
มุ่งสู่อันดามัน ภาค 1
ตอน
ท่องเที่ยวทั่วไทยไม่ไปไม่รู้
เมื่อปี 2545 เจ้าเก่า ภรรยา เพื่อนรักและภรรยาอีก 1 ครอบครัว พลขับอีก 1 คน รวม 5 คน ได้เพิ่มประสบการณ์ในชีวิต ไปเที่ยวภาคใต้ ด้านอันดามันแบบตะลอนทัวร์ ค่ำไหนนอนนั่น เป็นห้วงความสุขในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ที่ประทับอยู่ในความจำไม่รู้ลืม ได้บันทึกความทรงจำเป็นข้อเขียนไว้ เมื่อวันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยและประวัติศาสตร์โลก ต้องลงบันทึกไว้ เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ที่เกิดมหันตภัย คลื่นยักษ์เข้าถล่มริมทะเลด้านอันดามัน และมหาสมุทรอินเดีย เสียหายไล่มาตั้งแต่อินโดนีเซีย มาเลเซีย ประเทศไทย พม่า บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา และหมู่เกาะมัลดีฟท์ ส่วนใหญ่พื้นที่ริมทะเลเป็นหาดที่สวยงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวยุโรปที่หนีหนาวมาเที่ยวในห้วงเดือนธันวาคม ไม่ทราบเป็นเคราะห์กรรมของประเทศไทย หรือเป็นอะไรไม่ทราบที่เราประสบปัญหาแต่เรื่องใหญ่ๆ ทั้งนั้น ตั้งแต่ โรคซาร์ ไข้หวัดนก สถานการณ์สามจังหวัดภาคใต้ วิกฤติน้ำมันแพง และสุดท้ายมหันตภัยคลื่นยักษ์นี้ ซึ่งตั้งแต่เป็นประเทศไทยมา เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้ประสบจะโทษใครไม่ได้ทั้งนั้น ภาวนาว่าวิกฤติครั้งนี้ขอให้เป็นโอกาสที่ประเทศไทย ประชาชนคนไทย ได้แสดงออกเป็นที่เชื่อถือของชาวโลกต่อไป เจ้าเก่าสงสารประเทศ สงสารคนไทย สงสารนักท่องเที่ยว ที่ได้มาประสบเคราะห์กรรมพร้อมกัน เสียดายโอกาสของประเทศแทนที่ประเทศกำลังเจริญรุดหน้า นำเงินทองที่ได้มาไปพัฒนาสิ่งที่ทำความเจริญอื่นๆ ต้องมาเสียหายอย่างใหญ่หลวง กับมหันตภัยครั้งนี้ เมื่อไรสภาพที่ดีๆ อย่างนี้จะฟื้นขึ้นมาอีก จะต้องใช้เวลากี่สิบปี กี่ร้อยปี ก็ขอบันทึกไว้เพื่อความทรงจำ เพื่อความอาลัยในทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น และขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียสิ่งที่รักทุกคน ขอให้วิกฤติครั้งนี้ กลับกลายเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทย
มุ่งสู่อันดามัน ฝั่งทะเลด้านตะวันตกของประเทศไทย อยู่ภาคใต้ของประเทศ เคยเฉียดๆ ฝั่งตะวันตก เมื่อปี 2526 ประมาณ 20 ปีมาแล้ว ทะเลสีมรกตยังไม่เคยลงสัมผัสแม้แต่ครั้งเดียว สู่ภาคใต้ของไทยก็เพิ่มคนเดินทางให้แม่บ้านไปด้วย รวมเพื่อนเดินทางด้วยอีก 1 ครอบครัว รวม 2 ครอบครัว 4 คน พลขับอีก 1 คน ลูกๆ ไม่ต้องพูดถึง โตเป็นหนุ่มเป็นสาวมีงานมีการทำหมดแล้วไม่ยุ่งกับคนแก่ๆอย่างพวกเรา ไปด้วยก็ไม่สนุก เพราะคนละรสนิยม ครั้งแรกจะขับรถไปเองเพราะที่บ้านมีรถตู้เก่าๆ อยู่คันหนึ่งเหมือนคนที่บ้าน แม่บ้านแย้งว่าทำไมไม่หาคนช่วยขับสักคนจะขับไหวหรือ วันสุดท้ายจึงไปชวนลูกน้องให้ไปช่วยขับ เขาก็เต็มใจ เพราะไม่เคยเห็นภาคใต้เลยในชีวิต แผนนี้ต้องชมแม่บ้านที่คิดถูก ขืนดันทุรังขับรถเองงานนี้กร่อยแน่ มีงานธุรการอีกมากมายในการเดินทาง การตรวจสอบแผนที่เดินทาง ที่พัก การนำพาเข้าที่พัก การตรวจสภาพยานพาหนะ ฯลฯ ความยุ่งยากอันดับแรกก่อนเดินทาง คือ การเตรียมเสื้อผ้าที่จะนำไปสวมใส่ เนื่องจากไม่เคยท่องเที่ยวระยะยาวหลายวันเช่นนี้ คิดจนมึนหัวอย่ากระนั้นเลย จับยัดลงไปหลายๆ ชุด หลายตัวไว้ก่อน ไปวางแผนสวมใส่ให้ครบวัน ระหว่างเดินทาง แผนที่เส้นทางก็สำคัญมีไปหลายฉบับแล้วแต่รายละเอียด หนังสือท่องเที่ยวไทยไปกับเชลล์ ที่กล่าวถึงแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดที่จะไป จะได้ทราบว่าไปจังหวัดนี้จะเที่ยวที่ไหนบ้าง คู่มือเชลล์ชวนชิมร้านอาหารอร่อยมีที่ไหน และคู่มือการท่องเที่ยว บอกสถานที่ โรงแรมที่พัก อย่าไปโดยไม่มีข้อมูล จะเหมือนคนตาบอดถามเขาตลอดทางเสียบรรยากาศการท่องเที่ยวหมดวันแรกวางแผนพักที่ประจวบคีรีขันธ์ 500 กว่ากิโลเมตร โทรศัพท์ไปจองเจ้าหน้าที่บอกว่าทหารลดให้ห้องละ 200 บาท เมื่อเข้าไปชำระเงิน เขาบอกว่าที่ลด 200 บาท เฉพาะทหารอากาศเท่านั้นเลยหน้าแตก ทำให้สงสัยว่าทำไมทหารอากาศ (กองบิน) จึงสามารถสร้างที่พักตากอากาศ มีชายหาด ร้านค้าขาย ให้เช่าเหมือนบางแสน ที่โคราช สวนน้ำบุ่งตาหลั่ว ที่พักเรือนรับรองก็น่าจะเพิ่มเป็นที่พักสำหรับท่องเที่ยวได้ ทบ.ก็มีที่สถานพักผ่อนสวนสน หรือสถานพักฟื้นฟูบางปู นั่นเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากไปถึงเกือบค่ำแล้ว ได้แค่เดินไปยืดเส้นยืดสายบริเวณริมหาด อ่าวมะนาว มีเขาเล็กๆ ขนาบ 2 ข้าง ตัวอ่าวกลมเหมือนลูกมะนาวจึงเป็นที่มาของชื่ออ่าว เหมือนกับแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลทั่วไปให้นึกถึงบางแสนไว้แต่เล็กกว่าที่พักมีอาคาร 1 อาคาร 2 เป็นห้องแอร์ และเรือนแถวตาม ออค. ของทหารอีก 2 แถวอยู่ติดกัน วันที่เดินทางเข้าพักเป็นวันเสาร์พอดี คนจึงหนาตา
