ชมรมวิ่งเข้มแข็ง
Exercise Passport


โดย พลเอก ธงชัย  ตระสินธุ์
ประธานชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว
ประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง


 
 สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมสมาชิกชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพในประเทศไทยให้เป็นกลุ่มก้อน เพื่อสะดวกต่อการขับเคลื่อนองค์กรให้เข้มแข็ง รวมทั้งการติดต่อประสานงาน แจ้งข่าวในวงการวิ่ง การขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงาน หรือองค์กร การจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพื่อสุขภาพตลอดจนการแสดงออกถึงความจงรักภักดี เทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เช่นการวิ่งเทิดพระเกียรติใน   วันพ่อ (วันชาติ)  การเดิน-วิ่งสมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา  กีฬามหามงคล เป็นต้น
 
 สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2545 ขณะนี้อายุได้ 8 ปีแล้วเพื่อให้การประสานงานสะดวกยิ่งขึ้น จึงจัดตั้งเครือข่ายแยกออกไปเป็น 10 เครือข่าย มีชมรมวิ่งภาคเหนือ 2 เครือข่าย ชมรมวิ่งภาคใต้     2 เครือข่าย ชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 เครือข่าย ชมรมวิ่งภาคตะวันออก 1 เครือข่าย ชมรมวิ่งภาคตะวันตก 1 เครือข่าย ชมรมวิ่งภาคกลาง 1 เครือข่าย ชมรมวิ่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1 เครือข่าย รวมมีสมาชิกชมรมวิ่งอยู่ในเครือข่ายทั้งหมดในปัจจุบัน 351 ชมรม
 
 ผู้เขียนรับผิดชอบเป็นประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มี 10 จังหวัดด้วยกัน คือ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และชัยภูมิ เท่าที่สำรวจในปัจจุบันมีชมรมวิ่งอยู่ในพื้นที่จำนวน 43 ชมรม เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิ่งหาคม 2552 ได้จัดประชุมชมรมวิ่งในเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่โรงเรียนสุรินทร์ราชมงคล ข้างศูนย์ศิลปาชีพอิสานใต้ มินิ-ฮาล์ฟมาราธอน ได้เข้าร่วมประชุมและร่วมวิ่งในคราวเดียวกัน
 
 สาระการประชุมมีเรื่องใหญ่ๆ อยู่ 2 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกเป็นเรื่องกิจกรรมของเครือข่าย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้ทำอะไรมาบ้างในรอบปี และจะทำอะไรต่อไป คุยเรื่องการติดต่อประสานงาน การประชาสัมพันธ์กิจกรรมวิ่ง เรื่องที่สอง เป็นเรื่องชี้แจงของสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย โครงการ Exercise Passport เป็นโครงการใหม่ที่สมาพันธ์ร่วมกับ สสส. จัดทำขึ้นเพื่อสำรวจว่ามีคนไทยออกกำลังกายทุกชนิดจำนวนเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง จักรยาน แอร์โรบิค รำมวยไทย ไทเก๊ก สมาธิ ยูโด คาราเต้ ฯลฯ โดยจัดทำสมุดบันทึกขึ้น เป็นเฉพาะบุคคล เพื่อลงรายละเอียดหรือบันทึกการออกกำลังกายเป็นระยะทาง หรือเวลา เมื่อครบตามขั้นตอนหรือเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับรางวัลผู้พิชิต โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกที่เครือข่ายชมรมวิ่งตามภาคต่างๆ  หรือสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย สมัครได้เป็นชมรม กลุ่มหรือบุคคลก็ได้ ในชั้นต้นที่สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทยได้ชี้แจง สิทธิประโยชน์ หรือผลประโยชน์ที่จะได้รับของผู้ที่ออกกำลังกาย ขั้นที่ 1 ออกกำลังกายได้ 500 กม.ขึ้นไป หรือสะสมเวลาได้ 100 ชั่วโมงขึ้นไป ได้รับรางวัลผู้พิชิตระดับทองแดง ขั้นที่ 2 ออกกำลังได้ 1,000 กม.ขึ้นไป หรือสะสมเวลาได้ 200 ชั่วโมงขึ้นไป ได้รับรางวัลผู้พิชิตระดับเงิน  ขั้นที่ 3 ออกกำลังกายได้ 1,500 กม. หรือ สะสมเวลาได้ 300 ชั่วโมงขึ้นไป ได้รับรางวัลผู้พิชิตระดับทอง สอบถามรายละเอียดได้ที่ สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย โทร 02-455-9149 : 089-994-5444 (คุณนิพนธ์)
 
 สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้รับในโอกาสต่อไป เช่น สามารถนำ Exercise Passport ไปแสดงเพื่อลดราคาการร่วมออกกำลังกายตามกิจกรรมต่างๆ ลดราคา การซื้อสินค้าจากห้างร้านที่ร่วมโครงการ สำหรับเครือข่ายชมรมวิ่งภาคอิสานตอนล่าง จะเริ่มโครงการใน 1 ตุลาคม 2552 ขณะนี้มีห้างร้านยื่นข้อเสนอลดราคาสินค้าเข้าร่วมโครงการแล้ว 3 ร้าน คาดว่าเมื่อโครงการเดินหน้าต่อไปจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน มาออกกำลังกายมากขึ้น

บันทึกเมื่อ 25 ส.ค.52

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว
เดือนสิงหาคม  2552
โดย  หมู่สิงห์
 

วิ่งเฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหามหาราชินี ค่ายกฤษณ์สีวะรา ซุปเปอร์มินิมาราธอน ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดสกลนคร จัดโดยจังหวัดทหารบกสกลนคร เพื่อไม่ให้งานวิ่งซ้ำซ้อนกับวิ่งวันแม่ที่จังหวัดชัยภูมิ จึงเลื่อนมาเป็นวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2552 คณะกรรมการได้ชักชวนให้หมู่สิงห์ นำทีมนักวิ่งไปร่วมกิจกรรมด้วย ทำให้นึกถึงอดีตที่ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว หมู่สิงห์เคยทำมาหากินอยู่ที่นั่น มีพรรคพวกเพื่อนฝูงอยู่หลายคน กลับไปเยี่ยมถิ่นเก่าสักครั้งจะเป็นอะไรไป


เส้นทางสู่จังหวัดสกลนครไปได้หลายเส้นทางอยู่ที่ว่าจะเริ่มต้นจากที่ใด คณะหมู่สิงห์ ใช้เส้นทางนครราชสีมา-บ้านไผ่-มหาสารคาม-กาฬสินธุ์-สกลนคร เส้นทางปรับปรุงใหม่ เป็นทาง 4 เลนมากแล้ว เว้นจากอำเภอสมเด็จ กาฬสินธุ์ ข้ามเทือกเขาภูพานไปจังหวัดสกลนคร สนุกกับการขับรถวนเส้นทางบนเขา ผ่านอุทยานแห่งชาติภูพาน น้ำตกคำหอม พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ แต่ไม่มีเวลาแวะชื่นชมทัศนียภาพ

 ไปถึงสกลนคร ไปนมัสการพระธาตุเชิงชุมอยู่ในตัวจังหวัด เย็นแล้วพระทำวัตรสวดมนต์เย็นพอดี จะไปเดินรอบสระพังทองซึ่งมีเส้นทางเดินออกกำลังกายรอบสระ มีน้ำพุซึ่งแต่เดิมเขาบอกว่าสูงที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันคงเสียสถิติไปแล้ว ดูพระอาทิตย์ตกน้ำที่หนองหาน แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ รีบไปสมัคร และไปรับประทานอาหารเย็น ร้านเก่าแก่มีชื่อเสียงที่สุดในจังหวัดคือ ร้านมิตรอุปถัมภ์ โดยจัดต้อนรับพระราชอาคันตุกะ เจ้าฟ้าหญิงแอน แห่งราชวงศ์อังกฤษ เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ถามถึงป้าเครือเจ้าของร้าน ผู้ต้อนรับบอกว่า  ป้าไปนอนวัดแล้ว ได้ลูกหลานเป็นผู้บริหารต่อ อาหารยังคงอร่อยเช่นเดิม ของชอบหมู่สิงห์และเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของร้านที่สุดคือ ซุบหน่อไม้ ลาบหมู รองลงมาคือ ตับหมูทอด ปลาเนื้ออ่อนราดพริก แกงเลียง ฉู่ฉี่กุ้ง ยังอร่อยครบครัน เว้นตับหมูทอดไม่ได้ทำแล้ว

