มุ่งสู่อันดามัน ภาค 2 ช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับชาวไทย ซิกข์ andaman 2
posted on 29 Oct 2006 09:04 by moosing in Tour-Of-Thailandมุ่งสู่อันดามัน ภาค 2
ตอน
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับชาวไทย ซิกข์


เมื่อปี 2545 หมู่สิงห์ ได้ตระเวนท่องเที่ยวภาคใต้ ทางด้านตะวันตกทะเลอันดามัน รวมเวลา 7 วัน และ 6 คืน แบบตระเวนทัวร์ค่ำไหนนอนนั่น เที่ยวแห่งละนิด แห่งละหน่อย ชื่นชมความงามของทะเลสีมรกตที่สวยงามมาก ตั้งใจไว้ว่า ถ้ายังมีกำลังมีแรงอยู่ จะท่องอันดามันอีกครั้งให้ได้ในชีวิต หลายแห่งยังไม่ได้ไปสัมผัสหลายแห่งไป สัมผัสแล้ว แต่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ถ้าจะให้ซึมซาบเอิบอิ่มจริงๆ ต้องใช้เวลาสักสัปดาห์ในแต่ละแห่ง ความพร้อมยังไม่มีเลย แต่หมู่สิงห์ต้องมุ่งสู่อันดามัน แตกต่างจากครั้งแรก เนื่องจากในครั้งนี้ เกิดมหันตภัยคลื่นยักษ์ถล่ม ชายฝั่ง 6 จังหวัดของไทยด้านทะเลอันดามัน หมู่สิงห์ได้แต่เกาะติดข่าวจากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโทรทัศน์ดูไปก็เสียใจไป เสียใจไปกับผู้สูญเสีย ญาติมิตร บ้านเรือน ทรัพย์สมบัติต่างๆ เสียใจกับชาวต่างชาติ จำนวนเป็นหมื่นคน ที่เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย แล้วประสบภัยพิบัติในต่างบ้าน ต่างเมือง หลายคนสูญเสียชีวิต ญาติ พี่น้อง คนอันเป็นที่รัก เสียใจกับประเทศไทย ที่สูญเสียโอกาสอย่างใหญ่หลวง ทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและต้องกลับไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่สุดของประเทศไทย มีคนเสียชีวิต 5 พันกว่าคน สูญหายอีกหลายพันคนผู้ที่ไร้ที่อยู่อีกหลายหมื่น อยากจะลงไปกู้ภัยช่วยเท่าที่กำลังจะมี แต่ติดขัดในหลายๆอย่าง จึงได้แต่ส่งกำลังทรัพย์เท่าที่ช่วยได้ สมทบทุนกับมูลนิธิการกุศลนับเป็นโอกาสดีของหมู่สิงห์ ศูนย์เมตตาธรรม มูลนิธิชาวไทยซิกข์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นพลังมวลชน กลุ่มหนึ่งซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ที่กรุงเทพฯได้จัดตั้งไว้ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว และมี ชาวไทย-ซิกข์ บางส่วน ซึ่งเป็นสมาชิกศูนย์เมตตาธรรมนี้ เป็นอาสาสมัครช่วยรบทหารพรานกองทัพภาคที่ 2 ได้รวบรวมสิ่งของเครื่องอุปโภคจำนวนหนึ่งไปซับน้ำตาผู้ประสบภัยใน 6 จังหวัดภาคใต้ นอกจากมีหน่วยงาน กอ.รมน. ไทย-ซิกข์ อชร.ทพ.ทภ.2 แล้ว ยังมีกรมทหารราบที่ 29 สนับสนุนรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ 1 คัน ตัวแทนกรมประชาสงเคราะห์ และประชาชนมีส่วนร่วมเขตธนบุรี ร่วมคณะไปด้วย ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 นายทหารกิจการพลเรือนของกรมทหารพรานที่ 26 พร้อมช่างภาพอีก 1 คน เป็นตัวแทนของทหารพรานกองทัพภาคที่ 2 สมทบกับคณะซับน้ำตาชาวใต้ เพื่อให้ภาพการช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ ให้เป็นไปด้วยความอบอุ่น มีผู้ที่ห่วงใย มาให้กำลังใจหลายหน่วยงานด้วยกัน

