มองโลกอันกว้างไกล ภาค 1 เยื่อน Australia
posted on 30 Oct 2006 12:49 by moosing in Around-the-Worldมองโลกอันกว้างไกล

ผู้บังคับบัญชา หรือเจ้านายมีหน้าที่ฝึกหัดอบรมให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือลูกน้อง มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ศักยภาพในการทำงาน มองโลกอันกว้างไกลเป็นการทำหน้าที่ทุกผู้บังคับบัญชาประการหนึ่ง เมื่อผู้เขียนปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 พื้นที่ภาคอีสานในปี 2538 ขณะนั้น พลโทสุรยุทธ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 2 เมื่อฟองสบู่ยังไม่แตก อะไรต่าง ๆ ก็ดูดีไปหมด งบประมาณที่ได้รับมาสนับสนุนหน่วยไหลลื่นหน่วยงานทั้งภาครัฐภาคเอกชน พัฒนาระบบงาน พัฒนาคนการไปดูงาน ต่างประเทศที่เจริญแล้วเป็นวิธีการประการหนึ่งที่เปิดหูเปิดตา หรือวิสัยทัศน์ แล้วนำกลับมาประยุกต์ให้เข้ากับงานที่ทำอยู่ให้ดียิ่งขึ้น ผู้เขียนได้เดินทางไปเที่ยวออสเตรเลีย เป็นคณะจำนวน 20 คน ใช้เวลาในการเดินทางท่องเที่ยวจำนวน 6 วัน มองโลกอันกว้างไกลจึงได้เกิดขึ้น เมื่อได้เข้ามารับการอบรมในสถาบันพระปกเกล้าในหลักสูตร ปรม.2 ได้มีแผนการดูงานต่างประเทศที่ประเทศออสเตรเลียอีกเช่นกันผู้เขียนคิดว่าคงจะไม่ได้ร่วมคณะนักศึกษาไปด้วย เพราะการเดินทางไปท่องเที่ยวมีปัจจัยหลักอยู่ 3 ตัว คือ สังขาร เวลา และเงินตรา การเข้ามารับการอบรมในหลักสูตร ปรม. 2 ทางผู้เขียน มีความมุ่งหมายอยู่ 3 อย่างเช่นเดียวกับหลายท่าน คือ ความรู้ ได้เพื่อน และประสบการณ์ หน่วยงานเพียงแต่อนุมัติให้เข้ารับการอบรมได้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง เพราะไม่ได้อยู่ในแผนการศึกษาประจำปี ค่าใช้จ่ายในงานดูงานต่างประเทศสูงเกือบครึ่งของค่าธรรมเนียมในการเข้ารับการอบรม จะหาทุนเดินทางไปต่างประเทศจากธนาคารออมสิน เมื่ออ่านดู กฎ กติกา มารยาท ในการขอกู้แล้ว มีข้อยุ่งยากมาก คณะนักศึกษาจึงยกเลิกการกู้เงินจากธนาคารออมสินไป 100 เปอร์เซ็นต์ ได้รับความกรุณาจาก คุณหมอธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล (คนทำดี ต้องขออนุญาตออกนาม) คุณไม่ต้องมองซ้าย แลขวา เอาเงินสำรองจ่ายจากผมไป แล้วค่อยผ่อนชำระให้ภายหลัง ดีกว่าธนาคารอีกเพราะไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ผู้เขียนได้ไปทำผู้เข้ารับการอบรมวิจารณ์ (คล้ายประชาพิจารณ์) ว่าถ้าผู้เขียนจะเขียนเรื่องประเทศออสเตรเลียมาเป็นพื้นฐานก่อนที่ คณะนักศึกษาผู้ที่ยังไม่เคยไปประเทศออสเตรเลียมาก่อนอ่านเสียก่อนจะเสียอารมณ์หรือไม่ คล้ายกับดูภาพยนตร์ ที่มีคนเล่าเรื่องให้ฟังแล้ว ได้รับการพิจารณ์กลับมาจาก 4 ท่าน ที่ไปถาม ตอบว่าดีๆ เขียนเล่ามาซิ เป็นต้นตอไว้ก่อนเหมือนปลูกต้นไม้ ต่อยอด ต่อกิ่ง ต่อตา ได้ง่ายขึ้น จึงสรุปทึกทักเอาว่าทุกท่านชอบ ข้อมูลอาจล้าสมัยไปบ้างแล้ว เพราะผ่านมาเกือบ 9 ปี สิ่งใดที่เชยๆ ที่ปล่อยออกมาต้องขออภัย เพราะในสมัยนั้นผู้เขียนก็เห่อ เหมือนคนได้เดินทางไปเมืองนอกครั้งแรก
การจัดการดูงานและทัศนศึกษาในคราวนี้เป็นความกรุณาของแม่ทัพภาคที่ 2 ที่มอบให้บริษัททัวร์ดำเนินรายการให้ทั้งหมด ใช้บริการของเอ็นซีทัวร์ (ไปสอบถามภายหลังแล้ว เอ็นซี ย่อมาจากชื่อเจ้าของบริษัททัวร์นวลจันทร์) หลักฐานที่ต้องเตรียมให้บริษัททัวร์คือ พาสปอร์ต เป็นเอกสารที่สำคัญที่สุด ผู้ที่จะเดินทางต้องไปติดต่อทำให้แล้วเสร็จด้วยตนเอง สำเนาทะเบียนบ้าน ใบรับรองเงินเดือน เป็นหลักประกันว่าไปแล้วจะไม่ไปแอบ เป็นโรบินฮู้ดที่นั่น ส่งก่อนเดินทางประมาณ 20 วัน บริษัททัวร์เขาจะนำไปประกอบหลักฐานขอวีซ่าเข้าประเทศให้เป็นส่วนรวม ใกล้จะเดินทางแล้ว 2 กันยายน 2539 คณะเข้ารับฟังโอวาทและนโยบายการไปดูงานจากแม่ทัพภาคที่ 2 ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งได้แจ้งให้ทราบแล้วตั้งแต่ต้นเรื่อง ตบท้ายด้วยแจกพ๊อกเก็ตมันนี่คนละเท่าไรขอเก็บเป็นความลับของทางราชการไว้ก่อน หลังจากนั้นบริษัททัวร์ส่งเจ้าหน้าที่ซึ่งจะนำคณะทัวร์ (ไกด์) เดินทางในครั้งนี้มาอธิบายเรื่องการเตรียมการ เตรียมของ เตรียมเอกสาร การลงนาม กฎ ระเบียบ กติกา ของประเทศที่จะไปดูงาน และทำความเข้าใจในการปฏิบัติเนื่องจากเดินทางเป็นหมู่คณะ และให้ฝากเงินแลกตลาดมืด อัตราแลกธนาคาร 1 เหรียญ ต่อ 20.30 บาท แลกตลาดมืด 1 เหรียญ ต่อ 20.20 บาท ถ้าจะเขียนรายละเอียดเสียเวลามากไป ลุยไปข้างหน้าเดินทางเลยดีกว่า วันที่ 5 กันยายน 2539 เวลา 10.30 น. ออกเดินทางจากกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 โดยรถบัสปรับอากาศของกองทัพภาคที่ 2 ถึงท่าอากาศยานดอนเมือง เวลา 14.00 น. ปรากฏว่ารถบัสส่งลงผิดอาคาร ส่งลงที่อาคาร 1 ต้องพากันลากกระเป๋าเดินทางมาที่อาคาร 2 เวลาที่เหลือผู้ที่แลกเงินไว้ครั้งแรก พอกลับบ้านไปมีคนฝากซื้อของโดยเฉพาะคนที่บ้านลงรายการมาอีกเป็นสิบ ที่แลกไว้แล้วครั้งแรกงบประมาณก็บานปลายต้องเดินหาแลกเงินตามช่องแลกเงินที่ธนาคารต่าง ๆ ส่งเจ้าหน้าที่มาตั้งไว้ในท่าอากาศยาน 15.30 น. เอากระเป๋าไปตรวจผ่านกรรมวิธีตรวจคนเข้าเมือง (ความจริงออกนอกเมือง) และเข้าไปในอาคารขาออกนั่งรอเครื่องบินอีก 2 ชั่วโมง