ คณะฟังเรื่องตลกหูชาไปตามๆ กัน บริษัททัวร์จัดให้พักที่โรงแรมระดับ 4-5 ดาว Cinnamon Grand Hotel โรงแรมใหญ่ 400 ห้อง ครบวงจร ห้องประชุมห้องสัมมนา ห้องจัดงานสมรส เดินสวนกับเจ้าสาวชาวศรีลังกา ได้แต่คิดในใจว่า คนศรีลังกาแม้ผิวจะดำแต่ก็ดำแบบสวยๆ มีเวลาเหลือให้ชมเมือง ฝ่ายหญิงขอให้ไกด์ ไปช็อปปิ้งตามถนัด ไกด์บอกว่า พวกเสื้อผ้าแฟชั่นต่างๆ พ่อค้าชาวศรีลังกา มาซื้อไปจาก ประตูน้ำ โบ้เบ๊ เมืองไทยนี่เอง คณะก็เบนเข็มไปที่สนามกีฬาที่จะแข่งขัน เป็นสนามกีฬา ชื่อ Sugathadasa Stadium เป็นสนามกีฬาแห่งชาติของศรีลังกาเป็นลู่ยางตาตั้น รอบๆ มีอัฒจรรย์เตี้ยๆ รอบสนามทาสีสวยงามเพื่อรองรับ การแข่งขันกีฬาแห่งชาติเอเชียใต้ ในเดือนสิงหาคม ที่จะถึงนี้มีนักกรีฑาทีมชาติ ของศรีลังกา ซ้อมอยู่ประปราย คณะนักกรีฑาไทยลงไปยืดเส้นยืดสาย คนละ 3-4 รอบสนาม เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายจากการเดินทางมาหลายวัน ในระหว่างการท่องเที่ยวนั้น ก็ได้ออกกำลังกายบ้างในตอนเช้า คืนนั้นรับประทานอาหารไทย มีชาวศรีลังกาเป็นเจ้าของกุ๊กไทย เป็นหญิงอายุ 39 ปี เป็นชาวบางละมุง ชลบุรี เล่าให้คณะฟังว่าอาหารไทย ชาวศรีลังกานิยมรับประทาน แม้แต่ประธานาธิบดี สั่งอาหารพิเศษเข้าไปเสริมบ่อยๆ ผู้เขียนเสนอว่า ทำไมไม่ตั้งร้านเอง แม่ครัวบอกว่ายุ่งยากหลายอย่าง ทั้งในเรื่องการขออนุญาต ที่สำคัญคือเรื่องทุนที่จะดำเนินการใน 1 ปี เจ้าของจะให้กลับเมืองไทย 1 เดือน ในเดือนเมษายนของทุกปี

เช้าวันเสาร์เป็นวันหยุดราชการ ถนนในเมืองโคลัมโบ รถยนต์บางเบา เช่นเดียวกับบ้านเรา ใช้เวลาเพียง 15 นาที จากโรงแรมที่พักเท่านั้น วันศุกร์ที่ผ่านมาใช้เวลา 45 นาที รายการแรกที่ลงแข่งขันเป็นนักกรีฑาชาย ซึ่งกองเชียร์ไทยก็ไม่ผิดหวัง ในระยะทาง 400 เมตร ชายอายุ 45-49 ปี และ ชายอายุ 60-64 ปี นักกรีฑาของเราชนะเลิศได้เหรียญทองทั้งคู่ ก็มีรายการนำธงไทย วิ่งคลุมตัววิ่งโชว์ เหมือนการแข่งกีฬาระดับชาติทั่วๆ ไป จากนั้นการแข่งขันกรีฑาดำเนินการไป ตามรายการแข่งขัน กองเชียร์ส่วนใหญ่นอกจากจะเป็นนักกรีฑาด้วยกันเองแล้ว ยังมีญาติของนักกรีฑา เป็นภรรยา สามี ลูก หลาน มาเชียร์ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ เต็มอัฒจรรย์ ด้านประธาน ผู้เขียนเองลงหลักฐานแข่งขันไว้ 2 รายการ คือ เดินทน 5,000 เมตร และวิ่งระยะ 5,000 เมตร ทั้ง 2 รายการแข่งขันในวันอาทิตย์ทั้งคู่ ก็ได้แต่เดินให้กำลังใจนักกีฬาเดินถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้

วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2549 ช่วงเช้า 0830 ผู้เขียนมีรายการลงแข่งขันเดินทน 5,000 เมตร อดีตเคยปรามาสว่า นักกีฬาเดินทนนี่เป็นนักกีฬาที่ไม่ค่อยจะมีฝีมือ(เท้า) เท่าไร เพราะเดินใครๆ ก็เดินได้มาตั้งแต่เกิดได้ 1 ขวบแล้ว ผู้เขียนต้องหันเหมาเป็นนักเดินทนสาเหตุจากการบาดเจ็บจาก การฝึกซ้อมวิ่ง ปวดเข่ามาแล้ว 3 ปี ไม่หายปวดสักที เมื่อสมาคมกีฬาผู้สูงอายุไทยกำหนดให้ผู้เขียนร่วม เดินทางไปศรีลังกา เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องเลือกรายการลงแข่งขันอย่างน้อย 1 รายการ จึงบอกว่าขอเดินทนแล้วกัน เพื่อศักดิ์ศรีนักกีฬาลงสนามต้องไว้ลายกันหน่อย จึงวางแผนเดินทางให้ผู้ชำนาญแนะนำวิธีการฝึกเดินให้เร็วและถูกวิธี แชมป์ประเทศไทยรับราชการที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้เขียนจึงติดต่อขอให้ช่วยแนะนำให้ในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ใน 12-13 มิถุนายน 2549 ฝึกอยู่ 2 วัน นำความรู้ที่ได้ มาฝึกด้วยตนเอง ปรากฏว่าฝึก 1 วัน ปวดเอว ปวดหลังไป 2 วัน เนื่องจากกล้ามเนื้อไม่เคยชิน ฝึกเดินทนยากกว่าการฝึกวิ่งถนนที่เคยวิ่งอยู่อีก ได้แต่คิดในใจว่า กีฬาทุกชนิด ที่บุคคลคิดค้นขึ้นมาต้องมีเทคนิค วิธีการ ความยาก ความง่ายอยู่ในตัวของมันเอง ได้เวลาแข่งขันกรรมการแบ่งกลุ่มเดินออกเป็น 2 กลุ่ม เพราะกลัวการสับสนในการตรวจสอบรอบ และระยะ นักกีฬาในการเดิน 40-44, 45-49, 50-54 ปี เป็นกลุ่มแรก 55-59, 60-64, 65-69 ปี และอายุ 70 ปีขึ้นไปอีก 1 กลุ่ม ในระหว่างที่กลุ่มแรกแข่งขัน ผู้เขียนก็เดินวอร์มอัพอยู่บริเวณข้างสนาม มีนักกรีฑาเดินทนสูงอายุของศรีลังกา ที่รอแข่งขันในรอบที่ 2 เดินเข้ามาคุยกับผู้เขียน คุยกันไปหลายเรื่อง คุยกันรู้เรื่องบ้างและไม่รู้เรื่องบ้างเพราะใช้ภาษาอังกฤษ ประกอบภาษามือเป็นบางครั้ง มีอยู่บทสนทนาหนึ่ง เขาถามผู้เขียนว่า รับประทานกบ(Frog) หรือไม่ ผู้เขียนตอบว่า รับประทานและชอบมากด้วย อร่อยดี ทั้ง 2 คนทำคอย่นและสั่นหน้า คล้ายๆ กับที่เราทำท่าขยะแขยงหรือเกลียดกลัวอะไรสักอย่าง เขาถามต่อว่าคุณกินงู(Snake) หรือเปล่าผู้เขียนเอะใจ ถ้าตอบว่าชอบหรือกิน จะหาว่าเราเป็นพวกป่าเถื่อนแน่ๆ ขนาดกินปลาช่อน ปลาดุก ยังบาป เจออาการถามเรื่องกินกบ ชักจะไม่ได้เรื่องแล้ว ดีว่าไม่เล่าเรื่องที่บ้านโคราช เมื่อ 20 ปีก่อน คอเหล้ามาบอกผู้เขียนว่า ไปกินดีงูเห่าที่ร้านข้าวต้ม ไปชี้งูเห่าเอาตัวนี้ ทางร้านจะไปทำกรรมวิธีฆ่างู เอาดีงูเห่ามาผสมเหล้าโรง 40 ดีกรีให้ทั้งคณะได้ลิ้มลอง ส่วนเนื้องูจะผัดใบกระเพรามาให้ แนะนำให้ผู้เขียนไปทดลองดู อยากมีประสบการณ์ ผู้เขียนก็ไป เหล้าผสมดีงูนั้นทางร้านจะใช้แก้วสีชา หรือสีทึบ เพื่อไม่ให้เห็นสี ก็กลั้นใจดื่มลงไป เนื้องูเห่าผัดใบกระเพรา ก็กินแกล้มเหล้าตามไปด้วย ดูปกติ ไม่ร้อนรุ่มอย่างที่เขาว่ากัน ไปถามเจ้าของร้านว่า ไปซื้องูเห่ามาจากที่ใด เขาบอกว่าจากจังหวัดอยุธยา ถึงว่าซิ หนูที่จังหวัดอยุธยาถึงถล่มนาข้าวราบเป็นหน้ากลอง พวกเราไปทำลายระบบนิเวศน์นี่เอง ตั้งแต่ได้ประสบการณ์วันนั้น แล้วไม่เคยกินงูและดื่มเลือดงูอีกเลย รู้ทันแขกแล้วจึงตอบเลี่ยงๆ ว่า ผมไม่รับประทานงู แต่ในประเทศไอมีบาง คนรับประทาน โดยเฉพาะงูเห่า(Cobra) ทั้ง 2 คนยิ่งทำคอย่นหนักแกว่งศีรษะแรงขึ้น และแยกย้ายไปวอร์มอัพต่อไป