ในการเดินทางซับน้ำตาชาวใต้ครั้งนี้ วางแผนเดินทางไปกลับจากกรุงเทพฯ 5 วัน ตั้งแต่ วันที่ 10-14 มกราคม 2548 หมู่สิงห์ และตัวแทนหน่วยทหารพรานต้องเดินทางไปตั้งหลักที่กรุงเทพฯในคืนวันที่ 9 มกราคม 2548 นัดกับคณะไทย-ซิกข์ ขอนอนโรงแรมใกล้จุดเริ่มเดินทาง ชื่อโรงแรมบูรพา ติดศูนย์การค้าสะพานเหล็ก ใกล้ย่านการค้าพาหุรัด คงทราบดีว่า ความสับสนเส้นทางมีมากแค่ไหนได้ไปคุยกับคณะกรรมการของไทย-ซิกข์ เขาบอกว่า เครื่องอุปโภค-บริโภค ได้เตรียมจัดซื้อไว้หมดแล้ว จำนวน 1,000 ชุด มี 14 รายการด้วยกันคือ ถังน้ำ ข้าวสาร ถุงละ

ตื่นเช้าแล้ว 10 มกราคม 2548 เริ่มเดินทาง นั่งรถแท็กซี่ ไปที่จุดนัดหมายที่คนส่วนใหญ่รออยู่ที่นั่น คือ สี่แยกบ้านแขก ฝั่งธนบุรี ลงสะพานพุทธฝั่งธนบุรี จะเจอสี่แยก บ้านแขก ก่อนถึงวงเวียนใหญ่ เลี้ยวซ้ายไปอีก
รถโดยสารเป็นรถทัวร์ปรับอากาศแบบสองชั้น ชั้นล่างใส่สิ่งของบริจาค และกระเป๋าของผู้ร่วมเดินทาง มีไทย-ซิกข์ 16 คน ไทย-ไทย 16 คน รวม 32 คน ประตูห้องน้ำเปิดไม่ได้ สิ่งของขวางทาง รถต้องแวะที่ปั๊มน้ำมันบ่อยๆ ผู้ร่วมเดินทางส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป หมู่สิงห์นั่งฟังเพลงอินเดีย ดูหนังอินเดีย เพลินไปตลอดทางแวะกินอาหารเช้าแล้ว เสบียงที่เตรียมไว้ถูกขนลงไป มีชาร้อนแบบอินเดีย โรตี ถั่วต้ม ขนมอินเดียเพื่อกินกับชาร้อน หมู่สิงห์ เลือกโรตีมา 2 แผ่น คิดว่าเหมือนโรตีที่ทำขายอยู่แถวบ้านใส่นมข้นใส่น้ำตาล ไม่ใช่แบบนั้น เป็นโรตีจืดๆ ทำจากแป้งข้าวสาลี ต้องมีกับข้าว เช่น มัสมั่นไก่ มัสมั่นแพะ ถั่วต้มเค็มๆ ผักดองเปรี้ยวๆ เป็นต้น หมู่สิงห์ทดลองจิ้มกับถั่วคล้ายถั่วเขียวต้มเค็ม เนื่องจากยังไม่เคยชินลองได้คำเดียว ก็กินโรตีเปล่าๆ กับชาร้อน ตึงท้องพอดี

ชาวไทย-ซิกข์ เป็นผู้เคร่งศาสนามาก ในการเดินทางครั้งนี้นำผู้ปฏิบัติธรรมไปด้วย 3 คน ผู้ปฏิบัติธรรมต่างจากพระ พระเป็นผู้ทำพิธี ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นผู้สวด ผู้ปฏิบัติธรรมแต่งชุดขาว กางเกงขายาวลีบๆ และเสื้อคลุมถึงเท้า พระแต่งตัวคล้ายกันแต่เสื้อคลุมเป็นผ้าสี ชาวไทย-ซิกข์ จะไม่ตัดผม และโกน หนวด-เครา ตลอดชีวิตพระเจ้าบอกว่าเป็นของสูง ชาวไทย-ซิกข์ จึงต้องโพกผ้าไว้ที่ศีรษะตลอดเวลา(ลืมถามเวลานอนโพกผ้าหรือเปล่า) ถ้าเป็นเด็กๆ หรือหนุ่มๆ จะมีผ้าเล็กๆ คลุมไว้แบบลำลอง นอกจากไปงานพิธีต้องโพกผืนใหญ่ ส่วนผู้สูงอายุต้องโพกผืนใหญ่จึงจะดูเหมาะสม นี่เฉพาะชาย ส่วนหญิงนั้นไม่ได้หาข้อมูล เห็นปล่อยผมธรรมดานอกจากเวลาเข้าวัดเท่านั้นต้องคลุมผม ชาวไทย-ซิกข์ ต้องมีสิ่งของ 5 อย่างติดตัว ตลอดเวลาคือ ผ้าโพกผม กำไลข้อมือ หวีไม้เสียบไว้ในผม กางเกงในสไตล์อินเดีย(ไม่จำกัดสี) และกฤช พระศาสดาของซิกข์มี 10 พระองค์แล้ว ไม่มีองค์ที่ 11 เพราะไม่มีใครเป็นผู้ที่เหมาะสมจึงเหลือแต่พระคัมภีร์เท่านั้น ไว้เป็นคำสอนผู้ถือศาสนา ศาสนาซิกข์จะมีวัดไว้ประกอบพิธีทางศาสนา ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 10 แห่งในจังหวัดใหญ่ๆ อาทิ กรุงเทพฯ นครราชสีมา ขอนแก่น ภูเก็ต เป็นต้น เมื่อบุคคลใดเข้าวัดซิกข์ ไม่ว่าศาสนาใดต้องปฏิบัติอยู่ 3 อย่างที่สำคัญ คือ มีผ้าโพกผม ไม่หันหลังให้พระคัมภีร์ และห้ามนั่งสุวรรณบัลลังก์ ซึ่งสุวรรณบัลลังก์นี้เป็นที่วางพระคัมภีร์ ส่วนใหญ่สุวรรณบัลลังก์จะมีพระนั่งอยู่หลังพระคัมภีร์ โบกแส้ หรืออาจเปลี่ยนเป็นผู้อาวุโส ที่ชาวซิกข์ เคารพนับถือเปลี่ยนนั่งแทนพระได้ ผู้สวดมนต์ คือ ผู้ปฏิบัติธรรมมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อินเดีย 1 ชุดมี 3 คน 2 คนแรก จะมีหีบเพลงคนละเครื่อง คนที่ 3 จะมีกลองในเล็กๆ อยู่ 2 ใบ ใบแรกคล้ายๆ บาตรพระ ใบที่ 2 เล็กกว่าคล้ายๆ ครกทรงกลม วัดไทย-ซิกข์ ในเมืองไทย จะไปเชื้อเชิญผู้ปฏิบัติธรรมมาจากประเทศอินเดีย ไปประจำตามวัดต่างๆ คราวละประมาณ 6 เดือน โดยสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา สถาบันศาสนาซิกข์แห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย รายได้ของวัดมาจากชาวซิกข์ หรือผู้ที่มาทำบุญซึ่งจะทำพิธีสวดมนต์ทุกวัน เวลา 1000-1200 และเวลาเย็น 1800 วัดมีผู้บริหารคือพระ ชาวไทย-ซิกข์ เมื่อจะทำพิธีทางศาสนา เช่นเสียชีวิต หากไม่มีวัดซิกข์ สามารถเข้าวัดพุทธได้ ชาวซิกข์ยังได้นำภาพพระพุทธเจ้าศาสดาของศาสนาพุทธ มาให้หมู่สิงห์ชม เขาบอกว่า พระพุทธเจ้าไว้ผมแบบซิกข์ (อาจเกรงใจจึงไม่ได้บอกว่า เป็นชาวซิกข์)
มัวแต่โอ้เอ้วิหารราย เกือบบ่ายโมง ถึงประจวบคีรีขันธ์ ยังไม่ได้ถึงครึ่งทางเลยหาร้านอาหารรับประทานยาก เพราะคนจำนวนมาก หมู่สิงห์เลยแนะนำให้ไปที่อ่าวมะนาวเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีร้านอาหารหลายร้าน รับมือกับคนจำนวนมากได้ มื้อค่ำที่สุราษฎร์ธานี ที่ปั๊มน้ำมัน ข้าวแกง อาหารจานเดียว เหมาะสมดี ใครชอบอะไรก็สั่ง ส่วนใหญ่เห็นไข่เค็มทอดเป็นไข่ดาว แนบมาด้วยทุกจาน ถึงภูเก็ต เวลา 2300 นาฬิกา พักโรงแรมย่านกลางเมือง คือ โรงแรมถาวร เป็นโรงแรมเก่าแก่ของเมืองภูเก็ต เห็นมีป้ายชื่ออดีตนายกรัฐมนตรีไทย ที่เคยมาพักโรงแรมนี้ 10 กว่าคน ในโรงแรมยังมีนิทรรศการของเก่าในโรงแรมถาวรของใช้ส่วนตัวของตระกูลถาวรว่องวงค์ เช่นเสื้อผ้า คู่บ่าวสาวในพิธีมงคลสมรสตาม ประเพณีจีนฮกเกี้ยน ธนบัตร เหรียญเก่า กิจการโรงภาพยนตร์ เครื่องฉายหนังเก่า กิจการเหมืองแร่ ตู้เซฟขนาดใหญ่ ภาพอดีตของภูเก็ต ภาพคนเด่นคนดังที่เคยมาพักโรงแรม

เช้า 11 มกราคม 2548 นัดคณะเริ่มกิจกรรมเวลา 0700 นาฬิกา หมู่สิงห์ถึงแม้จะนอนดึก และเพลียจากการเดินทาง 2 วันแล้ว ตื่นออกมาจากห้องพัก 0530 ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ที่มีสำรวจภูเก็ตยามเช้า แต่งชุดกีฬา วิ่งผ่านวงเวียนน้ำพุ ผ่านตลาดสดผู้คนซื้อขายของคับคั่งมาก รถจอดซ้อน ถนนแคบ ติดค้างไว้ก่อนขากลับ จะแวะชมวิถีชีวิตชาวบ้าน สำรวจแผนที่แล้ว สวนหลวง ร.9 อยู่ห่างจากตลาดน้ำพุนี้ประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ วิ่งเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจ้าฟ้า พบผู้คนมาออกกำลังกาย ร่วมร้อยคน มีเต้นแอโรบิคด้วย วิ่งรอบสวนหลวง ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ ดูนาฬิกาแล้วเหลือจำกัดมากต้องรีบวิ่งกลับโรงแรมที่พักมาแต่งตัว จึงพลาดการเข้าศึกษาตลาดน้ำพุไป
