มุ่งสู่อันดามัน (ภาค 3) ตอน อันดามันฟื้นตัว andaman part 3
posted on 31 Oct 2006 15:59 by moosing in Tour-Of-Thailand
มุ่งสู่อันดามัน (ภาค 3)
ตอน อันดามันฟื้นตัว
โดย เจ้าเก่า ปรม.2032
คณะออกเดินทาง โดยเครื่องบินสายการบินไทย Smoot As Silk จากสนามบินนานาชาติ กรุงเทพฯ ดอนเมือง เวลา 0800 ของวันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2548 ใช้เวชลาบิน 1 ชั่วโมง 10 นาที ตัดข้ามอ่าวไทย มุ่งสู่ท่าอากาศยาน กระบี่ เส้นทางน่าจะไกลกว่า กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ซึ่งใช้เวลาบินเพียง 55 นาที 0930 ลงจากเครื่องบิน นั่งรถตู้ซึ่งทางโรงแรมจัดมารับ สู่ท่าเรือ เจ้าฟ้า ในตัวเมืองกระบี่ ท่าเรือที่เดินทางไปเกาะ P.P.ได้มี 3 ท่าด้วยกัน คือ ท่าเรือเจ้าฟ้า เป็นท่าเรือระดับชาวบ้าน เรือหางยาวรับส่งผู้โดยสารตามเกาะแก่ง หมู่บ้านใกล้ตัวจังหวัด เรือ Speed-Boat และเรือส่วนราชการ ตำรวจน้ำเป็นต้น อีกท่าเรืออีกแห่งเป็นท่าเรือที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสร้างท่าเรือขึ้นใหม่ เพื่อรองรับเรือโดยสารที่ใหญ่เดินทางไปเที่ยวเกาะ และขนถ่ายสินค้า เรียกท่าเรือคลองจิหล่น นักท่องเที่ยว และผู้โดยสารเรือ ส่วนใหญ่ต้องมานั่งเรือที่นี่ และอีกท่าคือท่าเรือที่อ่าวนพรัตน์ธารา เป็นท่าเรือที่รับนักท่องเที่ยว จากอ่าวนาง ไปท่องเที่ยว
คณะนั่งเรือเร็ว หรือ Speed Boat เป็นเรือของ โรงแรมที่จะไปพักผ่อน ส่งมารับโดยเฉพาะ เป็นเรือที่ซื้อมาใหม่ สอบถามราคาจากกัปตันบอกว่า ราคา 1.6 ล้านบาท สร้างด้วย Fiber ที่แปลกกว่าเรือลำอื่นๆ คือ หลังคาก็ทำด้วย Fiber แทนที่จะเป็นผ้าใบ จำนวนบรรทุก ผู้โดยสาร 23 คน+ลูกเรืออีก 2 คน ส่วนลำอื่นๆ ที่มองที่ข้างเรือ เขียนไว้อย่างเด่นชัด จำนวนบรรทุก ผู้โดยสาร 24 คน+ลูกเรือ 2 คน เหตุผลน่าจะอยู่ที่หลังคาที่หนักเพิ่มขึ้น เครื่องยนต์เรือ ใช้เครื่องยนต์ ยี่ห้อ YAMAHA ขนาด 200 Hp จำนวน 2 เครื่อง ความสิ้นเปลืองไม่น่าเชื่อเลย ระยะทางจาก กระบี่ถึงเกาะ P.P. ประมาณ 42 กิโลเมตร สิ้นเปลืองเบนซิน 95 จำนวน 150 ลิตร (เครื่องละ 75 ลิตร) เกือบกิโลละ 2 ลิตร รวมเฉพาะค่าน้ำมัน ประมาณเกือบ 4,000 บาท ฉะนั้นถ้าเช่าเรือ Speed Boat ไปเองเที่ยวเดียวจะประมาณ 8,000 บาท ค่าเรือโดยสารจะคิดคนละ 150 บาท แต่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง Speed Boat ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีเท่านั้น ขึ้นนั่ง Speed Boat เหมือนกับนั่งรถเก๋ง ไปนั่งข้างหน้า ท่าจะบรรยากาศดี หัวเรือเปิดโล่งไว้ มีเบาะนั่งคล้ายโซฟา หักเลี้ยวตามกรอบของหัวเรือ ใส่เสื้อชูชีพ เรียบร้อย เรือเริ่มออกจากท่าก็ดูดี เมื่อเริ่มออกสู่ทะเลใหญ่ มีคลื่นซัด เรือ Speed เร็วขึ้น เพื่อตัดคลื่นหัวเรือโยนขึ้น ตกกระแทกลง หลังแทบหัก และไม่มีจังหวะเช่นรถยนต์ สมาชิกที่นั่งตากลม ชมวิว อยู่ด้านหน้า ต้องถอยเข้ามาอยู่ภายในเก๋งเรือ ที่มีกระจกบังเพราะน้ำสาดขึ้นมา ผู้ที่ยังไม่ใส่เสื้อชูชีพ ก็รีบคว้ามาใส่ ถามกัปตันเรือว่า วิ่งช้าๆ ไม่ได้หรือ จะได้เรียบๆ เขาบอกว่าไม่ได้ ต้องวิ่งเร็ว ให้หัวเรือ เชิด ให้พ้นคลื่น ถ้าวิ่งช้าคลื่นจะซัดเข้ามาในเรือน้ำเต็ม กัปตันแนะนำว่าให้ไปนั่งด้านท้ายเรือติดกับเครื่องยนต์ หันหน้าไปทางหัวเรือ จะนิ่มที่สุด ผู้เขียนก็คว้าราวหลังคาบริเวณกราบเรือ ข้ามหัวหูผู้โดยสารอื่นไป นั่งหน้าไม่ไหวจริงๆ หลังหักแน่ หรือไม่อย่างนี้ก็ต้องคอยยกตัวหรือยืน เมื่อเรือตัดคลื่นนั่งหลังดีหน่อย เรียบขึ้น เรือวิ่งด้วยความเร็ว 30-35 MPH ดูจากเข็มหน้าปัทม์ นั่งหลังเรียบจริง ได้อย่างก็เสียอย่าง เสียงเครื่องยนต์ 2 เครื่อง กระหึ่มอยู่ข้างหู และกลิ่นท่อไอเสีย ที่วิ่งตามเรือเข้ามา ผู้โดยสารบางคนก็ออกอาการ ถ้าไม่เคยชิน ก็ต้องคายของเก่า เห็นแล้วเกาะ P.P. อยู่ลิบๆ เกาะอะไรนะนี่ เรือกำลังจะผ่าน มีหาดทรายขาวสะอาดอยู่รอบเกาะ เป็นเกาะเล็กๆ ถามเด็กเรือบอกว่า เป็นอุทยานแห่งชาติเกาะไผ่ เป็นแหล่งดำน้ำ ชมปะการังได้ เดินทางถึงแล้ว เกาะ P.P. Speed Boat หันท้ายเรือให้ฝั่งผู้โดยสารที่เดินทางมา ต้องถอดรองเท้าถุงเท้า ถลกขากางเกงขึ้นเดินลุยน้ำขึ้นฝั่งประมาณ 5 เมตร บนเรือจัดรองเท้าแตะให้ใส่เดินบนหาดเข้าสู่ที่พัก
วันนี้ G.M. ของโรงแรมอยู่ต้อนรับโดยตรง นำเข้าสู่สำนักงาน แจกกุญแจบ้าน และ Brief ให้คณะฟังเล็กน้อย ที่พักตากอากาศแห่งนี้ชื่อ Zeavola มาจากภาษาพฤกษศาสตร์ ของต้นไม้ที่ชื่อว่า Scaevola แปลเป็นภาษาไทยว่า รักทะเล ซึ่งเกิดอยู่ทั่วไปบนเกาะนี้ ตั้งอยู่บนด้านเหนือของเกาะ พี พีดอน เรียกบริเวณนี้ว่าแหลมตง อยู่ทางด้านตะวันออกหันหน้าให้จังหวัดกระบี่ ส่วนด้านหลังของแหลมตงทางทิศตะวันตก จะเป็นจังหวัดภูเก็ต ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร ส่วนกว้างของแหลมประมาณ 300-400 เมตร ไม่ต้องสงสัย เมื่อสึนามิถล่ม กวาดเข้ามาครึ่งแหลม ดีว่าด้านหลังมีกำแพงเขาสูง ประมาณ 10 เมตร ขวางอยู่ พังบ้านพักตากอากาศที่ชื่อเดิมว่า Coral Resort ไปครึ่งหนึ่ง มีพื้นที่จำนวน 24 ไร่ บ้านพักตากอากาศเต็มโครงการ 52 หลัง แบ่งเป็น Pool Suite 4หลัง Front suite 3 หลัง Garden Hill side Suite 35 หลัง Village Suite 10 หลัง ไปเปิดราคาค่าที่พักดูหน่อย คนเบี้ยน้อยหอยน้อย อย่างเราจะมาพักได้หรือไม่ เรียงราคาตามลำดับดังนี้ Peak Season 21 ธ.ค.48-10ม.ค.49 ; 43,000 ; 32,000 ; 21,000 ; 19,000 Low Season 24เม.ย.49-31ธ.ค.49 ; 31,000 ; 22,000 ; 13,000 ; 11,000 บาท ยังมีราคา High Season อีก 2 ห้วง คือ ระหว่าง 11ม.ค.49-23เม.ย.49 และ 1พ.ย.48-20ธ.ค.48 จะถูกและแพงกว่า ราคาสูงสุดและต่ำสุดที่ให้ข้อมูลไว้ ราคาที่ว่านี้เป็นราคาของชาวต่างชาติ ถ้าเป็นคนไทย หรือเป็นคนไทยแล้วยังไปรู้จักคณะกรรมการบริหาร ผู้จัดการ ลดราคาได้อีกอยู่ที่ตกลงกัน แนวความคิดในการสร้าง Zeavola สร้างเป็นหมู่บ้านไทยในอดีต บ้านจะเป็นอาคารไม้ ฝาบ้าน และพื้นบ้าน ใช้ไม้เต็งบาเรา ซึ่งต้องสั่งเข้าจากประเทศมาเลเซีย หลังคามุงด้วยแฝก หญ้าคา คลุมด้วยตาข่ายถักอย่างดีสีดำกันลมพัด เพดานบุด้วย เสื่อหวายจากเมืองจันทน์ ห้องนอนเป็นห้องกระจกเปิด 2 ด้านเพื่อรับลม ด้านหน้ามีนอกชานสำหรับนั่งรับลม พร้อมอุปกรณ์ เครื่องดื่ม ชุดกาแฟ ของว่าง ที่นอนหนานุ่ม มีมุ้งแขวนไว้ G.M. ให้ข้อมูลว่า ไม่ใช่มุ้งแบบไทยๆ เพราะสั่งตรงจากอเมริกา ไม่อมฝุ่นให้เหม็นอับ ออกสีเขียวไพรอมเหลืองทอง คนไทยชอบนอนเปิดแอร์ มุ้งไม่ต้องกางก็ได้ ส่วนชาวต่างชาตินอนเปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติ ต้องกางมุ้งเพื่อป้องกันยุง และแมลงรบกวนด้านหลังมีบานเลื่อนใหญ่ เปิดออกไป มีขอสับล็อคได้ เมื่อออกไปด้านนี้จะมีตู้เสื้อผ้า ห้องแต่งตัว