มองโลกอันกว้างไกล ( ภาค 2 )
วิพากษ์วิจารณ์ Australia
เจ้าเก่า 2032


หลังจากที่เคยนำเสนอ มองโลกอันกว้างไกล สู่สายตาท่านผู้อ่านมาฉบับหนึ่งแล้ว เป็นเพราะผู้เขียนได้นำเศษเหรียญ ออสเตรเลียกลับมาบ้านเมืองไทยด้วย จึงทำให้มีอันเป็นไปได้กลับไปสู่ประเทศออสเตรเลียอีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้เข้ารับการอบรมสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐ และกฎหมายมหาชนรุ่นที่ 2 ระยะเวลาในการศึกษา ตั้งแต่ 4 ตุลาคม 2545 ถึง 8 มิถุนายน 2546 รวมระยะเวลาประมาณ 8 เดือน การศึกษาดูงานต่างประเทศ เป็นหมวดการศึกษาหนึ่งที่อยู่ในหลักสูตร ได้ทำการนักศึกษาพิจารณ์แล้ว ประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศที่นักศึกษาที่เข้ารับการอบรมเลือกที่จะไปมากที่สุด กำหนดการเดิม จะเดินทางไปศึกษาดูงานตั้งแต่ปลายเดือน มีนาคม 2546 ในห้วงระยะเวลานั้นเกิดวิกฤต เพราะประเทศสหรัฐอเมริกา ขู่จะนำกำลังเข้ายึดประเทศอิรัก เพื่อขับไล่ ซัดดัม ฮุดเซน ผู้นำของประเทศอิรัก ออกจากตำแหน่ง สำนักนายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐออกเดินทางไปต่างประเทศ นอกจากจำเป็นจริงๆ เนื่องจากกลัวอันตรายจากผลกระทบของสงคราม คำสั่งห้ามเดินทางออกมาล่วงหน้าเพียง 2 สัปดาห์ การเตรียมการประสานได้ทำล่วงหน้าไว้หลายเดือน ต้องเปลี่ยนแปลง ยกเลิก ขอเลื่อนกับหน่วยงานต่างประเทศหลายหน่วยงาน บริษัทที่รับจัดการเดินทางคงยุ่งยากเช่นกัน ในการยกเลิกเที่ยวบิน โรงแรม และการบริการอื่นๆ เมื่อสถานการณ์การรบคลี่คลาย สหรัฐและพันธมิตรขับไล่ ผู้นำอิรักได้ตามความตั้งใจ สถานการณ์โลกเข้าสู่ความสงบอีกครั้งหนึ่ง การศึกษาดูงานต่างประเทศของสถานบันพระปกเกล้า ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา และวางแผนจัดการใหม่อีกครั้ง กำหนดการเกือบเช่นเดิมที่ได้วางไว้ เพียงแต่เปลี่ยนวัน เวลาให้เหมาะสม เนื่องจากนักศึกษารวมเจ้าหน้าที่ของสถาบัน มีเป็นจำนวนมากจึงแบ่งกลุ่มเดินทางศึกษาดูงานออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มศึกษาดูงาน Brisbane Melbourne Canberra – Sydney และ Sydney – Canberra ผู้เขียนอยู่ในกลุ่ม Canberra – Sydney ออกเดินทางจากดอนเมืองประเทศไทย ใน 18 พฤษภาคม 2546 เวลา 1830 นาฬิกา เดินทางกลับในวันที่ 24 พฤษภาคม 25446 เวลา 0630 นาฬิกา ในแต่ละกลุ่มจะมี สมาชิกประมาณ 30 คนเศษ ซึ่งพอเหมาะพอดีในการเข้ารับฟังการบรรยาย การดูงาน การกำกับดูแล และการบริการ


การศึกษาดูงานต่างประเทศในครั้งนี้ งานการเดินทางให้บริษัทท่องเที่ยวเป็นผู้ดำเนินการ ของคณะผู้เขียนใช้บริการของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไนซ์วิชั่น ทราเวิล มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทติดตามไปด้วย 2 คน การดูงานส่วนราชการนั้น เจ้าหน้าที่สถาบันเป็นผู้ดำเนินการ มีอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของสถาบัน เดินทางร่วมคณะด้วย 4 คน และนักศึกษาอีก 26 คน รวมทั้งคณะ 32 คน หลังจากการบินไทย นำเครื่องร่อนลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติ ที่เมือง Sydney รัฐ New South Wales เมื่อ เวลา 0630 นาฬิกาของวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 คณะผ่านกรรมวิธีตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋าเดินทาง มาขึ้นรถบัสที่บริษัททัวร์เตรียมไว้ให้แล้ว เพื่อความเข้าใจตรงกันในการนัดหมายเวลา ต้องตั้งนาฬิกาปรับเวลาใหม่ ประเทศออสเตรเลีย เวลาเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง คณะผู้เขียนต้องเดินทาง สู่ เมือง Canberra โดยรถบัส ความจริง Canberra มีสนามบินเช่นกัน แต่เป็นสนามบินภายในประเทศ ไม่ International จึงขาดเจ้าหน้าที่ในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าออกของคนต่างชาติ