การเดินทางใช้บริการของสายการบิน บริติชแอร์เวย์ เส้นทางบิน ลอนดอน – กรุงเทพ – ซิดนีย์ – บริสเบน เครื่องออกตามเวลา 17.30 น. ขึ้นจากท่าอากาศยานดอนเมือง คณะแยกย้ายนั่งตามที่ตั๋วโดยสารระบุมา ผู้เขียนโชคดีที่ที่นั่งข้าง ๆ ประกบด้วยคณะเดียวกัน บางคนไปนั่งข้างฝรั่งบ้าง ข้างพ่อแม่ลูกอ่อนก็อึดอัดหน่อย พอบินได้ระดับดีเครื่องบินนิ่งแล้วไม่พูดพล่ามทำเพลง แจกอาหารทันที แอร์ (กี่ จริง ๆ) โฮสเตส จะนำเมนูมาให้อยากจะรับประทานไก่หรือเนื้อ ผู้เขียนเลือกไก่ รอสักพักอาหารก็มา แจกไวน์ด้วย วันนี้ครึ้มใจมาพักผ่อนปกติผู้เขียนไม่ค่อยดื่มของมึนเมาตามใจปาก และอารมณ์ว่าเข้าไป 3 ขวด ทำเอาหัวหมุน ไม่ใช่สถิติสูงสุดนะนี่ บางคนมาเล่าสถิติสูงสุด 6 ขวด รับประทานอาหารเรียบร้อยเขาจะแจกหูฟัง ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ถุงเท้าใส่บนเครื่องบิน บรั่นดีขวดเล็ก ๆ หลังอาหาร ก่อนอื่น ผู้เขียนก็เอาบรั่นดีกรอกปาก ไปก่อน 1 ขวด (จิ๋ว) กลั้วคอทำให้สะอาด เข้าห้องน้ำทำธุรกิจส่วนตัว แปรงสีฟันซะอีกครั้งหนึ่งก่อนนอน กลับมานั่งที่เอาหูฟังขึ้นมาเสียบ สำรวจว่ามีอะไรบ้าง มีช่องให้เลือกฟังถึง 15 ช่อง เป็นช่องของทีวีที่ฉายบนเครื่องบิน 1 ช่อง เหลืออีก 14 ช่อง เป็นรายการเพลงเสียส่วนใหญ่ ทั้งออเครสต้า เพลงช้า เพลงเร็ว ซึ่งเป็นเพลงสากลทั้งหมด ช่อง 15 พิเศษหน่อยเป็นรายการภาคภาษาไทย รายการเพลงประกอบความรู้ เป็นเพลงยุคปัจจุบัน เช่น ของพี่เบิร์ด น้องทาทายัง อัสนี วสันต์ เป็นต้น ผู้เขียนอยากจะเสนอแนะสายการบินบ้าง แต่ไม่ทราบจะบอกใคร ถ้านำเพลงย้อนยุคของสุนทราภรณ์ สุเทพ ชรินทร์ สวลี มาใส่ลงไปในรายการจะเยี่ยมมาก ความรู้ที่ได้จากรายการวิทยุพอจะเป็นสาระมี 3 เรื่อง เรื่องแรกเรื่องส้วมชักโครกโดยไม่ใช้น้ำ ผู้คิดค้นมีเจตนาที่จะรักษาน้ำที่จะหายากต่อไป และลดมลภาวะโดยผลิตเครื่องชักโครกโดยใช้ระบบดูดความชื้นจากของเสียที่คนถ่ายเทออกไป ของเสียซึ่งเคยเปียกใช้น้ำชำระสร้างมลภาวะ จะกลายเป็นผงเหมือนขี้เลื่อย เรื่องที่ 2 คือ เรื่องลุกค์ลิซึ่ม คือการให้ความเชื่อถือแก่คนที่มีรูปร่างหน้าตาดี ทำให้เกิดผลเสียและไม้ให้ความยุติธรรม ในอังกฤษเด็กวัยรุ่นจะเลียนแบบนางแบบที่ดังมากคนหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างผอมบางมาก เด็กจะอดอาหารไม่ให้น้ำหนักตัวเองเพิ่มเป็นผลเสียต่อการเจริญเติบโตในวัยเด็ก เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่เขาวิเคราะห์ว่าการอนุญาตให้นำสุนัขไปเลี้ยงในที่ทำงาน จะทำให้พนักงานที่เป็นเจ้าของสุนัขขยันทำงานมากขึ้น กำลังจะออกเป็นกฎเกณฑ์ที่แน่นอน เรื่องทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่อังกฤษทั้งนั้น เพราะรายการวิทยุภาษาไทยนี้จัดโดยเจ้าหน้าที่ของสายการบินบริติชแอร์เวย์ ก่อนนอน (นั่ง) หลับ ไปเข้าห้องน้ำบนเครื่องบินเสียหน่อย มีห้องน้ำหลายห้องทั้งมีท้ายเครื่องบินและกลางเครื่องบิน คนตั้งเกือบ 400 คน ยัดกันอยู่บนเครื่องบิน เขามีป้ายบอกแขวนเกือบติดเพดานเครื่องบินว่าห้องน้ำฝั่งที่เรานั่งจะเข้าไปว่าว่างหรือไม่ว่าง ถ้าไม่ว่างก็นั่งคอย ว่างก็รีบเข้าไป ห้องน้ำเหมือนกับห้องน้ำที่ใช้อยู่ทั่วไป มีก๊อกน้ำร้อน น้ำเย็น อ่างล้างมือ ที่ทิ้งกระดาษชำระ ส้วมชักโครกซึ่งเมื่อชักโครกแล้ว จะใช้ระบบดูดแรงมาก คำเตือนเขาก็คือ ห้ามสูบบุหรี่ในห้องน้ำ ใครขืนไปสูบเครื่องดักควันจะร้องทันที ห้ามทิ้งก้นบุหรี่ลงที่ทิ้งกระดาษชำระ ไม่ทิ้งสิ่งสกปรกลงบนอ่างล้างมือและเพื่อเป็นการให้เกียรติคนอื่น เมื่อใช้บริการแล้วชำระให้เรียบร้อย ออกจากห้องน้ำก็ย่องกลับมานอน ไม่น่าเชื่อว่าเครื่องบินลำใหญ่เท่าตึก 3 ชั้น ที่นั่งแคบกว่ารถทัวร์ ปอ. 1 บ้านเราอีก เอนหลังได้เล็กน้อย มีหมอนเล็ก ๆ แจกให้และผ้าห่มอีก 1 ผืน หลับไปได้เหมือนกัน ประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 6 แอร์ฯ ปลุกขึ้นมารับอาหารเช้า ขอทำความชี้แจงเรื่องเวลาที่ออสเตรเลีย เวลาเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง แจกอาหารเช้าซึ่งมีพวกเราบางคนบอกว่าเวลาข้าวต้มรอบดึก เวลา 02.30 ของไทยหรือ 05.30 น. ของออสเตรเลีย เครื่องบินลงจอดสนามบินซิดนีย์ ใช้เวลาเดินทาง 8 ชั่วโมง ระยะทาง 5000 กว่ากิโลเมตร ผู้โดยสารส่วนใหญ่ซึ่งเดินทางมาจากลอนดอนและกรุงเทพฯ จะลงที่สนามบินแห่งนี้คณะทัวร์ลงไปยืดเส้นยืดสายที่ที่ท่าอากาศยานสนามบิน เพราะเครื่องบินต้องเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ทำความสะอาด และรับผู้เดินทางในประเทศอีกส่วนหนึ่ง 06.45 น. เครื่องบินออกจากท่าอากาศยานซิดนีย์ มุ่งสู่เมืองบริสเบน ถึงสนามบินบริสเบนเวลา 08.05 น. ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 20 นาที ระยะทางประมาณ 800 – 900 กิโลเมตร (กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ระยะทาง 700 กว่ากิโลเมตร เครื่องบินใช้เวลา 54 นาที)