รุ่งเช้าขับรถมุ่งหน้าลงใต้ เห็นป้ายบอกตำบลหว้ากอ 6 กม. จึงขับรถวิ่งผ่านศูนย์ดาราศาสตร์ ในวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนสมัยเด็กๆ รัชกาลที่ 4 พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยคำนวณดาราศาสตร์ว่าจะเกิดสุริยุปราคาเห็นดีที่สุด ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์พระองค์ได้เสด็จมาชมที่นี่ สร้างเป็นอาคารใหญ่มากไม่ได้แวะชมข้างใน เนื่องจากเป็นเวลาเช้าสถานที่ยังไม่เปิดให้ชม ตัดขึ้นสู่ถนนเพชรเกษม ถึงอำเภอทับสะแก ข้างทางมีร้านข้าวแกงรสทิพย์ร้านสะอาดสี่ดาว เท่ากับห้องน้ำ ผู้เดินทางนิยมแวะรับประทานอาหารสั่งอาหารปักษ์ใต้ มาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแกงเหลือง น้ำพริกหมูคั่ว แกงไตปลา เสร็จก็เดินทางต่อ มุ่งสู่ชุมพรถึงสี่แยกปฐมพรตรงไปสุราษฎร์ธานี เลี้ยวขวาจังหวัดระนอง พวกเราเลือกเลี้ยวขวาเพราะ ต้องการเลียบทะเลฝั่งตะวันตกจริงๆ อยากชมเส้นทางขึ้นเขา ลงเขา ตัดผ่านเข้าไปในสวนยางเกือบห้าโมงเช้าถึงจังหวัดระนอง ระลึกถึงโรงแรมจันทร์สมธาราซึ่งเคยพักเมื่อ 20 ปีก่อนยุคนั้นเราว่าเป็นโรงแรมใหญ่นะ ไปเห็นคราวนี้โรงแรมเหลือเล็กนิดเดียวให้ขนาด 1-2 ดาวเท่านั้น ร้านอาหารที่เคยนั่งดื่ม-กิน คืนนั้นไม่ทราบอยู่ที่ไหน ถนนหนทางตัดใหม่ ระนองก็ต้องน้ำพุร้อน แยกออกจากเส้นทางเพียง 1-2 กิโลเมตร น้ำพุร้อนจริงๆ ถึง 60 องศาเซลเซียส เอามือลงจุ่มไม่ได้ ที่บริเวณบ่อน้ำพุร้อนมีวัด (จำชื่อไม่ได้) ให้บริการอาบน้ำพุร้อนแบบ Thai Style คือ ตักอาบ มีห้องน้ำ วัดสูบน้ำพุร้อนขึ้นมาจากบ่อ มาผสมกับน้ำเย็นให้อุ่นพอเหมาะแล้วตักอาบ เสียค่าบำรุงช่วยค่าไฟวัดอย่างน้อย 10 บาท เราก็อาบด้วยใส่ขาสั้นเดินทางอยู่แล้ว ผ้าขนหนูเดินทางเล็ก 1 ผืน เข้าห้องน้ำตักรดไม่ต้องใช้สบู่ เอาไว้กลับมาเล่าให้เล่าให้เพื่อนๆฟังนี่ไง ผลทางสุขภาพจะดีหรือไม่ ไม่ทราบได้เพราะอาบครั้งเดียว 10 กว่าขัน ออกจากบ่อน้ำพุประมาณเกือบเที่ยง ที่บ่อน้ำพุเหมือนแหล่งท่องเที่ยวทั่วๆไป มีเพิงขายข้าวเหนียวไก่ย่างคิดว่าน่าจะกินข้าวที่นี่ แต่เห็นข้าวเหนียวไก่ย่าง ส้มตำ เหมือนอีสานบ้านเรา กำลังเห่อใต้อยู่ หาอะไรแปลกๆ ข้างหน้าดีกว่า ออกจากระนอง ประมาณ 20 กว่านาทีถึงหมู่บ้านทับหลี ที่จริงไม่อยู่ในโผหรือรู้มาก่อน สังเกตเห็นมีร้านขายซาลาเปาตามสองข้างทางเต็มไปหมด พึ่งมารู้ภายหลังจากสะเก็ดข่าวช่อง7 ว่าเขาเป็นหมู่บ้านขายซาลาเปา ลงไปถามหนุ่มน้อยที่ขายอยู่ว่าได้สูตรมาจากไหน เขาตอบว่า จากคนจีน 30 กว่าปีมาแล้ว ซื้อมา 10 ลูกตุนไว้ ขับรถไปมองหาร้านอาหารข้างทาง ไม่มีเลย เนื่องจากเส้นทางเลียบทะเลฝั่งตะวันตกเส้นนี้เป็นเส้นทางที่ผู้คนใช้น้อย ยกเว้นผู้ที่เดินทางมาระนอง ตะกั่วป่าเท่านั้น บ่ายโมงกว่าเริ่มหิว ซาลาเปาที่ซื้อไว้ 10 ลูกพอดี คนละ 2 ลูก รองท้อง ตบตูดด้วยน้ำเปล่าที่ตุนไว้อยู่บนรถอยู่แล้ว ยังคุยกันว่ารู้อย่างนี้กินข้าวเหนียวไก่ย่างที่บ่อน้ำพุร้อนดีกว่า ฉะนั้นจึงมีภาษิตไทยที่เขากล่าวไว้ว่า อย่าหวังน้ำบ่อหน้า โบราณว่าไว้ไม่มีผิด ถึงตะกั่วป่า ผ่านตำบลคึกคัก ซึ่งพวกเราเคยได้ยินบ่อยๆ ในการพยากรณ์อากาศว่าฝนตก หรือความร้อน ความหนาว วัดได้ที่ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ที่ตะกั่วป่านี้ระหว่างทางขึ้นเขาด้านขวาเป็นทะเลมีโรงแรมไปสร้างไว้มองลงไปจากเนินเขา ไปสู่ทะเลเบื้องล่างเหมือนอยู่บนวิมานฉิมพลีจริงๆ เป็นช่วงที่เราทำหน้าที่พลขับพอดี เห็นจุดชมวิวด้านขวาจะแวะเข้าไปจอดชมวิว มีรถใครไม่ทราบเป็นมารขวางเส้นทางของเรา ขับรถจี้ติดมาทำให้จังหวะเข้าจอดไม่ได้ต้องเลยไป มาเห็นข่าวคลื่นยักษ์แล้ว นี่เอง คือ แหล่งท่องเที่ยวหาดเขาหลัก
ผ่านสะพานสารสินมุ่งสู่เกาะภูเก็ต จากหัวเกาะวิ่งไปท้ายเกาะประมาณ 50 กิโลเมตร เป้าหมายคือ แหลมพรหมเทพ สุดปลายเกาะพอดี ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวของชาวไทย และ ชาวต่างชาติ คือ การชมพระอาทิตย์ตกน้ำ เมื่อเราไปถึงนั่นเวลาใกล้ 1800 นาฬิกา จะไปติดต่อหาที่พักแรมก็กลัวไม่ทันเวลา เพราะห้วงเดือน มิ.ย. พระอาทิตย์จะตกเวลาประมาณ 1840-1848 ไปก่อนเวลา ก็มีโอกาสเดินพักผ่อน มีผู้รอชมพระอาทิตย์ตกน้ำทั้งไทยทั้งต่างชาติหลายร้อยคน ที่ลานจอดรถแคบไปถนัด มีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารที่เห็นขายดี คือ ร้านขายมะพร้าวอ่อน ลงรถที่ลานจอดรถต้องเดินขึ้นบันไดสูงประมาณ 20-30 เมตร ขึ้นสู่ยอดเนิน มองลงไปเบื้องล่าง น้ำทะเลสีมรกต สุดลูกหูลูกตา พื้นน้ำสะอาดไม่มีเรือ หรือ อุปกรณ์ให้รกสายตาแม้แต่ชิ้นเดียว น้ำทะเลที่อยู่เบื้องล่างลิบๆ นั้นทะยอยกระแทกเข้าหาชายฝั่งแตกกระจายเป็นฝอย ลมพัดกระโชกเข้ามาสัมผัสตัวเรา โอ้นี้สวรรค์บนดินจริงๆ ที่ปลายยอดเนิน มีประภาคารกาญจนาภิเษก ของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือได้สร้างไว้เพื่อเป็นจุดสังเกตของนักเดินเรือ วางศิลาฤกษ์ เมื่อ 12 เมษายน 2539 เปิดทำการ 29 กันยายน 2540 สูง 50 ฟุต เส้นผ่านศูนย์กลางฐานยาว 9 เมตร กำลังส่องสว่าง 278,220 แรงเทียน โดยใช้หลอดฮาโลเจน ขนาด 100 Watt เห็นได้ไกล 39 กิโลเมตร ข้อมูลได้จากเจ้าหน้าที่ของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือมีพันจ่าเรือเป็นหัวหน้าอธิบายคล่องมากอธิบายฉะฉานแต่งชุดขาวทหารเรือสมาร์ทมาก ฝากบอกไปถึงเพื่อน ทร.ว่า ที่นี่เป็นจุดประชาสัมพันธ์เกียรติภูมิของทหารเรือไทยได้อีกแห่งหนึ่ง ด้านบนของประภาคารสามารถเดินรอบชมวิวได้ บริเวณข้างประภาคารด้านบน มีข้อความ
