ย่ำพม่า tour of Myanmar
posted on 09 Nov 2006 07:43 by moosing in Around-the-Worldย่ำพม่า
เจ้าเก่า 2032

ย่ำพม่า ตอน พระธาตุอินทร์แขวน พระธาตุมุเตา เจดีย์ชเวดากอง สิ่งศักดิ์สิทธิทั้ง 3 แห่งที่กล่าวมานั้น เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิที่สำคัญของชาวพม่า และชาวพุทธ มีผู้กล่าวว่า ถ้าใครได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิทั้ง สามแห่งในวันเดียวกัน ถือว่าได้บุญอย่างสูงสุดมาติดตามดูว่า จะปฏิบัติได้อย่างไร
วันหยุดยาว เนื่องในวันมาฆบูชา ราชการไทยชดเชยให้อีก 1 วัน คณะเพื่อนที่รู้ใจ ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ก่อนนี้ 1 เดือน ชักชวนไปเที่ยวพม่า บ้านใกล้เรือนเคียง และมีประวัติศาสตร์เคียงคู่กันมาตั้งแต่ในอดีต ซึ่งพวกเรามักคุ้นกันดี ไม่ว่าจะเป็น ผู้ชนะสิบทิศ บุเรงนอง ตะละแม่จันทรา เนงบา หงสาวดี ตองอู พุกาม เมื่อ 45 ปี มานี้ก็มีเรื่องราวของพระสุพรรณกัลยา ซึ่งเกี่ยวข้องระหว่างไทย กับพม่า เป็นข่าวที่ ผู้คนสนใจมากที่สุด เป็นต้น ผู้เขียนมีความคิดอยู่ในใจแล้ว่า สิ่งดี ๆ ที่มีความสุขสิ่งใดที่อยากรู้อยากเห็น จะพยายามไปดู ไปชม ไปสัมผัสให้ได้ ตามขีดความสามารถที่จะกระทำได้ (สังขาร โอกาส และเงินในกระเป๋า ) เป็นการคืนทุนให้กับชีวิต อย่าเรียกว่าคืนกำไรเลย เพราะชั่วชีวิตที่ทำงานมายังไม่ค่อยได้ส่งทุนคืนเลย อายุ 50 กว่าปีกว่าๆ เวลาที่เหลืออยู่ดูโลกคงเหลือน้อยเต็มที่แล้ว ถือว่าอยู่บั้นปลายใกล้จะถึงเวลากลับไปบ้านเก่าสู่ธุลีดิน เปรียบเรือก็เกือบจะถึงฝั่ง ปัจจัยพร้อมแล้วทั้ง 3 ประการ เมื่อเพื่อนๆ มาชักชวนจึงยื่นความจำนงไปด้วย 1 คน ครั้งแรกมีผู้ให้ความสนใจ เกือบ 40 คน พอ Dead Line จะไปทำหลักฐานจองตั๋วเครื่องบิน เหลือเพียง 16 คน ก็พอดีเป็นคณะทัวร์ กลุ่มไม่เล็กไม่ใหญ่ ขนาดพอเหมาะ เขาบอกว่า คนเราจะทำอะไรมักจะมีอุปสรรค คำกล่าวมีว่า ทางไปสู่เกียรติศักดิ์จักประดับด้วยมวลดอกไม้ หอมหวลยวนจิตไซร้ไป่มี ทางพระเรียกว่า มีมารมาขัดขวาง เมื่อถึงวันเดินทาง 14 กุมภาพันธ์ 2546 เครื่องบิน Take off สนามบินดอนเมือง เวลา 1800 นาฬิกา ผู้เขียนออกจากสำนักงานที่ไปติดต่อราชการบริเวณสนามหลวง เวลา 1400 นาฬิกา คิดว่าเวลาเท่านี้สบายไม่เร่งรัด เดินทางกลับบ้านบริเวณ ลาดปลาเค้าใกล้ถนนรามอินทราหลักสี่ มารเริ่มมาเยือน หลังจากลงทางด่วนงามวงศ์วาน รถเริ่มติดตั้งแต่สะพานข้ามวิภาวดีรังสิต และติดหนึบที่สี่แยกเกษตรศาสตร์ ใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมง เมื่อถึงบ้านรีบอาบน้ำแต่งตัวดีว่าเสื้อผ้าของใช้ที่จะเดินทางไปด้วยเก็บใส่กระเป๋าเรียบร้อย ออกจากบ้านฝนที่หยุดมา 4-5 เดือนแล้ว อากาศแปรปรวนอย่างไรไม่ทราบ ตกลงมาอย่างหนักต้องไปรื้อค้นร่มกันฝน เดินฝ่าสายฝนออกไปเรียกรถ Taxi เวลา 1630 นาฬิกา เมื่อเลี้ยวซ้ายจากลาดปลาเค้า ออกรามอินทรา รถติดจาก วงเวียนหลักสี่ถึงทางแยก ลุ้นใจหายใจคว่ำ จะลงนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ไม่ได้ ทั้งฝนตกทั้งกระเป๋าใบใหญ่ หลุดจากการจราจร บนถนนวิภาวดีรังสิต เวลา 1730 นาฬิกา ถึง ชานชลาที่ 1 ดอนเมืองเวลา 1737 ทำให้เพื่อน ๆ ที่รออยู่หายใจโล่งอกไปตามๆ กันเราเป็นคนต่างจังหวัดจำไว้เป็นบทเรียนเลย ถ้าจะนัดหมายอะไรที่กรุงเทพเมืองฟ้าอมร ต้องเผื่อเวลาไว้มากๆ จะเอ้อระเหยใจเย็น เหมือนอยู่ต่างจังหวัดไม่ได้
1800 นาฬิกา เครื่องบินการบินไทยทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าสู่ Myanmar ซึ่งเรารู้จักในนาม พม่า ประมาณ 1 ชั่วโมง ลงสนามบินนานาชาติ นครย่างกุ้ง เนื่องจากพม่าเป็นประเทศที่ยังปกครองในระบอบสังคมนิยม ก็ต้องทราบกติกาในการเดินทางไปประเทศพม่าบ้าง เพื่อไม่ให้ทางการเรียกไปเจรจา คือ อย่าพูดเรื่องการเมือง การปกครองในประเทศพม่าเป็นภาษาอังกฤษ ในวงเล็บถ้าคันปากอยากพูดในกลุ่มเพื่อนฝูงให้พูดเบาๆ เป็นภาษาไทย กรุณาอย่าเอ่ยชื่อ นางอองซาน ซู จี เพราะเป็นของแสลงของรัฐบาลพม่า อย่านำโทรศัพท์มือถือเข้าประเทศพม่า จะถูกยึด หากไปขับรถในพม่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุคู่กรณีต้องรีบแยกย้ายหนีไปเจรจากันที่อื่น หากเจ้าหน้าที่มา ไม่ฟังเสียงว่าถูกหรือผิด เอาไปเข้าห้องขังไว้ก่อนทั้งคู่ ข้ามถนนให้ระวังทางซ้ายมือก่อนเพราะพม่าขับรถชิดขวา เดินใกล้ชาวพม่าให้ระวังเพราะชาวพม่าเคี้ยวหมาก อาจโดนน้ำหมากที่บ้วนออกมา ถ้าเห็นผู้ชายพม่านั่งยองๆ อยู่ริมถนนอย่าไปชี้หรือไปสังเกตการณ์ว่าชาวพม่ากำลังจะแทงกบเพราะกำลังปัสสาวะอยู่ ก็ถือเป็นกติกาในการบันทึกย่ำพม่า ครั้งนี้การเมืองไม่ยุ่ง ไม่รื้อฟื้นความขัดแย้ง มุ่งสู่ความสนุกสนานประสบการณ์ที่ได้พบเห็น โยงประวัติศาสตร์นิดๆ นิยายปรัมปราที่ผูกพันกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ถึงพม่าแล้ว เมืองย่างกุ้ง ระยะทางคงพอ ๆ กับ กรุงเทพ- เชียงใหม่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงเท่าๆ กัน ไปถึงสนามบินแล้วหมุนเวลากลับอีก 30 นาที เวลาท้องถิ่นของพม่าช้ากว่าประเทศไทยครึ่งชั่วโมง ผ่านกรรมวิธีการเข้าประเทศ การท่องเที่ยวพม่าครั้งนี้ผ่านบริษัททัวร์ในไทย ใช้ทัวร์ท้องถิ่นในประเทศพม่าเป็นผู้ดำเนินการ ราคาจะถูกลงทุกอย่างไม่ว่า ที่พัก อาหาร ยานพาหนะ ถ้าใช้ทัวร์ไทย นำไกด์ไปจากประเทศไทย ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นทุกอย่าง ระหว่างยืนรอกลุ่มเพื่อน ๆ ผู้เขียนได้เดินเข้าไปร้าน Duty Free ดูราคา Black Label ขนาด 1 ลิตร 27 US$ ขนาด 750 มล. 20 US$ Red Label ขนาด 1 ลิตร 20 US$ Chivas 20 US$ นำไปเปรียบเทียบราคากับเมืองไทยเอาเอง