คราวนี้ลงสู่ท่าอากาศยานบริสเบนเดินทางถึงออสเตรเลียจริง ๆ เสียที รอรับกระเป๋า ผ่านกรรมวิธีตรวจคนเข้าเมืองซึ่งออสเตรเลียกวดขันมากมีข้อห้ามต่าง ๆเช่นห้ามโทรศัพท์มือถือ อาวุธ ยาเสพติด พืชผักผลไม้ อุปกรณ์สำหรับม้าหรือสัตว์อื่น ๆ มีการถามผู้เขียนว่าเข้าใจข้อห้ามต่าง ๆ หรือไม่ช่วยอธิบายสักข้อสิเล่นเอาฝืดเหมือนกัน เพราะเอกสารบริษัททัวร์เขาทำให้ไว้เราลงชื่อเฉย ๆ ออกจากตรวจคนเข้าเมือง ลากกระเป๋าขึ้นรถทัวร์เพื่อเดินทางสู่เมืองโกลด์โคสท์เมืองตากอากาศ และท่องเที่ยวชั้นหนึ่งของประเทศ เอาประวัติประเทศออสเตรเลียไปสักนิดหนึ่ง ออสเตรเลียถูกค้นพบโดยกัปตันคุ๊ก อังกฤษได้ระบายนักโทษของอังกฤษเข้ามาอยู่ออสเตรเลีย แถบด้านตะวันออกซึ่งเป็นรัฐนิวเซาท์เวลในปัจจุบัน ต่อมาเมื่ออเมริกาได้ประกาศอิสรภาพ คนที่อยู่ประเทศออสเตรเลียก็ได้ประกาศอิสรภาพบ้าง แต่อยู่ในเครือจักรภพของประเทศอังกฤษ ออสเตรเลียประกอบด้วย 5 รัฐ คือ ด้านตะวันออกมีรัฐควีนแลนด์และนิวเซาท์เวล ด้านเหนือนอร์ทอริทอรี่ ด้านใต้เซ้าท์ออสเตรเลีย ด้านตะวันตกเวสเทิร์นออสเตรเลีย มีกรุงแคนเบอร์ร่าเป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ในพื้นที่ของรัฐนิวเซาท์เวล แต่ไม่ขึ้นการปกครองกับรัฐนิวเซาท์เวล เมืองที่สำคัญก็มีซิดนีย์เป็นเมืองธุรกิจ บริสเบน เมลเบอร์น เพอร์ท ดาร์วิน ประชากรมีเพียง 16 ล้านคนเท่านั้น อาศัยอยู่ตามเมืองริมฝั่งทะเล ใจกลางประเทศหรือใจกลางทวีป ไม่ค่อยมีคนอยู่ เนื่องจากแห้งแล้งมาก เป็นทะเลทราย จากท่าอากาสยานเดินทางเข้าเมืองบริสเบน เพื่อรับประทานอาหารเช้า ผ่านสนามม้าแข่ง ซึ่งแข่งเสาร์อาทิตย์เช่นเดียวกับบ้านเรา โรงแรมของที่นี่จะเป็นโมเต็ลเล็ก ๆ หรือเป็นมอเตอร์อินท์ ราคาที่พัก 2,000.- บาท/ห้อง รถยนต์ส่วนใหญ่ยี่ห้อ โฮลเด้นท์ ซึ่งออสเตรเลียผลิตได้เอง มีรถญี่ปุ่นยี่ห้อมิตซูบิตชิ โตโยต้า และจิ๊บซูซูกิ รถยุโรปเห็นมีบีเอ็มดับบลิว ฟอร์ด นิยมใช้มากที่สุด ส่วนวอลโว่และเบ็นซ์นับคันได้ 09.30 น. ถึงร้านอาหารจีนคิงออฟเดอะคิงรับประทานอาหารเช้า ขากลับลงจากร้านอาหารเจอร้านอาหารไทยอีสานอยู่ใกล้ ๆ กัน ได้ส่งภาษาในฐานะที่เจ้าของร้านเป็นคนร้อยเอ็ด มาจากอีสานเช่นกัน เส้นทางมุ่งสู่โกลด์โคสท์ บริเวณชานเมือง นอกเมืองป่าข้างหน้ามีต้นยูคาลิปตัส เก้าสิบเก้าเปอร์เซนต์เต็มไปหมด ซึ่งดูก็ร่มครึ้มดีเช่นกัน เส้นทางแคบเหมือนทางชั้นสองในประเทศของเราแต่เรียบ ทางตัดกันมีน้อยมากเรียกว่าแทบไม่มี เขาจะยกทางต่างระดับกันไว้ จำกัดความเร็วที่รถเก๋ง 110 กม./ช.ม. รถบรรทุกและรถบัส 100 กม./ช.ม. เท่านั้น ไม่ต้องมีตำรวจให้ตรวจจับเกะกะข้างทาง ใช้กล้องและเรดาร์ในการควบคุม วิ่งเร็วเกินขีดจำกัดสิ้นเดือนค่าปรับจะถูกหักจากบัญชีของเจ้าของรถพร้อมหลักฐานรูปภาพประกอบวันเวลาในการกระทำผิดเรียบร้อย เวลา 10.40 น. ถึงออสเตรเลียวูลเซล ซึ่งเป็นฟาร์มแสดงการเลี้ยงแกะ ต้อนแกะโดยใช้สุนัขและการตัดขนแกะให้ชม เริ่มด้วยการแนะนำชนิดของแกะ จัดแสดงคล้ายโรงภาพยนตร์เล็ก ๆ มีเก้าอี้ยาวให้นักท่องเที่ยวนั่ง แกะที่แสดงจะอยู่ข้างนอก ซึ่งแสดงมานานจนรู้มือ พอเรียกชื่อจะเดินเข้ามาเอง จากข้างโรงที่แสดง และไปยืนในที่ที่กำหนดไว้ เขาแนะนำว่ามีแกะอยู่ 8 ชนิดในออสเตรเลีย มี พันธุ์เมอริโก ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ชาวอังกฤษนำเข้ามาสู่ประเทศออสเตรเลียเป็นครั้งแรก พันธุ์บอร์เดอร์ เป็นแกะพันธุ์เนื้อ, พันธุ์เคอร์รี่เดลให้ทั้งเนื้อและขน แกะพันธุ์ดอร์เซท, แกะพันธุ์ผสม ซึ่งขนปั่นง่าย พันธุ์เซาท์ซัฟฟอว์ด เป็นแกะพันธุ์หนักที่สุดในประเทศออสเตรเลีย โตเต็มที่หนักถึง 130 กก. แกะพันธุ์ลอนคอล์น เป็นพันธุ์ที่มีขนหนักมาก และมีลาโนลินหรือน้ำมันธรรมชาติมากเป็นพิเศษกว่าแกะพันธุ์อื่น ๆ และแกะพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่เก่าแก่พันธุ์หนึ่งของโลก สุดท้ายคือพันธุ์ทูกิเดล เป็นพันธุ์พิเศษสุดที่ขนใช้ผลิตพรม พิเศษนอกเหนือจากแกะอื่น คือ สามารถตัดขนได้ 2 ครั้งใน 1 ปี พันธุ์อื่น ๆ นั้นตัดได้เพียงครั้งเดียว ลาโนลินคือสารที่แกะขับออกมาเพื่อป้องกันผิวหนัง เมื่อถูกตัดขน ซึ่งคนเรานำสารลาโนลินนี้มาสกัดทำยาบำรุงผิว คนตัดขนแกะเรียกว่า “เชียร์เรอร์” เมื่อก่อนสถิติการตัดขนแกะด้วยมือได้ 100 กว่าตัว/วัน ปัจจุบันใช้เครื่องไฟฟ้า เชียร์เรอร์สามารถทำสถิติได้ 700 กว่าตัว/วัน การแสดงสุนัขต้อนแกะเขาใช้สุนัขพันธุ์เบอร์เดอร์ ซึ่งผ่านการฝึกมา จะต้อนเข้าคอกต้อนไปเลี้ยงแยกคอก แยกกลุ่มสุนัขทำได้หมด บางครั้งสุนัขจะไม่วิ่งบนพื้นดิน จะวิ่งอยู่บนหลังแกะเมื่อแกะรวมกันเป็นฝูงใหญ่ นอกจากชมสุนัขต้อนแกะ ก็มีการอุ้มตัวโคลา (คล้ายหมีตัวเล็ก ๆ แต่ไม่ใช่หมี มีถุงหน้าท้อง) อุ้มถ่ายภาพทำกรอบให้เสีย 12 เหรียญ ไปให้อาหารตัวแกงการูและวัลลาบี้ ซึ่งทั้งสองอย่างคือ จิ้งโจ้นั่นเอง จะนอนเล่นอยู่สนามหญ้า เอาอาหารใส่มือจะกระโดดเข้ามากินจากมือเลยเชื่องมาก อาหารกลางวันเป็นอาหารออสเตรเลีย คือบาบิคิว เนื้อ และแกะ ร้านให้เลือก ผู้เขียนเลือกแกะเพื่อหาประสบการณ์ กินแล้วก็อร่อยดี เหมือนเนื้อวัวแต่แข็งกว่า บางคนว่าเคยกินแล้วเหม็น วันนี้เราถึงต้นตำรับกลิ่นไม่มีเลย บ่ายโมงออกเดินทางจากออสเตรเลียวูดเซด มุ่งสู่เมืองโกลด์โคสท์ ถึงโรงแรมแพนแปซิฟิก ซึ่งเป็นที่พักเมื่อเวลา 15.30 น. ระหว่างทางไม่ได้สังเกตอะไรเลย เพราะเพลียหลับจากการเดินทางอันยาวนาน และการผิดเวลาด้วย เข้าโรงแรมแล้ว ผู้เขียนเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นชุดวิ่ง ออกไปสำรวจเมือง มีคนออกกำลังมากพอใช้ทั้งหญิงและชาย ผู้เขียนวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะสักพักหนึ่ง มองเห็นเส้นทางจักรยาน พร้อมนักวิ่งสูงอายุซึ่งเป็นฝรั่งอีกคนหนึ่ง ชีวิตนักวิ่งเมื่อวิ่งด้วยกันก็เป็นเพื่อนกันแล้ว คุยกันเล็กน้อยเพราะภาษาอังกฤษของผู้เขียนกลับบ้านไปแล้ว วิ่งไปจนมืดก็แยกย้ายกันไปจับมือแนะนำตัวกัน เพื่อนนักวิ่งรู้แต่เพียงว่าผู้เขียนเป็นนักท่องเที่ยวจากเมืองไทยเท่านั้น กลับไปถึงโรงแรมรู้สึกกระหายน้ำในตู้เย็นไม่มีน้ำให้ดื่ม เขาบอกว่าออสเตรเลียให้ดื่มน้ำจากก๊อกประปาได้เลย ผู้เขียนลองดูไม่ผิดหวังเลยจืดสนิท จะอร่อยกว่าน้ำขวดบ้านเราบางยี่ห้ออีก น้ำที่ออสเตรเลียความดันแรงมาก เขารับประกัน 2 นาทีเต็ม อ่างอาบน้ำ น้ำร้อนเปิดก๊อกเพียงนิดเดียวเพราะร้อนมาก มื้อเย็นรับประทานอาหารไทยที่ร้านธนาไทยข้าง ๆ โรงแรมนั่นเอง อาหารเพี้ยน ๆ ไปนิด เพราะเสริฟด้วยกระหรี่พัฟเป็นออร์เดิฟ มีฝรั่งสาว ๆ แต่งชุดไทยเสริฟ ก็ประหลาดดีเจอคนแต่งชุดไทยแต่พูดกันไม่รู้เรื่องอาหารพอใช้ได้ไม่ถือว่าอร่อยแต่ทุกคนก็ทานได้เพราะเจออาหารฝรั่งมา 2 วันเต็ม ๆ แล้วโรงแรมฝั่งตรงข้ามห่างประมาณ 1 กม. คือคอนราด จูปิเตอร์ เป็นแหล่งคาสิโน ก็ได้แต่หมายตาไว้ ยังไม่ได้ไปศึกษาเพราะเพลียมาก ขึ้นนอนที่โรงแรม มีทีวีให้เลือกดูหลายช่อง สำหรับช่องพิเศษต้องเสียเงินเพิ่มอีก 11.95 เหรียญ มีโปรแกรมบอกช่องและเวลาเรียบร้อย ผู้เขียนเลือกดู 1 ช่อง ฉายเวลา 3 ทุ่มครึ่ง เป็นหนัง 2 อาร์ต่อสู้กันทั้งเรื่องระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย มีการแสดงท่าทางและอารมณ์แต่ภาพอาวุธทั้ง 2 ฝ่ายไม่ให้เห็น
เช้าวันเสาร์ที่ 7 กันยายน 2539 มีเวลาอยู่บ้างเพราะรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม เวลา 8 โมงเช้า ผู้เขียนวิ่งสำรวจเมืองโกลโคสท์ วิ่งไปตามแหล่งที่อยู่อาศัย โมเต็ล และอพาร์ตเมนท์ให้เช่า บ้านไม่มีรั้วบ้านจะมีกำแพงเล็กๆ อยู่หน้าบ้านกว้างประมาณ 30 – 50 ซม. ยาวประมาณ 1 – 2 เมตร สูงประมาณ 80 ซม. – 1 เมตร ในกำแพงนั้นจะฝังตู้ไปรษณีย์ไว้ทุกบ้าน ทำลาดรถยนต์วิ่งเข้าบ้านได้ผ่านทางเท้าเข้ามาไม่เหมือนบ้านเราซึ่งต้องไปอ๊อกหาเหล็กปีนทางเท้าเข้าบ้าน ทางเท้าเป็นทางเท้าเล็กๆ สามารถเดินสวนกันได้ 2 คน ทางเท้าที่ตัดผ่านถนนจะทำลาดรถเข็นหรือจักรยานสามารถวิ่งผ่านไปตลอดไม่ต้องยกรถ แต่ละบ้านจะปลูกต้นไม้และออกมาทำความสะอาดหน้าบ้าน บางบ้านก็มีสระว่ายน้ำเล็กๆ ขนาดยาว 10 เมตร อยู่หน้าบ้านหรือข้างบ้าน บางแห่งมีที่จอดรถอยู่ใต้ดิน ผู้เขียนวิ่งผ่านสวนสาธารณะของเมืองโกลโคสท์ แวะเข้าไปดูสะอาดมากทั้งถนนและสนามหญ้า มองหาถุงพลาสติกสักชิ้นไม่มีเลย มีนกกินปลาเดินเล่นอยู่ในสวนคุ้นคนมาก วิ่งเข้าไปในเมืองนกพวกนี้ยังบินลงหาอาหาร มีสูตรที่ผู้บังคับบัญชาชอบใช้ดูความสะอาดของหน่วยดูที่ห้องส้วมห้องน้ำก็ได้ แวะดูห้องน้ำเป็นไงบ้างทั้งหญิงและชาย ไม่น่าเชื่อสะอาดมากยังกับห้องน้ำในบ้าน กลิ่นของเสียไม่มี ออกเมืองก็สำรวจหาดทราย 6 โมงกว่าๆ ทั้งที่อากาศเย็นค่อนข้างหนาว ยังมีผู้ที่ไปเล่นน้ำแต่เช้า ส่วนใหญ่จะไปเล่นกระดานโต้คลื่น เพราะชายฝั่งของทวีปออสเตรเลียเป็นชายฝั่งของมหาสมุทรไม่มีเกาะแก่งกันคลื่น คลื่นลมจึงซัดมาเต็มที่ บริเวณหาดไม่มีการวางเก้าอี้นอน เดินเร่ขายอาหาร ไม่มีอะไรทั้งนั้นที่มาเกะกะ ริมหาด มีป้อมไล้ฟการ์ดของเมือง เฝ้าสังเกตการช่วยเหลือผู้ที่ลงเล่นน้ำ ขึ้นจากน้ำทะเลจะมีก๊อกน้ำจืดสำหรับอาบฟรีเป็นระยะๆ ออกจากการอาบน้ำจืด เดินผ่านสวนสาธารณะไปที่ที่จอดรถ มีก๊อกน้ำล้างเท้าก่อนขึ้นรถอีก ริมหาดจะมีสวนสาธารณะใครไม่อาบทะเลก็วิ่งในสวนนี่แหละ ผู้เขียนยังเห็นแม่ลูกอ่อนเอาลูกใส่รถเข็น และวิ่งออกกำลังกายไปด้วย ในสวนสาธารณะมีสนามเด็กเล่น สวนสุขภาพ และห้องน้ำแยกชาย,หญิง ที่สะอาดเช่นเดิม กลับมาหน้าโรงแรมเนื่องจากยังเช้าอยู่จึงเห็นการเก็บขยะใช้ถังขยะเช่นเดียวกับที่เห็นในกรุงเทพฯ มีล้อเข็นอยู่ด้านหนึ่ง ขยะจะมีที่กันล้มเป็นบางที่ ไม่มีสุนัขมาคุ้ยขยะ และคนมาคุ้ยเก็บของ เขาจะแบ่งขยะที่รีไซเคิ้ลได้อีกถังหนึ่ง คนเก็บขยะจะมี 2 คน รวมทั้งคนขับ น่าจะเป็นบริษัทรับจ้าง เมื่อลากถังมาข้างรถแล้วจะมีเครื่องมือจับถังเทลงในถังขยะใหญ่บนรถ ล้อเข็นจะตีที่ขอบถังพร้อมฝาจะเปิดพอดีไม่มีขยะร่วงหล่น เมื่อเสร็จแล้วผู้เขียนสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่จะเขียนบิลไว้เข้าใจว่าค่า ขนขยะ จะเก็บตามปริมาณขยะที่ทิ้ง จากนั้นก็เตรียมตัวลงมารับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเป็นห้องระเบียง เนื่องจากที่นี่อากาศหนาว ลมแรงและแดดไม่ร้อนจัดนัก ฉากกั้นจึงเป็นพลาสติกใสรูดปิดได้รอบ เช่นเดียวกับเรือนเพาะชำต้นไม้บ้านเรา 09.00 น. ออกเดินทางจากเมืองโกลโคสท์และชายหาดในเมือง เปรียบก็เหมือนกับพัทยา ตอนเช้าที่สำรวจเป็นหาดบางแสนเลยจากหาดพัทยามาจะมีอีกหาดหนึ่ง เหนือขึ้นมาอีกมีเรือยอร์จจอดอยู่เต็มไปหมด 10.00 น. ถึงมูวีเวิลด์โรงถ่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่และทันสมัยของบริษัทวอร์เนอร์บราเดอร์ที่สร้างอยู่ในออสเตรเลีย