Canberra อยู่ห่างจาก Sydney ประมาณ 300 กิโลเมตร บนเส้นทางหลวงชั้นหนึ่งของ Australia ผ่านป่าไม้ ทุ่งหญ้า ที่กว้างใหญ่ ด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง ตามกฎหมายกำหนด ได้รับการอธิบายว่า ถ้าพลขับ เร่งความเร็วเกินกว่านี้จะมีเสียงสัญญาณเตือน ที่ออสเตรเลีย ขับรถชิดซ้าย ผู้เขียนเลือกนั่งด้านขวา เพื่อสังเกตรถยนต์ที่วิ่งแซง และวิ่งสวนมา รถส่วนบุคคลส่วนใหญ่เป็นรถพื้นๆ สำหรับคนระดับกลาง ไม่โอ่อ่าหรูหรา มีรถโฮลเด้น รถประจำชาติ รถฟอร์ด รถญี่ปุ่น จะมากที่สุด โดยเฉพาะโตโยต้า รถเยอรมันจะเห็นโฟล์ค เห็นรถจากเกาหลีวิ่งแทรกอยู่บ้างเล็กน้อย ส่วนรถยนต์จากอิตาลีไม่เห็นเลย รถ บรรทุกเล็ก 6 ล้อ เป็นของประเทศญี่ปุ่นแทบจะทั้งหมด ส่วนรถบรรทุกใหญ่ซึ่งใหญ่มาก 20 กว่าล้อ น่าจะเป็นรถยุโรป ไม่เห็นมีวิ่งในเมืองไทย อาหารเช้าในรถบัส เป็นอาหารถุงกระดาษ ถ้าเป็นบ้านเราจะเป็นอาหารกล่อง (โฟม) และแจกน้ำดื่มที่แบกขึ้นเครื่องบินไปจากเมืองไทย น้ำดื่มที่นั่น 2.5 เหรียญ เหรียญละ 27 – 28 บาท ขวดละประมาณเกือบ 70 บาทต่อน้ำดื่มครึ่งลิตร ผู้เขียนยังจับยัดใน Hand Back ไป 6 ขวด ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญการเดินทางไปต่างประเทศ ไปถึง Canberra เกือบ 11 โมงเช้า ขึ้นภัตตาคารไม่ได้ เพราะยังไม่เปิดบริการ บริกรกำลังปัดกวาดเช็ดถู ที่ Australia การจ้างงาน จ่ายค่าแรงคิดเป็นชั่วโมงในการทำงาน คนระดับกลางจะมีรายได้ ชั่วโมงละ 15 – 16 เหรียญ ออสเตรเลีย คนกวาดถนนรายได้ 20 เหรียญ ต่อ ชั่วโมง เพราะถือว่าทำงานหนัก ใน 1 สัปดาห์ หรือ 1 Week จะจ่ายเงินครั้งหนึ่ง ค่าเช่าบ้านอยู่ประมาณ 500 เหรียญ ต่อ เดือน เนื่องจากการจ้างงานคิดเป็นชั่วโมงในการทำงาน ฉะนั้นตามร้านอาหารภัตตาคาร จะกำหนด เวลา ปิด – เปิด ไว้ชัดเจน ไม่เอ้อระเหย เหมือนบ้านเรา เพราะเวลาที่ผ่านไป เป็นเงินที่ต้องจ่ายค่าจ้างทั้งนั้น แม้แต่โรงแรมยังมีปัญหาในการเช็คอิน เช่นกัน เมื่อยังไม่ถึงเวลา ผู้เดินทาง ซึ่งกำลังฟิต สดชื่นทั้งนั้นถือโอกาสเดินเที่ยว ร้านรอบๆ บริเวณนั้น อากาศดีมาก ประมาณ 15 – 17 องศาเซลเซียส บางกลุ่มถือโอกาสนั่งดื่มกาแฟ บริเวณฟุตบาทหน้าร้าน ไป Australia เห็นขายของที่ทางเท้าได้ อยู่อย่างเดียว คือ ร้านกาแฟ สินค้าชนิดอื่น หาบเร่ แผงอาหาร วางของล้ำมาหน้าร้าน คงถูกจับแน่นอน เพราะไม่เห็นมีใครปฏิบัติ เดินไปสังเกตที่จอดรถข้างถนน เก็บค่าจอดโดยตู้หยอดเหรียญ บอกราคาไว้เรียบร้อย 5 - 6 ช่องจอด หรือ 10 -12 ช่องจอด เมื่อหันหน้าหากันจะมีตู้หยอด 1 ตู้ ไม่ใช่มีทุกช่อง บางแห่งบังคับไว้ว่าจอดได้ไม่เกินกี่ชั่วโมง จอดไว้เป็นวันไม่ได้ บางแห่งจอดได้ เฉพาะเวลานี้ – เวลานี้ อาจเป็นชั่วโมงเร่งด่วน ไปดูรถที่จอดว่าหยอดเหรียญหรือเปล่า ปรากฏว่าเข็มชี้มีเวลาเหลืออยู่ทุกคัน แสดงว่าพลเมืองของเขาซื่อสัตย์มาก หรือไม่เช่นนั้นการบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด จริงจัง หรือ เป็นทั้งสองอย่าง ไปทริปนี้ 5 – 6 วัน เห็นตำรวจออสเตรเลีย 2 คน ขับรถบนถนนคันเดียว อยู่ใน Sydney ได้เวลาเที่ยงตรงขึ้นรับประทานอาหารเป็นร้านอาหารจีนของคนจีน จากนั้นเดินทางเข้าที่พัก โรงแรมคราวน์พลาซ่า กลางเมือง Canberra 1 คืน ที่ Sydney เข้าพักที่โรงแรม อวิลเลี่ยน 3 คืน และพักบนเครื่องบินสายการบินไทยอีก 2 คืน การประหยัดค่าที่พักเป็นสูตรของบริษัทนำเที่ยวหรือสูตรของนักท่องเที่ยวทั่วไป หากต้องเดินทางไกล ๆ ต้องข้ามคืนจะวางแผนอาศัยนอนบนรถบัส หรือรถไฟ เพื่อประหยัดค่าที่พักซึ่งแพงมากในต่างประเทศ กิจกรรมการดูงาน และการท่องเที่ยวชม จะได้วิพากษ์ วิจารณ์ ให้ผู้อ่านได้ทราบ ตามที่ผู้เขียนได้ฟัง ได้เห็น ได้คิด ดังนี้


การฟังบรรยายสรุปโดยคณะข้าราชการ สถานเอกอัครราชทูตไทย ที่ Canberra ได้รับเกียรติจาก ท่านเอกอัครราชทูต ซึ่งเป็นผู้หญิงมากล่าวต้อนรับด้วยตนเอง และนำราชทูต ผู้แทนจาก กระทรวงต่างๆ มาต้อนรับ และบรรยายใน หน้าที่ ความรับผิดชอบ ซึ่งมีผู้แทนเป็นผู้หญิงอีกถึง 2 ท่าน นับว่าเป็นสถานที่หญิงไทยเก่งอีกแห่งหนึ่งในต่างแดน กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย สัญญาการค้าขาย การส่งสินค้าแลกเปลี่ยน ขาดดุล ได้ดุลเท่าไร ความสัมพันธ์ด้านการทหาร ซึ่งมีผู้ช่วยทูตทหารอยู่ครบ 3 เหล่าทัพ คือ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกที่ไทยมีความสัมพันธ์ไมตรีด้วย มีเพียง 3 ประเทศเท่านั้น ที่มีผู้ช่วยทูตทหารครบทั้ง 3 เหล่าทัพ คือ อเมริกา จีน และออสเตรเลีย แสดงถึงความสำคัญที่ไทยให้ต่อออสเตรเลีย เช่นเดียวกับราชทูตผู้แทนจากสำนักงาน กพ. ซึ่งเดิมเรียกว่า ผู้ดูแลนักเรียนไทย ก็มีอยู่เพียง 3 ประเทศเท่านั้น คือ อเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย ได้ความรู้จากผู้แทน สำนักงาน กพ. ว่า มีนักเรียนไทย นิยมมาเรียนที่ ออสเตรเลียมาก ทั้งทุนจากรัฐบาล และทุนส่วนตัว หลายพันคน ( 7,000 – 8,000 คน ถ้าจำไม่ผิด ) นักเรียนที่รับทุนจากรัฐบาลต้องอยู่ในการกำกับดูแลของท่าน ในการกำกับดูแลเรื่องการศึกษา การจ่ายทุนที่ได้รับและต้องดูแลช่วยเหลือนักเรียนทุนส่วนตัวด้วย นักเรียนทุนบางคนมาศึกษาแล้ว ไม่อยากกลับไปใช้ทุนในประเทศไทย เพราะเห็นช่องทางในการทำมาหากิน ความสะดวก ความสบาย หรืออื่นๆ หลังจากใช้หนี้ (ทุนที่รัฐบาลออกให้ ) ต้องเสียค่าปรับเพิ่มอีก 2 เท่า เห็นสัจจธรรมในบ้านเราที่ว่า คนบ้านนอก ส่งลูกเข้ามาเรียนในเมือง คนในเมือง ส่งลูกไปเรียนกรุงเทพฯ คนมีเงิน (ไม่เฉพาะคนกรุงเทพฯ ) ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ถามอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า มาตรฐาน มหาวิทยาลัยของประเทศไทยเป็นอย่างไร นักศึกษาไทยจึงหนีไปเรียนเมืองนอก อาจารย์บอกว่า มีหลายสาเหตุ อาทิ ยกฐานะ ค่านิยม ตามอย่างบุพการี เอนทรานส์เข้ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยไม่ได้ มีญาติทำมาหากินอยู่เมืองนอก มหาวิทยาลัยและสถาบันของไทย นี่มาตรฐานใช้ได้ ทุกมหาวิทยาลัยของรัฐ ABAC AIT คนต่างชาติรอบบ้านเข้ามาศึกษาเยอะ เช่นกัน การศึกษา ถ้าจัดดีๆ แล้วสามารถนำเงินเข้าประเทศได้จำนวนมาก คล้ายกับการท่องเที่ยว ผลพวงที่ตามมา คือ การบริการต่าง ๆ อาทิ ค่าเล่าเรียน บ้านพัก การเดินทาง ร้านอาหาร ค่าอาจารย์สอน คนบริการ ฯลฯ จะสร้างงานให้กับคนในชาติได้เยอะ การปฏิรูปการศึกษาในออสเตรเลีย รัฐจะปรับให้มีการศึกษาประจำเพิ่มขึ้น จาก 25 % เป็น 50 % แล้วจะขึ้นค่าเล่าเรียน หรือ ค่าหน่วยกิตในมหาวิทยาลัย สำหรับนักศึกษาในประเทศ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐที่สนับสนุน ซึ่งไม่กระทบกระเทือนกับนักศึกษาต่างชาติ เพราะเสียค่าหน่วยกิต เต็มอัตราที่กำหนดอยู่แล้ว เจาะไปถึงก้นครัวของสถานเอกอัครราชทูต เพราะเลี้ยงอาหารเย็นคณะนักศึกษา แม่ครัวเป็นภรรยาของคนขับรถของเอกอัครราชทูต ทำอาหารอร่อยมากเห็นเด็กสาวๆ ช่วยเสริฟอยู่คน ถามว่ามาจากไหน อย่างไร (ซอกแซกมากไปหน่อย ) มาจาก จังหวัดอุบลราชธานี เป็นน้องภรรยาของคนขับรถ ลูกของคน ขับรถตัวเล็กๆ 2 คน ได้โอกาสอันดีนี้มาศึกษาในต่างประเทศเสียเลย กลับเมืองไทยคงลืมสำเนียงอีสาน คนช่วยเสริฟหน้าเหมือนคนไทย ไปคุยด้วย เป็นคนฟิลิปปินส์ เป็นพนักงานทั่วไปในสถานเอกอัครราชทูต นั้น ไม่ทราบว่าได้ค่าล่วงเวลาหรือเปล่า ขอขอบคุณท่านเอกอัครราชทูตไทย และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น