ทศพิธราชธรรม 10 ประการ ได้ความรู้จากทหารเรือมานิดหนึ่งอยากขยายให้ฟัง ประภาคารจะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าส่วนกระโจมไฟจะมีแต่อุปกรณ์ เจ้าหน้าที่จะแวะเวียนมาตรวจความเรียบร้อยเท่านั้น ใกล้จะถึงเวลาพระอาทิตย์อัสดง โดยดูได้จากกระโจมด้านข้างประภาคาร จะมีข้อมูลบอกไว้ว่าพระอาทิตย์จะตกเวลาใด ถึงเวลาใด แสงพระอาทิตย์จะอ่อนลงไปเรื่อยๆ สามารถถ่ายภาพย้อนแสงได้ ก่อนพระอาทิตย์จะสัมผัสผืนน้ำ เราจะมองเห็นพระอาทิตย์เป็นรูปวงกลมใหญ่มาก ใช้เวลาลับขอบน้ำประมาณ 8 นาที จากนั้นก็ตัวใครตัวมันแยกย้ายกลับที่พัก พอพระอาทิตย์ตกน้ำไม่เท่าไรความมืดก็มาเยือน คนต่างถิ่นอย่างเราก็มะงุมมะงาหรา หาที่พัก จากความไม่ชำนาญพื้นที่ รู้ข้อมูลน้อย มองจาก top View ด้านบนเห็นบริเวณหาดในหาน ใกล้ๆแหลมพรหมเทพ วิวสวยดี ขับรถลงไปจะหาที่พัก ปรากฏว่าเป็นย่านโรงแรม 5 ดาว ของชาวต่างชาติทั้งนั้น ปรึกษาหารือกันว่า น่าจะไม่เหมาะกับพวกเรา ขับรถต่อไปหาดกะตะน้อย หาดกะตะ หาดกะรน ยิ่งไปใหญ่ นี่ไม่ใช่เมืองไทยนี่เพราะชาวต่างชาติเดินขวักไขว่ไปหมด นึกขึ้นได้ว่าก่อนเดินทางขึ้นแหลมพรหมเทพ ที่หาดราไวย์ เห็นมีเพิงย่างปลาหมึก ย่างปูทะเลอยู่ริมหาด กลับไปรองท้องก่อน แล้วค่อยหาข่าว ต้องย้อนกลับมาที่หาดราไวย์เสียเวลาไปเกือบ สองชั่วโมง อารามหิวเห็นร้านย่างปู ย่างปลาหมึกอยู่ จอดรถก็สั่งอาหารทันที ฟังสำเนียงการพูดของบริกร แม่ครัวอ้าวนี่พวกอีสาโน Table land พวกเดียวกันสอบถาม ทราบว่าเป็นคน หนองคาย อุดรธานี อพยพมาทำมาหากินที่นี่ เจอพวกเดียวกัน ส่งเสียงในฟิล์มพูดจากัน รู้เรื่องดี สอบถามที่พักที่ดีและราคาเหมาะสม เขาก็แนะนำว่า โน่นวิชิตรีสอร์ท ริมทะเลอยู่ห่างจากร้านนี้ประมาณ 3 กิโลเมตร บอกเส้นทางเรียบร้อย ก็เลยอิ่มท้องและหาที่นอนเรียบร้อย
เช้าของวันที่สามของการมุ่งสู่อันดามัน แม่บ้านเดินสำรวจหาด เราสำรวจเส้นทางวิ่งกลับขึ้นไปแหลมพรหมเทพอีกครั้ง ที่รีสอร์ทที่พักเป็น Low Season เห็นมีชาวต่างชาติมาพักครอบครัวเดียว และกลุ่มพวกเราอีกกลุ่มหนึ่ง รีสอร์ทก็ต้อนรับดีไม่บกพร่อง มีอาหารเช้าบริการ มีเพื่อนเจ้าของรีสอร์ทมาคุยด้วย ซึ่งเขาบอกว่า เจ้าของเป็นเพื่อน มีที่ริมทะเลเกือบร้อยไร่เป็นเจ้าของเหมืองเก่า ที่ว่างเปล่า ไม่ทราบจะทำอะไร จึงมาสร้าง รีสอร์ท ฝนตั้งเค้าพอรถเราเคลื่อนออกฝนตกเลยจุดแรกที่ไปเที่ยวคือจุดชมวิวจังหวัดภูเก็ต สร้างไว้อยู่ระหว่าง หาดในหาน และหาดกะตะน้อย เมื่อขึ้นไปมอง จะมองเห็นวิว ทิวทัศน์ของหาดกะตะน้อย หาดกะตะและหาดกะรน เนื่องจากฝนตกพอประมาณ จึงมีเราเพียงคนเดียวในกลุ่มขึ้นไปชมวิว ที่ศาลาชมวิว มีกลุ่มช่างภาพ จับกลุ่มเล่นปั่นแปะกันอยู่ ก็ได้แต่ยืนมอง เขาคงไม่คิดหรอกว่า นี่คือบ่อนทำลายการท่องเที่ยวอย่างหนึ่ง ข้างศาลามีร้านขายน้ำดื่มของที่ระลึก สถานที่ไม่สะอาดตาพอประมาณ เพราะมีเศษถุง เศษพลาสติก เศษขวด อยู่ประปราย ห้องน้ำไม่ได้เข้าไปสำรวจ กลัวจะรับไม่ได้เสียอารมณ์และความรู้สึก มองขึ้นไปด้านทิศเหนือ เลียบริมทะเล ทิวทัศน์ทั้งสามหาด สวยงาม เช่นเดิม ที่มีคนกล่าวว่า น้ำทะเลสีมรกต เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะมองเวลาเย็น หรือเช้าสักพักทั้งที่ฝนตก ก็มีชาวต่างชาติทะยอยขึ้นมาชมวิว เราอิ่มเอิบพอแล้ว ก็เดินทางต่อไปภูเก็ต ผู้คนจะกล่าวขานอยู่สองอย่างเป็นหลัก คือ หาดป่าตอง และกินขนมจีนภูเก็ต เมื่อลงจากจุดชมวิวแล้วเป้าหมายต่อไป คือ หาดป่าตองตั้งใจว่าจะไปนอนเตียงผ้าใบริมหาดรับลมทะเลเย็นๆ นอนดูแหม่มเล่นน้ำทะเล เนื่องจากฝนพึ่งจะหยุดตก จึงมีผู้เดินอยู่ชายหาดบางตามาก กลุ่มใหญ่เป็นกลุ่มของเรานี่เอง 4 คน เตียงผ้าใบก็นอนไม่ได้ยังครึ้มฟ้าครึ้มฝนอยู่ เปลี่ยนแผนเดินชมร้านค้าริมหาด กิจการค้าขายกับชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ เสื้อผ้า ของที่ระลึก นาฬิกา ร้านตัดสูท กิจการรถเช่า ร้านอาหาร โรงแรมที่พัก ไปเจอรถเช่า จึงหยุดทักทาย เป็นเด็กหนุ่มคนใต้ คุยไปคุยมาเคยเรียนหนังสืออยู่ โชคชัย กระโทกโคราชบ้านเรานี่เอง เพราะพี่ชายมามีภรรยาอยู่ที่นี่กลับบ้านเกิดภูเก็ตไปเป็นเจ้าของบริการรถเช่ามีรถ Suzuki Caribian อยู่ 3 คัน และเข้าหุ้นกับเพื่อนๆ อีกหลายคัน ต่างชาติเช่าขับวันละ 800 บาท คนไทยวันละ 600 บาท จอดเรียงรายตามชายหาดอยู่หลายบริษัท ตามที่จอดรถริมหาดเราไปวันจันทร์ที่ฝนตก ยังแทบหาที่จอดรถไม่ได้ เพราะพวกรถเช่ามาจับจอง จอดรถไว้บริการเต็มไปหมด เห็นกระเป๋าเดินทางสวยงามน่าใช้ แวะเข้าไปคุย ประกอบด้วยคนขายดูน่ารัก เป็นวัยรุ่น อายุคงประมาณ 20 ปี พิจารณาใบหน้าแล้ว น่าจะอยู่พื้นเพเดียวกัน Table land สอบถามว่ามาจากหนองคายมาเป็นลูกจ้างร้านขายกระเป๋าอยู่ 1 ปี ก็แยกตัวออกมาเป็นเจ้าของร้านเอง เซ้งร้านขนาด 3 เมตร x 7 เมตร ราคา เดือนละ สามหมื่นบาท เฉลี่ยวันละ หนึ่งพันบาทถามเขาว่าคุ้มหรือไม่ เจ้าตัวบอกว่าพออยู่ได้เหลือเงินส่งไปให้พ่อแม่ทางบ้านด้วยจำนวนหนึ่ง ถามเขาว่าคนอีสานมาทำมาหากินอยู่มากไหม เพราะ เดินผ่านหน้าร้านบางร้านเห็นคนคุยกัน ออกสำเนียงในฟิล์มอีสานหลายร้าน เขาบอกว่ามีแต่คนอีสานทั้งนั้นแหละมาขายของที่นี่ คนใต้ไม่ค้าขาย เราก็ได้นึกในใจว่าคนใต้คงรวยแล้ว หรืออาจไม่ถูกอุปนิสัย เลยอุดหนุนกระเป๋าเดินทางขนาด 24 นิ้ว 1 ใบ แบบแข็งราคาย่อมเยาว์พอสมควร เพราะ บอกเขาว่าอย่ามาต้มคนบ้านเดียวกันเด้อ ออกจากหาดป่าตองสู่เป้าหมายที่ สอง คือ หาขนมจีนภูเก็ตกินกัน ตอนเช้าตอนเดินสำรวจหาดเห็นคนงานที่ไปกับเรือประมง หรือเรือท่องเที่ยว มะรุมมะตุ้มที่ร้านขนมจีนอยู่ คิดว่าเข้าดูเมืองภูเก็ตด้วย อยากดูตึกโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกส และจีน ผสมกัน (ชิโน-โปรตุกิส) ตึกแถวนั้นได้เห็นอยู่ผ่านเยาวราชของภูเก็ต แต่ขนมจีนจนด้วยเกล้าหาร้านไม่เจอปัญญาเกิด ไปจอดรถที่ศาลเจ้าแห่งหนึ่งเดินไปถามมอเตอร์ไซด์รับจ้างว่าร้านขนมจีนสไตล์ภูเก็ตอยู่บริเวณใด เขาบอกทางให้ และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าตอนเที่ยงไม่มีใครขายขนมจีนหรอกครับ ขนมจีนที่ภูเก็ตมีช่วงเช้า ขายถึง 3 โมงเช้าก็เลิก ไปเริ่มใหม่ช่วงบ่าย ประมาณบ่าย 3 โมงถึงบ่าย 4 โมง อีกรอบหนึ่งจึงถึงบางอ้อก็เลยหันเข้าร้านข้าวแกง Thai Fast-Foods เช่นเดิม จากนั้นสู่จุดหมายต่อไป หลังจากหลงอยู่ในเมืองภูเก็ตหลายรอบ เนื่องจากหลงทิศทาง หาทางออกไม่ได้ เสียเวลาไปเกือบชั่วโมง จุดหมายต่อไปคือ กระบี่ ที่มีคำกล่าวว่า สวรรค์บนดิน แห่งทะเลอันดามัน จากภูเก็ตผ่านพังงา ทำให้นึกถึง เขาปันหยี ถ้ำลอด เขาพิงกัน เขาตะปู นอนฝันเห็นตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ทีมที่เดินทางบอกว่า ไปกระบี่ หมู่เกาะ พี พี ดีกว่า ได้รับการยกย่องว่าเป็นสรวงสวรรค์ของนักท่องเที่ยวพรั่งพร้อม อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ทั้งผืนป่า และผืนน้ำที่สดใสหล่อเลี้ยงปะการัง และฝูงปลา หาดทรายขาวใต้ฟ้าสีคราม ผสานด้วยทะเลงามเขียวสดใส สมญานาม มรกตแห่งอันดามัน มีเกาะพีพี ครองอันดับทะเลงามเป็นที่หนึ่งแห่งภาคพื้นเอเชีย และ 1 ใน 10 ของโลก จะเป็นรองก็เพียงแนวปะการัง Great Barratries ของออสเตรเลีย และแถบเกาะ Kay Man ทะเลคารินเบียนเท่านั้น (ที่พรรณาถึงหมู่เกาะพีพีนี่ไปลอกสำนวนมาจากนิตยสารเที่ยวไทยไปกับเชลล์) ถ้ำลอด เขาพิงกัน ฝากไว้ก่อน วงรอบท่องเที่ยวภาคใต้คราวต่อไปคงไม่ให้พลาดแน่ออกเดินทางเข้าเขตกระบี่จะเห็นภูเขา หินปูน ตั้งสูงตระหง่านลักษณะรูปทรงสัณฐาน เช่นเดียวกับเราเห็นภาพเกาะ ที่มีเขาสูงชันตั้งอยู่ พิจารณาแล้ว เมื่อยุคดึกดำบรรพ์ น้ำทะเลคงท่วมถึงเช่นกัน เข้าเมืองกระบี่วนหาพี่พักแรม เห็นป้ายหาดนพรัตน์ธารา ต้องแยกเข้าไปอีก 14 กิโลเมตร ไปถึงเกือบมืดพอดีเข้าไปติดต่อที่ทำการอุทยานฯ มีเจ้าหน้าที่ รปภ.อยู่เพียงคนเดียว เพราะเลิกงานแล้ว สอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวได้ไหม เรายิงคำถาม ได้ครับเขาตอบ สอบถามถึงการไปท่องเที่ยวเกาะพีพี ต้องจองกับบริษัทท่องเที่ยว สองโมงเช้าจึงเปิดทำการ บ้านพักมีบ้านพักของอุทยานฯ อยู่ 5 หลัง หลังใหญ่ 3 หลัง หลังเล็ก 2 หลัง ขณะนี้หลังเล็กอยู่ในระหว่างปรับปรุง เหลือหลังใหญ่ เราถามว่าว่างไหม ได้รับคำตอบว่าว่างทั้ง4หมด จึงจับจองหลังใหญ่ 1 หลัง อาหารเย็นทานที่ไหน เขาชี้ไปที่ร้านริมหาด ของเอกชนมาเช่าที่อุทยานอยู่ แต่บอกว่าให้รีบๆ ด้วย ปกติร้านจะปิด 2 ทุ่ม เป็นอันตกลง วางเงินรับกุญแจจากเจ้าหน้าที่ รปภ. เข้าบ้านพักไปจากที่ทำการอุทยาน 500 เมตร ขนกระเป๋าลงไปทั้งหมดรวมทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้ว เพราะต้องเอาไปผึ่งลมให้แห้งด้วย ขืนม้วนกลับไปบ้าน 7 วัน เสื้อผ้าคงเน่าเหม็นหมด บ้านพักเป็นแบบไทยๆ นำสมัยมาก เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา วิวัฒนาการโลกส่งคนไปถึงดวงจันทร์แล้ว แต่หน่วยราชการไทยยังอนุรักษ์นิยมของเก่าไว้ จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมจึงไม่มีคนมาพัก บ้านพักหลังใหญ่มี 5 ห้อง และห้องโถงใหญ่ คนไป 30-40 คน รองรับได้สบาย ห้องน้ำแบบThai style ก็ดีเหมาะกับบุคลิกภาพของกลุ่มเรา พัดลม ฝุ่นเขรอะไปหมด แต่ก็นอนหลับสบายดี สู่ธรรมชาติไม่มีคนพลุกพล่านอาบน้ำอาบท่าล้างตัวให้สะอาดจากการท่องเที่ยวมาทั้งวัน ไปกินอาหารที่ร้านข้างที่ทำการอุทยาน ดูฟุตบอลโลกไปด้วย ไปสั่งปูทะเลนึ่งมา 1 จาน ปรากฏว่าได้ปูตัวเบ้อเริ่มมา 4 ตัว ทำให้ทราบว่า ประเภทปูแล้ว ปูทะเลนี่ราคาแพงที่สุด