เข้าชมบ้านหนีแรงศูนย์ถ่วง ป่าช้าฝรั่งเหมือนในหนังคาวบอย มีพื้นดินยุบขึ้นยุบลง ชมการแสดงของสตันท์แมนในเรื่องโปลิสจิตไม่ว่าง พักเที่ยงพอดีหารับประทานอาหารในโรงถ่ายนั่นเอง มีพนักงานมาตั้งรถขาย หรือมีร้านอาหารเป็นกิจจะลักษณะ ผู้เขียนเลือกฮอทดอก 1 อันราคา 3 เหรียญ น้ำดื่มครึ่งลิตร 1 ขวด ราคา 2 เหรียญครึ่ง คือ 50 บาท เพื่อนของผู้เขียนเลือกโค้กเล็ก 1 ขวด ราคาเท่ากัน ก็ได้แค่ปลงอนิจจังเกิดมาพึ่งเคยซื้อน้ำดื่มขวดเล็กๆ ราคา 50 บาทก็เที่ยวนี้ มีคณะบางคนไปเข้าร้านอาหารไปรับประทานฮอทดอกท่อนใหญ่ ราคา 9 เหรียญ กัดได้ 2 คำ ต้องทิ้งเพราะกินไม่ลง หลังจากรับประทานอาหารแล้วมีการแสดงในบริเวณถนนและร้านในโรงถ่านนั้น แสดงการปล้นคล้ายในหนังคาวบอย รถแบทแมน ซุปเปอร์แมน ตัวการ์ตูนของวอร์เนอร์ ตัวแสดงในโปลิสจิตไม่ว่างและตัวแสดงใน รายการต่างๆ ออกมาเดินให้ผู้เข้ามาท่องเที่ยวให้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก นอกจากนี้ทางหาเงินของบริษัทอีกอย่างหนึ่งคือ ร้านขายของที่ระลึก พื้นที่ในโรงถ่ายหนังใหญ่มากถึง 1,050 ไร่ ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 35 เหรียญ (700 บาท) เด็ก 20 เหรียญ (400 บาท) เมื่อเข้าไปแล้วชมการแสดงทุกชนิดฟรี บ่ายแล้วไปชมการแสดงมายากลของมาเวอริค ชมการ์ตูนบันนี่ และล่องเรือลอดถ้ำเพื่อตามหาบัคบันนี่ซึ่งลงไปใต้ดิน ในถ้ำจะมี ฝนตก ต้นไม้ล้ม มีการยิงปืนใหญ่ถล่มเรือ ท้ายสุดคือเรือลอดน้ำตก หมดรายการชมภาพยนตร์ 4 มิติ เพิ่มภาพออกมาด้านหน้าอีก 1 มิติ ประมาณ 15 นาที ก่อนจบเรื่องมีกอริลล่าขว้างขวานออกมา ผู้เขียนยังต้องเหวี่ยงหัวหลบเพราะกลัวขวานสับ จากนั้นไปนั่งขอเรียกว่าชิงช้านรก นั่งชิงช้าห้อยขา ปล่อยลงมาจากที่สูงตามแรงโน้มถ่วงของโลกเร็วมาก หมุนขวาที ตีลังกา หมุนซ้าย และตีลังกาอีกที เรียกว่าของเสียขึ้นมาอยู่บนสมองเลยทีเดียว ทั้งเสียวทั้งสนุก ใครได้มีโอกาสไปเที่ยวขอให้ไปทดสอบให้ได้ ผู้หญิงมีอายุหรือผู้ที่ใจไม่ถึงอย่างเสี่ยง หัวใจจะวายเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ แต่ที่แสดงมายังไม่เคยมีใครเสียชีวิต มีแต่เสียงร้องวี้ดด้วยความสนุก พอออกจากเครื่องเล่นบริษัทถ่ายภาพขณะเล่นชิงช้าอัดขายใส่กรอบให้ผู้ที่เล่นอีกใบละ 12 เหรียญ (240 บาท) ถ้าต้องการ ส่วนใหญ่เห็นซื้อกันทั้งนั้นเพราะมันเป็นความประทับใจ รายการสุดท้ายเยี่ยมชมถ้ำของแบทแมน ภายในถ้ำเขาสร้างเรื่องว่าเกิดเหตุการณ์ในเมืองกอทแทม แบทแมนต้องไปช่วยเหลือ พวกเราก็ไปนั่งรถแบทแมนที่เป็นห้องจำลองของแบทแมนเหมือนเราอยู่ในรถจริงต้องรัดสายเข็มขัดและยึดเก้าอี้แน่นไม่เช่นนั้นตกเก้าอี้ เพราะทั้งมีโยกซ้าย โยกขวา ลงเหว ขึ้นบนอากาศ บนถนนใช้เวลาในการเยี่ยมแบทแมน 15 นาที ควันหลงในสวนสนุกมีการถ่ายทำภาพยนต์โดยให้ผู้ที่ต้องการเป็นซุปเปอร์แมน แต่งตัวเข้าฉากถ่ายทำประมาณ 3 นาที ค่าถ่ายทำพร้อมม้วนวิดีโอเทปที่อัดราคา 20 เหรียญ (400 บาท) ออกจากสวนสนุกของวอร์เนอร์ ตรงเข้าสู่เมืองบริเวณบริสเบนพักแรมที่โรงแรมเมอร์เดียวออกไปรับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคารอาหารจีนที่ข้างๆ ภัตตาคารมีห้องอาหารของเคเอฟซี ผู้เขียนไปสังเกตเห็นการสั่งอาหารของเคเอฟซีโดยไม่ต้องลงจากรถ จะมีช่องทางไดร์ฟ ทรู ไปจอดรถที่ไมโคนโฟนอยู่ระดับปากพูดของพลขับพอดี เมื่อหมุนกระจกลง ผู้ขับก็สั่งของตาม ต้องการ รออีกประมาณ 1-2 นาที คนขายก็บอกให้ไปรับอาหารที่สั่งและจ่ายเงินพร้อม รถคันอื่นก็เลื่อนเข้าคิวต่อไปเรื่อยๆ กลับมาหน้าโรงแรม มีขบวนแห่เนื่องในเทศกาลของบริสเบน ในห้วงฤดูหนาวต่อฤดูใบไม้ผลิ คงจะเช่นเดียวกับขบวนแห่บ้านเรา แสดงถึงวัฒนธรรมและประเพณี ผู้เขียนไปทันท้ายขบวนแล้ว เห็นเพียง 3-4 รายการ มีขบวนผี สิงโตฝรั่ง กลองยาวฝรั่ง ออกจากดูขบสวนแห่ ทดลองไปเข้าบ่อนคาสโนซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม ใหญ่โตมากก็กลัวๆ ว่าเขาจะเก็บเงินหรือจะตรวจอะไรบ้าง เพราะเดินขึ้นไปเห็นเจ้าหน้าที่รปภ.ยืนอยู่ 3 คน ซึ่งข่าวก่อนเดินทางบอกมาว่าต้องใส่รองเท้าคัตชู เสื้อเชิ้ต ใส่สูท ผู้เขียนใส่ชุดลำลอง รองเท้าสปอร์ท เสื้อยืดโปโล ไม่เห็นมีใครว่าอะไรก็เดินเข้าไปเลย โอ้โฮยังกับมีงานวัดบ้านเรา คนหลายร้อย ครั้งแรกไปดูโยนลูกเต๋า 2 ลูก ไม่ทราบว่าเล่นอะไรก็เดินผ่านไป สังเกตดูว่าเขาไม่ใช้เงินสดแทง ใช้ชิฟแทนราคา 1 เหรียญ 5 เหรียญ 20 เหรียญ น่าจะมีชิฟ 100 เหรียญด้วย แลกกันที่โต๊ะ พนักงานได้เงินสดแล้วจะยัดลงไปในกล่อง หากมีใบ 100 เหรียญ มาแลกชิฟต้องมีหัวหน้ามาเซ็นชื่อรับทราบ ไปสอบถามผู้รู้ดูว่าพนักงานกล้าเอาเงินใส่กระเป๋าตัวเองหรือไม่ เขาบอกว่า ยาก นอกจากมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลายระดับยังมีกล้องวิดีโอแอบถ่ายภาพไว้ จากนั้นไปดูแบล็คแจ๊ก เล่นเหมือน 21 แต้ม บ้านเรา เอาไพ่หกสำรับมารวมกันใน 1 รอบ ลูกค้าแทงมีกรรมวิธีปลีกย่อยออกไปอีก อธิบายไม่ได้เพราะไม่ทราบกติกา แต่เห็นเจ้ามือไม่ค่อยตาย ถ้าลูกค้าไม่ 19 แต้ม หรือ 20 แต้ม เจ้ามือจะกินเป็นส่วนใหญ่ มาวงเซียมซี มีวงล้อหมุน มีตัวชี้อยู่ด้านบน จะมีแต้ม 1, 3, 7,15, 32, 47 ตามลำดับ ใครแทงเบอร์ไหนจะจ่ายจำนวนเท่าตามหมายเลขซึ่งตัวเลขในวงล้อจะน้อยลงตามอัตราการจ่ายมาก โดยเฉพาะเบอร์ 47 มีเพียง 2 ช่อง เท่านั้น ส่วนใหญ่จะออกเบอร์ 1 แต่ไม่ค่อยมีคนแทง คนจะโลภมากเป็นส่วนใหญ่ สรุปแล้วเจ้ามือกินเกือบเรียบอีกเช่นเคยเข้าใจว่า ผู้ที่หมุนวงล้อมีความชำนาญในการหมุนมาก สามารถคาดการณ์หรือวางแผนจะให้ออกอะไรได้เมื่อมองที่หน้าเสื่อที่ลูกค้าแทน จากนั้นไปดูหัวก้อยโดยให้ลูกค้าเป็นคนโยนเหรียญอยู่ในวงกลมซึ่งมีลูกค้าที่แทงอยู่รอบนอก ถ้าออกกลางไม่มีใครได้ใครเสียถ้าออกหัวหรือก้อยเจ้ามือรับกินรับจ่ายตามลูกค้าที่แทง จากนั้นก็มาโจรแขนเดียวที่พวกเรารู้กันสมัยก่อนหรือสลอตแมชีนซึ่งฮิตที่เมืองไทยมาก เมื่อ 30 ปีก่อน ที่ฐานทัพอเมริกันมาตั้งในประเทศไทย ยืนดูเห็นมีฉลาดอยู่คนเดียวแจ๊กปอร์ต เงิน เหรียญไหลออกมาเต็มแล้วเขาก็เก็บไปแลกเป็นแบงก์เลย นอกนั้นก็เหมือนเคยเจ้ามือกินเรียบ ผู้เขียนเข้าไปเพียงศึกษาดีว่าไม่กินเครื่องดื่มฟรีอีก เพราะเห็นแจกเบียร์แจกเหล้าแล้วละอายใจตัวเองยืนดูสล๊อตเห็นเด็กเข็นรถมาทุบอะไรโป๊ะๆ แล้วเอาใส่แก้ว นึกว่าทุบไข่ลวก กลายเป็นห่อเงินเหรียญมาบริการพวกโยกสล๊อต ให้แลกเพื่อหยอดปัจจุบันกินเงินเร็วขึ้นเพราะไม่ได้ใช้การโยกใช้กดปุ่นแทน เดินต่อมาก็มีรูเล็ต คนวางเต็มหน้าเสื่อ ยืนดู 4 ตาเห็นเจ้ามือกวาดเกือบทุกครั้ง สุดท้ายก็มิได้แต้มเหมือนไฮโลบ้านเรา แทงเก็บเป็นแต้มได้ และได้หลายต่อด้วย แทนสูงแทงต่ำก็ได้ ใช้กดด้วยไฟฟ้า สังเกตดูคนไม่นิยม เพราะไม่ได้ทำกับมือ คงกลัวเจ้ามือโกง ออกจากบ่อนคาสิโนก็กลับไปนอนหลับอย่างสบาย เพราะบรรลุภารกิจรู้แล้วบ่อนคาสิโนเป็นอย่างไร
8 กันยายน 2539 ต้องตื่นแต่เช้าเพราะ ต้องนั่งเครื่องบินจากบริสเบนไปเมืองซิดนีย์ เดินทางถึง ซิดนีย์ 3 โมงเช้า ต้องนั่งรอรถบัสมารับ 1 ชั่วโมงครึ่ง เพราะบริษัททัวร์วางแผนผิด ตามปกติเข้าฤดูใบไม้ผลิที่ประเทศออสเตรเลียเขาจะประกาศให้เวลาที่ซิดนี้ย์เร็วกว่าบริสเบน 1 ชั่วโมง ปรากฏว่าทางการเขายังไม่ประกาศต้องแกร่วอยู่สนามบิน สังเกตเหตุการณ์รอบข้างตัวเพื่อหาความรู้ นอกอาคารท่าอากาศยาน เห็นมีรถบัสท่าอากาศยาน อยู่ 2 สาย รับผู้โดยสารเข้าเมืองโดยระบุเส้นทาง สถานที่และโรงแรมที่ผ่าน ซึ่งเมืองไทยก็เริ่มทำแล้ว แท็กซี่ จอดเขาคิดยาวรอผู้โดยสาร ไม่ต้องต่อรองราคาใครมาก่อนขึ้นคันหน้า ในท่าอากาศยานมีตู้โทรศัทพ์ใหญ่ แสดงรูปโรงแรมราคายกหูและกดปุ่มที่โรงแรมที่ต้องการพักสายจะไปเชื่อมกับโรงแรมที่เราต้องการทันที สามารถนัดหมายตกลงได้ทันที เวลา 10.30 น. รถจึงเดินทางมารับ ออกเดินทางจากเมืองซิดนีย์ไปยังกรุงแคนเบอร่ารวดเดียว 300 กว่า กม. รถใช้เวลาวิ่ง 3 ชั่วโมง 45นาที ถึงกรุงแคนเบอร่าซึ่งเป็นเมืองหลวงของออสเตรเลีย เวลาบ่ายโมง 45 นาที คณะหิวข้าวพอสมควร ตรงดิ่งไปร้านอาหารจีนที่บริษัททัวร์เขาไปติดต่อไว้แล้ว ถ้าต้องไปสั่งอาหารและรออีกคงมีใครต้องโมโหหิวบ้าง เวลา 15.15 น. เดินทางไปชมพิพิธภัณฑ์สงครามของออสเตรเลีย ซึ่งแสดงทางด้านการทหารของออสเตรเลีย ที่ส่งกำลังไปช่วยอังกฤษหรือพันธมิตรรบที่ ซูดาน อัฟริกา แหลมซีนายเขตของปาเลสไตน์ ตุรกี สงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม มีการจัดห้องไว้เป็นเรื่องๆ มีทั้งภาพจำลองด้วยภาพปั้น สถานการณ์จำลองด้วยภาพปั้น อาวุธโบราณจริงใช้เวลาเร็วมากเลยไม่ค่อยได้ความรู้เท่าไร ออกจาพิพิธภัณฑ์ทหารก็ไปชมที่ทำการรัฐบาลซึ่งเขาบอกว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญที่สุดในซีกโลกตอนใต้เนื้อที่ทั้งหมด 32 เฮกเตอร์ พื้นที่ใช้งาน 2 แสน ห้าหมื่นตารางเมตร ราคาก่อสร้าง 1,100 ล้าน เหรียญออสเตรเลีย คัดเลือกแบบจากสถาปนิกส่งเข้าแข่งขัน 329 แบบ จากสถาปนิก 128 ประเทศ การก่อสร้างใช้คนงาน 10000 คน จาก 50 สาขาอาชีพ เสาธงสูง 81 เมตร หนัก 20 ตัน สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 – 2531 ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าราชินี
อลิซาเบธแห่งอังกฤษเสด็จไปเปิดเมื่อ 9 พฤษภาคม 2531 มีห้องทำงานถึง 4,500 ห้อง ใต้อาคารจอดรถได้ 2,000 คัน ซีกขวาเป็นที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ซีกซ้ายเป็นที่ประชุมวุฒิสภา ตรงกลางเป็นที่ประชุมรวม มีห้องจัดงานรับรองใหญ่จุคนได้ 1,200 คน (เมื่อวางโต๊ะ) เอกชนสามารถเช่าจัดงาน เลี้ยงสังสรรค์หรืออื่นๆได้ ออกจาโรงแรมขับรถตะเวนดูบ้านพักเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่เดียวกันใกล้กับที่ทำการรัฐบาล และเข้าพักที่โรแรมเร๊กซ์โฮเต็ล วันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดในกรุงแคนเบอร่าเงียบมากคล้ายเมืองร้าง เพราะในเมืองเป็นเฉพาะที่ทำงานเท่านั้น บ้านพักผู้ที่ทำงานเกือบจะทั้งหมดอยู่นอกเมือง ก่อนอาหารค่ำผู้เขียนมีเวลาจึงวิ่งสำรวจพื้นที่ เนื่องจากอากาศหนาว ประมาณ 10 องศาเซลเซียส และลมแรงจึงสำรวจได้ไม่มากนัก มื้อเย็นเป็นอาหารจีนที่อยู่ในเมือง เจ้าของร้านแถมน้ำพริกปลาป่นให้ด้วยรู้สึกว่าจะเป็นร้านอาหารจีนที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา
9 กันยายน 2539 อาหารเช้าที่โรงแรมเป็นอาหารฝรั่งที่อร่อยที่สุด ซึ่งคณะทัวร์ทุกคนยอมรับ รถยนต์เริ่มเข้าเมืองมากขึ้น เนื่องจากเป็นเช้าวันจันทร์วันทำงานที่จอดรถที่เคยเห็นว่าว่าง ๆ และมีเยอะมาก เจ็ดโมงเช้าเริ่มเต็มแล้ว ออกเดินทางจากแคนเบอร่ากลับมาซิดนีย์เส้นทางเดิม 300 กว่ากิโลเมตร ทาง 4 เลน ความเร็วระดับเดิมคือ 100 กม./ช.ม. ไม่มีเกิน ผ่านทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ฟาร์มสุดลูกหูลูกตา มีแต่ วัว ม้า แกะ รถวิ่งไปกลับ 600 กม. เห็นชาวไร่ออกมาทำงานที่ไร่เพียง 2 คนเท่านั้นไม่น่าเชื่อบนเส้นทางเห็นซากสุนัขถูกรถยนต์เหยียบตาย 1 ตัว มีที่เกิดอุบัติเหตุ 1 แห่ง บังเอิญเป็นทางร่วมซึ่งประมาณ 10 กม. มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ ทางหลวงเขียนป้ายไว้ ยังมีพวกไม้ดอกไปมัดไว้เสารั้วข้างถนน คงเหมือนกับบ้านเราตั้งศาลพระภูมิทำนองนั้น ข้างทางจะมีโทรศัพท์เยอะมาก บางครั้งห่างกัน 100 ม. ก็มีแล้ว ความปลอดภัยในการขับขี่ดีมากเพราะไม่มีทางแยกมาตัดเลย เขายกข้ามตลอด บ้านเกษตรกรอยู่กันห่างๆ มี สถานที่จอดรถพ่วงปั๊มน้ำมันจะอยู่ห่างกันประมาณ 30 –50 กม. ไม่ติดถี่ยิบเช่นบ้านเรารถบรรทุกเห็นแค่ขนาดยักษ์ 10 ล้อ และพ่วงเช่นบ้านเราไม่มี รถบัสและรถบรรทุกต้องเข้าชั่งน้ำหนักชะลอวิ่งผ่านตาชั่ง ถ้าไฟเขียวก็วิ่งผ่านไปได้ถ้าไฟแดงต้องวิ่งไปเจรจาที่ด่านข้างหน้า 11.15 น. เดินทางถึงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของกรุงซิดนีย์ มีการแสดงสัตว์น้ำของออสเตรเลีย ไฮไลท์คืออ่างน้ำยักษ์ซึ่งมีปลาฉลามว่ายอยู่ข้างใน ว่ายข้ามหัวเราด้วย เวลาเที่ยงครึ่งได้เวลาล่องเรือที่อ่าวซิดนีย์เป็นเรือของบริษัท กัปตันคุ๊ก ครุยส์ ที่จัดไว้เป็นรอบของชาวเอเชียโดยเฉพาะ มีทั้งไทย เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น คนไทยยังเจอกัน 2 คณะ แต่ไม่ได้ซักถามว่ามาจากไหน เรือออกเจ้าหน้าที่จะเชิญไปตักอาหารบุฟเฟท์ทีละคณะเพื่อป้องกันการสับสน อยู่ไกลจะถูกเชิญมาก่อน ระหว่างตักอาหารจะมีรายการร้องเพลงโดยนักร้องประจำเรือ พร้อมนักดนตรีสีไวโอลิน อาหาร เขาเขียนบอกว่าเอเชียฟู้ด อร่อยพอใช้ อิ่มแล้วก็ขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ ถ่ายภาพวิวประกอบที่สวยงาม ผ่านสิ่งมหัศจรรย์ที่ 7 ของโลกปัจจุบันคือโรงโอเปร่า ที่เขาบอกว่าคนร้องโดยไม่ใช้ไมโครโฟน ผู้ที่นั่งฟังได้ยินเสียงเท่ากันหมด มหัศจรรย์จริงๆ ทางหากินของบริษัทก็คือถ่ายรูปลูกค้า มีเรือเร็วมารับไปอัดภาพและมาส่ง เป็นโปสการ์ดที่ระลึก เสียเงินอีกเช่นเคยประมาณ 8 เหรียญ เสร็จรายการอาหารนักดนตรีจะเชิญให้ชาวต่างชาติไปร้องเพลงชาตินั้นๆ นักดนตรีเล่นคลอได้ ขึ้นจากเรือก็ถึงเวลากะเหรี่ยงหรือหมู่ไทย ช้อปปิ้งแหลก เขาบอกว่าคนไทยกับญี่ปุ่นชอบเที่ยวเหมือนกัน แต่ญี่ปุ่นเที่ยวแล้วเก็บความรู้ ส่วนไทยนั้นความรู้ที่อยากจะรู้เป็นรอง ขอให้ช้อปปิ้งเป็นหลัก ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า กระเป๋าที่นำไปเมืองนอกบางคน ผู้เขียนเห็นแล้วตกใจ เพราะยัดคนลงไปได้ถึง 2 คน อะไรกันนักหนา ทัวร์ส่วนใหญ่จะพยายามบีบเวลาความรู้ให้น้อย บางครั้งลูกทัวร์ขอบีบเอง ขอให้ช้อปปิ้งเยอะๆ น่าเศร้าใจกับอนาคตของชาติโดยเรา ยกแรกร้านสินค้าปลอดภาษี คนขายก็คนไทย ไม่ต้องส่งภาษาประกิดให้เมื่อยปากเมื่อยมือขึ้นราคาสูงไว้แล้วลดลงมาจะลดกี่เปอร์เซ็นต์ก็ได้โผถูกควักออกมา มีอะไรบ้างรีบจับจ่ายซื้อ เขาบอกว่าคนไทยซื้อของนี่วุ่นวายที่สุด เพราะคุยกันเหมือนคนจีนตื่นๆไฟ รีบซื้อเหมือนกลัวว่าเขาจะไม่ขายให้ ยกแรกจบลง ต้องไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารไทยก่อน ปรากฏว่าเจ้าของร้านผู้หญิงเป็นครอบครัวทหารบกไทยอีก จึงถูกอัธยาศัยกัน สั่งอาหารเพิ่มจากที่ทัวร์ได้ตกลงไว้และจ่ายเพิ่มจึงเป็นการกินอาหารไทยในต่างแดนที่อร่อยมือหนึ่ง เข้าโรงแรมให้เวลา 1 ชั่วโมง พักที่โรงแรมกาเซโปติดย่านคิงส์ครอสแหล่งไฟแดง (พัฒน์พงศ์) ของซิดนีย์ ได้เวลาระฆังยกสองเริ่มผ่านเข้าในย่านช็อปปิ้งของคิงส์ครอสที่น่ากลัวคือที่แสดงโชว์ คนเชียร์แขกตัวยังกับตึก มาชวนไปขึ้นไปโชว์ ดูคนเชียร์และดูทางเข้าแล้ว หัวใจก็หล่นไปถึงหัวแม่เท้าใครจะกล้า อยากจะแนะนำว่าถ้าฉลาดเอาสาวๆ สวยๆ มายืนเชียร์ จะมีคนขึ้นไปดูมากกว่า รู้ภายหลังว่าค่าเข้าไปชม 8 เหรียมเครื่องดื่มต่างหาก ถ้าเซ่อๆ ซ่า ๆ จะถูกเก็บค่า เข้าชม 25 เหรียญ ร้านต่อมาคืออดัลท์ช๊อปร้านของเล่นผู้ใหญ่หรือเซ็กช็อป ฟังชื่อแล้วคงเห็นภาพพจน์ เข้าไปแล้วทุกรูป เข้าไปแล้วทุกรูปแบบที่เคยได้ยินเล่าขานมา ตุ๊กตายาง อาวุธผู้ชายมีทุกขนาดหนังสือปลุกเซ็ก วิดีโอระดับ 1 เอ็กซ์ ถึง 5 เอ็กซ์ มีคนซื้อทั้งหญิงชาย คนขายก็เป็นผู้หญิงก็มี ก็ปกติไม่เห็นมีใครว่าใคร 2 ร้านที่เข้าไปชมมีคนไทยเป็นพนักงานขายทั้ง 2 ร้าน สอบถามดูฝรั่งเจ้าของร้านเขาฉลาด มีคนไทยมาเที่ยวมากก็จ้างคนไทยมาเสียเลยให้รู้แล้วรูรอดไปซื้อของก็คุยกันให้ถึงกึ่นให้จะจะไปเลย ซื้อของก็คุยกันให้ถึงกึ๋นให้จะจะไปเลย ผู้เขียนสอบถามว่า ทำไมไม่ตั้งร้านขายเอง ผู้ขายบอกว่าไม่ไหวครับพี่ ร้านเล็กๆ อย่างนี้ลงทุนครึ่งล้านเหรียญ (10 ล้านบาท) คนขายบอกว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่เศรษฐกิจดีที่สุดคือ คนเกาหลี ซื้อของแพงๆ ได้อย่างสบายไม่สะทกสะท้าน คนไทยได้ยินราคายังมีอาการสะดุ้งบ้าง คนเกาหลีเฉยๆ จากนั้นก็ไปซื้อของที่ระลึกเป็นร้านของคนไทยจริงๆ คราวนี้อัดเข้าไป 3 คณะทัวร์ไทย แย่งกันซื้อเหมือนรับแจก หมดการช็อปปิ้งยกสอง นำของไปเก็บห้องพักที่โรงแรม เสร็จแล้วตระเวนราตรี ได้รับความกรุณาจากที่เจ้าของร้านอหารไทยมาแนะนำแหล่งให้ อยู่หลังย่านคิงส์ครอสนี่เอง เรียกว่าบ้านโคมแดงแล้วกันไปซอยเล็กๆทึมๆ น่ากลัวคณะผู้เขียนเดินสำรวจ 3 คน เข้าไปบ้านแรกเจอฝรั่งมาต้อนรับอธิบายกันจนเมื่อยมือไม่ค่อยกระจ่าง เขาถามว่าเรามาจากไหน ไทยแลนด์เราตอบเขาบอกว่า เวทอะมินิท นำหญิงไทยมาอธิบายให้ คราวนี้กระจ่าง 15 นาที ใช้นางทั้งหาให้ 45 เหรียญ 30 นาที ปฏิบัติการให้ 90 เหรียญ 1 ชั่วโมง ปฏิบัติการได้ 180 เหรียญ ทราบข้อมูลแล้วก็ขอตัวออกมาบ้านหลังที่ 2 อนิจจาถ้าเป็นฝรั่งคงร้องมายก๊อด ผู้หญิงทั้ง 6 นางเป็นคนไทยทั้งหมดก็ไม่ได้ซักถามอะไรมากเรียกว่าให้เกียรติกันบ้าง เขาก็แนะนำแหล่งที่ดีๆ กว่าที่เราเดินอยู่ ขอตัวออกมาหลังที่ 3 หลังนี้มีชาวฝรั่งอยู่ 4 คน ดูแล้วก็โทรมๆ ไม่ขาวจั๊วะเต่งตึงเหมือนที่เดินผ่านในย่านช็อปปิ้ง ผู้เขียนเห็นบรรยากาศแล้วสร้างอารมณ์ไม่ได้จริงๆ ขืนเข้าไปก็เสียเงินฟรี ไม่ถึงก็ไม่ถึงออสเตรเลียไม่ตายคงได้กลับมาอีกหรอกน่า ออกมานั่งฟังเพลงที่ร้านคาเฟ่แลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้พบเห็นกันมาทำไมเจริญแล้วเขาจึงมีคาสิโนป้องกันการลักลอบเล่นหรือนำเงินไปถลุงนอกประเทศ ได้ข้อสรุปในการพูดคุยกันว่า น่าจะอยู่ที่เจ้าของบ่อนในเมืองไทยเป็นผู้มีอิทธิพลสามารถบีบนักกฎหมายได้และอีกประการหนึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะได้เงินจากไหนส่งส่วยรับรองนาย ที่ไหนๆ ในโลกก็มีโสเภณี ขอทาน นักล้วงทั้งนั้น เมืองไทยที่อยู่นี่ก็จัดว่าเยี่ยมไม่ใช่ในเรื่องบริการด้านนั้น หมายความว่าเป็นประเทศที่เจริญแล้วประเทศหนึ่ง ฟังเพลงเสร็จก็กลับไปนอน ผู้เขียนต้องรีบนอนเพราะวางเป้าไว้ว่าต้องตื่นเช้ามาวิ่งสำรวจเมืองเอาข้อมูลอีก นอน 6 ทุ่มกว่า ตี 5 ครึ่ง ก็ตื่นไม่ลืมแนบแผนที่ติดมือไปด้วย วิ่งครั้งแรกก็หลงทางดูแผนที่ไม่ได้ เพราะยังมืดอยู่อ่านไม่ออกและไม่ทราบทิศเหนืออยู่ไหน จนเกือบ 7 โมงเช้า พระอาทิตย์ขึ้นจึงจับทิศถูก ก็เล็งไปที่สวนสาธารณะเพราะมีเพื่อนๆ นักวิ่งมาออกกำลังกายมาก ผู้เขียนก็ไปวิ่งที่สวนสาธารณะริมอ่าวรัชชันเตอร์ อากาศดีมาก เพราะอยู่ริมน้ำ มีสนามคริกเกต เข้าไปสำรวจห้องน้ำ สะอาดใช้ได้ แม้จะเป็นสถานที่เก่า เลยฝากของที่ระลึกไว้ซะกองหนึ่ง แล้วออกมาวิ่งที่สวนสุขภาพ เห็นแล้วก็อิจฉาประเทศที่เขาเจริญแล้ว สวนสุขภาพเป็นนโยบายของเขาที่ต้องสร้างให้ประชาชน ในชุมชนหนึ่งก็มีสวนสุขภาพเล็กๆ ไว้เป็นปอด หลาย ๆ ชุมชนก็มีสวนสุขภาพใหญ่ๆ ซะแห่งหนึ่ง ของเราในแผนสร้างบ้านจัดสรรในแบบมีสวนสุขภาพและสโมสรพอขายดี สวนสุขภาพก็นำไปขายต่อสร้างบ้านไป ไม่เห็นมีหน่วยงานไหนไปว่าอะไร ออกกำลังกายกันทั้งหมา และ คน วิ่งเต็มกันไปหมด หมาฝรั่งก็นิสัยดีจะเล่นอยู่แต่กับเจ้าของไม่มาข้องแวะคนอื่น คือต่างคนต่างสัตว์ก็ออกกำลังกันไป กลับไปโรงแรมกินอาหารเช้าเวลา 08.30 น. เริ่มยกสามของฝากที่เก็บสแปร์ยังไม่เรียบร้อยก็ตระเวนหาซื้อมีเวลาอีก 3 ชั่วโมงบางคนก็ไปทดลองนั่งรถไฟใต้ดิน รถไฟรางเดียวเพราะบ้านเรายังไม่มี รถไฟใต้ดินที่ซิดนีย์ บางแห่งมีตั้ง 3 ชั้น เที่ยงครึ่งก็ขนของมาสนามบินซิดนีย์ดำเนินกรรมวิธีแลกบัตรโดยสาร ขนกระเป๋าบางคนเจ้าหน้าที่สายการบินต้องให้มาเปิดกระเป๋า แบ่งสมบัติออกบ้าง หรือนำไปฝากคนอื่น เพราะกระเป๋าหนักเกินไป พนักงานขนกระเป๋าก็จะเล่นงานผู้รับกระเป๋า ผ่านกรรมวิธีตรวจคนเข้าเมืองเกือบไม่ได้ออกจากซิดนีย์ เพราะพาสปอร์ตผู้เขียนใส่กระเป๋ารูปหักมีปัญหานิดหน่อย ต้องไปพบหัวหน้า ไปเซ็นชื่อต่อหน้าว่าลายเซ็นเหมือนพาสปอร์ตหรือเปล่า พอเหมือนก็ โอเคผ่านได้ยกสี่ยกสุดท้ายจริงๆ ครั้งนี้ เศษเงินเหรียญหรือแบ็งค์ออกเตรเลียที่เหลือ ร้านดิวตี่ฟรีในท่าอากาศยาน ส่วนใหญ่จะซื้อกันก็บุหรี่ เหล้า ไวน์ เรียกว่าปลิ้นกระเป๋ากันเลย บางคนเหลือเศษเหรียญไว้เพราะซื้ออะไรไม่ได้แล้ว เก็บไว้เป็นที่ระลึก เป็นเคล็ดว่า วันหนึ่งจะได้กลับมาอีก15.15 น โบอิ้ง 747 - 400 ของสายการบินบริติแอร์เวย์ ทะยานขึ้นจากสนามบินซิดนีย์ฝากความระลึกและทรงจำไว้ว่าครั้งหนึ่ง เราได้เคยมาเที่ยวที่นี่นะ ได้พบได้เห็นได้รู้อะไรมากมายคุ้มค่าเป็นไปตามนโยบายของผู้บังคับบัญขาที่ตั้งความหวังไว้
_______________________
หมายเหตุผู้เขียน
- แหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติมที่น่าสนใจ คือ โรงโอเปร่า ต้องหาโอกาสเข้าไปชม สะพานข้ามแม่น้ำในซิดนีย์ มีช่องทางให้คนเดินข้าม ใครไม่ได้ข้ามเขาบอกว่า เหมือนไม่ได้ไปซิดนีย์
- ของฝาก ขอแนะนำถุงเท้าขนแกะ ผู้เขียนใช้มาแล้วเกือบ 10 ปี คุณภาพยังดีอยู่ซื้อมาหลายคู่ ฝากญาติสนิท มิตรสหายด้วย ไม่เช่นนั้นจะเสียใจภายหลัง
- อาหาร ถ้ามีโอกาส ให้ทดลองชิม เนื้อแกะ เนื้อจิงโจ้ จะได้กลับมาคุยได้เหมือนผู้เขียนไง
______________________

ยาวซะจริงเลย entry นี้
#1 By minifat@magicmoment on 2006-10-30 13:24