อาคารนิทรรศการผังเมืองออสเตรเลีย อาคารนิทรรศการผังเมืองออสเตรเลีย ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอาคารรัฐสภา มีทะเลสาบ Burley กั้นอยู่ เมืองหลวงของ Australia เดิมคือ Sydney เจริญขึ้นจึงมีแนวความคิดที่จะย้ายเมืองหลวงไปอยู่แห่งใหม่ คณะกรรมการมีข้อตกลงว่า เมืองหลวงที่ย้ายไปแห่งใหม่ ต้องห่างจาก Sydney อย่างน้อย 100 ไมล์ จึงประกาศให้ผู้ที่สนใจ แข่งขันออกแบบผังเมืองหลวงใหม่ เมื่อปี ค.ศ. 1912 ผู้ที่ชนะเลิศในการออกแบบคือ Mr.Walter Burley Griffon เป็นชาวชิคาโก สหรัฐอเมริกา Mr. Walter ไม่เคยมาประเทศออสเตรเลีย ออกแบบโดยการจินตนาการ Canberra ภาษาท้องถิ่นแปลว่าพบปะ มีภูเขาอยู่ทางทิศตะวันตก มีหิมะตก น้ำจะไหลมารวมทางฝั่งตะวันออกทำให้มีน้ำบริโภคพอเพียง สถาปนิกในการออกแบบก่อสร้างในผังเมืองนี้ คือ Mrs. Marian Lucy Mahoncy ซึ่งเป็นภรรยา ของ Mr. Walter หน่วยผังเมืองจะรับผิดชอบเฉพาะบริเวณอาคารรัฐสภา ที่ทำการสถานทูตต่างๆ ที่ทำการกระทรวงบริเวณทะเลสาบ ซึ่งขุดปี ค.ศ.1961 เพราะน้ำท่วม เป็นรูป สามเหลี่ยม ในเขต Canberra มีองค์กรท้องถิ่นรับผิดชอบในการบริหาร หน่วยผังเมืองมีหน้าที่นำแผนผังเมือง มาปฏิบัติรักษาสภาพ และส่งเสริมให้คนออสเตรเลีย มีความภูมิใจ งบประมาณที่ได้รับ 26 ล้านเหรียญ ออสเตรเลีย ต่อ ปี มีข้าราชการทำงานอยู่ 80 คน งบประมาณที่ได้รับ ไม่รวมค่าก่อสร้าง


อาคารรัฐสภา Parliament House ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น บนยอดเขา Capital Hill เป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลีย ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งหนึ่งบนซีกโลกด้านใต้ ภายในเป็นที่ทำงานของรัฐสภา ออสเตรเลีย เป็นประเทศ สหพันธรัฐ ( Federal ) มีรัฐ ( State ) อยู่ 6 รัฐ ด้วยกัน คือ Queensland New South Wales Northern Territory South Australia Western Australia Victoria และ 2 เมือง พิเศษ คือ Canberra ซึ่งเป็นเมืองหลวง และ Tasmania เป็นเกาะ พรรคการเมืองมีอยู่ 5 พรรค ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเพียง 3 พรรค สภาสูง (วุฒิสภา) มีสมาชิก 76 คน เลือกตั้งมาจาก รัฐละ 12 คน และจากเมืองพิเศษ เมืองละ 2 คน สภาล่าง ( สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ) มีสมาชิก 150 คน การดำรงตำแหน่งเทอมละ 4 ปี ทั้ง 2 สภา สภาสูงเลือกสมาชิกครั้งละครึ่งสภา อาคารรัฐสภามีที่ประชุมวุฒิสภา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ห้องประชุมย่อย ห้องทำงานของวุฒิสภา และ สมาชิกสภาผู้แทน ส่วนตัวทุกคน เพราะมีถึง 4,500 ห้อง คณะนักศึกษา มีเวลาเพียง 15 นาที เท่านั้น หลังจบการบรรยายจึงเดินไม่ทั่วถึง จากการดูงานที่อาคารนิทรรศการผังเมืองทราบว่า ตึกอาคารรัฐสภาเป็นยอดของสามเหลี่ยมพอดี มีถนนสามสายพุ่งไปสู่ Sydney Melburne และไปทางตะวันตกเฉียงเหนืออีก 1 เส้นทาง