ตู้เซฟเก็บของมีค่า อ่างล้างหน้า รูปร่างคล้ายกะละมังดินเคลือบ ห้องส้วมเปิดโล่ง ถึงว่าต้องมีขอสับล็อคไม่ให้คนอยู่ในห้องนอนเปิดเข้ามา ห้องอาบน้ำภายในอาคารมีทั้งน้ำอุ่นและน้ำเย็น มีสบู่สมุนไพรวางไว้ 2 ก้อน สีขาว และสีน้ำตาล เจ้าเก่าใช้น้ำตาล หอมสมุนไพรดีมาก มีขวดครีมอาบน้ำ และแชมพูสระผมอย่างละ 1 ขวด ต่อจากห้องอาบน้ำภายใน เป็นห้องอาบน้ำฝักบัวใหญ่ ภายนอกเป็นแบบ Open ด้านบนใช้ฟ้าเป็นหลังคา รอบๆ ใช้เสื่อไม้ไผ่เป็นฉากกำบัง G.M. บอกว่า ชาวต่างชาติชอบมาก Excellent เจ้าเก่านึกในใจว่า จะเปิดเผยไปหรือเปล่า ใช้สายตาทดสอบมองเข้าไป มิดชิดใช้ได้ เพราะเขาใช้ตาข่ายดำพรางไว้อีกชั้นหนึ่งมองไม่ทะลุหรอก ห้องน้ำนี้ผ่านไม่โป๊ ในห้องนอนจะมีกระบะคล้ายขันใหญ่ใส่ผลไม้ไทยตามฤดูกาลวางไว้ให้ วันที่ไปพักมี ชมพู่ กล้วยเล็บมือนาง มะม่วงมัน มะขามหวาน และมะเฟือง ก็ได้ทดลอง ชมพู่ และกล้วยเล็บมือนางไปทั้งหมด ถามราคาค่าก่อสร้างบ้านที่เจ้าเก่าเข้าพักน่าจะเป็นแบบ Garden Hillside บอกว่าราคาปกติมี กรรมการบอกว่า 5 แสนบาทก็สร้างได้ พอสร้างจริงๆ ราคาตกไป 3 ล้านบาทต่อหลัง นอกจากใช้อุปกรณ์ดีๆ ในการก่อสร้างแล้ว อุปกรณ์บางอย่างต้องสั่งทำพิเศษโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่งคือ ค่าขนส่งทางเรือ ที่ต้องขนมาจากแผ่นดินใหญ่ บริเวณพื้นที่รอบบ้านปลูกด้วยไม้ประดับแบบไทยๆ แน่นอนว่าต้นรักทะเล Scaevola เป็นหลักต้นไม้นี้เมื่อโตเต็มที่จะสูงประมาณ 3 เมตร จะเสริมภูมิทัศน์ให้ดียิ่งขึ้น ไม้คลุมดินก็มีผักบุ้งทะเลดอกสีม่วง ต้นต้อยติ่งหรือที่เด็กๆ เรียกต้นลูกระเบิดที่นำมาแกล้งเพื่อน นำฝักเล็กๆ ที่แก่แล้วขนาดก้านไม้ขีด จุ่มน้ำแล้วแตะไว้บริเวณปกคอเสื้อ ให้ระเบิดใส่คอ ฟักทอง บานไม่รู้โรย ตะไคร้ ต้นแค กระถิน หางนกยูงฝรั่ง และตามไหล่เขาปลูกหญ้าแฝก กันดินถล่ม Zeavola เป็นสมาชิก Small Luxury Hotel of the World มีที่ตั้งอยู่ประเทศอังกฤษในเมืองไทยมีเพียง 8 โรงแรม เท่านั้นที่สามารถอยู่ในกติกา และเข้าเป็นสมาชิกได้ (น่าจะเป็นสมาคมที่รับประกันคุณภาพโรงแรม คล้าย อ.ย.ของไทย หรือ ISO ทำนองนี้ - ผู้เขียน)
ได้เวลารับประทานอาหารกลางวัน ที่พักดี บรรยากาศดี อาหารต้องดีด้วย ประกอบกันทั้ง 3 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งด้อยลงไป จะพาลดึงอย่างอื่นพังไปด้วย ต้องเปิดดูราคาก่อนรับประทานเพื่อความสุนทรีของปาก Meals rate/person อาหารเช้า 700 บาท อาหารกลางวัน 800 บาท Dinner 1,400 บาท เป็นแขกพิเศษของโรงแรมเลยเปรียบเทียบปริมาณไม่ได้ว่ามากน้อยแค่ไหน โรงแรมจัดอาหารมาให้ทดลองชิม หลายๆ อย่างเพื่อติชม มื้อกลางวัน มื้อแรก เป็นแบบรวมๆ เริ่มด้วย ขนมปัง Home Made โรงแรมผลิตเองหลายชนิด พร้อมเนยแข็ง เพื่อเรียกน้ำย่อย ตามด้วย Tomato Salad มะเขือเทศล้วนๆ ลูกโตๆ แบ่งสี่ ราดด้วยน้ำสลัด อาหารหลักคือ Fish Steak 2 ชิ้น จบรายการอาหารกลับไปนอนพัก เพราะเหนื่อยจากการเดินทาง เย็นโรงแรมตั้งโต๊ะไว้หน้าชายหาด ประดับด้วย แสงเทียน ตั้งอยู่ในโหลน้ำหวาน ที่เราใส่น้ำใบบัวบก ลอดช่อง ฯลฯ มีทรายรองก้น และเทียนเล่มใหญ่ๆ ปักไว้ โหลจะกันลมทะเลซึ่งแรงพอสมควรที่จะดับเทียนได้ มีทั้งโหลใหญ่ โหลเล็ก เสียงเพลงจากลำโพง Bose ที่ฝังบนชายหาด โผล่มาแต่ตัวลำโพงที่เป็นพลาสติก เพื่อกันสนิม ผู้เขียนเห็นบรรยากาศดีๆ ไปสั่งเบียร์สิงห์ที่เคาน์เตอร์ 