มัคคุเทศก์เป็นคนพม่าเชื้อสายไทยใหญ่พูดไทยได้คล่องพอสมควร ร้องเพลงไทยได้บ้าง แต่บางคำพูดไม่ค่อยชัดเพราะตัวอักษรของพม่ามีน้อยกว่าไทย ชื่อว่า Voe Phaung เรียกง่าย ๆ ว่า บัวผ่อง สถานภาพแต่งงานแล้ว ไม่มีนามสกุลเหมือนประเทศไทย ก่อนสมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผมซักถามว่าไม่มีนามสกุล แล้วมีคนชื่อ บัวผ่อง 20 คน จะทราบได้อย่างไรว่า เป็นคนไหน เขาบอกว่า ดูที่ พ่อ แม่ ชื่อต้องไม่ซ้ำกันแน่ นอกจากนี้ในบัตรประชาชน ยังมีภูมิลำเนาซึ่งต้องไม่ซ้ำกันอย่างแน่นอนก็เลยถึงบางอ้อ หมดความสงสัย คืนนั้นเลยนอนตาหลับ เมืองย่างกุ้ง เมื่ออังกฤษปกครอง เปลี่ยนชื่อเป็น Rangoon เมื่อพม่าได้เอกราชแล้ว เปลี่ยนชื่อว่า ยานกง (Yangon) ยาน แปลว่า ศัตรู กง แปลว่า หมดสิ้น ยานกง ก็คือ เมืองที่หมดสิ้นศัตรู เมืองแห่งสันติภาพ สนามบินนานาชาติ เรียกว่า สนามบิน เมงกลาตง แปลว่า สนามบินอันเป็นมงคล การบินไทย มีเที่ยวบินไปประเทศพม่า 2 เที่ยว เช้า เวลา 0800 นาฬิกา และเย็นเวลา 1800 นาฬิกา บินไปถึงพม่า และบินกลับโดยออกจากพม่า เวลา 1000 นาฬิกา และ 2000 นาฬิกา มีผู้ใช้บริการมากโดยเฉพาะชาวต่างประเทศ ที่ไม่มีสถานฑูตพม่าในประเทศของตนเอง ไม่มีสายการบินตรงไปพม่าโดยตรง ต้องอาศัยประเทศไทยเป็นตัวเชื่อม ออกจากสนามบินมุ่งสู่เมืองย่างกุ้ง ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตรด้วยรถบัสของบริษัทท่องเที่ยว ไปร้านอาหาร Western Park น่าจะมีหลายสาขาเพราะเห็นสาขาที่ 1 อยู่เยื้องๆ กัน สาขาที่ 3 รถยนต์วิ่งผ่านมาแล้ว เป็นร้านอาหารมีดนตรีสากล นักร้องและอีเลคโทน เช่นร้านอาหารทั่วๆ ไปของไทย คณะมี 16 คน จึงพอเหมาะมาก จัดได้ 2 โต๊ะพอดี อาหารหลักวันนั้นที่น่าประทับใจ คือ กุ้งมังกร ตัวขนาดเท่าแขนเด็กเล็กๆ นอนขดมาในจานเปลใหญ่ ราดด้วยเครื่องผัดของพม่าพอรับประทานได้ ให้เกรด B อาหารผัดให้เกรดC ต้มจืดทุกร้านที่รับประทานในพม่าทุกมื้อให้ C- จืด ๆ ชืด ๆ จริง ๆ คงจะอยู่ที่การปรุงซึ่งกรรมวิธีไม่เหมือนกัน จากร้านอาหารเข้าที่พักแรม Nikko Hotel เพื่อนอยู่ย่างกุ้งที่มารับบอกว่า ธนาคารกรุงเทพมีหุ้นส่วนหรือเป็นเจ้าของนี่แหละไม่ค่อยแน่ใจ คนไทยนิยมมาพักที่นี่ 16 คน ห้องพัก 8 ห้องลงตัวไม่มีใครนอนเดี่ยว โชคดีวันนั้นที่โรงแรมจัด Concert วง String ที่ลานสนามหญ้าของโรงแรมยืนมองบนหน้าต่าง มีวัยรุ่นของพม่ายืนชมประมาณ 300-400 คน มีเสียงโห่ชื่นชมเป่าปากบ้างเล็กน้อย สังเกตดูว่าทำไมไม่มีคนออกมาเต้นกันเลยเห็นเจ้าหน้าที่แต่งกายเรียบร้อย ไม่ทราบเป็นตำรวจหรือเปล่า ยืนจังก้าเป็นยักษ์วัดแจ้งอยู่ 2 คน น่าจะมีสาเหตุมาจากข้อสังเกตนี้ พอใกล้จะ 5 ทุ่ม สัก 2-3 เพลง มีวัยรุ่นสัก 5 คน น่าจะทนไม่ไหว ยืนโยกเอว ย้ายตัวนิด ๆ พอให้เส้นยืด หมดเวลาแยกย้ายกลับไปชั่วพริบตา เลยโล่งอกนึกว่าจะนอนโดยมีเพลงขับกล่อมทั้งคืน ระหว่างที่ดนตรีแสดงอยู่นั้น มานั่งอ่านรายการอาหารของโรงแรม Three Egg Omelehe US$ 6.00 Fried Rice US$ 6.00 Fruit Juice US$ 2.50 Water US$ 2 Hot Beverage US$ 2 Tom Yum Goong US$ 6.00 ที่แพงที่สุด Beef Tenderloin Steak US$ 22 ทีวีในห้องพักมี 20 ช่อง ภาษาอังกฤษ 7 ช่อง Espn Discovery HBO MTV CNBC Star Sport BBC ไทย 3 ช่อง ช่อง 3 5 7 รัสเซีย 2 ช่อง จีน 2 ช่อง นอกนั้นอย่างละช่องมี สเปน เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และพม่า โรงแรมจะพ่นยาทุกวันอังคาร และวันศุกร์ เวลา 0200 0400 เพื่อกำจัดแมลง และสุขลักษณะที่ดี ผู้เขียนโชคดีที่เพื่อนร่วมห้องถือว่าเป็นแพทย์ชั้น 1 ของเมืองไทย เป็นศาสตราจารย์นายแพทย์ที่หนุ่มที่สุด เมื่ออายุ 35 ปีเท่านั้น สืบเนื่องมาจากการฉีดยาเพื่อกำจัดแมลงของโรงแรม ผู้เขียนชวนคุยไปถึงเรื่องความสำเร็จของท่านที่ผ่านมา ท่านบอกว่าจบแพทย์ที่ศิริราชพยาบาลเมื่ออายุเพียง 21 ปีเท่านั้น เป็นแพทย์ด้านอายุรกรรมได้ไปศึกษาและทำงานต่อที่ประเทศอเมริกา พออายุ 25 ปี ไปทำงานและให้ความรู้กับแพทย์ และชาวอินเดีย ที่ประเทศอินเดีย โดยทุนของสหประชาชาติ ได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 500 (ห้าร้อย) US$ ท่านบอกว่า อยู่อย่างมหาราชาอินเดีย เพราะขนเงินกลับไม่ได้ ประสบการณ์ทางโลกยังน้อย ถ้าเป็นสมัยนี้ท่านบอกว่าจะขนเงินรูปี เดินเข้าไปแลกในย่านพาหุรัด ต้องใช้แบบทิ้งไป ขว้างไป ตัวอย่าง เช่น ซื้อน้ำดื่มซึ่งราคาค่อนข้างแพงมาอาบ เป็นต้น เรื่องอื่นๆ ท่านไม่เปิดเผยผมก็ถามต่อไปว่า ท่านทำวิจัยเรื่องอะไรจึงได้รับการพิจารณาเป็นศาสตราจารย์ (การได้รับการพิจารณาเป็นศาสตราจารย์ ผู้อยู่ในวงการศึกษาจะทราบดีว่า ยากขนาดไหน) ท่านว่าเรื่องตับ ไวรัสตับ ผมถามว่า ไวรัส เป็นพืช หรือสัตว์ ท่านบอกว่าไม่เป็นทั้ง 2 อย่างเป็นไวรัส เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กชนิดหนึ่งอยู่ในโลกเรา และก็มีเยอะมาก เหมือนพืชและสัตว์ มีหลายหมื่นชนิดเช่นกัน แต่แบ่งกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 6 กลุ่ม ในประเทศไทยและในแถบอินโดจีน จะพบเชื้อไวรัสอยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 6 โดยเฉพาะกลุ่มที่ 6 นี้เป็นความสำเร็จของท่านในการค้นคว้า ไม่มีที่ใดในโลกมีเฉพาะประเทศไทย และย่านอินโดจีนนี้เท่านั้น แพทย์ชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาหาความรู้จากท่านมาก จะให้ผู้เขียนอธิบายเพียง 5 - 6 บรรทัด ให้ผู้อ่านเข้าใจคงยากท่านบอกว่า ตั้งแต่จบแพทย์มา เกือบ 20 ปี ยังศึกษาเรื่องไวรัส ไม่จบเลย เกือบจะหลับอยู่แล้ว ผู้เขียนขอถามปัญหาสุดท้าย ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า จะแก้ได้หรือไม่ไม่ให้เสียชีวิต ท่านบอกว่าได้ แต่เปอร์เซ็นต์รอดชีวิตน้อย ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากล้ามเนื้อบริเวณทรวงอก จะเกร็งไม่ทำงาน ทำให้ระบบการหายใจหยุดผู้ป่วยจะเสียชีวิต วิธีแก้คือ การวางยาสลบผู้ป่วย (ดมยา) และใช้เครื่องหายใจช่วยต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างดีอีก 2 สัปดาห์ โรคจะหายไปเอง ก่อนหลับ ผู้เขียนยังนึกดีใจ โชคดีจริงๆ วันนี้ได้ความรู้ ปกติเวลาท่านมีน้อยมากคงคิดอย่างผู้เขียน คืนทุนให้ชีวิต จึงตัดสินใจมาเที่ยวเช่นกัน