ดูงานกิจการรัฐสภา New South Wales ประเทศออสเตรเลีย เป็นสหพันธรัฐเมื่อปี ค.ศ. 1900 เริ่มจากชาวอังกฤษอพยพเข้ามาในออสเตรเลีย เมื่อปี ค.ศ. 1790 ยังมีร่องรอยอยู่ที่ย่าน The Rocks ซึ่งเป็นเมืองเก่าอยู่ที่ Sydney ในปี ค.ศ. 1798 อเมริกาได้ประกาศอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1855 ออสเตรเลียมีรัฐธรรมนูญปกครองตนเอง แยกจากอังกฤษ และในปี ค.ศ. 1900 รัฐต่างๆ ทั้ง 6 รัฐ ได้ตกลงร่วมกันเป็น สหพันธรัฐ รัฐส่วนกลางจะรับผิดชอบในเรื่องการทหาร และการต่างประเทศ รัฐทั้ง 6 ดูแลปกครองกิจการภายในของตนเองในเรื่อง การออกกฎ ระเบียบ กฎหมาย ที่ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญของชาติ สภาของรัฐ New South Wales มีสภาสูง (วุฒิสภา ) มีสมาชิก 42 คน ดำรงตำแหน่ง 8 ปี สภาล่าง ( สภาผู้แทนราษฎร ) มีสมาชิก 93 คน ดำรงตำแหน่ง 4 ปี กำหนดเกณฑ์ การเลือกผู้แทน จากจำนวน 1 คน ต่อราษฎร 50,000 คน สภาสูง เลือกรวมเขต 4 ปี เลือกครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก สภาล่างเลือกเขตเดียวเบอร์เดียว บทบาทขอบรัฐสภา คือ การควบคุมรัฐบาล ในวันที่เดินทางดูงานคณะได้มีโอกาสเข้านั่งชมและฟังการประชุมรัฐสภา มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร มาแถลง เกี่ยวกับการออกกฎหมาย ควบคุมพันธุกรรมพืช ( G.M.O. )เจ้าหน้าที่อธิบายว่าวันนี้ (วันที่ประชุม ) 2200 นาฬิกา คงยังไม่เสร็จ รัฐสภามีหน้าที่ออกกฎหมาย หน่วยงานสามารถออกกฎหมายได้แต่ต้องถูกทบทวนโดยรัฐสภา วิธีตรวจสอบฝ่ายบริหารคือ การตั้งกระทู้ถาม ถาม 3 นาที ตอบได้ 2 นาที ฝ่ายค้านจะมีรัฐมนตรีเงา เพื่อฝึกและประสานงานกับประชาชน วิธีแก้ที่ข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือให้ข่าวสารกับฝ่ายค้าน คือ ใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสาร การตั้งญัตติถามในสภา ตั้งคณะกรรมการ นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลจาก Auditor ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ของไทยได้เปรียบกว่าเพราะมีศาลปกครอง


ดูกิจการ Fairfield City Council เป็นองค์กรท้องถิ่นคล้าย องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเทศบาลของไทย Fairfield City อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ Sydney ประมาณ 32 กิโลเมตร แบ่งเป็น 6 เขต มี 27 ชุมชน มีสมาชิกสภา 15 คน เลือกโดยตรงจากประชาชน และสมาชิกสภาเลือกนายก ( Mayor ) เองตั้งแต่ เดือน มีนาคม ค.ศ. 2004 นายกต้องเลือกโดยตรงจากประชาชน จำนวนสมาชิกจะลดน้อยลงไปจาก 15 คน เหลือ 13 คน เลือกตั้งสมาชิกทุก 4 ปี องค์กรบริหารมี 2 ระดับ คือ นายกเทศมนตรี และผู้จัดการเมือง ( City Manager ) คล้ายปลัด นายกเทศมนตรีเป็นผู้เลือก และจ้าง อายุการจ้าง 3 – 5 ปี แต่ถ้าทำงานไม่ได้ผลอาจเลิกจ้างได้ Fair field City มีคนต่างชาติ ต่างภาษาจำนวนมาก อพยพเข้ามาอยู่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังสงครามเวียดนาม สงครามล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา มีชาวเวียดนามและกัมพูชา อพยพไปสมทบด้วย รวมทั้งคนไทย ก็มีร่วม 50 ครอบครัว เป้าหมายการพัฒนาของ Fairfield City คือ ขยายความเจริญไปทางทิศตะวันตก ตามแนวทางรถไฟ คณะผู้บริหารเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสนำความหลากหลาย เหล่านี้มาแสดงออกในรูปของการท่องเที่ยว แสดงวัฒนธรรมที่หลากหลาย อาทิ Moon Festival Hot Chilli + Drom Festival Seafood Festival เป็นต้น จะมีเจ้าหน้าที่ควบคุม คล้ายกับผู้กำกับการแสดงของละครเป็นผู้รับผิดชอบ มีเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยว เป็นผู้เสนอแนวความคิดกิจกรรมต่าง ๆ มีพัฒนากร เป็นผู้ไปพัฒนาสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ งบประมาณที่ได้รับจากตนเอง (ภาษีท้องถิ่น)จากรัฐบาลของรัฐ New South Wales อีกส่วนหนึ่ง


การปฏิรูประบบราชการใน Australia เริ่มปฏิรูปมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ( 33 ปี ) ปฏิรูปเพื่อพัฒนาแข่งกับกระแสโลก ( ประเทศอื่นๆ ) ข้าราชการเพียงให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล การบริการให้เล็กลงให้เอกชนไปดำเนินการ กระจายอำนาจจากส่วนกลางไปให้ หัวหน้าส่วนปฏิรูป จุดมุ่งหมายอีกประการหนึ่ง คือแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนขึ้น ข้าราชการการเมืองเป็นผู้กำหนดนโยบาย ข้าราชการประจำนำไปปฏิบัติ รัฐบาลกลาง มีหน้าที่ในการป้องกันประเทศ สิทธิมนุษยชน รัฐมีหน้าที่บริการประชาชน ด้านตำรวจ การศึกษา ฯลฯ ในปี ค.ศ. 1975 มีข้าราชการอยู่ 230,000 คน ปัจจุบันมีข้าราชการอยู่ 123,500 คน ลดลงกว่า 50 % การลดขนาดหลายส่วนราชการแปรรูป งานบางอย่างจ้างเอกชน เช่น I.T. ลดบทบาทของรัฐในด้านเศรษฐกิจ ลดการควบคุม ให้เอกชนเข้ามาบริการแต่ต้องอยู่ในการควบคุม การปฏิรูป 3 ขั้นตอน คือ ปรับแรงงานสัมพันธ์ในองค์กร บริหารการเงิน มุ่งเน้นผลงาน ออกกฎกว้างๆ ภายในให้ผู้บริหารบริหารเอง การลดข้าราชการของออสเตรเลีย คือ เกษียณ แล้วยุบตำแหน่ง Early Retire ผลงานไม่ดีไม่ให้รางวัล แรกๆ ข้าราชการจะไม่ชิน ออสเตรเลียต้องใช้เวลา 15 – 20 ปี ข้าราชการจึงปรับตัวได้ สิ่งที่ต้องทำต่อไปของระบบราชการ คือ ขมวดหัว ขมวดท้าย ปล่อยตรงกลางให้มีความยืดหยุ่น นายกทำสัญญากับรัฐมนตรี รัฐมนตรีทำสัญญากับปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงทำงานไม่ได้ผล ต้องเลิกจ้าง สำหรับหน้าที่ในการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งรัฐมนตรี รัฐมนตรีแต่งตั้งปลัดกระทรวงเท่านั้น ฝ่ายการเมืองไม่ล้วงลูกในการแต่งตั้งข้าราชการ เงินเดือนระดับปลัดกระทรวงต่อรองกับนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมีคณะที่ปรึกษาด้านเงินเดือน วงเงินงบประมาณของกระทรวง ปลัดเป็นผู้ทำของบประมาณรวมทั้งเงินเดือนข้าราชการ ปลัดกระทรวงเป็นผู้กำหนดเงินเดือนผู้ใต้บังคับบัญชาตามงบประมาณที่ขอไป เงินเดือนของข้าราชการมีอยู่ 3 ระดับเท่านั้น แล้วในปี ค.ศ. 1997 ได้ปฏิรูประบบงบประมาณใหม่ ให้งบประมาณตามผลงานที่ออกมา


การดูงานตามหน้าที่ได้จบสิ้นลงแล้ว กลับมาสู่สิ่งที่ชอบ คือ การวิ่งออกกำลังกายชมเมืองตอนเช้า ต้องยกให้เส้นทางวิ่งรอบทะเลสาบ Burley ที่ Canberra เป็นเส้นทางที่น่าวิ่งที่สุด ในชีวิตที่ได้สัมผัสมา อากาศประมาณ 14 – 15 องศาเซลเซียส ต้นไม้ในสวนเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง สีใบไม้จะค่อยๆ เปลี่ยนไปจาก เขียว เป็น เหลือง แสด น้ำตาล คนเมืองนอกชอบออกกำลังกายมาก ตอนเช้าๆ จะเห็นคนไปวิ่ง และถีบจักรยาน เยอะมาก บางครั้งเวลาสาย เวลาเที่ยง ยังเห็นซ้อมวิ่งสุขภาพอยู่ก็มี อาจเป็นเพราะอากาศเย็นเป็นใจด้วย ที่ Canberra นี่ทำให้ผู้เขียนเกือบเสียมวยไปเหมือนกัน เนื่องจากผังเมืองออกไว้ดีมาก เป็นบล็อกๆ ดูคล้ายกันหมด ไม่ได้จำชื่อถนน ขากลับเลี้ยวเข้าเส้นทางโรงแรมไม่ถูก แม้แต่โรงพักไปหาตำรวจยังไม่เจอ ต้องถามฝรั่งข้างทางถึง 3 คน ถึงกลับที่พักได้ ไปที่ Sydney คราวนี้ไม่ให้พลาดเพราะมีเวลาอยู่ถึง 3 เช้า ได้แผนที่สังเขปจากโรงแรม นอนศึกษาก่อนล่วงหน้า ห่างจากโรงแรม 500 เมตร มี Hyde Park ห่างออกไปอีก 1 กิโลเมตร มีสวนสาธารณะใหญ่มีสนามรักบี้ ห่างออกไปอีก 1.5 กิโลเมตร มีสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่มาก ขนาด 100 กว่าไร่ เช้าเนื่องจากตื่นสบายๆ มีเวลาเพียง 1 ชั่วโมงในการวิ่งสำรวจ ผ่าน Hyde Park สังเกตมีผู้ออกกำลังน้อยเพราะเป็นสวนนั่งพักผ่อน วิ่งตัดตรงไปสวนพฤกษศาสตร์ ที่นี่จะรวบรวมพืชพันธ์ไม้ของ Australia ไว้ทั้งหมด มีทั้งไม้ป่าขนาดใหญ่ ป่าละเมาะ สมุนไพร สระบัว สำรวจได้เพียงครึ่งเดียว คงติดค้างไว้วันรุ่งขึ้น วิ่งกลับสู่ที่เดิมอีก แต่ไกลออกไป มีเส้นทางวิ่งและจักรยานเลียบอ่าวซิดนีย์ ที่นี่จะมีผู้มาออกกำลังกายเยอะมาก วิ่งไปก็สนุกดีไม่เหนื่อยเพราะมีเพื่อน ออกกำลังกาย ถึงแม้ต่างคนต่างวิ่ง ไม่ได้ทักทายกันก็ตาม พื้นที่เมือง Sydney เป็นเขา ริมมหาสมุทร การวิ่งจึงขึ้นเนิน ลงเนิน ท้าทายดีมาก สิ่งที่ดีน่าเป็นแบบอย่าง คือ การบำรุงดิน สวนต่างๆ จะนำกิ่งไม้เล็กๆ และใบไม้ที่ตัดจากต้นไม้ที่ตกแต่ง มาย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ และนำกลับไปเป็นปุ๋ยโรยไว้ตามโคนต้น และพื้นดิน ทำให้ดินร่วนดีมาก นุ่ม และชุ่มน้ำ นอกจากนี้การตกแต่งสวน ลานสนามหญ้า การเก็บกวาดใบไม้ในลานสนามหญ้าและพื้นแข็งล้วนแต่ใช้เครื่องทุ่นแรง เป็นเครื่องจักรมาตรฐาน ทำให้ลดคน และมีคุณภาพ เครื่องจะดูดทั้งใบไม้และฝุ่นผงไปหมดแลดูสะอาดตา การวิ่งวันสุดท้ายเล็งไปที่ Wentworth Park ดูแผนที่แล้วเขียนไว้ว่า Greyhound Track ( สนามแข่งหมา) ศึกษาแล้วอยู่ห่างจากโรงแรม ประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีเวลา 45 นาที น่าจะทันเวลา วิ่งไปวิ่งมามัวแต่ศึกษาแผนที่หาถนนไม่เจอ เพราะถนนบางสายก็ยกข้ามจึงไม่สามารถนำมาเล่าสู่ฟังได้ เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว เห็นมีสุขาสำหรับ ชาย – หญิง อยู่ใต้สะพานลอย เข้าไปสำรวจดูบ้าง สุขาที่สวนสุขภาพทั้งหลายมีทุกแห่ง และสะอาดด้วย ที่ใต้สะพานลอยแม้จะไม่มีคนนั่งเฝ้าดูแลรักษาตลอดเวลา ห้องสุขา กว้างใหญ่สะอาด ทั้งหนัก และเบา มีสุขาสำหรับคนพิการทุกที่ กระดาษชำระม้วนกลมอยู่ในช่องที่ต้องใช้เรียบร้อยมาตรฐานดีเยี่ยม อยากจะวิจารณ์การใช้กระดาษชำระบ้านเราเมืองเราบ้าง การใช้กระดาษม้วนกลม (กระดาษชำระใช้ในห้องน้ำ) วางอยู่บนโต๊ะอาหารอเนกประสงค์ เช็ดปาก เช็ดมือ เช็ดโต๊ะ เข้าห้องน้ำด้วย บางคนมีกล่องใส่ก็พอดูได้ บางคนเปลือย หมุนเอาเลยเหมือนอยู่ในห้องน้ำไม่น่าดูเลย มาถึงฝ่ายหญิงบ้าง กระดาษเช็ดหน้าเป็นแผ่นใหญ่ และเหนียว ส่วนใหญ่อยู่ที่รถยนต์ อยู่ที่ห้องรับแขก พับเก็บใส่กระเป๋าถือ สะดวก เพื่อเข้าห้องน้ำ แล้วนำไปใช้ชำระลงไปในโถห้องน้ำจะละลายเปื่อยยุ่ยยาก และนานกว่ากระดาษชำระ ถ้าห้องน้ำสาธารณะใช้ติดต่อ 3 – 4 คน ท่อน้ำจะตัน ฝากเป็นข้อคิดในหมู่เราด้วย ใช้กระดาษให้ถูกวัตถุประสงค์ด้วย