ออกเดินทางไปวัด ชื่อวัดคุรุดวาราสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา(วัดซิกข์) ตั้งอยู่ในเมืองภูเก็ต ทั้งชาวไทย-ซิกข์ และคณะขึ้นไปบนชั้น 3 ทำพิธีทางศาสนา เป็นวัดใหญ่ สวยงามและสะอาด น่าเลื่อมใส ข้างๆวัดซิกข์ ยังมีวัดศาสนาฮินดูด้วย กฎข้อหนึ่งคือต้องมีผ้าโพกผม ซึ่งชั้นล่างจะมีผ้าโพกผมสีเหลืองวางไว้ให้ หมู่สิงห์ใช้หมวกเบเร่ต์ดำ ซึ่งประกอบชุดเครื่องแบบอนุโลมได้ เช่นกัน ได้เข้าไปไหว้พระคัมภีร์ และถ่ายภาพร่วมกับพระบนสุวรรณบัลลังก์ ซึ่งชาวไทยซิกข์น้อยคนนักที่จะได้ขึ้นไปนั่ง และมานั่งฟังผู้ปฏิบัติธรรมสวดอีกประมาณเกือบ หนึ่งชั่วโมง ชาวซิกข์บอกว่า ในงานบุญใหญ่ ประมาณตรงกับวันลอยกระทงของไทย จะมีพิธีสวดใหญ่ ในพระคัมภีร์ทั้งเล่มใช้เวลาสวดทั้งสิ้น 48 ชั่วโมง ไม่มีการหยุดพัก ใครง่วงกลับบ้านไปก่อน ผู้ปฏิบัติธรรม 2 ชั่วโมงเปลี่ยน 1 ชุด หมู่สิงห์ นั่งฟังสวดไปด้วย สังเกตดูใครปวดเข่าจะนั่งเก้าอี้ฟังสวดก็ได้ นั่งกึ่งๆ เหยียดขาก็ได้ ไม่มีกติกาการนั่งฟังสวด คงต้องการแต่ให้นั่งฟังและสุภาพนั้น ผู้มาฟังสวดหรือเข้าวัดนำเงินไปใส่กล่องบริจาคบำรุงวัด หน้าพระคัมภีร์ มีบางคนก็นำเงินมาวางไว้ที่หน้าผู้ปฏิบัติธรรม ส่วนนี้คิดว่ามาทำบุญให้กับผู้ปฏิบัติธรรมเป็นรายได้พิเศษจากองค์การที่ให้ ผู้ปฏิบัติธรรมมีภรรยาได้ ครอบครัวอยู่ที่อินเดีย 6 เดือนได้กลับบ้านครั้งหนึ่ง และเตรียมไปสวดมนต์ตามวัดที่ประเทศต่างๆ ที่มีชาวซิกข์อาศัยอยู่หลังสวดมนต์เสร็จพระจะมาเทศนาสรุปอีกครั้ง (แปลไม่ได้ ทั้งหมดรวมทั้งบทสวด) หลังจากนั้น พระจะนำขนมเรียกว่า ปาชาด มาแจกผู้รับฟังธรรม หมู่สิงห์นึกไปถึงข้าวมธุปายาด หรือเปล่าชื่อคล้ายๆ กัน เป็นแป้งสีน้ำตาลคล้ายทุเรียนกวน แต่ไม่หวานเท่า จากนั้นลงมารับประทานอาหาร ที่วัดจะจ้างแม่บ้านไว้สำหรับทำความสะอาดวัด และทำอาหารให้กับผู้เข้าวัด กินฟรี คณะที่มาทั้งหมด 30-40 คน ก็กินฟรี หรือมีใครไปจ่ายเงินทำบุญให้วัด ก็ไม่ทราบ ไม่อยากจะไปซอกแซกถาม ยุ่งในรายละเอียดมากเกินไป วันนี้เป็นโรตีจืดๆ เช่นเคย ดีว่ามีข้าวเปล่า ตักราดแกงอินเดีย ก็พอไปได้ อัดโรตีตามลงไปอีก 2 แผ่น พร้อมชาแขก เต็มท้องพอดี สังเกตเห็นผู้ปฏิบัติธรรมอร่อยกับโรตีจิ้มถั่วต้มเค็มๆ มาก เอาโรตีจิ้ม ถั่วต้มที่เหลือยกซดเสียเลย แสดงว่าอร่อยมาก จุดแรกที่จะไปแจกของบรรเทาทุกข์วันแรก คือ บ้านในไร่ อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เป็นหมู่บ้านชาวประมง อยู่ริมหาดคลื่นยักษ์พัดบ้านพังไปจำนวนมาก มีประชากร 107 หลังคาเรือน ทางการต้องอพยพขึ้นมา จากที่ตั้งบ้านเดิมประมาณ