0500 พม่า (0430 ไทย ) ผู้เขียนตื่นแล้วแม้จะนอนดึกก็ตาม เนื่องจากมีนัดกับตัวเองว่าจะวิ่งและเดินออกกำลังกายในนครย่างกุ้ง เวลาผ่านแล้วก็ผ่านเลยไปไม่หวนกลับมาอีก ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะได้มาเที่ยวพม่าอีก เวลานอนยังมีอีกเยอะไปโดยเฉพาะในหลุมฝังศพ ต้องอยู่ไปชั่วนิรันดร์ มองผ่านหน้าต่างไปทางด้านทิศตะวันตก เจดีย์ชเวดากอง สูงตระหง่าน สะท้อนแสงทอง ฉาบขอบฟ้า สวยงามไม่มีคำพูดใดที่จะบรรยายได้ ผู้เขียนต้องเสียมารยาทปลุกคุณหมอขึ้นมาชมทัศนียภาพที่สวยงามนี้ คุณหมอก็รีบลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว และยอมรับเช่นเดียวกับผู้เขียน สวยงามสุดบรรยายจริง ๆ ผู้เขียนแต่งชุดกีฬาออกจากโรงแรม ชุดกีฬาก็ คือ ชุดนอนนั้นเอง กางเกงขาสั้น เสื้อคอกลม เพื่อประหยัดชุดในการจัดเก็บกระเป๋า ทิศทางมุ่งไปสู่เจดีย์ชเวดากอง ในพม่ามีคนรับประกันว่า ไม่มีนักเลง ไม่มีผู้ร้าย ไม่มีลักขโมย (ถ้ามีคงจะมีน้อย) ผู้เขียนเดินบ้างวิ่งเหยาะบ้าง สวนทางกับผู้ที่ชอบออกกำลังกายเช่นกันไม่มากนัก เมื่อไปถึงเจดีย์ ยังขึ้นไปไม่ได้เวลาน้อยหนึ่ง และต้องถอดรองเท้าไม่ทราบจะเก็บไว้ที่ไหน คนพม่าไปไหว้เจดีย์แต่เช้า ขณะวิ่งอยู่บนถนนได้ยินเสียงทางอากาศ คิดว่าเป็นข่าวช่วงเช้า เช่น ปรีชา ทรัพย์โสภา ของไทย เมื่อไปถึงวัด ถึงทราบว่าน่าจะเป็นการประกาศทำบุญ ไม่ได้เดินรอบเจดีย์ เนื่องจากมีสิ่งปลูกสร้าง ของวัดออกมาขวาง ส่วนใหญ่เป็นกุฏิพระ เดินดูวิถีชีวิตของคนรอบวัด มีร้านกาแฟตอนเช้า ตั้งโต๊ะเล็ก ๆ แบบโต๊ะโรงเรียนอนุบาลเขียนหนังสือ ถ้าเป็นคอกาแฟ ปลาท่องโก๋ดุ้นยาว ๆ ประมาณ 1 ฟุต กาแฟ แก้วละ 150 จ๊าด ขนมจีน 200 จ๊าด ปลาท่องโก๋ ตัวละ 50 จ๊าด พระออกมากวาดลานกุฏิ ชีแต่งกายชุดสีชมพู อ่อนๆ เดินออกจากวัดไม่ทราบไปไหนเป็น 100 คน ตามตรอก ซอก ซอย ที่เดินลัด ระบบสุขาภิบาล ทางน้ำเสียยังเป็นระบบเปิดในบางซอย มีไม้มาตีปิดเป็นทางเดิน บนถนนใหญ่เป็นระบบปิดมีทางเท้าพอเดินได้บ้าง เดินไม่ได้บ้าง ถังขยะในตรอก ซอยไม่ค่อยมี ยังเห็นกองขยะอยู่ประปราย สุนัขไม่ค่อยเห็น เลยไม่มีผู้คุ้ยเขี่ย บนถนนใหญ่ถังขยะมีน้อย แต่ขยะก็มีน้อย เช่นกัน เห็นคนกวาดถนน กวาดเศษดินและเศษขยะบางส่วนลงในร่องระบายน้ำ ที่ต้องสังเกตเรื่องขยะ เพราะว่า ผู้เขียนอยู่กลุ่มรักษาสภาพแวดล้อม และธรรมชาติ เกือบได้เวลานัดหมาย ตามสูตรการท่องเที่ยวเป็นคณะทั่ว ๆ ไป คือ 6-7-8 6 โมงเช้าปลุก 7 โมงเช้ารับประทานอาหารเช้า 8 โมงเช้าเดินทาง วิ่งเหยาะกลับโรงแรมเห็นคนวิ่งรอบเกาะข้างทะเลสาบ เลยเข้าไปวิ่งรอบเกาะ 1 รอบ มีคนออกกำลังกายอยู่ประปราย ในนครย่างกุ้ง มีทะเลสาบอยู่กลางเมือง 2 แห่ง แห่งแรก คือ ทะเลสาบอินยา ( Inya LaKe ) เป็นทะเลสาบธรรมชาติใหญ่มาก อีกแห่ง คือ ทะเลสาบ กันดอจี ( Kan Daw Gyi Lake ) เป็นทะเลสาบขุด เล็กกว่าทะเลสาบอินยา ประมาณ 5 เท่า ทะเลสาบขุดกันดอจี เข้าใจว่าต้องการใช้ดินส่วนหนึ่งไปถมที่ในนครย่างกุ้ง รอบๆ ทะเลสาบหลายแห่งมีการถมดินเป็นเกาะขึ้นมา เป็นสถานที่พักผ่อน และออกกำลังกาย เวลา 0800 ได้เวลาเดินทางสู่เมืองหงสาวดี ชื่อเป็นทางการปัจจุบัน คือ พะโค (BAGO ) อยู่ห่างจากนครย่างกุ้ง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 80 กิโลเมตร ในระหว่างเดินทาง มัคคุเทศก์ได้แนะนำประวัติของประเทศพม่า ให้ทราบพอสังเขปดังนี้ ประเทศพม่ามีคน เผ่าใหญ่ ๆ อยู่ 8 เผ่าด้วยกัน คือ พม่า กระเหรี่ยง คะฉิ่น คะยา ชิน มอญ ยะไข่ ไทยใหญ่ มีประชากรทั้งประเทศ 48 ล้านคน การปกครองแบ่งออกเป็น 14 จังหวัด มีแม่น้ำสำคัญ 4 สาย ไหลจากเหนือลงใต้ ไล่จากทิศตะวันออก ไปทิศตะวันตก ดังนี้ แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำอิระวดี (แยกเป็น 2 สาย คือแม่น้ำย่างกุ้ง และแม่น้ำพะโค) แม่น้ำสะโตง แม่น้ำชินวิน เมืองหลวง คือ นครย่างกุ้ง (Yagon ) อยู่ห่างทะเล 22 ไมล์ (พม่าใช้มาตราวัดเป็น ไมล์ หลา และฟุต ) เมืองหลวงที่ 2 ชื่อ เมืองมัณฑเลย์(Mandalay ) อยู่ไปทางทิศเหนือ ย่างกุ้งประมาณ 500 ไมล์ และใกล้ๆ เมืองมัณฑเลย์ มีเมืองใหญ่อีกเมืองคือ พุกาม (Bagon ) เมืองมัณฑเลย์เป็นเมืองอุตสาหกรรมของประเทศพม่ามีเส้นทางรถไฟหลักๆ อยู่ 3 เส้นทาง เส้นทางแรกจาก ร่างกุ้ง มัณฑเลย์ Myitkyina ประมาณ 1200 กิโลเมตร เส้นทางที่ 2 ร่างกุ้ง พุกาม - KALEWA เส้นทางที่ 3 ลงใต้ ร่างกุ้ง พะโค Mawlamyinc Dewei ประมาณ 500 กิโลเมตร เส้นถนนหลักที่ดีที่สุดในประเทศคือ เส้นทาง ร่างกุ้ง หงสาวดี ระยะทาง 50 ไมล์ เส้นทางอื่น ๆ ในประเทศไม่ได้มาตรฐานถามมัคคุเทศก์ ว่า ไปมัณฑเลย์ ทางรถยนต์ใช้เวลาเดินทางนานเท่าไร ตอบว่า 3 วัน ( 800 กิโลเมตร ) การเดินทางทางอากาศจึงเป็นยานพาหนะที่สำคัญ แต่ค่าเครื่องบินก็แพงมากเช่นกัน ย่างกุ้ง มีประชากรอาศัยอยู่ 5 ล้านคน ถนนหลัก คือ ถนนแปร (PYAY) เหมือนกับถนนราชดำเนินในกรุงเทพ แต่ถ้าเอ่ยถึงเมืองแปร คือ เมืองตองอู ราชธานีเดิมของพม่าที่เรารู้จัก วัฒนธรรมพม่ายังรักษาอยู่ เป็นชาวพุทธที่เคร่งมาก ผู้ชายนุ่งโสร่ง ผู้หญิงนุ่งผ้าถุง ใช้รองเท้าแตะ แบบคีบ ของพม่า