ไปท่องเที่ยวหาด Bondi ห่างจาก Sydney ประมาณ 10 กิโลเมตร เรียกว่าอยู่ชานเมือง Sydney เป็นเมืองริมมหาสมุทร มีอ่าวเยอะมาก อ่าวเล็ก อ่าวใหญ่ เนื่องจากมีสภาพเหมือนเกาะ เป็นภูเขาสูง อ่าวริมทะเลน้ำลึก บางอ่าวเรือใหญ่ๆ สามารถเข้าจอดได้ โชคดีที่อ่าว Bondi น้ำไม่ลึกมีชายหาด เว้าโค้งประมาณ 1 – 2 กิโลเมตร ถ้าอากาศดีๆ ไม่หนาวคงมีคนมาท่องเที่ยวมาก ได้แต่เก็บภาพเป็นที่ระลึกไว้ ขากลับเข้าเมือง Sydney อ้อมขึ้นบนเนินเขา เขาว่าบนนั้นที่ดินสร้างบ้านราคาแพงที่สุด เศรษฐี Australia นิยมมาซื้อบ้านสร้างบ้านที่นี่ บางคนบอกว่า ดาราฮอลลีวู้ด บางคนยังมีบ้านที่นี่เลย ขึ้นไปดูแล้วอากาศดีจริงๆ มอง Top View เห็นเมือง Sydney อากาศก็ดีด้วย ที่ดูวิวเป็นสนามกว้างประมาณสนามฟุตบอล เกือบ 2 สนาม เที่ยวถามว่าที่กว้างเช่นนี้ เหลืออยู่ได้อย่างไร เขาบอกว่า ข้างใต้นี้เป็นถังเก็บน้ำประปาบริการบ้านบนเขา เขาว่าไทยกับฝรั่งคิดคนละอย่าง ไทยที่ราบเท่านั้น ให้สร้างบ้าน และทำมาหากิน ส่วนฝรั่งที่ราบมีน้อย ต้องสร้างบ้านพักบนเขา ที่ราบไว้ทำมาหากิน สิ่งสาธารณูปโภคไม่ยาก ใช้เทคโนโลยีช่วยผลักดัน ขึ้นไปบริการถึงที่ ไปชม Sydney Tower หอสูงมากจำความสูงไม่ได้ บนหอมีอยู่ 4 ชั้น เป็นภัตตาคาร ห้องขายสินค้า ชั้นที่ 4 เป็นจุดชมวิว มองได้รอบทิศ ทิวทัศน์รอบ Sydney ทิศเหนือจะเห็นสะพานซิดนีย์ และโรงโอเปร่า ทิศตะวันออก สวนพฤกษศาสตร์ Hyde Park Barracks Museum ทิศใต้มองเห็น Anzac War Memoril ทิศตะวันตกมองเห็น Darling Harbour ไปชมสวนสัตว์เนเชอรัลไวล์ไลฟปาร์ค ชมหมีโคอาล่า จิงโจ้ และกินเนื้อแกะ ชมการตัดขนแกะโดยเชียร์เร่อ ล่องเรือกัปตันคุ๊ก เงียบเหงาไปเยอะไม่ดนตรีกลางวัน ผู้นั่งเรือเห็นพวกหน้าดำหน้าขาว ชาวเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ผ่านโรงโอเปร่า ผ่านสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์ เห็นกลุ่มปีนและเดินข้ามสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์อยู่ 2 กลุ่ม ๆ ละ 7 – 10 คน เขาบอกว่า ถ้าใครมาซิดนีย์แล้วไม่ได้เดินข้ามสะพานเหมือนมาไม่ถึงผู้เขียนก็อยากจะปีนและเดินข้ามเหมือนกันแต่ไม่มีในรายการท่องเที่ยว ค่าปีนและเดินข้ามทราบว่าคนละ 100 กว่าเหรียญ ( 3,000 – 4,000 บาท ) อะไรจะขนาดนั้น กลางคืนไปชมย่านคิงส์ครอส พัฒน์พงษ์ของซิดนีย์ หรือเรียกว่า ย่านโคมแดง โด่งดังมากเมื่อเกือบ 10 ปี ก่อนใครไปเที่ยว Sydney แล้วไม่ไปย่านคิงส์ครอสนี่ถือว่าเชยสุดๆ ไปชมเที่ยวนี้ เหลือแต่อดีตของความยิ่งใหญ่ สถานที่เก่าทรุดโทรม ไปตามสภาพ ราคาค่าเข้าชมนักเต้นแต่เดิม 25 $ ปัจจุบันก็เท่าเดิม 25 $ คณะไปต่อราคา เหลือเพียง 10 $ ต่อคน สถานที่ก็ยอมดีกว่าไม่มีคนเข้าไปดู เบียร์ขวดละ 6 $ ก็ต่อราคาได้อีกเหลือ 4 $ ซบเซามาก Adult Shop ไม่ได้แวะดูเลย และแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว ใครไป Sydney เที่ยวนี้ไปคิงส์ครอสถือว่าเชยมาก เช่นกัน ไม่อยากจะเล่าให้เพื่อนร่วมคณะฟังเลยแต่ก็อดไม่ได้ เลยเถิดไปถึงเรื่องผู้หญิง ซึ่งเกี่ยวข้องกับพวกเราที่เป็นชาย ถามว่ามีอย่างว่าหรือเปล่าที่ Sydney อยากจะทราบเหมือนกัน ขอร้องเพื่อนไกด์ที่เป็นคนไทยบอกให้พาไปดูหน่อยใครสนใจบ้าง ไปทัศนากันเป็นกองทัพ ใช้รถ TAXI ถึง 4 คัน จอดหน้าบ้านคล้าย Town House ในซอยหนึ่ง มีไฟสัญญาณสีแดงเปิดไว้ภายใน เนื่องจากเข้าไปเยอะ แม่บ้านผู้ควบคุมกลัวเด็กตกใจ แบ่งคณะออกเป็น 3 กลุ่ม รูดม่านปิดไว้ นำผู้หญิงมา 4 – 5 คน หมุนเวียนแนะนำตัวสนนราคา 145 $ คูณเงินไทยเอาเอง มีผู้ใช้บริการ 4 ท่าน ใครบ้างผมจำไม่ได้จริงๆ ผู้นำทางบอกว่ามีบ้านนานาชาติ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง ที่เหลือก็แห่ตามกันไปอีก 10 กว่าคน สูตรเดิมแบ่งห้อง แนะนำชื่อ แล้วบอกสัญชาติด้วย มีญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง 3 ชาติ ไม่มีใครใช้บริการ ผู้นำทางบอกว่าไป Thailand ทุกคนสั่นหัว เอวังก็จบ ผึ้งแตกรัง ที่เหลือแยกย้ายกันไป ผู้เขียนไปเที่ยว Pub Three Monkeys ข้างโรงแรม เป็นห้องเล็กๆ มี 3 ชั้น ดนตรีอยู่ชั้นสอง ข้างล่างมีโต๊ะนั่ง ชั้น 2 มีโต๊ะเล็กน้อย ส่วนใหญ่ยืน ชั้น 3 มีเก้าอี้หมุนอยู่ 7-8 ตัว นอกนั้นยืน ค่าเบียร์ขวดละ 7 $ ไม่เสียค่าเข้า ในนั้นมีวัยรุ่น ถ้าเทียบกับเด็กไทย ก็เด็กมหาวิทยาลัย คณะเราเป็นเด็กโข่งเทียบรุ่นก็พ่อเด็กพวกนี้ ยืนๆ ดูเอาประสบการณ์ บางคนก็ปล่อยแก่ ทำสะบัดไหล่ สะบัดหัว เข้าจังหวะดนตรี เด็กฝรั่งดูสนุกเต้นยึกยักเต็มไปทุกพื้นที่ไม่มีฟลอร์ คนที่มีเพื่อนหญิงยืนข้างๆ เรา จังหวะช้าก็กอดอย่างกระชับ ไม่หวั่นสายตาผู้ใด สังเกตดูว่าจะมีเรื่องหรือไม่ ดูแล้วภาวะสงบ ไปเห็นฝรั่งทะเลาะกันอยู่ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ย่านคิงส์ครอส ไม่ทราบผู้โดยสาร TAXI เป็นอะไร ถอดรองเท้ามาทุบกระโปรงรถคันแรกหน้าคิวรถ TAXI คณะผู้เขียนกำลังจะกลับที่พัก เห็นไม่ได้ท่าต้องรีบขึ้น TAXI คันต่อมาออกไป อีกครั้งหน้าภัตตาคารอาหารจีก่อนกลับเมืองไทย TAXI จอดรับคนขวางทางรถส่วนตัว รถส่วนตัวบีบแตรไล่ เห็นคนขับโผล่หน้าออกมาโต้วาจากันอยู่หลายประโยค พวกกองเชียร์บอกว่า พวกนี้ดีแต่ปาก ไม่กล้าลงไม้ลงมือกันหรอก ไม่โทษหนัก ก็ปรับหนัก ผู้เขียนคิด