เช้าของวันที่สี่ ของการเดินทางตื่นเช้าสำรวจหาดเห็นป้ายบอกอ่าวนาง 2 ก.ม.วิ่งไปสำรวจแต่เช้าเป็นของชาวต่างชาติเช่นเดิม คิดว่าถ้าขับรถหาที่พักมาถึงอ่าวนาง เราคงไม่สามารถที่จะมาพักแรมได้เพราะไม่ตรงรสนิยมและเงินในกระเป๋าเท่าไร มองหาบริษัททัวร์ เพื่อจองตั๋ว เล็งไว้ 3-4 บริษัท เดินทางกลับที่พัก อาบน้ำแต่งตัว สองโมงเช้ารีบกลับไปจองตั๋วเรือเพื่อเที่ยวหมู่เกาะพีพี มีเปิดอยู่บริษัทเดียว จับจองเรียบร้อยกลับที่พักเก็บของ ขับรถไปฝากไว้ที่ทำการอุทยาน ท่าเรืออยู่ห่างจากอุทยานประมาณ 200 เมตร เป็นร่องน้ำลึกเชื่อมทะเลเข้ามา (เป็นคลอง) เรือจอดคอยอยู่เหลือเวลา 20 นาที สั่งข้าวผัดปูอย่างเร่งด่วน รองท้องได้เวลาพอดี จากนั้นเดินทางขึ้นเรือมีรถรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาจากที่พักแห่งอื่น อาจจากอ่าวนาง หรือ ในจังหวัดกระบี่มาขึ้นเรือ มีมาจากเอเย่นต์หลายบริษัท แต่มาขึ้นเรือที่ท่องเที่ยวบริษัทเดียว เก้าโมงเช้า เรือออกจากท่า เราเลือกที่นั่งชั้นดาดฟ้า ด้านบนเรือ มีที่นั่งชั้น 2 ด้านล่าง(ห้องแอร์) ผู้คนนิยมนั่งน้อย ชาวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวนั่งดาดฟ้าเรือ ให้สายลมและแสงแดดต้องผิวกาย บางคนก็นอนไปเลย มีพวกเป้ ย่าม กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เพราะ เรือจัดให้เป็นเรือโดยสารของนักท่องเที่ยวด้วย วิ่งไปสักระยะหนึ่งเกือบชั่วโมง แวะเกาะไรเล่ย์ พวกที่ต้องการพักที่นี่ขนกระเป๋าลง พวกที่พักที่เกาะไรเล่ย์ต้องการไปเที่ยวเกาะพีพี ก็จองตั๋วบริษัททัวร์เดินทางไปพร้อมกัน ได้เวลาเรือเดินทางต่อผ่านเกาะไวกิ้ง มีถ้ำเก็บรังนกที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มัคคุเทศก์ว่าอย่างนั้น เรือจอดห่างๆ ให้ถ่ายภาพ ที่ชื่อว่าเกาะไวกิ้ง เพราะภายในถ้ำไม่ทราบใครไปเขียนภาพเรือไวกิ้งไว้ ได้เวลาเดินทางต่อ ชมทิวทัศน์ ท้องฟ้า ทะเล และเกาะ ปล่อยความคิดจินตนาการล่องลอยไปเกือบเที่ยงเรือเทียบท่าเกาะพีพีดอน เกาะพีพีดอนเป็นเกาะขนาดย่อมมีอยู่ 2 หาด หาดด้านทะเลอันดามันเป็นที่จอดเรือรับลมและคลื่นเต็มที่ ด้านหลังของเกาะ (ด้านทิศตะวันออก) มีอีกหาดหนึ่งเป็นหาดที่เงียบสงบจากเกลียวคลื่น เพราะ มีเกาะบังไว้ สรวงสวรรค์อยู่ที่นี่เอง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง เมื่อเรือเทียบท่ามัคคุเทศก์นำคณะไปรับประทานอาหารกลางวัน ที่ร้านอาหารบริเวณริมชายหาด นั่งอยู่สักพักมีกรุ๊ปทัวร์อื่น มานั่งรับประทานอาหารอยู่ร้านข้างๆ สอบถามได้ความว่าเดินทางมาทางเรือ โดยออกจากจังหวัดภูเก็ตวัดระยะทางในแผนที่แล้วใกล้เคียงกันมาก เป็นกรุ๊ปทัวร์ใหญ่กว่ากรุ๊ปของเรามาก เพราะที่ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวมากกว่าจังหวัดกระบี่หลายเท่า รับประทานอาหารเสร็จแล้วให้เวลา 30 นาที ในการเดินเที่ยวชายหาด เราเดินดูร้านค้า เหมือนเมืองท่องเที่ยวทั่วๆ ไป เป็นซอยแคบๆ ร้านสองข้างทาง ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ มีแหม่มสวมชุดอาบน้ำเดินประปราย เกือบได้เวลาเรามานั่งรอขึ้นเรือที่ท่า เพื่อนของเราที่ไปด้วยเดินยิ้มกลับมา เขา บอกว่าเห็นสวรรค์แล้วอยู่หลังเกาะ หรือ ชายหาดที่อยู่อีกด้านหนึ่งซึ่งลมสงบเงียบ มีนางฟ้านอนเปลือยกายเต็มไปหมด มีแต่กางเกงตัวเล็กๆ แปะของสงวนเบื้องล่างไว้เท่านั้นเอง ส่วนด้านบนไม่ต้องพูดถึง มีตั้งแต่ขนาดไข่ดาว จนถึงมะพร้าวสวน ละลานตาไปหมดบอกเราว่าไปดูสวรรค์ซิเหลือเวลาอีก 5 นาที เรือจะออกเดินทาง เรามีความคิดหักล้างในใจ อยากเห็นสวรรค์ก็อยากเห็นทั้งที่ไม่มีทางจะได้ขึ้นสวรรค์แน่นอน ถ้าเรารีบเดิน หรือต้องวิ่งเพื่อให้ทันเวลาเพื่อไปดูวิมานสวรรค์ที่ว่า ค่าตัวของเราในสายตาของเพื่อน และของแม่บ้านที่ไปด้วย จะมองในแง่ใด ทั้งที่รักษาสถานภาพความไว้เนื้อเชื้อใจ ความมีศักดิ์ศรีมาตลอดจึงได้แต่ตอบอ้อมแอ้มว่า ไม่ไปหรอกเห็นที่แค่เดินผ่านนี้ก็คุ้มค่าทัวร์แล้ว เรืออกเดินทางต่อไปที่เกาะพีพีเล ให้พวกเรานึกย้อนไปเหตุการณ์ที่ภาพยนตร์ต่างประเทศ เรื่อง The Beach ที่มีดาราวัยรุ่น (พระเอกเรื่อง Titanic) แสดงนำ ขอมาถ่ายภาพยนตร์ที่หาดมาหยา เกาะพีพีเลนี่เอง นักอนุรักษ์ของไทยโวยวายคัดค้านเป็นเรื่องใหญ่โต เรือเข้าไปในอ่าวที่มีเกาะล้อมรอบมีช่องทางให้เรือเข้าไป ภายในอ่าวคลื่นลมสงบ หาดทรายขาว ทะเลสีมรกต สวยงามยิ่งนัก มีเรือทัวร์กรุ๊ปอื่นมาจอดทอดสมออยู่แล้ว 2 ลำ ของเราเป็นลำที่ 3 ให้เวลาเล่นน้ำหนึ่งชั่วโมง