เช้า 12 มกราคม 2548 คณะนัดพร้อมเวลา 0630 นาฬิกา เร็วกว่าเดิมอีกบอกว่าจะไปสำรวจภูมิประเทศหาดป่าตอง มีญาติไทย-ซิกข์ ทำมาหากินอยู่ที่นั่น หมู่สิงห์ต้องตื่นแต่เช้า 0500 ออกจากโรงแรม เพื่อวิ่งสำรวจภูมิประเทศที่สวนสุขภาพเขารัง วิ่งขึ้นเขาอีก 1 กิโลเมตรเศษ บนยอดเขารังนั้นเป็นสวนสุขภาพ มีชาวภูเก็ตนิยม ไปออกกำลัง เช้าและเย็น นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิว ชมทัศนียภาพเมืองภูเก็ตด้วย เนื่องจากหมู่สิงห์วิ่งขึ้นไปยังมืดอยู่ จึงมองไม่เห็นสิ่งสวยงามใดๆ ได้แต่ชื่นชมว่าเป็นแหล่งออกกำลังกายที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนที่ดีแห่งหนึ่ง ขาวิ่งกลับวิ่งผ่านย่านเมืองเก่า ดูอาคารบ้านเรือนที่สร่างไว้ สไตล์ ซิโน-โปรตุกิส (โปรตุเกสผสมจีน) ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง ที่คนมาท่องเที่ยวที่ภูเก็ต ได้จัดรายการไว้ ต้องมาชมเมืองเก่า
เดินทางไปหาดป่าตอง นึกถึงโลมาน้อย คู่ เป็นสัญลักษณ์ของหาดป่าตองที่มาเห็นเมื่อ 3 ปีก่อน โลมาน้อยคู่นั้นถูกน้ำพัดหายไปแล้ว อาคารบ้านเรือน ร้านค้าโรงแรมที่อยู่ริมหาด ลึกเข้าไปประมาณ 100-

ออกจากหาดป่าตอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหาดงามยาวเหยียด สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับประเทศไทย ให้ขจรขจายไปทั่วโลก เหลือไว้แต่ความเงียบเหงาในยามเช้า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทอดน่องที่ชายหาด 2 คน อีก 2 คน นั่งมอเตอร์ไซค์ แบบ Racing มาถ่ายภาพความเสียหาย รปภ.บอกว่าในวันที่ 15 มกราคม 2548 จะมี Tour ชาวต่างชาติมาลงแล้ว หนึ่งคณะแม้ร้านค้าที่ชายหาดจะเสียหาย แต่โรงแรมที่อยู่ลึกเข้าไปยังเปิดบริการได้ และบริเวณหาดได้เคลียร์พื้นที่สะอาด เรียบร้อย คงไม่เกิน 6 เดือน ทุกสิ่งทุกอย่างคงกลับมาอีก ยกเว้นที่เกาะ พี พี และ เขาหลักเท่านั้น ซึ่งเสียหายมาก เมื่อกลับมาถึงวัดไปฟังสวดทำพิธีทางศาสนา จังหวะสวดเร้าใจ น่าฟัง เพราะนอกจากเสียงสวดแล้ว ยังมีเสียงหีบเพลง อีก 2 เครื่อง ประกอบ เสียงกลองแขกสองใน ตีสลับประสานเข้าทำนองดีมาก และผู้สวดที่ทำหน้าที่ตีกลอง ยักคอ ยักไหล่ เข้าทำนองอีก เมื่อทำพิธีทางศาสนาแล้ว ลงมารับประทานเช้าที่บริเวณชั้นล่างของวัด ผ่านชั้นที่ 2 ที่เป็นที่พักของพระ และผู้ปฏิบัติธรรม ห้ามใครเข้าไปยุ่ง ชั้น 1 เป็นพื้นที่บริการ ด้านหลังมีห้องน้ำ ห้องครัวที่ปรุงอาหารสะอาดสะอ้านดีมาก วันนี้ มีไทย-ซิกข์ หญิง Genertal ที่ 3 เป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี แต่งงานแล้วสามีมาเปิดกิจการร้าน Tailor ที่กรุงเทพฯ คงเห็นพวกเรากินอะไรไม่ค่อยได้จึงสั่ง ทำอาหารพิเศษ เป็นผัดไทย เส้นใหญ่ อาหารทุกอย่างในวัดเป็นอาหารเจทั้งหมด ได้ผัดไทยใส่พริกป่นลงไป พร้อมบีบมะนาว โรตี 2 ชิ้นและโยเกิร์ตอีก 1 หลุม (ภาชนะที่ใส่เป็นถาดหลุม) อิ่มไปอีกมื้อหนึ่ง วันนี้เป็นวันที่พิเศษอีกวันหนึ่ง มีไทย-ซิกข์ จากสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา เดินทางมาจากกรุงเทพฯมาร่วมคณะด้วย 10 คน และ อเมริกัน-ซิกข์ อีก 4 คน เป็นแพทย์สองสามี-ภรรยา โดยเฉพาะแพทย์หญิง รูปร่างหน้าตาเป็นนางเอกหนังอินเดียได้สบายมาก เภสัชกรหญิง 1 คน และวิศวกรโทรคมนาคมหญิงอีก 1 คน ทั้ง 4 คนได้ดูภาพข่าวแล้ว อยากเดินทางเข้ามาช่วยเหลือ ผู้ประสบเคราะห์กรรมที่ประเทศไทย โดยติดต่อเพื่อนซึ่งเป็น-ซิกข์ อยู่ที่ภูเก็ต คณะเราจึงมีชาวซิกข์เพิ่มขึ้นอีก 16 คน (รวมไทย-ซิกข์ที่ภูเก็ตอีก 2 คน) เนื่องจากรอคณะทั้งหมดซึ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯ หมู่สิงห์เดินดูรูปภาพที่ติดอยู่ที่วัด เป็นภาพการทารุณกรรมของผู้นำหรือผู้ปกครอง ซึ่งนับถือศาสนาหนึ่งที่ชอบมีเรื่องอยู่ในปัจจุบันนี้ นำผู้ที่หันไปนับถือศาสนาซิกข์ไปทรมาน ติดนิ้วบ้าง เอาเลื่อยผ่าครึ่งตัวบ้าง ต้มน้ำร้อน ไฟเผา สารพัดที่จะทำ ด้วยอานุภาพของพระเจ้า และความศรัทธาของชาวซิกข์ จึงทำให้ศาสนาซิกข์มีมาจนถึงปัจจุบัน หมู่สิงห์ยังได้ถามถึงประวัติของประเทศอินเดีย ชาวไทย-ซิกข์ เล่าว่า เมื่อก่อนอินเดียเป็นประเทศเดียวไม่มีปากีสถาน และบังคลาเทศ เมื่อมหาตมะคานธี เรียกร้องอิสรภาพให้กับอินเดีย อังกฤษซึ่งเป็นผู้ปกครอง ได้วางยาอินเดียไว้โดยแบ่งประเทศอินเดีย ออกเป็น 3 พื้นที่ ทางด้านตะวันตกผู้นับถือศาสนาอิสลามแยกเป็นประเทศปากีสถาน(ตะวันตก) ตรงกลางเป็นประเทศอินเดีย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู และมีซิกข์อยู่ส่วนหนึ่งประมาณ 20 ล้านคน อยู่ที่รัฐปันจาบ ด้านตะวันออก นับถือศาสนาอิสลามเป็นประเทศปากีสถานตะวันออก ทำให้อินเดียมีภัยคุกคามอยู่ 3 ด้าน คือ ตะวันตก และตะวันออกเป็นประเทศปากีสถาน ด้านเหนือเป็นประเทศจีน อินเดียเลยมียุทธศาสตร์กำจัดศัตรูให้น้อยง นำกำลังเข้าตีปากีสถานตะวันออก เมื่อยึดได้แล้วสถาปนาเป็นประเทศ บังคลาเทศ ซึ่งด้านตะวันออกภัยคุกคามหายไป บังคลาเทศไม่เคยมาสร้างปัญหาให้กับอินเดียอีกเลย คงเหลือแต่จีน กับปากีสถานและยังมีอยู่แคว้นหนึ่ง คือ แคชเมียร์ของอินเดีย ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและอยู่ติดกับประเทศปากีสถาน ทำให้มีเหตุการณ์เกิดภัยคุกคามเหมือน 3 จังหวัดภาคใต้ของไทยในปัจจุบัน ชาวไทย-ซิกข์ ยังบอกอีกว่า นายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดียปัจจุบันเป็นชาวซิกข์ สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ของอินเดียที่ตกต่ำให้กระเตื้องขึ้นได้ เช่นเดียวกับนายกทักษิณของไทยเรา คุยเพลินๆ คณะกรุงเทพฯมาถึงแล้ว รวมทั้ง อเมริกัน-ซิกข์ มาถึงรับประทานอาหารฟรีเสียก่อน บางคนที่พึ่งเคยมาก็ขึ้นไปชมวัด และไหว้คัมภีร์ บนชั้น 3 พร้อมแล้วออกเดินทาง

นัดชาวบ้านตำบลกมลา ไว้ที่โรงเรียนบ้านกมลา หน้าหาดกมลาที่ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต เวลา 1300 นาฬิกา คณะไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อยเพื่อเตรียมการจัดของไว้แจกชาวบ้าน จำนวนตามที่ตกลงไว้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ประสานงานล่วงหน้า การไปช่วยเหลือชาวใต้ครั้งนี้ กองมวลชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ประสานกับ ชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนเป็นผู้ประสานหาพื้นที่เป้าหมายให้ หมู่สิงห์ลงจากรถโดยสารบนถนนเลียบหาดหน้าโรงเรียน ผิวถนนซึ่งยาวประมาณ