1 กระป๋อง นั่งดื่มไปคุยกับพนักงานไปด้วย ถามว่าเบียร์กระป๋องละเท่าไร บอกว่าราคา 150 บาท ไม่รวมค่า Service Charge 10% และ Government tax 7% ต้องรีบดื่มให้หมด เบียร์อร่อยขึ้นเยอะเลย นั่งโต๊ะรองท้องด้วยขนมปังดำ กลิ่นทะแม่งทะแม่ง เขาบอกว่า ขนมปังรสปลาหมึก ใส่เนื้อปลาหมึกผสมลงไป สีดำที่เกิดขึ้น คือ สีจากปลาหมึกแท้ๆ G.M. บอกว่าเป็นของโปรด สองคนยลตามช่อง ชอบไม่เหมือนกัน เราไม่ชอบก็ไม่กินซะนั่งเฉยๆ เพื่อความสมานฉันท์ เรียกน้ำย่อยด้วย Pinfold 407 ถือมาเองจากฝั่งโรงแรมบอกว่า มีไวน์บริการ ตั้งแต่ราคา 1,000 บาท ถึงหลายหมื่นบาท มีบุฟเฟต์ทะเลไปตักเอาตามใจชอบ อาหารหลักเป็น Special Steak ประกอบด้วย ไก่ ปลาแซลมอน เนื้อวัว และเนื้อแกะ รวมมาอยู่ในจานเดียวกัน G.M. บอกว่าอยากให้ลองทุกอย่าง ผู้เขียนลองด้วยไก่ 1 ชิ้น รสธรรมดาทั่วๆ ไป เช่นเดียวกับปลาแซลมอน อิ่มแล้วหนังท้องตึง เพราะกินขนมปังและบุฟเฟต์ทะเล ไปมากแล้ว นึกดูว่าเดี๋ยวจะเก็บรายละเอียดไม่หมด จึงทดลองเนื้อวัว 1 ชิ้นนุ่มปากดี เนื้อแกะอีก 1 ชิ้น นุ่มปากและอร่อยดี กว่าเนื้อวัวอีก ต้องเพิ่มดูผลงานอีก 1 ชิ้น G.M. อธิบายว่า เนื้อวัวและเนื้อแกะ สั่งตรงจากออสเตรเลีย มาแบบพิเศษ รักษาความสดเพื่อให้คงความอร่อยไว้ สั่งแต่น้อย 3-4 วันครั้ง หมดก็คือหมด เขาเล่าว่าคนออสเตรเลีย เคยมาสั่งเนื้อแกะที่นี่รับประทาน กินไปแล้วอยากจะร้องให้ทำไมถึงอร่อยกว่าที่บ้านเขามาก วงรอบเรือมาส่งอาหารคือ วันจันทร์ และวันพฤหัสบดี ซึ่งต้องสั่งจากร้านค้าเจ้าประจำที่จังหวัดภูเก็ต ร้านค้าส่งอาหารมีหลายเจ้า และโรงแรมที่พัก ก็มีหลายโรงแรมเรือส่งอาหารจึงมีหมุนเวียนวิ่งอยู่ทุกวันในทะเลอันดามัน ปิดท้ายรายการอาหารด้วย Sherbet เป็นไอศกรีมที่ทำจากผลไม้ ผู้รู้บอกว่าไว้ล้างปาก แอบถามบริกร Sherbet ก้อนละเท่าไร เขาบอกว่าก้อนละ 90 บาท เรากิน 1 ถ้วย 2 ก้อน เฉพาะไอศกรีมอย่างเดียว 200 บาทเข้าไปแล้ว เดินยืดพุงจาการกินอย่างเต็มที่ กลับเข้าที่พักไปนอน ก่อนขึ้นบ้าน ล้างเท้าด้วย กระบวยตักน้ำที่โอ่งดินที่ชานบันได 2 กระบวย ดื่มน้ำสิงห์ที่แถมให้ที่บ้าน 1 ขวด ถามราคาถ้าสั่งซื้อน้ำดื่มขนาด 650 ซีซี ขวดละ 120 บาท ต้องดื่มอย่างประคอง เข้าห้องนอนแล้วมีแม่บ้านเปิดแอร์ไว้แล้ว เปิดไฟส่องรอบบ้านสลัวๆ มุ้งกางคลุมไว้ให้เรียบร้อย ข้างๆ หมอนหัวเตียงมี Penquin น้อย นอนข้างอยู่ 1 ตัว ดอกไม้ 1 ช่อเล็กๆ โต๊ะหัวนอนมีกบน้อยนั่งอ้าปากอยู่ 1 ตัว หลับอย่างสบายทั้งคืน ไม่ฝันเลย
ตื่นเช้าด้วยความกระปรี้กระเปร่า เพราะได้นอนอย่างเต็มอิ่มเดินสำรวจชายหาดแต่เช้า เหนือขึ้นไปมี ที่พักข้างเคียง Natural Resort มีร้านอาหารที่ใหญ่โต กว้างขวาง One day Tour นิยมแวะรับประทานอาหารกลางวันที่นี่ เลยโรงแรมขึ้นเหนือไปอีก มีโรงเรียนแหลมตง ที่ G.M. เล่าว่าได้ไปสร้างศาลาอเนกประสงค์เล็กๆ ปัจจุบันโรงเรียนใช้ทำเป็นโรงอาหารสำหรับนักเรียน เส้นทางต้องเดินผ่าน โรงแรมซึ่งเขียนป้ายไว้ว่า บุคคลภายนอกห้ามผ่าน เดินอ้อมหัวเกาะไปไม่ได้ แก่งหินทั้งนั้น ถามคนสวนของโรงแรมบอกว่า เด็กนักเรียนเดินผ่านได้ ล่องลงมาทางใต้ ผ่าน Erawan Resort Holiday Inn Sawadee Restaurant ครัวของชาวบ้าน ท้ายสุดทางทิศใต้เป็นโรงแรมในเครือ Pennisula อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เดินย้อนกลับมาที่ครัวชาวบ้าน