เป็นสไตล์ เฉพาะผลิตในเมืองมัณฑเลย์ เด็กผู้ชาย 10 ขวบ ไปโรงเรียนต้องเริ่มนุ่งโสร่งแล้ว ผู้หญิงก็เช่นกัน แต่ผ้าถุงผู้หญิงมีเทคนิคการตัดเย็บต้องนำผ้าฝ้ายมาต่อหัว รับรองว่าทั้งหญิง และทั้งชาย ผ้าถุงและ โสร่ง หลุดยาก ทั้งที่ไม่ใช้เข็มขัด และไม่ใช้ปมผูกมัด ใช้การขมวดเหน็บอย่างเดียว รถพม่าเดินทางขวา คนพม่าไม่นิยมเปิดแอร์ในรถยนต์ รถส่วนใหญ่เป็นรถมือสอง ที่สังเกตดูรถยอดฮิต 90 กว่าเปอร์เซ็นต์วิ่งในถนนเป็น รถโตโยต้า โคโรลล่า แวน รุ่น 1500 ซีซี รถบรรทุกใหญ่เป็นรถฮีโน่ หัวยาวรุ่นเก่า รถบรรทุกรุ่นใหม่เป็นรถนิสสัน 10 ล้อ ช่วงยาว รถโดยสารใช้รถฮีโน่ ขึ้นลงประตูเดียวตรงกลาง Taxi ไม่มีมิเตอร์ใช้ต่อรองราคาเป็นที่ตกลง โทรทัศน์ของพม่า มี 2 ช่อง ช่วงเช้าเปิดเวลา 0700 0900 นาฬิกา ช่วงเย็น เปิด 1600 2300 นาฬิกา ความร่วมมือด้านการค้าระหว่างไทย และพม่า ไทยไปเปิดการแสดงสินค้าที่ประเทศพม่าปีละ 2 ครั้ง ๆ ละ 4 วัน ในเดือน พ.ค. และ พ.ย. ของทุกปี 2 วันแรกจะเป็นการพบพันระหว่าง พ่อค้าไทยและนักธุรกิจพม่า 2 วันหลัง เปิดให้ประชาชน เข้าไปซื้อของ สินค้ายอดนิยมของคนไทย ที่มัคคุเทศก์เล่าให้ฟัง คนพม่านิยมสินค้าไทย มากกว่าของสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจีน เพราะคุณภาพดี ราคาถูก ยาสีฟัน ชอบคอลเกต เรื่องสำอาง Promina Arche รองเท้ายี่ห้อ Kito ขายดีมากและทนทาน ( ผู้เขียนก็สงสัย รองเท้า Kito ในเมืองไทยยังไม่เคยเห็นสักครั้ง ) ปิ่นโตตรานกนางนวลขายดีมาก ตราหัวม้าลายสู้ไม่ได้ทั้งที่คุณภาพดีกว่า เนื่องจากราคาแพง ชาวพม่านิยมถือปิ่นโตข้าวเถาเล็กๆ ไปรับประทานอาหารกลางวันที่ทำงานด้วย น่าเอาเป็นแบบอย่างสำหรับข้าราชการไทย ที่ขายดีมากจนรัฐบาลพม่าห้ามนำเข้าประเทศมี 2 รายการ คือ ผงชูรส และ กระทิงแดง ผงชูรส ยังพอแอบขายในตลาดได้ แต่กระทิงแดงหายไปจากพม่า เงินตราใช้สกุล จ๊าด อัตราแลกเปลี่ยนรัฐบาล 6 จ๊าด เท่ากับ 1 US$ ในตลาดเทา 1,000 บาท แลกได้ 20,000 จ๊าด ( เพื่อนที่อยู่พม่านำมาให้แลก ) ค่าครองชีพและรายได้ของคนพม่า มัคคุเทศก์เล่าให้ฟังเฉพาะคนที่ไปทำงานแม่บ้าน ทำงานครั้งแรกจะได้เงินเดือน 4,000 จ๊าด ชำนาญขึ้นมานิดจะได้เงินเดือน 6,000 จ๊าด ชำนาญงานมากได้เต็มที่ไม่เกิน 10,000 จ๊าด ท่านผู้อ่านคิดกลับไปเทียบเงินดูเอง ถ้าเป็นจริงตามที่มัคคุเทศก์เล่า จึงไม่ต้องแปลกใจว่าคนพม่าทำไมจึงหลั่งไหลเข้ามาทำงานในเมืองไทยกันมาก ไม่เกี่ยงเรื่องงานแม้ค่าแรงที่นายจ้างไทย จะจ่ายถูกมาก นั่งรถออกจากโรงแรม ประมาณ 10 กิโลเมตร ถึงศาลเฒ่าจ้าน อยู่ทางซ้ายมือ คนขับรถบัสลงไปไหว้ศาลเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ด้านขวามือเป็นสุสานทหารต่างชาติ เมื่อคราวรบกับพม่า คล้ายสุสานทหารต่างชาติที่ กาญจนบุรี มีหลุมฝังศพทหารต่างชาติ 27,000 คน อังกฤษยึดพม่าเมื่อปี ค.ศ.1885 (พ.ศ.2428 ) ปกครองพม่าอยู่ 50 ปี กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า ชื่อ พระเจ้าซีปอ มีพระราชวังอยู่ที่เมืองมัณฑเลย์ อังกฤษหลังจากยึดครองพม่าแล้วได้อัญเชิญกษัตริย์ซีปอ ไปประทับที่อินเดีย ( ประเทศราชของอังกฤษในขณะนั้น ) ราชวงศ์ของพม่าจบสิ้นมาตั้งแต่บัดนั้น นายพลออง ซาน (บิดาของนางอองซาน ซู จี ) เป็นนายกรัฐมนตรีของพม่าคนแรก เมื่อพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ และถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี 19447 (2490 ) ขณะอายุได้ 35 ปี พร้อมกับ สมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนหรือผู้นำของคนทั้ง 8 เผ่า โดยคณะรัฐประหารซึ่งเป็นทหารพม่า เพราะไม่ต้องการให้มีการแยกประเทศพม่า ออกไปตามข้อตกลงที่ได้มาจากอังกฤษ แล้วคณะปกครองของชาวพม่า (Burma ) ก็ปกครองประเทศพม่าและเปลี่ยนชื่อเป็น Myanmar (สหภาพพม่า) มาจนทุกวันนี้ ประวัติเรื่องการเปลี่ยนแปลงของพม่าหลังจากได้รับเอกราช มัคคุเทศก์คงไม่รู้เรื่อง ผู้เขียนได้ยินเขาเล่ามาเมื่อขึ้นไปทำงานที่ชายแดน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2538 คงไปกระทบการเมืองนิดหน่อยพอเป็นกระสายยา รถบัสวิ่งมาได้ครึ่งทางกำลังคุยกันออกรสชาด ถึงด่านเก็บเงินถามราคาดูรถบัสค่าผ่านทาง 150 จ๊าด (หนึ่งร้อยห้าสิบ) ผู้เขียนนั่งคิดในใจแล้วเมื่อไหร่จะคุ้มทุนค่าก่อสร้าง ฝ่ายหญิงเกิดอาการหม้อน้ำรั่วขอให้รถบัสจอดขอเข้าห้องน้ำ เมืองอื่นประเทศอื่นเป็นอย่างไรไม่ทราบแต่ที่เมืองพม่าห้องน้ำหายากไปขอเข้าห้องน้ำของเจ้าหน้าที่ด่านเก็บเงินเป็นเรือนไม้ เฉพาะ 2 ห้อง สะอาดพอใช้ได้ กลับมาขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อ คำกล่าวว่า ไม่มีใครที่จะมีการดำเนินชีวิต รวมทั้งการทำงานราบรื่นอย่างไม่มีอุปสรรค คือ ไม่มีใครจะสมหวังไปชั่วชีวิต ต้องมีขึ้นบ้าง ลงบ้าง รถบัสวิ่งมาดีๆ ชักกระตุกเอาดื้อ ๆ น้ำมันเดินไม่สะดวก เสียเวลาหยุดซ่อมไป 1 ชั่วโมง ผู้เขียนเดินลงไปสำรวจป่าข้างทาง สำรวจรถบัส ข้างหลังพลขับยังเก็บหม้อกรองน้ำมันเครื่องเก่าไว้ 4 อัน ยางก็เก่า ดอกยางสึกเกือบหัวโล้น กลับเมืองไทย ยังได้ยินข่าวประเทศที่เจริญแล้ว ส่งขยะมาทิ้งหรือมาขายต่อให้ประเทศที่กำลังพัฒนา คุยกับคุณหมอท่านบอกว่า ประเทศไทยเคยส่งยางรถยนต์เก่าไปขายทางประเทศอาฟริกา ปรากฏว่าเชื้อไข้เลือดออกไประบาดในประเทศนั้น ไปค้นคว้าแล้วพบว่ามาจากยุงที่ไข่ไว้ในยางรถยนต์ พอไปถึงประเทศปลายทางได้เวลาออกเป็นตัวแพร่เชื้อพอดี คุณหมอยังให้ความรู้เพิ่มเติมอีกว่า โรคทุกชนิด มีอยู่แล้ว ถ้าใครไปรุกรานใครก็เกิดเรื่อง เช่น โรคเอดส์ โรคอีโบลา โรควัวบ้า เป็นต้น เมื่อต่อสู้กันสักพักหนึ่ง ก็ทำสัญญาสงบศึกอยู่ด้วยกันได้ ที่เมืองไทยก็มีอยู่หลายโรคที่ลงนามสงบศึกแล้วไม่รุกรานกันอยู่กันอย่างสันติ รถบัสซ่อมเสร็จต้องค่อยคืบคลานไปอีก 10 กิโลเมตร ถึงเมืองแลกู จึงมีโทรศัพท์ เรียกรถมาเปลี่ยน จากเมืองแลกู ไปหงสาวดี มัคคุเทศก์ ไปเหมารถ 2 แถว เก่าๆ 1 คัน ยัดเข้าไป 19 คน คณะ 16 มัคคุเทศก์ และสามี ( ขอร่วมเดินทางไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน) รวมพลขับ ข้างหลังต้องหาเก้าอี้แบบนั่งซักผ้าตามบ้านเล็ก ๆ มาเสริม 3 ตัว คณะเบียดกันอย่างใกล้ชิดมาก ถึงเมืองหงสาวดีได้เวลาอาหารกลางวันที่ร้านอาหารติดต่อไว้ล่วงหน้าจึงไม่ขลุกขลัก รับประทานอาหารเสร็จ รถบัสที่มาเปลี่ยนยังเดินทางมาไม่ถึงผู้เขียนเดินสำรวจเมืองที่แปลกไปจากบ้านเรา คือมีโต๊ะเล็กๆ วางหมากพลู คนพม่ากินหมากตั้งแต่เริ่มเป็นผู้ใหญ่นำใบพลู ป้ายปูน 1-2 ครั้ง หยิบหมากสดที่หั่นเป็นชิ้น และสมุนไพรบางอย่าง จีบพลูเป็นคำดูว่าเขาคิด เดินมา 3 คน ซื้อคนละคำเคี้ยวทันที ถ้าเดินมาคนเดียว เคี้ยว 1 คำ อีก 2 คำ ใส่ถุง 3 คำราคา 10 จ๊าด มีสามล้อพ่วงข้างจักรยาน ผู้โดยสารนั่งได้ 2 คน หันหลังชนกันแต่ที่เห็นนิยมนั่ง ๆ คนเดียว รถบัสมาเปลี่ยนเดินทางต่ออีก 2 ชั่วโมงครึ่งบนเส้นทางที่เล็กและแคบมาก ดีว่ายังเป็นถนนลาดยาง ให้นึกภาพของถนนเลียบคลองชลประทานบ้านเรา อย่างไรอย่างนั้น รถวิ่งคันเดียวแทบเต็มเส้นทาง รถเล็กสวนพอได้ ถ้ารถบรรทุกใหญ่ หรือรถบัสสวนกันต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย ลดความเร็วหรือต้องจอดแอบไปสักคันหนึ่ง ผ่านแม่น้ำสะโตง ทุกคนชะเง้อมองสถานที่ที่สมเด็จพระนเรศวร มาทรงประแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงอยู่ตรงไหนน๊ะ เนื่องจากรถเขย่ามาก หม้อน้ำคณะแตกเช่นเดิม ต้องแวะที่ตำบลป๊อบปาลิน เป็นร้านอาหารระหว่างทางมีห้องน้ำสะอาดพอใช้ได้ ระหว่างรอผู้อื่น ผู้เขียนเดินสำรวจรอบ ๆ ร้าน ใช้น้ำบ่อน้ำขุด ปั๊มน้ำด้วยเครื่องทำไฟ ขึ้นมาบ่อพัก และปั๊มแจกจ่ายไปแหล่งใช้น้ำ ในครัวยังใช้ฟืน เพราะเห็นดุ้นฟืนไว้กองใหญ่ ออกเดินทางต่อไป อำเภอ KAYAIKHTO ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุอินทร์แขวนต้องเปลี่ยนรถ เป็นรถบรรทุก 6 ล้อ เดินทางขึ้นเขาระยะทาง 13 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที รถบรรทุก คนขึ้นเขา เป็นรถบรรทุก 6 ล้อขนาดใหญ่ ไม่มีหลังคา กะบะท้ายวางไม้พาดเป็นที่นั่งระหว่างแถวแคบมาก คณะเราเหมาะทั้งคัน ประมาณ 20 คน รวมทั้งคนรถยังนั่งจะเต็มแล้ว เห็นรถคันอื่นที่วิ่งปกติ ยัดคนพม่าไปอีกเป็น 2 เท่า ออกเดินทางไป 1/3 ของเส้นทางประมาณ 4 ก.ม. จะมีด่านกั้นรถ ระยะทางอีก 8-9 ก.ม. รถวิ่งสวนกันไม่ได้ ถ้าไปจังหวะไม่ดี มีรถปล่อยลงมาจากบนเขา ต้องจอดคอยประมาณ 20 นาที จากด่านไปอีก 4-5 ก.ม.เป็นจุดปลายทาง ผู้โดยสาร นักท่องเที่ยวต้องลงที่นี่ ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่เกือบ 100 % เดินขึ้นเขา เพราะได้ออกกำลังกายและได้บุญด้วยนักท่องเที่ยว นั่งเสลี่ยง ใช้คนแบก 4 คน เดินขึ้นเขา ขาขึ้น 6,000 จ๊าด ขาลง 5,000 จ๊าด ไม่รวมค่าทิป เที่ยวละ 2,000 จ๊าด กระเป๋าของใช้ที่ไม่จำเป็นไม่ได้นำมาด้วย ฝากไว้ที่โรงแรม ทุกคนมีเพียง Hand Bag คนพม่ามาทำงานเป็นลูกหาบเยอะมากเกินงานที่มี นอกจากแบกเสลี่ยงแล้วยังมีแบกตะกร้า แบบชาวเขาด้านหลังเพื่อใส่ของให้นักท่องเที่ยว คณะพวกเรานั่งเสลี่ยงทุกคน ยกเว้นผู้เขียน และสามีของมัคคุเทศก์ ซึ่งเดินคุยกันขึ้นไป มีเด็กตัวเล็กๆ พยายามจะแบกกระเป๋าให้ผู้เขียน กลัวกระเป๋าหายก็กลัวเพราะคนเยอะมาก ลองเสี่ยงดูผู้เขียนเดินเร็วขึ้นไป พวกเสลี่ยงที่ว่าง พยายามเดินตามชักชวนให้นั่งเสลี่ยงให้ได้ ผู้เขียนเลยวิ่งเหยาะหนีไป เขาเห็นท่าไอ้นี่ถ้าจะเอาจริง แข็งแรง ร้องโ อ๊ะๆ แล้วเดินกลับ พอทราบทีหลังแล้วยังนึกเสียดายน่าจะอุดหนุนให้เขาได้งานมากขึ้น ทางขึ้นเขาพระธาตุอินทร์แขวน พม่าก่อสร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1997 (2540) ช่วงแรกเป็นยางแอสฟัล ช่วงขึ้นเขาสุดท้าย ประมาณ 4 กม. เป็นทางลาดปูน สูงชันรถ 6 ล้อ สามารถวิ่งขึ้นได้ถึงตัวพระธาตุ ซึ่งอยู่ระดับสูง 1095 เมตร จากระดับน้ำทะเล คณะส่วนใหญ่ก็ตื่นเต้นดี บอกว่าชาติก่อนคงเป็นเจ้านายหรือนักรบพม่า ชาตินี้จึงได้กับมาให้พม่าแบกเสลี่ยงให้นั่ง ถึงโรงแรม Kyaikhto Hotel ก่อนถึงพระธาตุประมาณ 500 เมตร นำสัมภาระไปเก็บ รับประทานอาหารเย็นเสร็จ ขึ้นไปนมัสการพระธาตุ พระธาตุอินทร์แขวน พม่าเรียก Kyaikhtiyo Pagoda สร้างเมื่อปี พ.ศ. 574 ตำนานเล่าว่า กษัตริย์พม่า ได้ไปขอร้องพระอินทร์ ให้ช่วยสร้างพระธาตุ โดยหาหินรูปลักษณะคล้ายศีรษะของฤาษี ที่เป็นบิดามาสร้าง และฤาษีที่เป็นบิดานี้เคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้รับพระเกศามา 2 เส้น พระอินทร์ต้องไปนำก้อนหินมาจากใต้มหาสมุทรมาตั้งไว้บนแท่นหินข้างหน้าผา วางไว้อย่างหมิ่น ๆ เพียงครึ่งเดียว และสร้างเจดีย์บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้าไว้เบื้องบน ชาวพม่าขึ้นไปไหว้เยอะมากหลายร้อยคน ผู้เขียนและคณะขึ้นไปกราบไหว้ ซื้อทองชุดละ 360 จ๊าด การไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิของประเทศพม่าต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ถุงน่อง ก็ใส่ไม่ได้ ที่พระธาตุอินทร์แขวนยังห้ามสุภาพสตรีเข้าไปปิดทองในพระธาตุ ให้โอกาสแต่ไหว้เท่านั้น มีคนพม่าไปนั่งสมาธินั่งสวดนั่งนับลูกปะคำอยู่มาก ผู้เขียนทำให้เข้าบรรยากาศ ไปซื้อโสร่งพม่าหน้าโรงแรม ราคา 2,000 จ๊าด มานุ่ง ครั้งแรกก็กลัวหลุดเหมือนกัน พอนุ่งกรอมเท้าเดินขึ้นบันได เหยียบชายโสร่งเกือบหลุด