ออกสตาร์ทแล้ว การแข่งขันเดินทน ก่อนแข่งขันจะเริ่มไปหาข่าวผู้เข้าแข่งขันของผู้เขียน มีนักกีฬา 7 คน ตัวเต็งเป็นอดีตนักเดินทนทีมชาติศรีลังกา ตัวสูงใหญ่ รองลงมาเจ้าตัวบอกว่า เป็นเจ้าของสถิติเดินทนกรีฑาผู้สูงอายุของศรีลังกาในรุ่นผู้เขียนนี้ (55-59 ปีชาย) เริ่มออกเดิน 200 เมตร ผ่านจุดที่เป็นเส้นชัย เหลืออีก 12 รอบ (12 รอบx400 ม.+200ม.=5,000 ม.) สังเกตดูมีกรรมการตรวจสอบรอบอยู่ 3 คน ผู้เขียนคิดในใจว่าน่าจะมีปัญหาแน่ๆ เดินผ่านไป 4 รอบ คณะของนักกีฬาไทย ที่อยู่ข้างสนาม ตะโกนบอกผู้เขียนว่าอยู่อันดับ 5 เมื่อผ่านไป 5 รอบ ผู้เขียนเดินแซงเจ้าของสถิติ เลื่อนมาอยู่อันดับ 4 พอขึ้นรอบที่ 6 กองเชียร์ตะโกนลั่นบอกว่า ขณะนี้เป็นอันดับ 3 แล้ว เพราะลำดับที่ 2 ถูกจับฟาล์ว เพราะไปวิ่งระหว่างเดิน เดินไม่ถูกกติกา กองเชียร์เทรนผู้เขียนว่าให้ตามหมวกขาว ซึ่งเป็นอันดับ 2 ให้ทัน ส่วนอันดับ 1 นั้นไม่ต้องห่วงเขาแล้ว เพราะน็อครอบผู้เขียนไปแล้ว 2 รอบ พอเข้าที่เส้นชัยรอบที่ 8 ผู้เขียนเดินทันอันดับ 2 ถามกรรมการว่า เหลืออีก 4 รอบใช่ไหม กรรมการพยักหน้าบอกใช่ ผู้เขียนเดินแซงขึ้นเป็นลำดับที่ 2 แทน ทิ้งห่างไป เกือบ 50 เมตร เดินชำเลืองดูที่โค้ง 200 เมตร สบายแล้ว ผู้เขียนเดินมาเรื่อยๆ ยังไม่เร่งฝีเท้าอย่างไร พอเข้ารอบ 11 อันดับ 3 ซึ่งผู้เขียนแซงมา เร่งสปีดเข้าเส้นชัยก่อนผู้เขียน 5 เมตร ผู้เขียนยังไม่เร่งฝีเท้าแต่อย่างใด เพราะเหลืออีก 1 รอบ 400 เมตร ปรากฏว่า กรรมการตัดสินบอกลำดับ 3 เดินครบระยะแล้ว ส่วนผู้เขียนเหลือ 1 รอบ กองเชียร์ไทย สงสัยทั้งคณะเป็นไปได้อย่างไร เพราะแต่ละคนผ่านขั้นตอนการจัดการแข่งขันมามากแล้วผู้เขียน ได้แต่กล่าวว่า ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องไปตรวจสอบหรือประท้วงอะไร การได้เข้าร่วมแข่งขันก็ถือว่าภารกิจได้จบแล้ว มอบความสุขให้กับนักกีฬาศรีลังกาดีกว่า หลังจากแข่งขันเสร็จแล้วผู้เขียนเดินผ่านเจ้าของสถิติเดิม