เป็นหมู่บ้านริมหาด มีที่ว่าง เป็นช่องอยู่ประมาณ 60-70 เมตร หมู่บ้านซึ่งสร้างอยู่ลึกลงไป สร้างใกล้ชิดติดกัน ที่ริมหาดส่วนใหญ่เป็น Resort และโรงแรมหมดแล้ว ด้านริมหาดบริเวณครัวชาวบ้าน มีเรือหางยาวใช้ทำประมง และรับจ้างนักท่องเที่ยวจอดอยู่ 10 กว่าลำ เดินกลับมาที่ช่องเขากิ่วเป็นช่องเขาที่ลมพัดผ่าน สามารถเดินจากหน้าเกาะไปหลังเกาะได้ เป็นช่องเขาที่คลื่นสึนามิ ถล่มผ่านช่องนี้ ลมพัดแรงมาก มีร่องรอยเป็นท่าเทียบเรือ ถามชาวบ้านบอกว่า ถ้าเทียบเรือขึ้นอยู่กับฤดูกาล ถ้าด้านไหนคลื่นลมสงบ ก็นำเรือไปจอดเทียบด้านนั้นเดินเข้าพื้นที่ Zeavola ด้านหลัง มองขึ้นไปสูงๆ ประมาณ 60-70 เมตร เห็นตึกฉาบด้วยอิฐสีแดงขนาดใหญ่ อยู่ 3 ตึก ต้องเดินไต่บันไดที่ตอกปะด้วยไม้กระดาน ขึ้นไป 135 ขั้น สวนกับพนักงานโรงแรมที่เดินสวนลงมา มีหลายชุดแตกต่างกันไป ขึ้นไปบนระเบียงใหญ่ ที่ทำเป็นครัวและห้องอาหารของพนักงาน ที่ Zeavola นี้มีพนักงานรวมทั้งสิ้น 130 คน ซึ่งยังไม่พอเพียง ถ้า High Season ต้องรับเพิ่มอีกโรงแรมจะมีสวัสดิการให้พนักงานหลายอย่างอาทิ แจกเครื่องแบบปีละ 3 ชุด ตามชนิดของงานที่ทำ พนักงานต้อนรับ พนักงานร้านอาหาร เครื่องแบบสวย น่ารักมาก เขาบอกว่า คนออกแบบเครื่องแต่งกายนี้เป็นคนเดียวกับ ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับพนักงานของสายการบินไทย แม่บ้านก็ชุดอีกแบบหนึ่ง คนครัวก็ชุดอีกแบบหนึ่ง แม้แต่คนสวน คนทำความสะอาดสระว่ายน้ำ ก็มีชุดประจำกาย ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี นอกจากจัดอาหารบริการพนักงานทั้ง 3 มื้อแล้ว รายการอาหารมีทั้งอิสลาม และพุทธ และออกเมนูทั้งเดือน ติดไว้ให้ดูด้วยว่า มื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น มีรายการอาหารอะไร มีตู้รับฟังความคิดเห็น ไว้ให้พนักงานออกความคิดเห็นประกอบกับผู้เขียน เดินผ่านจอทีวี ที่เปิดบริการพนักงานได้ชม มีรายการนักโทษพังคุกที่ลพบุรี พอดี สาเหตุจากผู้คุมบิดเบือนข้อเรียกร้อง ด้านบนขึ้นไปเป็นบ้านพักพนักงาน มี 3 ตึก คือ ตึก A, B และ C ตึก A อยู่บนสุดต้องไต่บันไดขึ้นไปไม่น้อยกว่า 40 ขั้น ส่วนตึก B และ C อยู่ระดับเดียวกันต่ำลงมา ตั้งบนลาดเขาที่สูงชันประมาณ 60-70 องศา น่าทึ่งในวิศวกรที่ออกแบบสร้าง เสาสูงมาก ฝาทำด้วยไม้เชอร่า ห้องนอนแบ่งออกตามระดับ ระดับผู้ช่วยฝ่าย นอน 2 คน ต่อห้อง ระดับพนักงานทั่วไป 4 คนต่อห้อง มีระเบียงชมวิว สวยมากมองเห็นทิวทัศน์ทั่วทั้งหาดยังกระเซ้าว่า ที่พักพนักงานวิวดีกว่า ที่พักแขกข้างล่างเยอะเลย กระย่องกระแย่ง ลงบันไดมา ผ่านอาคารที่กำลังสร้างเป็นสปา ซึ่งจะเปิดเร็วๆ นี้ ผ่านแผนกช่าง แผนกซักเสื้อผ้า บอร์ดประชา-สัมพันธ์ เห็นมีข่าวการแข่งกีฬาสีของพนักงาน โดยแบ่งออกเป็น 2 สี คือ สีเหลือง และสีน้ำเงิน ผลการแข่งขันที่อ่านดู มีโปโลน้ำ ชาย-หญิง วิ่งสามขา ชาย-หญิง คะแนนสีเหลืองนำอยู่ได้ 20 คะแนน สีน้ำเงินได้ 12 คะแนน ผ่านแผนกไฟฟ้า และน้ำใช้ โรงแรมแห่งนี้ปั่นไฟใช้เอง จึงไม่ค่อยเข้มงวดกับการประหยัดไฟ ปิดไฟเท่าไรเพราะต้องปั่นไฟอยู่แล้ว เสียงเครื่องปั่นไฟกระหึ่ม บวกกับโรงแรมใกล้เคียงมาตกลงตั้งโรงปั่นอยู่ติดกันมีรั้วกั้น ทำนอง Two in One อย่างไรจะระคายหู แขกผู้มาพักแล้วมาตั้งติดกันไว้เสียเลย ส่วนน้ำจืดนั้นเนื่องจากส่วนนี้ของเกาะไม่มีแหล่งน้ำจืด ต้องกลั่นน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดใช้เองภายในโรงแรม ใช้ระบบ Reverse Osmosis จืดสนิท G.M. บอกว่าน้ำดื่มที่เติมให้แขกดื่มฟรีในห้องอาหาร ใช้น้ำกลั่นของโรงแรมถึงว่าซิอาบน้ำ แล้วสบายตัวจริงๆ