โดยเขาแจกหน้ากากดำน้ำพร้อมท่อหายใจให้ กรุ๊ปทัวร์ทั้งหมดก็รอเวลานี้ แหม่มๆ ที่มาเปลื้องชุดบางเบาที่คลุมมา ดำผุดดำว่าย เราก็ลงไปด้วยใส่หน้ากากดำน้ำดูปะการัง เนื่องจากเป็นชาวดอนไม่เคยใส่หน้ากาก และหายใจทางปาก ลงไปสำลักน้ำแทบคายของเก่า ต้องตั้งหลักใหม่ ใช้วิธีของเราไม่มีการหายใจในน้ำ ใส่หน้ากากกลั้นหายใจ แล้วสำรวจปะการัง ซึ่งลึกลงไปประมาณ 4 เมตร ส่วนใหญ่เป็นปะการังที่ตายแล้วเพราะสังเกตดูสีคล้ำๆ มีปะการังเป็นอยู่บ้างสีสดใส ระหว่างดำมีฝูงปลาเสือตัวขนาดฝ่ามือว่ายน้ำอยู่รอบข้าง ถ้าเราถือ ขนมปังปลาจะมาแย่งกินจากมือ มีปลาเสือเยอะมาก เรียกว่าเป็นจุดที่เพิ่มความสนใจอีกประการหนึ่ง มองไปที่ชายหาดทรายขาวลิบๆ มีคณะทัวร์มาจอดเรือเล่นน้ำ เราดำผุดดำว่ายรอบเรืออยู่เกือบชั่วโมง หมดเวลาเดินทางกลับ ก่อนออกเรือพนักงานประจำเรือเปิดก๊อกน้ำจืดต่อสายยางมาให้ล้างตัวทุกคน คนต่างชาตินั่งดาดฟ้าเรือ อาบแดด บางคนก็นอนอาบแดด เราเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้าไปนั่งห้องแอร์ ขากลับเรือกลับมาแวะที่เกาะพีพีดอนอีกครั้งเพื่อรับนักท่องเที่ยวเดินทางกลับแผ่นดินใหญ่ มีเวลาครึ่งชั่วโมง หมดเวลาสำหรับสวรรค์หลังเกาะแล้ว เพราะบ่ายคล้อยนางฟ้ากลับวิมานหมดแล้ว เรือแวะที่เกาะไรเลย์อีกครั้ง ส่งคนลง รับคนขึ้น ขอแนะนำการท่องเที่ยวเรือ ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อยืดที่บางเบาเหมาะที่สุด สังเกตเห็นคนต่างชาติคนหนึ่งและคู่รักของเขาผู้ชายนุ่งกางเกงอาบน้ำสั้นจู๋ตัวเดียว หอบผ้าเช็ดตัวไป 1 ผืน หวานใจใส่ชุดอาบน้ำคลุมด้วยผ้าชุดบางๆ ของที่มีอยู่ล้นทะลักออกมา นั่งอาบแดดอยู่หลังเรือทั้งไปและกลับ ก็เลยถือเป็นเรื่องปกติ กลับสู่หาดนพรัตน์ธาราน้ำลง ต้องเปลี่ยนเรือใหญ่มาเป็นนั่งเรือหางยาวเข้าฝั่ง วิ่งฝ่าร่องน้ำลึกที่ตื้นเนื่องจากน้ำลงเข้าฝั่งใกล้ที่สุด เดินทางต่อสู่จังหวัดตรังพักแรมที่โรงแรมตรังพลาซ่า เป็นโรงแรมขนาด 3-4 ดาว ตามเมืองใหญ่ทั่วๆ ไป เข้าที่พักเป็นเวลาค่ำมืดแล้วไม่มีเวลาออกไปที่ไหนเลือกรับประทานอาหารที่ห้องอาหารในโรงแรม แม่บ้านรับประทานอาหารเสร็จแล้วขอขึ้นไปพักผ่อนก่อน เรานั่งฟังเพลงมีนักร้องรุ่นเก่าคนหนึ่งมานั่งคุยด้วยร้องเพลงได้ทุกสถาบัน เราแกล้งบอกว่าจบจากธรรมศาสตร์ ร้องเพลงขวัญโดมได้อีก ต้องเสียค่าพวงมาลัยไปหลายพวง ตื่นเช้าวันที่ 5 ไปสำรวจสวนสุขภาพหน้าโรงแรม ซึ่ง พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี หรือ คอซิมบี้ ณ ระนอง ผู้เป็นเจ้าเมืองตรังในช่วงรัชกาลที่ 5 ลูกหลานของท่านได้มอบพื้นที่เป็นบ้านของท่าน ให้เป็นสวนสาธารณะของจังหวัดตรัง มีอนุสาวรีย์ของท่าน เป็นผู้ริเริ่มนำต้นยางพารามาปลูกเป็นต้นแรกที่จังหวัดตรังและแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางการค้ายางพารามาในภาคใต้ทั้งหมด ที่อำเภอห้วยยอด ตัดเส้นทางเขาพับผ้าจากจังหวัดตรังที่ปิดทำให้เปิดและจังหวัดตรังเป็นจังหวัดเดียวชายฝั่งทะเลอันดามันที่รถไฟไทยไปถึง นอกจากนี้ความยิ่งใหญ่ของตรังในอดีตนั้น ตรังมีท่าเรือซึ่งปรากฏในแผนที่โลกว่าประเทศไทยมีท่าเรืออยู่ 2 แห่ง คือ ที่ท่าเรือคลองเตยกรุงเทพ และที่ อ.กันตัง จังหวัด ตรัง มาถึง ปัจจุบันเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไป ประเทศไทยได้พัฒนาท่าเรือขึ้นมาอีกหลายแห่ง ความยิ่งใหญ่ของตรังก็ลดน้อยลงไป แม้แต่ศูนย์กลางยางพาราภาคใต้ก็ย้ายไปอยู่ที่หาดใหญ่ เขาเล่าว่าแต่ก่อนตรังเป็นเมืองใหญ่ มีเกาะแก่งรับผิดชอบมากมาย เมืองกระบี่เป็นเมืองลูก เจ้าเมืองได้แบ่งเกาะแก่งให้กับลูกหลานให้ไปปกครองเพราะดูแลยาก ส่วนในเมืองตรังมอบให้ลูกรักดูแล พอสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป การท่องเที่ยวบูม กระบี่ไปโลดเลย เพราะมีเกาะให้เที่ยวอย่างมากมาย ที่ตรังก็ยังพอมีเกาะให้ท่องเที่ยว เช่น เกาะมุก เกาะรอก เกาะเชือก ซึ่งเกาะเชือกนี้เป็นจุดดำน้ำแบบ Snorkelling ที่พิสดารมากในทะเลไทย เพราะ คงไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่คุณๆ ดำน้ำ ต้องลอยคอเกาะยึดเชือกที่โยงมาจากหน้าผา มาตรังก็ต้องทำ 2 ประการ จึงจะครบสมบูรณ์ คือ กินหมูย่าง และ แวะเยี่ยมคุณแม่ถ้วน ออกจากโรงแรมไปร้านอาหารเช้าของชาวตรัง มีหมูย่างอันลือชื่อ สั่งมาทันที เป็นหมูย่างรสหวานนิดๆ เนื้อนุ่ม หนังกรอบมีน้ำจิ้มเฉพาะ มีอีเจาก้วย (คือปาท่องโก๋บ้านเรา) และ ปาท่องโก๋ เมืองตรัง สีขาวเหมือนกับขนมปังแซนวิส ไว้กินกับหมูย่าง บังเอิญร้านนี้มีขนมจีนแบบภูเก็ต แต่อร่อยกว่า เขาว่าอย่างนั้น น้ำยาเป็นสีเหลืองเนื่องจากผสมขมิ้น สั่งมารับประทานอีก 1 จาน เพื่อเรียกทุนคืนจากการพลาดที่จังหวัดภูเก็ต มีผักพื้นเมืองแนบมาด้วย อาทิ ผักโมก ผักกาดนกเขา (หูปลาช่อน) ใบบัวบก ยังมีอาหารที่เรียกว่าติ่มซัมอีกหลายถ้วย กินเท่าไหร่คิดเงินเท่านั้น จบภารกิจไปอย่างหมูย่างกินแล้ว แถมเก็บสแปร์ ขนมจีนแบบภูเก็ตเป็นของแถมด้วย เหลืออีกหนึ่งประการคือเยี่ยมคุณแม่ถ้วน มารดาของอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ พอเพื่อนของเราเปรยขึ้นมาว่าอยากเยี่ยมคุณแม่ถ้วน เพื่อนของเพื่อนเราที่อยู่จังหวัดตรังบอกขึ้นรถ ขับเลี้ยวเข้าบ้านคุณแม่ถ้วน โดยไม่มีการทัดทานจากผู้ใดทั้งสิ้น ทั้ง รปภ.