เขาถามผู้เขียนว่าได้ลำดับที่เท่าไร ผู้เขียนบอกไม่มีอันดับ เขาโชว์ตัวเองว่าได้ลำดับ 3 เราได้แต่คิดในใจว่าได้ที่ 3 ได้อย่างไร เพราะเราเดินแซงมาอยู่ ก็แสดงความยินดีกับเขาไป พอช่วงบ่ายวิ่งระยะ 5,000 เมตร เท่ากับระยะที่เดินทนในช่วงเช้า ผู้เขียนประมาณตนเองว่า เดินระยะ 5,000 เมตร ได้ วิ่ง 5,000 เมตร ต้องวิ่งได้แน่นอนอยู่แล้ว ไม่เคยซ้อมวิ่งเร็วมาเลยในรอบหลายเดือน เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่กล่าวแล้ว เนื่องจากเป็นรายการสุดท้ายนักกีฬาที่สมัครลงแข่งขันไว้ บางคนหมดแรงจากการแข่งขันรายการอื่น ที่ผ่านมา บางคนก็บาดเจ็บ รุ่นอายุของผู้เขียนลงแข่งขัน 6 คน วิ่งไปเรื่อยๆ เหลือ 4 คน รวมทั้งผู้เขียน ลำดับที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 น๊อครอบผู้เขียนไปเรียบร้อย ผู้เขียนวิ่งเพื่อสปิริต ให้ครบระยะ ถือว่าได้ออกกำลังกายไปด้วย สุดท้ายเหลือ 2 คน ในสนามกับนักกีฬาอายุ 70 ปี อีก 1 คน การแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุประจำปี 2549 ของประเทศศรีลังกาปิดฉากลง ทีมนักกรีฑาไทย ได้ 13 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง สรุปเหรียญรวม 20 เหรียญ นักกีฬาชายยอดเยี่ยมของไทยที่ส่งเข้าแข่งขันทำได้ 4 เหรียญทอง ชนะเลิศทุกรายการที่แข่งขัน นักกีฬาหญิงยอดเยี่ยมของไทยทำได้ 3 เหรียญทอง ชนะเลิศทุกรายการที่แข่งขัน และได้รับรางวัลนักกีฬาหญิงยอดเยี่ยมในการแข่งขันครั้งนี้ มีนักกีฬาไทยที่เข้าร่วมแข่งขัน ไม่ได้รับเหรียญรางวัล 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน 1 ใน 3 นั้น มีผู้เขียนด้วย ผู้เขียนได้กล่าวบนรถในการเดินทางกลับว่า เรามาร่วมแข่งขัน คณะกรรมการสมาคมกีฬาสูงอายุไทย ไม่ได้หวังผลมากนักเพราะหากจะเอาเป็นเลิศ ต้องคัดเลือกนักกีฬาระดับแนวหน้าของไทยมาแข่งขันได้ เหรียญรางวัลเท่านี้ ก็ถือว่าทะลุเป้า ผู้ที่ไม่ได้เหรียญรางวัลก็ไม่ต้องเสียใจแต่อย่างใด