ได้เวลาอาหารเช้าของวันที่ 2 ที่เดินทางมาถึง มีอาหารให้เลือกหลายชนิด เริ่มด้วย Assorted Bakery ขนมปังรวม อาทิ ครัวซอง เดนนิส บัฟฟิน น้ำส้มคั้น โยเกิร์ต Royal Pan Fried Eggs หรือ ไข่กระทะสูตรอุดรธานี Maharaja อาหารอินเดีย Supreme American Egg benedictine อาหารฝรั่งเศส G.M.บอกว่าจะมีอาหารญี่ปุ่นอีกในโอกาสต่อไป ผู้เขียนหลังจากที่กินขนมปัง ทาด้วยเนย และแยม เข้าไปบ้างแล้ว พร้อมน้ำส้มคั้นที่คั้นเองกับมือพ่อครัวที่นั่น สั่งอาหารเป็นไข่กระทะสูตรอุดรธานี เพื่อเปรียบเทียบว่า จะสู้ต้นตำรับได้ไหม มาตรฐานใช้ได้ ที่กินอยู่นี่จะนุ่มกว่าด้วยซ้ำ แต่รสจะจืดกว่าหน่อยถือว่าสอบผ่าน เพื่อนข้างๆ สั่ง Maharaja เพราะห้องอาหารเปิดเพลงอินเดียเคล้าอาหารเช้าด้วย หยิบนาน(คล้ายโรตี) จิ้มลงไปที่แกงกะหรี่ อร่อยดี แต่ชิมได้ 2 ชิ้น เพราะอิ่มแล้ว
มาเที่ยวทะเล โดยเฉพาะมาเที่ยวเกาะ P.P.แล้วไม่ว่ายน้ำ ดำน้ำชมฝูงปลา และชมปะการัง ก็ดูกะไรอยู่ถือว่าไม่ได้มาเกาะ P.P. Speed Boat ของโรงแรมมีอยู่แล้ว ทุกคนพร้อมอยู่ในชุดว่ายน้ำอย่างรัดกุม มุ่งตรงไปเกาะ P.P.เล ซึ่งมีหลายอ่าวให้ดำน้ำดูปะการัง อ่าวแรกคือ อ่าว ปิเระ ชื่อเป็นภาษายาวี แปลเป็นภาษาไทยว่า ทะเลสาบบนเกาะหินปะการัง (Lagoon) คณะคว้า Snorkel 1 ชุด ตีนกบ 1 คู่ ลงแหวกว่ายในน้ำ ผู้เขียนใช้ Snorkel ไม่เป็นเนื่องจากเป็นชาวพื้นราบ จึงเตรียมแว่นสำหรับว่ายน้ำใส่ลงไป ถอดเสื้อออกสวมชูชีพว่ายน้ำ ระยะทางจากเรือถึงฝังประมาณ 30 เมตร ว่ายไปกลับ และดำน้ำด้วย ปรากฏว่าเสื้อชูชีพ เสียดสีบริเวณไหล่ กับรักแร้ ปวดแสบปวดร้อน ไปหมด เลยเป็นบทเรียน ผู้ที่จะสวมเสื้อชูชีพว่ายน้ำ ให้ใส่เสื้อยืดรองไว้ด้วย จะได้ไม่เป็นอย่างผู้เขียน ได้เวลาพอสมควรขึ้นเรือไปว่ายน้ำ ดำน้ำ ดูปะการังต่อ ที่อ่าวโล๊ะตะมะ แปลเป็นไทยว่าที่ที่มีสัตว์เยอะ มาถึงอ่าวนี้ ฉลาดขึ้น ใส่เสื้อรองใน ไม่ต้องใส่เท้ากบ เพราะไม่ได้ว่ายน้ำไปไหน พยุงตัวอยู่ข้างเรือ มีชาวต่างชาติ มาท่องเที่ยว ทั้งเรือเล็ก เรือใหญ่ในแต่ละอ่าวประมาณ 10 ลำ 100 กว่าคน มากพอสมควรในช่วง Low Seaeon เช่นนี้ ปลาลายเสือยังเป็นพระเอกอีกเช่นเคย มาว่ายอยู่รอบเรือ และรอบนักว่ายน้ำจำนวนมาก ลืมตาในน้ำมองผ่านแว่นสวยงามมาก ยังมีปลาอีกหลายชนิดที่ไม่รู้จักชื่อ น้ำใสเห็นปะการังอยู่ลิบๆ ผู้เขียนยังได้ ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ เก็บ เส้นพลาสติกรัดกระเป๋าแบบที่สนามบิน ขว้างขึ้นเรือไป 1 เส้น และตูดขวดพลาสติก สำหรับวิดน้ำออกจากเรือ อีก 1 อัน ขึ้นเรือ ผู้เขียนขอขนมปังจากเด็กท้ายเรือ 1 กำมือ ว่ายลงไปในน้ำ ปรากฏว่าปลาลายเสือเข้ามารุมสะกรัม ขนมปังที่มือ บางตัวยังมาแหนบกัดที่มืออีกต้อง ปล่อยขนมปังออกจากมือทั้งหมด ได้เวลาพอสมควร ขึ้นเรือเดินทางกลกับ ผู้เขียนเดินเก็บเคลียของบนเรือ มีเศษถุงพลาสติก กระป๋องน้ำอัดลม เพื่อนำไปใส่ถังขยะท้ายเรือ ยังมีผู้อยู่บนเรือหวังดีว่า อย่าทิ้งลงในทะเลน๊ะ แหม๋อยากจะบอกแต่ไม่กล้า ผู้เขียนอยู่กลุ่มวิจัยเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เมื่อศึกษาอยู่สถาบันพระปกเกล้า เคยพาสมาชิกกลุ่มไปวิจัยถึงภูกระดึง จังหวัดเลย เรื่องเสียหายเช่นนี้คงไม่กล้าปฏิบัติหรอก
ขึ้นเรือแล้ววันนี้อ่าวมาหยาที่สวยงามที่สุดของ P.P.เล เรือเข้าชมไม่ได้ เพราะคลื่นลมแรง แล่นเลียบไปชมบริเวณอ่าวต้นไทร ที่เป็นอ่าวที่มีโรงแรม ที่พัก แหล่งช็อปปิ้ง และสวรรค์ชายหาด ที่ฝรั่งนิยมมานอนอาบแดดมากที่สุด ร่องรอยสึนามิ ยังคงหลงเหลืออยู่มีซากโรงแรมใหญ่ที่ชั้นล่างทะลุโล่งไปหมด ชั้นบนเข้าใจว่าใช้การได้ มีบังกาโล ริมหาดขึ้นหลายหลัง มองด้วยสายตาแหล่งช๊อปปิ้งคงเปิดบางส่วน มองจากเรือทะลุเกาะมองเห็นหาดอยู่ด้านหลัง ยุครุ่งเรืองมีสิ่งปลูกสร้างบังหมด เข้าใจว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2548 นี้ P.P.ที่อ่าวต้นไทร คงรับนักท่องเที่ยวได้บางส่วน
เรือวิ่งกลับมาที่โรงแรมที่พัก Zeavola รีบอาบน้ำรับประทานอาหารกลางวันและเตรียมตัวเดินทางกลับ อกหารกลางวันวันนี้ เป็นแบบอีสาน ปนไทย มีข้าวเหนียว ลาบหมู ส้มตำไทย ไก่ทอด (ที่ไม่ย่างเพราะ ควันจะรมแขก) ผัดผักรวม ปลากะพงราดพริก แจ่ว ข้าวสวย และข้าวเหนียวสุดยอดไปทุกอย่างสมราคา โดยเฉพาะผักที่กินกับส้มตำเป็นผักกาดแก้ว วิธีการผลิตไร้ดิน ปลูกในร่องน้ำเป็นผักกางมุ้ง ปลอดแมลง ปลอดสารพิษ กรอบอร่อยดี หลังอาหารกลางวัน ฝนตกลงมาอย่างหนัก ต้องนั่งติดในห้องอาหาร มองขึ้นไปบนเพดาน ประดับฝ้าด้วยเสื่อพลาสติก สีสวยมาก ประตูบานใหญ่บุด้วยเสื่อพลาสติกเช่นกัน แต่ทาด้วยสีไม้ ที่ต้องเป็นเสื่อพลาสติก เห็นประโยชน์ตอนนี้นี่เอง เวลาปิดแล้ว ลมสามารถผ่านร่องเสื่อพลาสติกเข้ามาได้ ทำให้อากาศหมุนเวียน ติดฝนแล้ว ครัวอยู่ใกล้ๆ นี่เองขอเข้าไปชมหน่อยครัวสะอาดมาก แยกออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนอาหารต่างชาติ ส่วนอาหารไทย 2 ส่วน อยู่ด้านท้ายครัวใช้พื้นที่มากเท่ากัน ส่วนหัวครัว พื้นที่จะน้อยกว่าท้ายครัวจะประกอบด้วย ครัว Berkery ผลิตขนมปังนาๆ ชนิดเอง เพื่อความเป็นเอกลักษณ์ และความอร่อย อีกด้านจะเป็นห้องเย็น ชั้นในสุดเย็นจัด จะแช่พวก ปลา เนื้อ ต่างๆ ช่องที่สองเป็นห้องเย็นปานกลางจะเป็นพวกผัก ผลไม้ ห้องที่3 จะเป็นห้องเย็นปกติ เป็นที่เตรียมอาหาร เช่น แล่ปลา และจัดผลไม้ ขนาดของอาคารประมาณ 12X40 ม. โต๊ะภายในทำด้วย สแตนเลสทั้งสิ้น การก่อสร้างโต๊ะและอุปกรณ์ต่างๆ สิ้นค่าใช้จ่าย 7 ล้านบาทเศษ ค่าก่อสร้างอาคารอีก 3 ล้านบาทเศษ รวมอาคารโรงครัวแห่งเดียว สิ้นค่าใช้จ่าย 10 ล้านบาทเศษ G.M.บอกว่า Chef ปัจจุบันเป็นมือรอง Chef ตัวจริงถูกซื้อตัวไปอยู่ที่เกาะสมุย ผู้เขียนแอบกระซิบถามเป็นข้อมูลเพื่อประเมินสถานการณ์ว่า Chef เดิมที่จ้างนั้นเดือนละเท่าไร G.M.ตอบว่า 6 หมื่นบาท ค่าใช้จ่ายสำหรับเป็นค่าตอบแทนพนักงานสูงมาก คงทำความปวดหัวให้กับผู้บริหารพอสมควร ที่ต้องเค้นฝีมือพนักงาน ให้ประสิทธิภาพออกมาเต็มที่ โรงแรมอยู่ได้ พนักงานก็ต้องอยู่ได้ เช่นกัน