สไตล์ไทยแลนด์ไปที่ใดที่ไม่ได้ Shop แล้วถือว่าเสียหายขาดรสชาด เสียเอกลักษณ์ของคนไทย โอกาสแรกบริษัท Tour จะพาไปที่ Duty Free เพราะของฝากเยอะ ราคาแพง และ เงินในกระเป๋า ในบัตรเครดิตยังมากอยู่ ส่วนใหญ่ จะเป็นเครื่องสำอาง พวกน้ำหอม ขวดเล็กๆ ประมาณ 100 $ ( 3,000 บาท ) ผู้ซื้อบอกถูกมาก มีทุกยี่ห้อที่ Popular ในเมืองไทย ผู้เขียนเป็นกองเชียร์เดินสำรวจ ใครจะซื้อน้ำหอม ตัวแทนจะนำตัวอย่างมาป้ายหลังมือ หรือฉีดน้ำหอมใส่กระดาษ มาให้ดมกลิ่นว่าชอบไหม ผู้เขียนเจอเข้าไป 10 กว่ากลิ่นเวียนหัวไปหมด มีความสงสัยว่า ถ้าปลอดภาษีแล้วรัฐจะได้อะไร ผู้รู้ที่เรียนหลักสูตรกฎหมายมหาชนแล้ว เขาบอกว่าได้ซิ ได้เยอะด้วย ที่เห็นอยู่นี่ไง คนอยากมาท่องเที่ยว มาซื้อของเพราะมีของราคาถูกให้เลือกเยอะ ไม่เอากำไรภาษีสินค้า แต่ได้กำไรจากผลพวงอย่างอื่น ร้านค้าก็จะได้ เปอร์เซนต์จากการจำหน่ายสินค้าจากบริษัทผู้ผลิต มีรายได้จ้างงาน เหนืออื่นใด เงินสำรองของประเทศ เพราะมีคนเอาเงินมาเติมให้ จริงหรือไม่จริงก็ไม่ทราบเพราะผู้เขียนไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งคือ ความไว้เนื้อเชื้อใจของคนทั่วโลก จากใน Credit Card ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย ซื้อของแล้วรูดการ์ดได้ เงินไปเคลียร์กันในระบบ อัตราแลกเปลี่ยนเงินดูแล้วน่าปวดหัวเขาบอกว่า ถ้าไม่อยากจน ให้ทิ้งใบ Credit Card ( เฉพาะพวกมีกินบ้าง ไม่มีกินบ้าง ถ้าเป็นเศรษฐีเงินถังก็แล้วไป ) ไม่เห็นเงินสดแล้วใจจะใหญ่รูดการ์ดไม่อั้น มาหนักตอนธนาคารเรียกเก็บเงิน คิดดอกเบี้ยมหาโหดอีกต่างหาก ต้องหมุนไปเปิด Credit Card บริษัทการเงินใหม่เสร็จแล้วก็หมุนจนหัวปั่น เปลี่ยนมาถือเงินสดไปซื้อของดูซิท่านจะได้ความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่ง มีคนเขาเตือนว่า ลูกเล็กๆ อยู่ไปใช้บัตรเงินด่วนให้ลูกเห็น ลูกเล็กๆ ไม่เข้าใจหรอกว่า เราหาเงินมายากลำบากเพียงไร พอไม่มีเงินเห็นไปกดเอาจาก ตู้ ATM เงินก็ไหลออกมา โตขึ้นลูกจะเสียนิสัยใช้เงินเปลือง การ Shop มีบางร้านที่บริษัททัวร์นำไป ขายของที่ระลึกเฉพาะกรุ๊ปทัวร์เท่านั้น จะเดินไปซื้อคนเดียวไม่ได้ผู้เขียนยังได้ตุ๊กตาหมีที่ร้านขายของ แถมให้หัวหน้า Tour มา 1 ตัว ร้านเขาแจกฟรีคนละตัวทั้งคณะ Shopping Center ในเมืองเยอะมาก David Jone ยังเป็นห้างที่ตั้งอยู่ อย่างยั่งยืน แต่วิตามิน E ที่คนไทยแบกขนกันคนละโหล 2 โหล จนกระเป๋าน้ำหนักเกิน เมื่อ 10 ปีก่อน เสื่อมความนิยมไปเยอะ ยุคปัจจุบันนี้ต้อง ครีมรกแกะ ย้ำอีกครั้ง ครีมที่สกัดสารออกมาจากรกแกะ (รกคือสิ่งที่ห่อหุ้มลูกอ่อนในท้อง) สรรพคุณ คือ ทาแล้วหน้าเต่งตึงจากอายุ 50 ปี ก็จะเหลือ 30 ปี ขายเป็นชุด 3 หลอด เกือบ 100 เหรียญ 1 หลอด ขนาดใหญ่กว่านิ้วกลางผู้ใหญ่เล็กน้อย เห็นซื้อมาฝากกันเยอะน่าอิจฉาคนออสเตรเลีย เขาพยายามคิดอะไรใหม่ ๆ ออกมาตลอดเวลาคิดดูว่าคนออสเตรเลีย ประมาณ 20 ล้านคน มีแกะอยู่ 50 ล้านตัว แล้ว 50 ล้านตัวเป็นตัวเมีย แล้วออกลูกมากี่ล้านตัวต่อปี โปรโมทผลิตภัณฑ์ที่น่าจะทิ้งแล้วออกมาเป็นเงินเข้าประเทศ อย่าประมาทเชียวนาเมืองไทยขายหลอดละ 3 พันบาท ได้ยินเขาคุยกัน ทำให้นึกย้อนไปถึงบ้านนอกเรา เวลาวัวหรือควายจะออกลูก พวกคอเหล้าจะมาชุมนุม เตรียมเหล้ามาพร้อมพอลูกตกออกมา พร้อมรก (คนไทยเรียกน้องวัว) รกที่คลุกฝุ่นนั่นแหละนำไปทำความสะอาด ลวก (จิ้ม) ต้มปรุงรส เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมทั้งนั้น นักโภชนาการของไทยน่าจะมาคิด รกวัวอัดกระป๋อง เสริมตลาดปลาทูน่ากระป๋องของไทย น่าจะดี ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมยี่ห้อดัง ไม่อยากโฆษณาให้เดี๋ยวจะเหลิง ผู้ที่นิยมคงทราบดี ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทำให้ผู้ที่เป็นตัวแทนขาย รวยมาหลายคนแล้ว ไม่อยากอ้วน ลดอาหาร ผิวเต่งตึงวิตามินต่างๆ ร้านนี้เป็นที่นิยมไม่ยิ่งหย่อนกว่า Duty Free และร้านขายครีมรกแกะ วิตามินมีตั้งแต่วิตามิน A ถึงวิตามิน Z อะไรกันนักหนา ไม่อยากอ้วนก็กินให้น้อยลง กินอาหารให้ถูกลักษณะอยากหุ่นดีก็ต้องออกกำลังกาย โดยเฉพาะการกินอาหารครบหมู่ไม่ให้ขาดวิตามิน นักโภชนาการยกให้กินข้าว น้ำพริกปลาทู กับผักจิ้ม เป็นอาหารที่ครบหมู่ที่สุดในโลก อะไรก็เทียบไม่ได้ ผู้เขียนซื้ออะไรบ้าง ว่าจะไม่แล้วเชียวนา อดไม่ได้เพราะจำกัดตัวเองด้วยการไม่แลกเงินไป เที่ยวขอแลกเพื่อนๆ ที่เขาแลกมาเยอะได้ครีมไป 6 ขวด ถุงเท้าไป 6 คู่ ฝากเพื่อนสนิท แค่นี้ก็หมดเงินไป 6,000 บาทไทย ไปเห็นตลาดโบ้เบ้ Australia เรียกว่า Paddy Markets แนะนำให้ซื้อของฝากที่นี่ ถุงเท้าในห้าง 1 คู่ มาซื้อที่นี่ได้ 3 คู่ คุณภาพอาจสู้กันไม่ได้ แต่พะยี่ห้อ Made in Australia ก็พอจะแก้หน้าเป็นของฝากได้บ้าง คนหาของฝากผู้บังคับบัญชาไม่ได้ ซื้อเนคไทด์ ราคา 30 กว่าเหรียญ ( 1,000 บาท ) ที่นี่ถูกกว่าเกินครึ่ง วันที่เดิน ทางกลับมาจาก Australia แม่บ้านมารับที่ดอนเมืองเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว การเข้ากรุงเทพฯ คุ้มค่ากับค่าน้ำมันรถยนต์ ไปดูงานแสดงสินค้าหนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล ของประเทศไทย ที่เมืองทองธานี ซึ่งไปชมแล้วมี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเสื้อผ้าสิ่งทอ กลุ่มหัตถกรรม และกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มอาหารมีการผลิตไวน์เป็น 100 ยี่ห้อ หัตถกรรมก็มีแปลกๆ ส่วนสิ่งทอนั้นไปดู เนคไทด์ ไหมไทย 150 บาท เท่านั้น ผู้เขียนว่าสวยไม่แพ้ เนคไทด์ ออสซี่