รุ่งเช้า 0600 นาฬิกา สตาร์ทที่สนามมิ่งเมือง สงสัยว่าทำไมวิ่ง 13.5 กิโลเมตร เพราะว่าคณะกรรมการจัดวิ่งเป็นวงเส้นทางรอบเมืองไม่มีย้อนกลับ แวะเข้าไปวิ่งรอบสระพังทองประมาณ 1.4 กิโลเมตร วิ่งเข้าไปใน  สวนแม่ สวนลูก (สมเด็จย่า และพระพี่นาง ) อีกเกือบ 1 กิโลเมตร เส้นทางรอบเมืองเป็นเช้าหลังฝนตก ตอนกลางคืน อากาศจึงเย็นสบาย เสียอยู่อย่างคือเส้นทางวิ่งเป็นถนนคอนกรีต วิ่งเร็วมากไม่ได้ เป็น สว. แล้ว ฝ่าเท้าและหัวเข่าจะพังเสียก่อน นักวิ่งเข้าเส้นชัยหมดแล้ว คณะกรรมการจัดขบวนเดินเทิดพระเกียรติ ผู้ที่มีอันดับในการวิ่งรอรับรางวัล คณะหมู่สิงห์เป็นทีมคนสูงอายุมาร่วมออกกำลังกายเท่านั้น กลับที่พัก เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเดินทางกลับภูมิลำเนาแวะไหว้เจดีย์อาจารย์ฝั้น ที่อำเภอพรรณนานิคม เที่ยงพอดี แวะชิมไก่ย่าง  ข้าวเหนียว ส้มตำ ที่เขาสวนกวาง ที่มีสโลแกนว่า ไก่ย่าง 1 ในเมืองไทย
---------------------------------------------------
บันทึก เมื่อ 10 ส.ค.52

edit @ 7 Sep 2009 23:46:16 by สิงห์ร้าย

ชมรมวิ่งเข้มแข็ง
สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย

พลเอก ธงชัย  ตระสินธุ์
ประธานชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว
ประธานสมาพันธ์ชมรมวิ่งเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 กีฬามีอยู่หลายประเภท หรือชนิดกีฬา  ดูได้จากการแข่งขันกีฬาระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นกีฬาโอลิมปิค    ฤดูร้อน กีฬาโอลิมปิคฤดูหนาว กีฬาเอเชียนเกมส์ กีฬาซีเกมส์ เป็นต้น มีหลายสิบชนิดกีฬา ประเทศไทยจะส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันโอลิมปิคฤดูร้อนบางประเภทกีฬา ที่เกี่ยวข้องมากคือกีฬาเอเชียนเกมส์ และซีเกมส์ ซึ่งถือว่าเป็นกีฬาระดับภูมิภาค หรือกีฬาระดับท้องถิ่น แต่ละชนิดกีฬาที่ประเทศไทยส่งเข้าแข่งขันนั้น จะมีสมาคมกีฬานั้นๆ เป็นผู้รับผิดชอบกำกับดูแล เช่น สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย สมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย สมาคมยิงปืนแห่งประเทศไทย สมาคมว่ายน้ำแห่งประเทศไทย ฯลฯ เป็นต้น ส่วนกีฬาที่มีคนนิยมออกกำลังกายมากที่สุดคือ การวิ่งเพื่อสุขภาพกลายเป็นองค์กรปิด ไม่มีผู้คนรู้จัก ไม่มีส่วนร่วมในการประชุม หรือหารือ พูดง่ายๆ คือไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรเลย ในเรื่องการพัฒนากีฬาและความมีสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง ของประชาชนคนไทย