นายกสมาคมกีฬาผู้สูงอายุศรีลังกา จัดเลี้ยงนักกีฬาไทย ทั้งคณะในมื้อเย็นก่อนเดินทางกลับที่ห้องอาหาร 80 Club Of Colombo พิเศษมีอาหารทะเลเผา และซี่โครงหมูย่าง ซึ่งอร่อยมาก เจ้าภาพเลี้ยงด้วย Black Label ได้เห็นสไตล์การดื่มวิสกี้ โซดา ของไทย และศรีลังกา แล้วไม่เหมือนกับของไทย ต้องน้ำแข็งตามด้วย วิสกี้บางๆ และโซดาแช่เย็น ถึงจะครบสูตร ของศรีลังกา รินวิสกี้ ลงไปในแก้ว วิสกี้มีเท่าใด เติมโซดาปริมาณเท่ากัน ไม่ใส่น้ำแข็ง เปลืองวิสกี้มาก ถ้าบ้านเราเรียกว่า กินแบบสามล้อถูกหวย 4 ทุ่มเลิกงาน เตรียมตัวกลับเมืองไทย ด้วย TG-308 ผ่านกรรมวิธีนั่งรอเครื่องบินออกจากสนามบิน 0130 นาฬิกาของวันใหม่ ใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมง เป็น 0430 นาฬิกา บวกเข้าไปอีก 1 ชั่วโมง 30 นาที ถึง ดอนเมือง 6 โมงเช้า นั่งรถโดยสารกลับโคราชอีก 4 ชั่วโมง เนื่องจากโหมใช้กำลังมากในวันเดียวที่แข่งกีฬาตรากตรำจาการทัศนศึกษา และอดนอนในวันสุดท้ายทำให้ร่างกายผู้เขียนรับไม่ไหว ป่วยเป็นไข้หวัดไป 2 สัปดาห์ เพื่อนๆ นักวิ่งที่บ้านก็ได้ แต่สมน้ำหน้า หาว่าผู้เขียนแก่แล้วไม่เจียม Body
นับว่าเป็นโอกาสดี โชคดีอีกครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผู้เขียนได้เดินทางมาประเทศศรีลังกา เมื่อเด็กๆ ได้ดูภาพยนตร์อินเดียเรื่องรามเกียรติ์ พระลักษณ์ พระราม ทศกัณฐ์ นางสีดา หนุมาน ฯลฯ สนุกมาก เมืองของทศกัณฐ์ น่าจะอยู่ทางภาคเหนือ ในคาบสมุทรจาฟนา ซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวทมิฬ ฉะนั้นลักษณะรูปร่างของชาวทมิฬ คือตัวดำสูงใหญ่ ผมหยิก หนวดโง้ง ไปศรีลังกาครั้งนี้ไม่ได้เห็นตัวจริง ส่วนชาวสิงหลนั้น รูปร่างเล็กกว่าผิวสีน้ำผึ้ง อัธยาศัยดีมาก ผู้เขียนในระหว่างพักที่ รีสอร์ท หรือโรงแรมเช้าๆ วิ่งออกกำลังกายในพื้นที่ ทักทายชาวบ้าน ยิ้มแย้มดีเหมือนคนไทย คนศรีลังกา เมื่อสูงอายุ ส่วนใหญ่จะอ้วน เพราะกินกะทิ จากมะพร้าว King Cocomut เป็นมะพร้าวคู่บ้านคู่เมือง ของศรีลังกา ตอนเช้าที่โรงแรมเตรียมไว้รับรองแขกที่พักพร้อมอาหารเช้า ผู้เขียนทดลองไปเจาะรู ใส่หลอด เพื่อกินน้ำ ปรากฏว่า มีแรงดันภายในลูกน้ำพุ่งขึ้นไปอีกเกือบเมตร บริกรมีเทคนิค เมื่อใช้มีดเจาะต้องมีผ้าสะอาดปิดไว้ด้วย ไกด์เล่าว่า นมผง นมเลี้ยงทารก มาขายในศรีลังกา ต้องร้องไห้ เพราะแม่ๆ ของลูกๆ ของศรีลังกา 99% Big Milk มีน้ำนมให้ลูกกินอย่างเหลือเฟือ นี่ก็เป็นผลพวงมาจาก King Coconut นี่เอง