ออกจากหาดกมลา เดินทางไปจังหวัดกระบี่ แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหาร ปูดำ สามแยกโคกลอย เมื่อเวลา 1500 นาฬิกา ร้านสามารถรับมือกับคณะ 50 คน ได้อย่างดี เพราะมีประสบการณ์รับรถนักท่องเที่ยวมาแล้ว เสร็จแล้ว ออกเดินทางไปจังหวัดกระบี่ ระหว่างทางมีเวลาว่าง หมู่สิงห์ก็ถามว่า เวลารถเคลื่อนที่มีคนตะโกนว่าอย่างไร และในรถจะรับพร้อมกันมีความหมายว่าอย่างไร ชาวไทย-ซิกข์ อธิบายว่า เวลา ออกรถจะมีผู้นำตะโกนออกเสียงว่า โบ-เล-โซ นิฮาล(-คือลากเสียง) แปลว่า ขอให้พระเจ้าจงเจริญคนในรถจะรับว่า ซัด-สิริอกาล ซึ่งแปลว่า สวัสดี หรือ ไชโย ของไทยเรา เวลาออกรบก็ใช้คำที่กล่าวนี้เช่นกัน และคำว่า ซัต-สิริอกาล ยังเป็นคำทักทายกันของชาวซิกข์ เมื่อพบกัน เข้าบ้าน เข้าร้าน และจะยกมือไหว้ด้วยตามอาวุโส และถามว่าเพลงที่ฟังบนรถนี้เป็นเพลงชนิดไหน เขาบอกว่าไม่ใช่เพลง เป็นบทสวดของชาวซิกข์ เขาว่าถ้าให้ฟังสวดมนต์นี่เหมือนยาขม คนไม่ค่อยชอบกิน เขานำนักร้องยอดนิยม ถ้าเปรียบในเมืองไทย เช่น พี่เบิร์ด เป็นต้น มาร้อง และเข้าทำนองให้น่าฟัง เปลี่ยนจากยาขม ให้เป็นขนมหวาน หมู่สิงห์ฟังดูแล้ว ก็ว่าความคิดนี้เข้าท่าดีเหมือนกัน เดินทางถึงหาดอ่าวนาง จังหวัดกระบี่แล้ว พักแรมที่อ่าวนางรีสอร์ต และรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารข้างโรงแรมแบบง่ายๆ เป็นบุฟเฟต์ ที่อ่าวนาง ยังมีชาวต่างชาติเดินอยู่ขวักไขว่ แต่ก็น้อยกว่าก่อนเกิดวิกฤติอ่าวนางเสียหายน้อยมาก เพราะหน้าหาดมี กำแพงกั้นสูงขึ้นมาสูงประมาณ

ตื่นเช้า 13 มกราคม 2548 ต้องวิ่งสำรวจหาดกันหน่อย วิ่งย้อนไปที่หาดนพรัตน์ธารา ซึ่งห่างออกไปเกือบ
อาหารกลางวันที่ร้าน JESEAO PIZZERIA + Restaurant เจ้าของเป็นไทย ซิกข์ ขาย พิซซา มักกะโรนี และสปาเก็ตตี อยู่ริมหาดอ่าวนางอร่อยไปหมดทุกอย่าง พิซซาหน้าปลาทูน่า และสปาเก็ตตีใส่ปลาทูน่า ส่วนมักกะโรนี มีทั้งแบบเส้นใหญ่ และเส้นเล็ก มักกะโรนี หมู่สิงห์ไม่ได้ชิมเพระเจอพิซซา และสปาเก็ตตี เต็มท้องเสียก่อน บอกแล้วว่าบริการคนของพระเจ้าก็ได้บุญด้วย ออกจากร้านอาหารปฏิบัติภารกิจจุดสุดท้าย ที่ศูนย์อพยพบ้าน คลองหิน ตำบลใสใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ซึ่งอพยพมาจากหมู่เกาะ พี พี แรกๆ คนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับสิ่งของบรรเทาทุกข์ เพราะมัวแต่ค้นหาญาติ พี่ น้องค้นหาสมบัติสิ่งของที่เหลือ 3-4 วันแรกจะวุ่นวายไปหมด ไม่ได้ไปรับสิ่งของที่ทางราชการแจกบรรเทาทุกข์ ต้องให้ผู้นำท้องถิ่น ไปบอกกล่าวเจ้าหน้าที่ส่วนกลางที่ทำงานอยู่จังหวัดให้ทราบข้อเท็จจริง การแจกจ่ายสิ่งของที่ได้รับการบริจาคมาจึงทั่วถึงดีขึ้น