 ความคิดในการจัดตั้ง สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย จึงเริ่มต้นจากคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคลุกคลีกับวงการวิ่งเพื่อสุขภาพมาเป็นสิบสิบปี อาทิ สายันต์  สมดุลยาวาทย์ แห่งโรบินสัน บำรุง ดวงพุมเมศ จากไนกี้ จิรายุทธ์  อัตนาถ จากไนกี้ ณรงค์  เทียมเมฆ จาก ราชภัฏจอมบึง แกนนำอื่นๆ ร่วม 10 คน และตัวแทนชมรมวิ่งอีกจำนวนหนึ่ง
 ในปี พ.ศ.2545 ได้เสนอโครงการไปยังกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เพื่อตั้งเครือข่ายสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย สร้างกระแสการตื่นตัวออกกำลังกายด้วยการวิ่งเพื่อสุขภาพ ได้เชิญ นายแพทย์ อุดมศิลป์  ศรีแสงนาม ผู้จุดประกายการวิ่งเพื่อสุขภาพ ผู้เขียนหนังสือ “วิ่งเพื่อชีวิต” ซึ่งเป็นที่นิยมของนักอ่านจำนวนมาก และนำไปปฏิบัติ เป็นประธานในการประชุม ทันตแพทย์ กฤษดา  เรืองอารีย์รัชต์ ผู้แทนของ สสส. สงคราม  ไกรสินธิ์  เจ้าของอเมซิ่ง ฟิลด์ องค์กรที่จัดการวิ่งแข่งขัน และผู้แทนชมรมวิ่งต่างๆ อีกกว่า 70 ชมรม และได้จัดตั้งสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ขึ้นในปี พ.ศ.2545 นี้

 ในปีแรกที่ประชุมได้เลือก(ขอร้อง) ให้นายแพทย์ อุดมศิลป์  ศรีแสงนาม รับเป็นประธานสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และเลือกคณะกรรมการจากชมรมวิ่งต่างๆ เข้าเป็นกรรมการ ผู้เขียนเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนั้นด้วย โดยมี สายันต์  สมดุลยาวาทย์ เป็นเลขานุการสมาพันธ์ ในปีนี้สมาพันธ์ชมรมวิ่งได้จัดประชุมสัญจรต่างจังหวัดขึ้นครั้งแรก ผู้เขียนได้เสนอตัวให้จัดประชุมเครือข่ายขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อกระตุ้นให้คนในจังหวัดและในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ตื่นตัวในการเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ ในเวลานั้น สวนน้ำบุ่งตาหลั่ว สวนสุขภาพของชาวจังหวัดนครราชสีมาได้สร้างแล้วเสร็จมาแล้ว 2 ปี และได้เสนอในที่ประชุมว่า กรรมการสมาพันธ์ควรแบ่งเป็นภาคๆ เพื่อให้ช่วยรับผิดชอบ ดูแล ชมรมวิ่งเครือข่ายให้ทั่วถึง เช่นเดียวกับการจัดการปกครองของกระทรวงมหาดไทย  หรือการแบ่งภาคของหน่วยทหาร