นัดหมายไว้ว่า 3 โมงเย็น ให้ขึ้นเรือกลับเข้ากระบี่เพื่อนั่งเครื่องกลับกรุงเทพฯ เวลา 1900 นาฬิกา ผู้เขียนมานั่งรออยู่ที่ Front รับนักท่องเที่ยว นั่งคุยกับผู้จัดการฝ่ายต้อนรับ G.M.มาบอกว่าเสียใจด้วยครับ ให้กลับเข้าที่พัก เรือออกไม่ได้ เพราะคลื่นลมแรงมากกลัวจะเป็นอันตราย สถานการณ์เริ่มยุ่ง ในเรื่องการทำงาน ในวันรุ่งขึ้น การบอกเวลาญาติ มิตร เวลาเดินทางไปถึงบ้าน ต้องรีบโทรศัพท์กันอย่างจ้าละหวั่น ซึ่งมุมโทรศัพท์มือถือที่รับได้ ก็เฉพาะที่ริมหาดทรายเท่านั้น ผู้ประสานงานติดต่อยกเลิกเที่ยวบิน พนักงานรัฐ พนักงานบริษัท แจ้งผู้บังคับบัญชาขอลา ผู้เขียนบอกมีปัญหาไม่มีชุดจะใส่ เพราะเหลืออยู่ชุดเดียวไว้เดินทางกลับ โรงแรมบริการด้วย กางเกงชาวเล และเสื้อยอดคอกลมสัญลักษณ์โรงแรมที่หน้าอก ก็เท่ห์ไปอย่าง กลับไปนอนดู TV.ที่ห้องเพราะไปไหนไม่ได้ ฝนสาดเปียกไปหมด ตกค่ำฝนซา แม่บ้านมาขอเปลี่ยนผ้าปูที่นอน บอกว่าไม่ต้องหรอกนอนคืนเดียวยังไม่เปื้อน ขอผ้าเช็ดตัวผืนใหม่ก็แล้วกัน เย็นนั้นจึงเป็นโอกาสดีได้ Test อาหาร Style Thai มีข้าวสวย น้ำพริกกุ้งสด ผักต้ม ผักกระเพราหมู ไข่ยัดไส้ ปลาทะเลทอดราดพริก อยากจะดื่มเบียร์สักกระป๋องก็ไม่กล้าไปสั่ง เกรงใจเจ้าภาพ สรุปว่าสมราคาอีกเช่นเคย ของหวานตามด้วย Sherbet และ Cake กาแฟอีก 1 ชิ้น เท่านั้นก็แน่นพุง ทุกคนแยกย้ายกลับที่พัก
ผู้เขียนเดินเลียบหาด นอนไม่หลับ เพราะนอนมาทั้งวันแล้ว เดินสวนนักท่องเที่ยว 2 คู่ คู่แรกเป็นชาวเกาะผู้ชาย 2 คน คู่หลังเป็นชาวเกาะ เป็นชายและหญิง คนต่างชาติไม่มี เดินไปถึงสุดหาด เดินทางกลับ ผ่านป้อม รปภ.ของโรงแรมข้างเคียง ผ่านร้านค้าเครื่องดื่มของชาวบ้าน มีเด็กนั่งดู TV.อยู่เป็นสิบคน อยากเข้าไปคุยว่าใช้ไฟฟ้าจากไหน เอาน้ำจืดที่ไหนใช้ เครื่องดื่มในตู้เย็นจำหน่ายขวดละ เท่าไร ก็ไม่กล้าบรรยากาศทึบๆ น่ากลัว กำลังเดินเพลินๆ อยู่ต๊กกะใจหมด นึกว่าผีหลอก อะไรซุ่มๆ อยู่ในซอกเรือมองเข้าไปใกล้สาวๆ นั่งโทรศัพท์ถึงใครอยู่ไม่ทราบ เรื่องอะไรต่างๆ ได้ติชม ไปหลายเรื่อง ในทำนองพูดคุยกับ G.M.โรงแรมและชาวบ้านที่อยู่ริมหาดต้องมีส่วนร่วมกันในการรักษาภูมิทัศน์ ทำให้หาดสวยงาม และน่าเดินท่องเที่ยว ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เป็นความสำคัญลำดับต้นๆ อยากจะแนะนำ G.M.สักเรื่องหนึ่งแต่ไม่กล้า เดี๋ยวหาว่าเวอร์ไปหน่อย ที่อาคารต้อนรับ มีศาลาอยู่ 2 ศาลา มีตั่งวางเรียบร้อย ถ้า Peak และ High Season ที่จะถึงนี้ หาดนตรีโดย จะเป็นระนาดเอก ขิม ซออู้ ซอด้วง ขลุ่ย อาจสลับอย่างใดอย่างหนึ่งมานั่งบรรเลงหัวค่ำ แทนดนตรีนานาชาติที่เปิดอยู่จะเข้า Concept อนุรักษ์ไทยอย่างยิ่ง ท้ายสุดก่อนนั่งเรือกลับในตอนเช้าแอบถาม G.M.ว่า กบน้อยที่วางในห้องมีความหมายอย่างไร G.M.ตอบว่ากบน้อยนี้ถ้าวางบนเตียง แม่บ้านจะทราบว่า ไม่ต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนแขกช่วยโรงแรมประหยัด มีคู่มือแนะนำอยู่แล้วในห้องส่วนใหญ่ แขกต่างชาติจะทราบเพราะเขาอ่านคู่มือ ส่วนแขกไทยไม่ค่อยสนใจเท่าไร หน้าแตกไหมละหมอไม่รับเย็บแน่
โชคดีที่ บริษัท P.P.Coral Resort Ltd. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน กลุ่มบริษัทโรงงานน้ำตาลบ้านโป่ง และ ซิโน-ไทย ได้เปิดโอกาสให้เจ้าเก่า ได้เดินทางไปกับคณะนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้ารุ่น2 จำนวน 4 คน ร่วมกับญาติ มิตร และ เจ้าหน้าที่ของบริษัทอีก 8 คน รวมคณะทั้งสิ้น 13 คน เดินทางไปทดลองพัก และ ติ ชม แก้ไข วิจารณ์ ว่า Resort ของบริษัทที่สร้างและปรับปรุงขึ้นมาใหม่ ลงทุนไปหลายร้อยล้านบาทนี้ มีข้อดี และข้อที่ควรแก้ไขอย่างไรบ้าง เพื่อนำไป แก้ไขปรับปรุง ให้ดียิ่งขึ้นรองรับ ต้อนรับ High+Peak Season ในเดือน พฤศจิกายน 2548 ที่จะถึงนี้
edit @ 2006/11/01 09:06:08

#1 By skira on 2006-11-01 09:36