ต้องแก้มาขมวดใหม่ตามที่เด็กโรงแรมสอนให้ขยับไปขยับมาให้สูงขึ้นมาหน่อย ขมวดดี ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรใส่เดินเบาหวิว สบายดี พอได้เวลา 3 ทุ่ม พระตีระฆัง หง่าง เหง่ง ทุกคนออกจากพระธาตุ แยกย้ายหาที่นอน ชาวพม่านอน บริเวณที่ทางวัดจัดให้ ราคาเพียง 100 หรือ 150 จ๊าด เท่านั้น นักท่องเที่ยวกลับโรงแรม มานั่งคุยกันต่ออีกนิด หลายคนอยากจะไปทำบุญตักบาตรตอนเช้าหลายคนอยากจะเดินลง มัคคุเทศก์ได้บอกว่าลูกหาบได้มาขอร้อง ขอให้นั่งเสลี่ยงลงไปอีก ความเป็นจริงแล้ว ไม่มีนักท่องเที่ยวมานั่งเสลี่ยงให้แบกทุกวัน ใน 1 เดือน มีเพียง 4 เสาร์ อาทิตย์ เท่านั่น บางอาทิตย์ก็ไม่มีงานไม่ได้แบกเพราะลูกหาบเยอะ เฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่งได้แบกเพียง 2-3 ครั้ง คณะก็ตกลงพร้อมใจกัน นั่งเป็นนั่ง เพราะเห็นใจ
ผู้เขียนตื่นเช้าเช่นเดิม ด้วยความสดชื่น อากาศบนภูเขาเย็นสบาย โรงแรมที่พักเป็นห้องพัดลม เปิดบานเกล็ดให้ลมพัดอากาศธรรมชาติเข้ามา มีนัดกับตนเองเช่นเดิม ทดสอบกำลังตนเอง วิ่งลงไปตีนเขาจุดพักนักท่องเที่ยว และวิ่งกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ใช้เวลาขาไปและขากลับ 50 นาที (เฉพาะขาขึ้นนั่งเสลี่ยงใช้เวลา 1 ชั่วโมง ) นับร้านค้าระหว่างทางได้ 19 ร้าน มัคคุเทศก์บอกว่า ในอดีตทุกร้านมีแต่กระทิงแดง เท่านั้นที่ขายได้ เป๊บซี่ โคล่า หรือน้ำอย่างอื่นคนพม่าไม่สน เรียกว่าเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมขอกระทิงแดงอย่างเดียว ผู้นำท่านเห็นภัยจะมากไปแล้ว ห้ามเข้าประเทศเสียเลย เขาบอกว่าผู้ไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน 3 ครั้งจะได้บุญมาก ตัวผู้เขียนนับได้แล้ว 2 ครั้ง เหลืออีก 1 ครั้ง คิดว่าจะกลับไปอีก กำลังมาชวนสมัครพรรคพวกให้ไปเที่ยวพม่า โดยวารสารย่ำพม่าฉบับนี้แหละเป็นผู้เบิกร่องนำทาง วิ่งขึ้นมาถึงหน้าโรงแรมคณะที่ไปตักบาตรเช้าเดินทางกลับจากวัด ผู้เขียนขึ้นไปตักบาตรไม่ทัน ทั้งที่เปลี่ยนชุดนุ่งโสร่งแล้ว ก็เลยชวนเด็กๆ หน้าโรงแรมที่มารอแบกกระเป๋านักท่องเที่ยวถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และชูเงินจ๊าดขึ้นมา 2,000 จ๊าด ชี้ไปที่หาบขนมจีนพม่า ภาษาใบ้ว่าชวนไปกินขนมจีน พวกเด็กๆ ล้อมวงกิน ผู้เขียนขอ 1 ชาม (ใส่ชาม) แม่ค้าใจดีให้ไข่ไก่ในหม้อน้ำยาขนมจีนมาอีก 1 ฟอง เส้นขนมจีนพม่าคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นเล็ก เหนียวๆ เหมือนเส้นขนมจีนไทย น้ำยาคงเป็นแบบน้ำยาป่า มีสมุนไพรใส่ลงไปด้วย ผู้เขียนกินได้ครึ่งชาม 7-8 คำ รสชาติไม่ถูกปากเท่าไร พวกเด็ก ๆ อร่อยกันหมดทุกคน บางคนยังขอแถมอีกถ้วย 0700 รีบลงจากเขา เพราะวันที่ผ่านมายังค้างแหล่งท่องเที่ยวในเมืองหงสาวดีไว้ 3 ที่ ผู้เขียนเดินลงจากเขาเช่นเดิม คราวนี้มีลูกหาบตาม 3 คน คนหนึ่งแบกกระเป๋า อีกคนแบกเสื้อกันหนาว อีกคนเดินตามพยายามจะขอหมวกที่อยู่บนศีรษะแบก บอกไม่ต้อง ให้เดินตามมา ถึงที่หมายให้รางวัล เป็นที่พอใจทุกคน มาถึงเหมารถ 6 ล้อ กลับเช่นเดิม ไปยังที่รถบัสจอดคอยอยู่ มีพระและลูกศิษย์โดยสารมาด้วย 2 คน ไปถึงที่หมายให้เงิน 600 จ๊าด (คนละ 300 จ๊าด) ไปถามมัคคุเทศก์ บอกว่า รถ 6 ล้อเหมาทั้งคัน ขาขึ้น 12,000 จ๊าด ขาลง 10,000 จ๊าด ค่าโดยสารบุคคลขาขึ้น 350 จ๊าด ขาลง 300 จ๊าด ผู้เขียนยังพูดตลกว่าถ้าราคา 12,000 จ๊าด เหมาขึ้น 2 คน ก็ได้นั่งข้างหลังลำบากพอสมควร ที่นั่งแคบ รถเหวี่ยง หักโค้งต้องเร่งส่งไม่เช่นนั้นจังหวะขึ้นเขาจะเสียไป ทั้งขึ้น ทั้งลง สะบักสะบอมทัวร์จริง ๆ เดินทางกลับมาที่หงสาวดีระหว่างทางสังเกตดูว่า ที่ตำบลป๊อบปาลิน เศรษฐกิจจะดีกว่าที่อื่นทั้งหมด มีการทำสวนพริกไทยดำ ปลูกยางพารา (น่าจะเริ่มปลูกไม่เกิน 5 ปี ) โรงโม่หินและหัตถกรรมทำหญ้ามุงหลังคา ที่บ้านเราเรียก มุง แฝก มุงจาก หญ้าที่นำมาทำ มัคคุเทศก์ ก็เรียกไม่ถูกเหมือนกัน เพราะไทยใหญ่ใช้พืชอย่างอื่น ที่นี้เป็นเมืองมอญ ริมคอลองใกล้แม่น้ำสะโตง เห็นการสัญจรทางเรือ ปลูกพืชริมคลอง มีดอกทานตะวันหย่อมเล็กๆ ไม่เป็นทะเลดอกทานตะวันเหมือนสระบุรี ลพบุรี มาถึงเมืองหงสาวดี ได้เวลาอาหารกลางวันร้านเดิมที่บริษัททัวร์ได้คิดต่อไว้แล้วหลังจากนั้นไปไหว้พระธาตุมุเตา พระธาตุมุเตา สร้างมานานแล้ว ตั้งแต่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 5 พรรษา มีพ่อค้าชาวมอญเดินทางไปค้าขายที่อินเดีย ได้พบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้พระเกศามา พ่อค้าชาวมอญจึงนำมาให้กษัตริย์เองหงสาวดี (กษัตริย์มอญ) สร้างเจดีย์บรรจุเกศาพระพุทธเจ้าไว้ พระธาตุมุเตา สูง 374 ฟุต สูงกว่าเจดีย์ชเวดากองซึ่งสูงเพียง 326 ฟุต ที่พระธาตุมุเตา เจอแผ่นดินไหว 5 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อ 80 ปีที่แล้ว พระธาตุปลายหักลงมา ไหว้พระธาตุเช่นเดิมถอดรองเท้าเดินกลางลานเวลาบ่าย ไม่ร้อนพอเดินได้ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก เสียค่าธรรมเนียมการใช้กล่อง ถ่ายภาพ 50 จ๊าด (2.50 บาท) ถ่ายภาพประกอบถังขยะที่ดูแปลกๆ เพราะอยู่ในกลุ่มรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่บอกไว้แล้วที่นิยมกันมากที่สุด คือ ไปบริจาคเงิน แล้วได้รับใบอนุโมทนาบัตรเป็นภาษาพม่า ออกจากพระธาตุมุเตา ไปยังพระราชวังบุเรงนองหลายคนคงคิดว่า บุเรงนองเป็นมอญความจริงไม่ใช่ บุเรงนองเป็นพี่เขยของพระเจ้ามังตรา (ตะเบ็งชเวตี้) ซึ่งเป็นกษัตริย์พม่า อยู่ที่เมืองตองอู แม่ของบุเรงนองเป็นแม่นมของพระเจ้ามังตรา บุเรงนองอายุแก่กว่ามังตรา 3 เดือน เติบโตมาด้วยกัน และดื่มนมจากเต้าเดียวกัน ตะละแม่จันทรา เป็นพี่สาวของพระเจ้ามังตรา