หน้าบ้าน และคนในบ้าน คุณแม่ถ้วนออกมาต้อนรับด้วยอัธยาศัยอันดี ท่านคุยไม่หยุด ท่านว่าท่านคลอดลูกชายออกมาท่านคลอดเอง พออายุ 1 ปี 4 เดือน ทำพิธีโกนผม ท่านก็จัดการเองไม่ต้องเสียเบี้ย (เสียเงิน) ท่านพูดถึงอดีตผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นตาของท่าน เป็นเจ้าเมืองตรัง มีลูกสาว 3 คน ประกาศหาลูกเขย มีคนมาสมัครมากมาย ท่านบอกเอาดวงและลายมือมาดู และเลือกเอา 3 คนเป็นลูกเขย และลูกเขยของท่าน 3 คนนั้น ต่อมาก็เป็นผู้มีอันจะกิน ผู้มีชื่อเสียงของจังหวัดตรังทั้งสิ้น ใครมีลูกสาวจะเลียนแบบของคุณตาคุณแม่ถ้วนก็ได้นะ นายชวน พออายุ 29 ปี มาขออนุญาตคุณแม่ถ้วนว่าอยากเล่นการเมือง คุณแม่ถ้วนบอกว่าเล่นได้ แต่อย่าให้โกงให้กินชาติบ้านเมืองให้ช่วยพัฒนาชาติ พอนายชวนเริ่มเล่นการเมือง คุณแม่ถ้วนซึ่งเป็นแม่ค้าขายของในตลาด ก็เร่ขายไปตามตลาดต่างๆ และหาเสียงให้ลูกชายไปด้วย จนลูกชายประสบความสำเร็จในด้านการเมือง ถึงจุดสูงสุด คือ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหัวหน้าในการบริหารประเทศนับเป็นความภาคภูมิใจของท่าน ท่านยังได้ร้องเพลงกล่อมเด็ก คงกล่อมนายชวนเมื่อเล็กๆ ให้ฟังเป็นภาษาใต้ ดูท่าทางจะสุขใจน้ำตาไหลออกมา เมื่อถึงวันสำคัญ คือ วันแม่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เด็กนักเรียนจะมาเต็มบ้านท่าน ซึ่งมีลานเนื้อที่เกือบ5 ไร่ ขอให้ท่านได้ให้ศีลให้พร ท่านยกตัวอย่าง โอวาทของท่านให้ฟังว่าเอาเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ไปปลูก 2 เดือน เกิดต้นและออกดอกนำมาไหว้ท่าน ความทุกข์ยากในการประคบประหงมต้นไม้ 2 เดือน เพื่อให้ออกผลิตผลนั้นยุ่งยากแค่ไหนทุกคนคงทราบดี แต่ลูกนั้นอยู่ในครรภ์ของมารดาอยู่ในบ้านที่อบอุ่นถึง 9 เดือน ให้คิดดูว่ามารดาผู้ประคับประคองบุตรในครรภ์นั้น จะยุ่งยากและเสียสละมากเพียงใด เด็กๆ มาฟังโอวาทแม่ถ้วนแล้วก็ร้องไห้ ซึ้งใจ คำพูดของถ้วน เข้าใจความทุกข์ยากของผู้เป็นแม่ เนื่องจากคุณแม่ถ้วนอายุมาก นั่งคุยกับท่านชั่วโมงกว่า ท่านออกอาการหอบ และเราต้องเดินทางต่อด้วย หลังจากลงนามสมุดเซ็นเยี่ยมแล้ว ก็ขอลาท่านกลับระหว่างนั้นรถกลับโรงแรมเพื่อขนของ นึกประหลาดใจ ตนเองชีวิตนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ มากินหมูย่างที่จังหวัดตรังและยังได้คุยกับคุณแม่ถ้วนด้วยเป็นไปได้อย่างไร ออกเดินทางถึงหาดใหญ่ วนหาที่พัก เห็นตลาดกิมหยงอยู่ซ้ายมือ โรงแรมหลายโรงแรมอยู่ด้านขวา ชี้เอาว่าพักโรงแรมนี้อยู่ใกล้ตลาดดี ชื่อ โรงแรม Asian มีที่จอดรถเรียบร้อย หลังจากจัดของเข้าที่เข้าทาง แยกย้ายกันช็อบปิ้ง แม่บ้านแยกไปทาง พ่อบ้านแยกไปอีกทางหนึ่ง เพราะความต้องการไม่เหมือนกัน เราเดินจากตลาดกิมหยง มาตลาดสันติสุขดูรองเท้ากีฬาเห็นแล้วไม่ถูกใจ ไปซื้อได้แว่นสายตาพับแล้วเหลือเล็กนิดเดียวเหมาะสำหรับใส่กระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงเวลาเดินทางได้ 2 อัน ต่อเขาได้ 150 บาท เพื่อนเขาต่อให้ บอกว่าทดลองต่อดูเพื่อดูต้นทุน เราบอกว่าอย่าต่อเขาเลย นั่งขายทั้งวันเป็นอาชีพที่น่าเบื่อหน่าย ซ้ำซาก จำเจ ไปถามผู้รู้ที่หลังทราบว่า อย่าประมาทเขาเชียวนะ แม่ค้าแผงลอยขายของเหล่านี้ รถราคาแพงมาส่งตอนเช้าทั้งนั้นรายได้ดีมาก เป็นอย่างนั้นไป กลับมาโรงแรมมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่ล็อบบี้ของโรงแรมเพราะมัวแต่เดินทางไม่ได้อ่านมาหลายวัน แม่บ้านก็ทยอยขนของหอบหิ้วมาเก็บที่รถยนต์ที่โรงจอดรถต้องขึ้นเก็บบนห้อง เดี๋ยวต้องขนลงมาอีก เทียวเข้าเทียวออกเอาของมาเก็บหลายเที่ยว ไปถามบรรดาแม่บ้านว่า ขอให้ช็อปปิ้งเถอะ เดินเท่าไหร่ ก็ไม่เหนื่อย ชาวสิงคโปร์และมาเลเซียมาเที่ยวที่หาดใหญ่ มีความมุ่งหมาย 2 ประการ คือ กินอาหารอร่อย และซื้อของราคาถูก อาหารที่หาดใหญ่นี้เชลล์ชวนชิมมากมาย คืนนั้นเราไปร้านนิยมรส มี ยำเพดานหมู เต้าหู้ทอด เอ็นหมูตุ๋นยาจีน กระเพราหางหมู และที่ จะขาดไม่ได้เด็ดขาดคือ เต๋าเต้ยเป็นอาหารที่ทำจากปลากระพงน้ำลึก ชั่งขายตามราคาน้ำหนักปลา มีหม้อซุบน้ำร้อน ตัดปลาเป็นชิ้นๆ นำมาลวก แล้วจิ้ม ลงในน้ำจิ้ม เรียกว่าเป็นอาหารจานเด็ดของที่นี่ ไปร้านอื่นจะไม่ค่อยมี เพราะเป็นปลาหายาก เขาว่าอย่างนั้น กินกันเสียจนกินข้าวไม่ลง เช้าวันที่หกขาดไม่ได้ คือ การสำรวจเมืองตอนเช้า การสำรวจตลาดสด ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ให้ทราบถึงความเป็นไป เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ของชุมชน