ท้ายที่สุดขอขอบคุณ การกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาผู้สูงอายุไทย ที่ได้ให้โอกาสแก่ผู้เขียน ได้เป็นผู้แทนนักกีฬาไทย สวมชุดกีฬาประดับธงไตรรงค์ เป็นตัวแทนของคนไทย เข้าร่วมแข่งขันกีฬา ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันชิงแชมป์กีฬาผู้สูงอายุแห่งเอเชีย ที่ประเทศเกาหลี ประเทศไทย และร่วมแข่งขันที่ศรีลังกา ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเกียรติสูงสุด แก่ตนเอง ครอบครัว และวงศ์ตระกูล มีข้อเสนอแนะก่อนจะจากกันในข้อเขียนในวันนี้ ผู้สูงอายุควรสนับสนุนให้มีสุขภาพ ร่างกาย แข็งแรง เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ ลูก หลาน รัฐบาล การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายจึงสำคัญ การกีฬาแห่งประเทศไทยมีหน้าที่จัดหาคัดเลือกนักกีฬาแข่งขันกีฬาให้เป็นเลิศ อาทิ เอเชี่ยนเกมส์ โอลิมปิคเกมส์ ฟุตบอลโลก เป็นต้น การทำให้ผู้สูงอายุสุขภาพแข็งแรง และมั่นคง น่าจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข หรือ กระทรวงพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ที่เคยกล่าวว่า ป้องกันไว้ ดีกว่า แก้ไข ข้อเขียนนี้หากผิดพลาดต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่าน

---------------------------------------


เจ้าเก่า บุ่งตาหลั่ว ผู้บันทึก 31 สิงหาคม 2549



edit @ 2007/05/07 15:19:34

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

#1 By (124.157.184.168) on 2008-04-29 19:31

#2 By (124.157.184.168) on 2008-04-29 19:31

#3 By (124.157.184.168) on 2008-04-29 19:31

#4 By (124.157.184.168) on 2008-04-29 19:31

#5 By (124.157.184.168) on 2008-04-29 19:31

question ดีสุดสุดไปเลยembarrassed

#6 By pat (125.25.248.177) on 2009-05-06 10:39