บิดาของพระเจ้ามังตราไม่ชอบบุเรงนองที่จะมาเป็นราชบุตรเขย เนื่องจากเป็นคนสามัญ เมื่อพระเจ้ามังตราขึ้นครองราชย์ได้ยกพี่สาวให้บุเรงนอง เดิมบุเรงนองไม่ได้ชื่อนี้ เมื่อเป็นพี่เขยแล้วจึงเปลี่ยนชื่อเป็น บุเรงนอง (Bayint Naung ) แปลว่าพี่เขยของพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้า มังตรา เดิมครองราชย์อยู่ที่ตองอู ได้อธิฐานและมีความตั้งใจ 3 ข้อ ว่าอยากมาอยู่หงสาวดี อยากอยู่ใกล้พระธาตุมุเตา และอยากบูรณะพระธาตุมุเตา เมืองหงสาวดีขณะนั้นเป็นของมอญ พระเจ้ามังตรา คงให้บุเรงนองนี่แหละมาตีเมืองหลวงของมอญ และย้ายเมืองหลวงของพม่าจากตองอู มาอยู่หงสาวดี ในวังของพระเจ้ามังตรา มีข้าราชการซึ่งเป็นชาวต่างชาติ (ชาติใดไม่แจ้ง ) มาแนะนำให้พระเจ้ามังตรา เสพสุรา หรือเสวยน้ำจัณฑ์ไม่ออกว่าราชการ พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่ออายุเพียง 35 ปี เนื่องจากไม่ผู้สืบราชสมบัติ บุเรงนองจึงครองราชย์ต่อมา วังของพระเจ้าบุเรงนอง คงสืบทอดมาสู่ผู้สืบราชสมบัติ ชาวยะไข่ ได้มาตีหงสาวดีแตก และเผาประสาทราชมณเฑียรของพม่าที่เมืองหงสาวดีราบเรียบ พระราชวัง ของพม่าสร้างด้วยไม้สักทั้งนั้นไม่เหลือแม้แต่ซากรัฐบาลพม่า เริ่มจะเข้ามาปรับปรุงเป็นแหล่งท่องเที่ยว มาไม่กี่ปีมานี้ สร้างวังพระเจ้าบุเรงนอง และท้องพระโรงที่ออกว่าราชการ (แยกจากวัง) ที่วังพระเจ้าบุเรงนอง ที่สร้างด้วยปูนซีเมนต์ บุเรงนองมีชีวิตอยู่คงบรรทมไม่ได้ เพราะคณะเข้าไปกลิ่นมูลค้างคาวหึ่งเลย ต้องรีบเดินออก ที่ศาลาว่าราชการอยู่ห่างออกไปประมาณ 300-400 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมพม่า สวยงามเช่นกันเพียงได้แต่ชะโงก เพราะอากาศและแดดร้อนมาก ไม่ได้เดินเข้าชมข้างใน เพียงแต่ลงมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก มัคคุเทศก์ยังบอกว่า คนไทยมาเที่ยว มี 2 อย่าง คือ ซื้อของและ ถ่ายภาพที่ป้าย ท่าจะจริงอย่างที่เขาว่าเหมือนกัน ออกจากเมืองหงสาวดีมา 4-5 กม. แวะที่วัดเจ้าแม่กวนอิม เป็นวัดของชาวจีน เพื่อระบายน้ำ ใครจะไปบูชาเจ้าแม่กวนอิมก็ได้ผู้เขียนทำธุระเสร็จแล้ว มายืนคุยกับมัคคุเทศก์ เรื่องรถยนต์ในพม่า ทำไมขับแอบขวาและพวงมาลัยอยู่ทางขวา เขาบอกว่าแต่ก่อนก็แอบซ้าย อยู่ดีๆ เมื่อ 4-5 ปี มานี้ผู้นำให้เปลี่ยนแปลงให้ขับแอบขวา เหตุผลคงมีแต่เขาไม่ทราบ ถามราถาน้ำมันว่าแพงไหม ปั๊มน้ำมันทุกปั๊มรัฐเป็นเจ้าของ ผู้มีรถยนต์ได้รับสิทธิในการซื้อสัปดาห์ละ 5 แกลลอน ราคาแกลลอนละ (4 ลิตร) 170 จ๊าด (ประมาณ 6 บาท ) ถ้าใช้เกินซื้อแกลลอนละ 750 จ๊าด ฟังดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อในเรื่องราคาเพราะถูกมาก เพราะว่าประเทศพม่าขุดน้ำมันใช้ได้เอง กลับย่างกุ้งไปไหว้พระนอน ลงจากรถบัสเดินเข้าวัดพระนอน เป็นศาลาด้านข้างมีร้านค้าของแกะสลักจากไม้ เข้าไปไหว้พระนอน 5 นาที ก็เสร็จแล้ว เสียค่าธรรมเนียมกล่องถ่ายรูปอีก 50 จ๊าด ผู้เขียนแกล้งทำท่าว่าเสียมาแล้วดูบัตรที่ติดกล้องแต่เป็นของพระธาตุมุเตา เขาบอกว่าคนละที่ ควักให้อีก 50 จ๊าด (2.50 บาท) ตามที่มัคคุเทศก์คาดการณ์ไว้จริงๆ เวลา 45 นาทีในวัดพระนอนเกือบไม่พอ เพราะเดินเลือกซื้อของแกะสลักจากไม้ที่นิยมก็กรอบรูปใหญ่ ไปใส่ภาพหรือใส่กระจก ผู้เขียนเดินผ่านๆ ไม่อยากเป็นภาระ สุดท้ายก็อดไม่ได้ ซื้อม้าไม้ตัวเล็กๆ (ขนาดกำปั้นเด็ก) มา 3 ตัว ออกจากวัดพระนอนตรงดิ่งไปที่วัดพระพุทธรูปหินอ่อน เป็นพระพุทธรูป พึ่งสร้างใหม่ เดือน เม.ย. 46 นี้ ครบ 1 ปี มีพ่อค้าหินอ่อนที่เมืองมัณฑเลย์ ขุดพบหินอ่อนก้อนใหญ่ หนัก 600 ตัน จึงแจ้งให้ผู้นำทราบ ขอบริจาคสร้างพระให้เป็นพระหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ล่องเรือมาจากมัณฑเลย์ 15 วัน ขึ้นแม่น้ำย่างกุ้ง ต้องสร้างทางรถไฟเฉพาะขนหินอ่อนมายังวัดแห่งนี้ พระสวยมาก คนพม่าแห่ไปไหว้เยอะมาก สถานที่ประกอบตัวพระเป็นสถาปัตยกรรมของพม่า ที่เห็นเด่นอีกอัน คือบาตรพระ แกะสลักจากหินอ่อน เช่นกัน เส้นผ่าศูนย์กลางบาตร 2-3 เมตร รายการต่อไปที่ไปชม ถือว่าเป็นรายการสำคัญที่สุด ที่ทุกคนตั้งใจมาเที่ยวครั้งนี้ คือ เจดีย์ชเวดากอง และวันนี้ 16 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นวันมาฆบูชา เป็นวันที่ชาวพุทธทั้งโลกเข้าวัดทำบุญรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ที่เจดีย์ชเวดากองจึงไม่ต้องกล่าวกันมากว่าคลื่นมนุษย์มีมากเท่าใด คนต่างชาตินักท่องเที่ยวไปขึ้นเจดีย์ทางทิศใต้ สรุปว่าเป็นที่เสียเงินของคนต่างชาติต้องบำรุงเจดีย์ คนละ 5 US$ ชาวพม่าไม่เสียค่าใช้จ่ายคนต่างชาติจะมีเครื่องหมายติดหน้าอกแปะเป็นที่สังเกต ต้องขึ้นลิฟท์ไปประมาณ 2 ชั้นตึก เพราะเจดีย์สร้างอยู่บนยอดเนินเขา จึงดูเหมือนว่าสูงกว่าพระธาตุมุเตา เขียนบรรยายไม่ถูกถึงความยิ่งใหญ่และอลังการณ์ อยากให้ผู้อ่านไปเห็นด้วยตาตนเอง ผู้เขียนคงเก็บความประทับใจเป็นภาพตามมุมต่างๆ ยังได้ไปจุดเทียนร่วมกับชาวพม่ารอบเจดีย์บางคนเดิน 3 รอบ แทนการเวียนเทียน ประตูทางเข้าของพม่าจะมี 4 ประตู เพื่อให้ทราบว่า พระพุทธเจ้า กำเนิดมาแล้ว 4องค์ องค์ที่เราเคารพกราบไหว้ ทุกวันนี้เป็นองค์ที่ 4 วงรอบการจุติของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ คือ 5,000ปี อีกประมาณ 2500 ปี พระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 จะจุติขึ้นมา คือพระศรีอริยเมตไตรย์ พอหมดยุคพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 โลกจะดับ จริงหรือไม่จริง เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ออกจากวัดไปร้านอาหาร KAN DAW GYI เป็นอาหารแบบบุฟเฟต์ โดยกุ๊กไทยข้าวร้านอาหาร มีโรงแรม KAN