เนื่องจากแจกของมาหลายแห่งคณะมีความชำนาญขึ้น และการจัดระเบียบชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น จัดลูกบ้านนั่งอยู่ในที่รับแจกของอีกจำนวนหนึ่งเกือบ 30 คน ปรากฏว่าเป็นชาวบ้านที่เดือดร้อนจากหมู่บ้านอื่น ผู้นำท้องถิ่นบอกว่าไม่รับรองว่าเป็นผู้ที่เดือดร้อนจริง และไม่อยากให้มาวุ่นวายในศูนย์อพยพนี้ หมู่สิงห์ ในฐานะผู้ร่วมมาในคณะซับน้ำตาชาวใต้ในครั้งนี้ ได้ให้ข้อแนะนำว่าพวกเราทำดีมาตลอดแล้ว อย่าให้ชาวบ้านได้ตำหนิเลย ที่ทำมาจะเสียทั้งหมด จึงได้นำของอุปโภค บริโภค ที่เหลืออยู่ทั้งหมด รวบรวมมา อาจไม่ครบชุดเท่ากับที่แจกจ่ายไปแล้ว ชาวบ้านที่มาก็พอใจ แถมยังมีเงินค่ากับข้าวติดตัวไปด้วยทุกคน ก็ยิ้มแย้มบนใบหน้าที่มีทุกข์อยู่ ก็ชาวบ้านกลุ่มนี้นี่เหละมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จบแล้วก็มีการขอบอกขอบใจกัน ผู้นำขอบคุณเรา เราขอบคุณตอบ ขอบคุณชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ซึ่งเป็นธุระติดต่อประสานงาน คณะนั่งรถกลับ เสียงตะโกน โบ-เล-โซนิฮาล ติดต่อกันถึง 5 ครั้ง หมู่สิงห์ จะขอตะโกนนำสักเที่ยว ก็บอกไม่ทัน ได้แต่รับ ซัต-สิริอกาล ตามคณะ เย็นนั้นได้รับประทานอาหารอินเดียอีกครั้งหนึ่งจากร้านชาวอินเดีย (ไม่ใช่ซิกข์) ที่เด่นๆ อร่อยมาก คือ นาน คล้ายแผ่นโรตี แต่ทำจากแป้งคนละอย่าง นุ่ม อร่อย กินกับมัสมั่นไก่ ก็พึ่งเห็นวันนี้เหละที่เข้าท่าที่สุด ใส่ข้าวสวยปนไปด้วย อย่างอื่นไม่ได้ทดลอง ของหวานเป็นข้าวสุกคลุกนม ใส่ถ้วยคล้ายไอศกรีม อร่อยพอใช้ได้
จบภารกิจการได้ร่วมซับน้ำตาชาวใต้ กับคณะของไทย-ซิกข์ ถึงแม้จะช้าไปบ้าง แต่ก็ถือว่าได้ไปเติมพลังใจให้กับชาวบ้าน พี่น้องของเราที่ประสบภัย ให้เขาได้ทราบว่าคนไทยภาคไหน ใช่อื่นไกล เราเป็นพี่น้องกัน ทุกข์ยากต้องช่วยเหลือกัน นำรายได้ มาทำนุบำรุง ประเทศไทยของเราให้เจริญ รุ่งเรือง มั่งมี มั่งคั่ง สืบไป

ตื่นเช้าขึ้นมา 14 มกราคม 2548 หลังจากรับประทานอาหารเช้า เจ้าของโรงแรมอัธยาศัยดีมาก คงเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเช้าอีก เสริฟเองด้วย จัดรถโรงแรมมาส่งหมู่สิงห์และคณะกองทัพภาคที่ 2 ที่สนามบินภูเก็ต ติดต่อขอที่นั่ง C-130 ของทหารอากาศไว้ 3 ที่นั่ง เราทำงานให้พระเจ้า เป็นคนของพระเจ้า ต้องได้รับสิ่งที่ดีๆ ตอบแทน ตามที่ชาวไทย-ซิกข์ ได้บอกไว้ รถโรงแรมบริการฟรี ถ้าคิดค่าเช่าต้อง 2,000 บาท ที่นั่งได้รับความกรุณาจาก ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ของทหารอากาศ จัดที่นั่งไว้หัวแถว มีรถรับส่งขึ้นเครื่องอย่างดีเยี่ยม เรื่องควรจะจบได้แล้ว แต่บังเอิญ นาย
จบครับ ซัต-สิริอกาล สวัสดี
--------------------------------------------------
เจ้าเก่า ปรม.2032 บันทึก 15 ม.ค. 48
จ.ส.อ.ไพฑูรย์ ธรรมะ พิมพ์ 24 ม.ค. 48
edit @ 2007/05/07 15:41:59

ยังอ่านไม่จบเลย ว่าจะอ่านให้จบทีหลัง
มีความรุ้มากๆเลยค่ะ
#1 By オレンジ 嘘 || orenji-uso on 2006-10-29 09:24