 ในปีแรกที่จัดตั้ง  ประธานสมาพันธ์  มีแนวความคิด  การออกกำลังกายกับการศาสนาเข้าด้วยกัน  จึงเกิดโครงการเดิน-วิ่ง สมาธิ วิสาขะพุทธบูชา ถือศีล 5  ลดละเลิกอบายมุขขึ้นภายคำกล่าวที่ว่า  “จิตที่แจ่มใส  อยู่ในร่างกายที่แข็งแรง”   “ จิตที่เข้มแข็งคือจิตที่สงบนิ่ง  กายที่เข้มแข็งคือกายที่เคลื่อนไหว”  เป็นที่โด่งดังไปทั่วประเทศ  และประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธต้องส่งเจ้าหน้าที่มาดูงานเพื่อนำไปจัดกิจกรรม เช่นนี้ด้วย  การจัดกิจกรรมเดิน – วิ่ง สมาธิ วิสาขะ  ทุกวันวิสาขะของทุกปี  นอกจากจัดพิมพ์หนังสือปาฏิหาริย์  แห่งการวิ่ง  มอบให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมแล้ว  ในปีพ.ศ.  2548  ได้จัดสร้าง  เหรียญพระ  เพื่อมอบให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำไปติดตัวเป็นสิริมงคล ปี 2548  สร้างเหรียญพระศรีศากยทศพลญาณ  ประธานพุทธมณฑลจำรวน  60,000  องค์  ปี พ.ศ. 2549  จัดสร้างเหรียญพระพุทธสิหิงค์ จำนวน  84,000  องค์  ปี พ.ศ.  2550  จัดสร้างเหรียญพระพุทธชินราชจำนวน  60,000  องค์  ปี พ.ศ.  2551  จัดสร้างเหรียญพระพุทธโสธรจำนวน 100,000  องค์  และในปี พ.ศ.  2552  จัดสร้างพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ  จำนวน  100,000  องค์  เช่นกัน   และในการจัดสร้างในแต่ละปีนั้นสมาพันธ์ชมรมวิ่งได้จัดพิธีอัญเชิญเหรียญ ไปพุทธาภิเษก ด้วยเกจิอาจารย์ตามวัดต่างๆ ที่พระนั้นประดิษฐานอยู่หรือเคยประดิษฐานอยู่ เหรียญแต่ละรุ่นจัดสร้างอย่างสวยงาม น่าเก็บไว้เคารพบูชา พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2511 จำนวน 4 องค์ นำไปประดิษฐานอยู่ 4 ทิศ คือ ทิศเหนือ ลำปาง ทิศตะวันตก ราชบุรี  ทิศใต้ พัทลุง เพื่อคุ้มครองแผ่นดินไทยซึ่งสมาพันธ์ชมรมวิ่งได้นำเหรียญไปพุทธาภิเษก ทั้ง 4 จังหวัด

 ขอสดุดี  นพ.อุดมศิลป์   ศรีแสงนาม  พล.ต.ธีระ  คล้ายอ่างทอง   อจ.ณรงค์  เทียมเมฆ   นายวีระพงศ์  เกษดำรงพานิชย์  ซึ่งเป็นประธานสมาพันธ์ฯ รับผิดชอบต่อกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545-2552 คณะกรรมการตลอดจนภาคี เครือข่ายทุกชมรมวิ่ง ที่ได้สร้างเครือข่ายสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ให้เข้มแข็ง และขอให้คงอยู่คู่ประเทศไทย คู่คนไทยต่อไป

“ความคิดที่ดีดีอย่างนี้ คิดได้อย่างไร”
บันทึกเมื่อ 15 พ.ค.52
--------------------------------------------

 

edit @ 22 May 2009 16:45:07 by สิงห์ร้าย

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว
พุทธาภิเษก เหรียญพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุทิศ
จ.ราชบุรี  จ.พัทลุง  25-26 เมษายน 2552


โดยหมู่สิงห์
 


 วันมหาสงกรานต์ปีนี้ นอกจากได้ไปรดน้ำดำหัวผู้เคารพนับถือที่ ศรีราชา และข้ามไปกินลม ชมวิว  นอนรับอากาศบริสุทธิ์ที่เกาะสีชัง 1 คืน มีนัดกับสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย นำเหรียญพระพุทธนิรโรคันตรายฯ ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อมอบให้กับนักเดินวิ่ง เพื่อสุขภาพ ที่มาร่วมกิจกรรมเดิน – วิ่ง วิสาขะ พุทธบูชา ทั่วประเทศไทย ได้มีพระติดตัว เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ในคราวที่ไป สระบุรี ทิศตะวันออก และ ลำปาง(ทิศเหนือ) ที่มีพระพุทธนิรโรคันตรายฯ ประดิษฐานอยู่ ไม่มีโอกาสไปร่วมด้วย เนื่องจากมีภารกิจอื่น ข้ามมาอีก 1 สัปดาห์ วันเสาร์ที่ 25 และวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2552 เดินทางไปพุทธาภิเษกที่จังหวัดราชบุรี (ทิศตะวันตก) และพัทลุง(ทิศใต้) จึงขอสมัครมีส่วนร่วมเดินทางไปด้วย