DAW GYI Palace ได้ยินว่า โรงแรมใบหยกเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วยมีการแสดงโชว์ ศิลปะทางพม่า 10 รายการ ใช้เวลาในการแสดง 1 ชั่วโมง เริ่มด้วยรำอธิษฐาน รำธนู หุ่นกระบอก รำ 3 ขัตติยะวงศ์ รำสีดาปฏิเสธทศกัณฐ์ รำเทียน การเดาะตะกร้อ รำกลอง รำคะฉิ่น รำปีใหม่พม่า หลังจากจบการแสดง นักแสดงเดินผ่านตามโต๊ะ มีชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ และคณะคนไทย อีก 1 กลุ่ม ดนตรีพม่าเล่นเพลง ลอยกระทง ชาวต่างชาติฝรั่งยังตบมือเป็นจังหวะตามทำนอง จากนั้นมีการชักรูปพร้อมกับคณะนักแสดงไว้เป็นที่ระลึก คณะไทยเกือบเสียหน้าเหลือกล้องอยู่เพียงกล้องเดียวนอกนั้น ไม่ฟิล์มหมด ก็แบตเตอรี่หมด กลับโรงแรมอาบน้ำชำระร่างกายที่สมบุกสมบันทัวร์มา 2 วัน 5 ทุ่มกว่า เพื่อนที่มีธุรกิจอยู่พม่า มาชวนไปท่องราตรี ถามผู้เขียนว่า สนใจหรือเปล่า มีหรือที่จะปฏิเสธ เพราะ มาพม่าไม่ได้ตั้งใจมานอนอยู่แล้ว ทั้งเหนื่อย และเพลีย แต่ก็เด้งตัวผลึงลุกจากเตียงไม่ถึง 5 นาที รอพร้อมอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมเรียบร้อย รวมรวมผู้ที่สนใจได้ 6คน ไปฟังเพลงที่ Disco Teque ไม่ทราบอยู่มุมไหนของเมืองย่างกุ้ง วัยรุ่นทั้งหญิง ชายเต็มไปหมด ดิ้นสนุกเหมือนในบ้านเรา มีการแสดงแฟชั่นโชว์ชุดสาว ๆชาวพม่า ผู้รู้ที่ไปด้วยบอกว่า เมื่อปีก่อน มีเรื่องคนเที่ยว แย่งจีบสาวเสริฟ เอามีดแทงกันตาย วันรุ่งขึ้น ผู้นำห้ามผู้หญิงทำงานเป็นพนักงานเสริฟ ผู้หญิงตกงานทั้งประเทศตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีกเรื่องหนึ่งคือ เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย คณะเดินทางของผู้นำหมายเลข 2 เดินทางจากที่ทำงานกลับบ้าน มีรถนำขบวนเต็มอัตราศึก ชาวพม่าทั่วไปไม่นิยมนั่งรถเปิดแอร์ ผู้นำเปิดกระจกนั่งรถกินลมอยู่ดีๆ มีวัยรุ่นขับรถมอเตอร์ไซค์แซงขบวน ผ่านผู้นำเอามือมาทำเป็นปืนยิงหลอกๆผู้นำไป 2 นัด วันรุ่งขึ้น ห้ามขี่รถมอเตอร์ไซค์ทั่วประเทศ 3 เดือนมาแล้ว ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ถืงว่าซิวิ่งหรือเดินตามถนนในเมืองพม่าทำไมสบายหูดีแท้ ไม่มีมอเตอร์ไซค์ชาวบ้านแม้แต่คันเดียว มีคนถามผู้เขียนว่าไปพม่ามาเขาจัดระเบียบสังคมอย่างไร เล่าเรื่องเชื่อผู้นำให้ฟัง 2 เรื่อง คนถามตอบ I see I see ได้เวลา 0100 นาฬิกา ของวันใหม่ ไม่โยกโย้กันมาก คณะดีดดิ้นบนฟลอร์ที่เห็นว่าน่าจะสร้างปัญหา แยกย้ายหายวับไปกับตามเหลือแต่เด็กผู้ชายเสริฟ กับคณะของผู้เขียนเท่านั้นที่ทำท่านั่งของไม่รู้ร้อนอยู่ กว่าจะกลับไปนอนที่พักได้เกือบ 0300 นาฬิกา
วันสุดท้ายแล้ว ยังมีนัดกับตนเองเช่นเดิม เดินวิ่งเหยาะ ไปถนนด้านซ้ายของโรงแรม ประมาณ 2 กิโลเมตร วิ่งเข้าสวนสาธารณะไปชมเรือกาละเวก เป็นเรือปูนแฝด 2 ลำติดกันใหญ่มากเป็น ภัตตาคาร และการแสดงรับชาวต่างชาติอีกแห่งหนึ่ง ที่ผู้เขียนอยากจะเห็นคือตลาดสด จะเป็นตัวชี้ชีวิตวามเป็นอยู่ของชนชาวเมืองอย่างดี เนื่องจากไม่ได้หาข่าวไว้ก่อนจึงไม่พบ และมีเวลาน้อย เนื่องจากตื่น 0600 นาฬิกา เดินไปได้ชั่วโมงเดียว ต้องรีบกลับมาเก็บข้าวของ 0800 นาฬิกา ผู้เขียนจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยคนเดียว เพราะมีนัดตอนเย็นที่เมืองไทย มัคคุเทศก์ให้สามีมารับผู้เขียน เพราะที่ทำงานอยู่บริเวณสนามบินนานาชาติ ถึงสนามบิน ปล่อยให้ผู้เขียนเข้าท่าอากาศยานดำเนินกรรมวิธีโดยลำพัง เขาเข้าไปไม่ได้ ตายละหวาเคยแต่ใช้ลูกหมู่ เฮไหน เฮด้วย ถูกปล่อยเดี่ยว ก็ปอด ๆเหมือนกัน กลั้นใจ ระดับนี้แล้วทำไม่ได้ก็แย่แล้ว อ่านป้ายดูบ้าง สังเกตบ้าง พยักหน้าบ้าง เวลาถูกถาม ก็ขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทยได้เหมือนกัน ส่วนคณะที่เหลืออยู่ทั้งหมด มีโปรแกรมไปเลือกซื้อสินค้า (Shopping) ท่ตลาดโบกโจ๊ก หรือตลาดสก๊อต ที่คนไทยรู้จักมีสินค้าพม่าทุกชนิด โดยเฉพาะพลอย ทับทิม หยก ผ้าไหมพม่า แป้งทานาคา สบู่พม่า ฯลฯ คงจะลุยซื้อแบบเทกระเป๋ากัน เสียดายผู้เขียนไม่มีโอกาสเก็บบรรยากาศ เช่นนั้นมาเล่าให้ฟัง แถมโปรแกรมกลางวัน เปลี่ยนโปรแกรมอาหารเป็นอาหารทะเล เจ้าภาพมื้อกลางวันเป็น ผู้จัดการ และเจ้าของ สี TOA สีคุณภาพ ของคนไทย 100% กำลังจะไปตั้งโรงงานในประเทศพม่า โฆษณาให้ฟรีด้วยนะนี่
คนพม่าบอกว่าใครได้ไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน พระธาตุมุเตาและเจดีย์ชเวดากอง ในประเทศพม่าภายในวันเดียว จะได้บุญมาก ผู้เขียนคนหนึ่งละอยู่ในกลุ่มที่ว่านี้ ชาวพม่าในอดีตน่าจะทำได้ยากมาก เนื่องจากความยากลำลากในการเดินทาง แม้ปัจจุบันนี้ก็เถอะน่า คณะผู้เขียนยังเอวเคล็ดเอวยอกไปตาม ๆ กัน ย่ำพม่าก็เอวังลง ณ.บัดนี้
___________________________________________
หมายเหตุผู้เขียน
2. พม่าเป็นเมืองน่าท่องเที่ยว ไม่อันตรายสำหรับคนต่างชาติ ค่าครองชีพถูกมาก อยู่ชิดติดกับไทย เบื่อเที่ยวเมืองไทย ก็เปลี่ยนบรรยากาศ ไปพม่า เป็นชาวพุทธเหมือนกัน ถ้าใครชอบเข้าวัดละก็ไม่ผิดหวังแน่นอน
3. ขอบคุณ Voe phaung มัคคุเทศก์ และ Myo Zaw สามี ที่ตั้งใจให้บริการ และนำ สามีเข้ามาอยู่ในคณะอย่างบังเอิญ
4. ขอบคุณคณะเดินทางทุกท่าน มารยาทในการร่วมเดินทางเป็นคณะดีเยี่ยม ถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่สร้างความขัดแย้ง รู้เวลา รู้หน้าที่ รู้ตนเอง ประเทศชาติเจริญแน่นอน
5. เครื่องดื่มกระทิงแดงห้ามขายในพม่า เข้าสถานบันเทิงเห็นนักเที่ยวสั่ง เครื่องดื่ม ฉลาม มาดื่มก็สงสัยว่า ไหนว่าห้าม ผู้รู้ตอบว่า เขาห้ามเฉพาะกระทิงแดง เครื่องดื่มประเภทเดียวกันไม่ได้ห้าม
6. พม่าไม่มีขอทานครับ

#1 By minifat@magicmoment on 2006-11-09 13:55