สิ่งที่น่าชมเชยน่าเอาเป็นแบบอย่างของออสเตรเลีย คือ ความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย บ้านเมืองสะอาดมาก มองหาเศษกระดาษ เศษถุง ไม่มี บนทางหลวงนอกจากป้ายเครื่องหมายจราจร เครื่องหมายบอกเส้นทางแล้ว ไม่มีป้ายอื่นๆ ให้เป็นมลพิษทางสายตา ประเทศไทยน่าเอาเป็นแบบอย่างมาก อีกประเด็นเดียว เกือบลืมไป ขณะนั่งรถบัสกลับมาจาก Canberra – Sydney ผ่านด่านชั่งน้ำหนักมีที่ทำการตรวจสภาพรถ (สุ่มตรวจ) อย่างเป็นทางการอยู่ 1 แห่ง มีเจ้าหน้าที่ 4 คน ได้สุ่มตรวจรถบัสของคณะเรา ตรวจความเรียบร้อยทุกอย่าง ที่ปัดน้ำฝน ไฟท้าย ไฟหน้า ช่วงล่าง ช่วงหน้า ช่วงหลัง ยกรถ เรื่องนี้คงไม่ได้เตี้ยม เพราะเห็นคนขับรถชักมีอารมณ์เหมือนกัน ผู้โดยสารก็ไม่ให้ลงจากรถ แม้บอกว่าก๊อกจะระเบิดเพราะไปเติมเบียร์ ที่จุดพักรถก่อนถึงด่านเพียง 10 กิโลเมตร ทำการตรวจอยู่ 40 นาที อย่างจริงจัง แสดงว่ารัฐห่วงใยความปลอดภัยของประชาชนมาก พลขับรถบกพร่อง ก็ทำให้ผู้โดยสารบาดเจ็บ ล้มตายจากอุบัติเหตุได้ รวมถึงเพื่อนร่วมทางที่แสนดีด้วย


ถึงวาระสรุปจบเสียที ข้อความที่เขียนจับแพะไทย ชนกับแกะออสเตรเลียจริงๆ การบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ เอกสารเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ผู้เขียนเป็นพวกรู้ภาษาอังกฤษแบบSnake Snake Fish Fish บางครั้งผู้เขียนแอบงีบ (เสียชื่อคนไทยหมด ) ก็มีเพราะฟังไม่ทัน ฟังไม่รู้เรื่อง ต้องขอขอบคุณ อาจารย์ ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา อาจารย์ผู้ควบคุม ดร.เจริญ คันธวงศ์ หัวหน้าคณะผู้เข้ารับการอบรม ทั้งสองท่านที่ได้สรุปให้ฟังพอเข้าใจ ผิดพลาดต้องขออภัย ความดีทั้งหมดขอมอบให้ สถาบันพระปกเกล้า และคณาจารย์ ที่ได้ให้โอกาสผู้ที่ไม่มีความรู้ ในเรื่อง รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ อย่างผู้เขียนได้เข้ามารับการอบรม ทำให้มีความรู้ขึ้นในระดับหนึ่งสมตามวัตถุประสงค์ของสถาบันฯ ที่ต้องการให้ พัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเผยแพร่ไปสู่บุคคลากร ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน


เดินทางไปและกลับในครั้งนี้ สายการบินไทย เที่ยวไปมีเฉพาะที่นอน 1 แถว บางครั้งจับจองคนเดียว นึกในใจว่า โรคซาส์ หรือเปล่า เที่ยวกลับ การบินไทยแถมให้คุ้มเลยบินย้อนกลับไป Melbourne ไปกลับ 1,500 กิโลเมตร แถมยุบรวม 2 เที่ยวบิน เข้าด้วยกัน ไม่มีที่นั่งว่างแม้แต่ที่เดียว แถมอาหารกลางคืนให้อีก 2 มื้อ บริการประทับใจจริงๆ ผู้เขียนได้ติดเศษเหรียญออสเตรเลียมา 2 เหรียญ 50 เซนต์ คิดว่าถ้าได้กลับไปอีกครั้งจะไปปีนสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์ให้ได้
-----------------------------------------------

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เปิดโลกแห่งการอ่าน

#1 By (202.183.235.3 /10.104.100.111) on 2006-11-09 11:06