พระที่นี่เดินรับบาตรก็มี วิ่งเหยาะไปที่สนามจิรนครสนามกีฬากลางของเทศบาลนครหาดใหญ่ ห่างจากที่พักประมาณ 2 กิโลเมตร ตื่นตา ตื่นใจมากับชมรมแอโรบิคเช้า มีคนมาออกกำลังกาย 200 กว่าคน ในลู่วิ่งข้างสนามบอลมีคนมาวิ่งจำนวนมากเป็นร้อย และที่สนามเทนนิส ก็มีนักเทนนิสมาประลองฝีมือกันแต่เช้า ตั้งแต่เที่ยวภาคใต้มาเห็นที่หาดใหญ่นี่แหละ คนออกกำลังกายมากที่สุด เต้นแอโรบิคเสร็จ มีพระมารอรับบิณฑบาตรด้วย เรียกว่า ครบวงจร ถ้าบุ่งตาหลั่วที่โคราช จะประยุกต์ใช้แบบหาดใหญ่ก็จะดีมาก อาหารเช้าวันนี้ก็ต้องเป็นบัดกูเต๋ หมูตุ๋นยาจีน ร้อนๆ ทานกับข้าวสวยใส่ถ้วยร้อนๆ ด้วย ตบท้ายด้วยกาแฟโบราณ เสียดายที่เราดื่มกาแฟไม่ได้จึงไม่ครบสูตร หลังอาหารเช้าทัศนศึกษาทัศนียภาพของมหาวิทยาลัยสงขลา ซึ่งเขาบอกว่าเป็นสถานที่ออกกำลังกายอีกแห่งหนึ่ง ของชาวหาดใหญ่ กลับโรงแรมให้เวลาแม่บ้านอีก 2 ชั่วโมง
ช็อปปิ้งส่งท้าย ออกเดินทางสู่สงขลาต้องการไปชมหาดสมิหรา เงือกน้อยที่นั่งอยู่ริมหาดเมื่อ 20 ปีก่อน ก็ยังคงนั่งอยู่เป็นสัญลักษณ์ของหาดสมิหราต่อไป มีการพัฒนาภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมดีขึ้น วิ่งข้ามสะพานติณณสูลานนท์ สู่เกาะยอ แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ตลาดกลางเกาะยอ ระหว่างรออาหารแม่บ้านก็แวบไปซื้อผ้าไหมเกาะยอมาได้คนละผืน 2 ผืน ออกเดินทางจากเกาะยอ ข้ามสะพานติณณสูลานนท์ ด้านทิศตะวันออกเลียบเส้นทางฝั่งอาวไทยด้านตะวันออกจากสงขลา สู่อำเภอหัวไทร ตัดเข้านครศรีธรรมราช อำเภอสิชล ผ่านอำเภอขนอม ที่มีท่าเรือไปสู่เกาะสมุย เข้าสู่จังหวัด สุราษฎร์ธานี พักแรมที่โรงแรมวังใต้ ริมฝั่งแม่น้ำตาปี ไปถึงเกือบสนธยาแล้ว อาบน้ำอาบท่าเสร็จ เดินทางไปกินอาหารเย็นที่ร้านลำพูเจ้าเก่า ปากอ่าวแม่น้ำตาปี คำขวัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่เค็ม ฯลฯ เล็งไปที่หอยใหญ่เป็นอันดับแรก หอยนางรมตัวเบ้อเริ่มแกะฝาบีบมะนาวใส่เครื่อง เสียดายไม่มีผักกระถิน ปูทะเลเผา กุ้งเผาเนื้อแน่นเปรี๊ยะเขาว่ามีที่นี่จังหวัดเดียวไม่ทราบว่าจะเชื่อได้หรือเปล่า ปลาเผา ตบท้ายด้วยไวน์ยอดนิยมที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง คือ แก้งส้มปูทะเล น้ำข้นมาก เขาเรียกว่าน้ำตกคลัก ไปคุลกเคล้าเข้าไปในเนื้อปู นำมาคลุกกับเข้าสวยร้อนๆ อร่อยมาก ปรากฏว่าสั่งอาหารมากไป แกงส้มปูทะเลต้องใส่ถุงไปฝากสุนัขที่บ้านได้ถุงใหญ่คืนนั้นเป็นวันสุดท้ายแล้ว ไปฟังอุทยานเพลงเก่าเข้ากับวัยของเราทีโรงแรมในเมือง ได้เวลาก็กลับมานอน
เช้าวันที่เจ็ด ดูแผนที่แล้ว จากสุราษฎร์ธานี ถึงนครราชสีมาระยะทางตามแผนที่ 950 กิโลเมตร ต้องวางแผนในการขับ การเดินทางจะไปอย่างไร อีแก่ของเรา (รถตู้) จะไม่พังพาบเสียก่อน ตกลงกันว่าค่อยเป็นค่อยไป แวะไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน ออกเดินทางจากสุราษฎร์ธานี สองโมงเช้า ผ่านอำเภอไชยา ไม่ได้แวะนมัสการพระพุทธทาส เพราะเวลาจำกัดผ่านอำเภอหลังสวน แวะซื้อทุนเรียน สะตอ และไข่เค็ม เป็นของฝากญาติมิตร เดินทางต่อไปยังชุมพร ผ่านสี่แยกปฐมพร ซ้ายมือไประนอง เราพุ่งตรงไปประจวบคีรีขันธ์ ผ่านบางสะพาน ถึงทับสะแก ได้เวลาอาหารกลางวันร้านรสทิพย์ ที่แวะรับประทานข้าวเช้าขาล่องใต้ แกงส้มปูที่ใส่ถุงแกะออกมาจัดการให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะบูด ของจะเสียไปเปล่าๆ ช่วงนั้นเหลือระยะทางอีกประมาณเกือบ 600 กิโลเมตร มื้อเย็นที่ริมเขาจันทร์ ที่มวกเหล็ก อาหารอร่อยบรรยากาศดีเยี่ยมขอแนะนำพวกเราด้วย โดยเฉพาะห้องน้ำยกให้สิบดาว เอาไปเลย มาถึงโคราช 5 ทุ่ม พอดีใช้เวลาเดินทางในวันนี้ 15 ชั่วโมง ต้องขอบใจยานพาหนะคู่ใจด้วย ระหว่างเดินทางไปด้วยกัน 7 วัน 6 คืน ไม่ได้เกเรเลยแม้แต่น้อย ตอนขนของลงยังนึกตกใจ ถ้ารถเกิดชำรุดข้างทาง แค่ขนถ่ายของก็เพลียหัวใจแล้ว
มุ่งสู่อันดามันก็มาถึงวาระสุดท้าย พร้อมกับประจุไฟเต็มเปรี๊ยะในตัวเที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้จริงๆ ยังมีสิ่งสวยๆ งามๆ ที่เรายังไม่ได้พบ ยังไม่ได้เห็น ยังไม่ได้สัมผัส ขอชมเชยจังหวัดภูเก็ต พัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวน่าจะก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของประเทศไทย ทั้งบรรยากาศ และรายได้ จังหวัดกระบี่ อนุรักษ์นิยมไม่มีร่มชายหาด ไม่มีสกูดเตอร์ จังหวัดสงขลา แยกหาด และร่มที่กางอยู่คนละฝั่งถนน เดินทางมาร่วม 3000 กิโลเมตร ค่าน้ำมัน 5000 บาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 1000 บาท/คน รวมที่พักที่กินไม่รวมค่าช็อปปิ้ง เป็นรางวัลชีวิตที่มอบให้กับตนเองมีประสบการณ์ใหม่ๆ จะนำมาเล่าให้ฟังอีกครับ
------------------------------------
เจ้าเก่า 2032 บันทึก ปี 2545
จ.ส.อ.ไพฑูรย์ ธรรมะ พิมพ์/ตรวจ

#1 By bakabo (~^) on 2006-10-28 11:21