 บ่ายโมงครึ่งของ 25 เม.ย.52 ด้วยรถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น พร้อมนักวิ่งเกือบ 40 ชีวิต พร้อมรถบรรทุก    6 ล้อ นำเหรียญพระพุทธนิรโรคันตรายฯ ออกเดินทางจากที่ทำการสมาพันธ์ ถนนพุทธมณฑลสายหนึ่ง มุ่งตรงสู่จังหวัดราชบุรี ประมาณ 1700 นาฬิกา ก็ถึงแล้ว นักวิ่งตั้งขบวนสักการะอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ตั้งแถวแบกธงวิ่งขึ้นไปบนเขาแก่นจันทร์ ส่วนเหรียญพระบรรทุกอยู่บนรถ 6 ล้ออยู่แล้ว วิ่งตามขึ้นไปด้วย ระยะทางประมาณ 1.6 กิโลเมตร พอเรียกเหงื่อได้ มีชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพราชบุรีเป็นแม่งานต้อนรับและจัดการ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี มาเป็นประธานพุทธาภิเษก มีทั้งพิธีพราหมณ์ เกือบชั่วโมง และพุทธาภิเษกโดยเกจิอาจารย์ใน จ.ราชบุรีอีก 9 รูป ชั่วโมงกว่าๆ เสร็จพิธี รับประทานอาหารเย็นแบบข้าวหม้อ แกงหม้อ รวมขนมจีนเข้าไปด้วย มีคั่วกลิ้งอาหารใต้มาอุ่นเครื่องไว้ เสร็จแล้วเดินลงเขา ขึ้นรถเดินทางต่อ ใช้วิธีอาบน้ำแห้ง แค่ล้างหน้าล้างตา ผ้าเย็นเช็ดตัว นั่งรถยาวจากราชบุรี ตรงสู่พัทลุง ช่วงหัวค่ำมีร้องเพล่งบ้างเพื่อความครึกครืน 3 ทุ่มเงียบเสียง รถแวะปั๊มน้ำมัน ระหว่างทาง 2-3 ครั้งให้ลดน้ำหนัก

 ตื่นเช้าเมื่อเข้าเขตตัวเมืองจังหวัดพัทลุง เป็นเมืองที่เงียบสงบ รถจอดข้างศาลากลางจังหวัดด้านหน้าที่ประดิษฐานพระพุทธนิรโรคันตรายฯ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดทำเป็นลู่วิ่ง มีผู้มาออกกำลังกาย Morning Walks และ Jogging พอประมาณ เช้าอยู่ขอไปอาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวก่อน ได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพพัทลุง นำไปที่โรงเรียนอนุบาลคูหาสวรรค์ อยู่หลังศาลากลางจังหวัด สวรรค์จริงๆ สมชื่อ ห้องสุขา ห้องอาบน้ำ ที่ล้างหน้า แปรงฟัน มีพร้อมสรรพเพราะเป็นโรงเรียนอนุบาลใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง นั่งรถยนต์ไปที่ภัตตาคารหงส์ทอง นักวิ่งเจ้าถิ่นในภาคใต้รออยู่ที่นั่น กองทัพเดินด้วยท้องต้องเติมอาหารก่อน เริ่มด้วยติ่มซ่ำ ขนมจีน ข้าวต้ม ข้าวผัด ข้าวแกง ตามถนัด ตามความชอบของแต่ละบุคคล แต่หมู่สิงห์เติมไปเพียง 3 ชนิด คือ ข้าวต้ม ต่อด้วยขนมจีน และข้าวผัดอีกเล็กน้อย ตบท้ายด้วยโอวัลตินร้อนๆ 1 ถ้วย มีปาท่องโก๋ด้วยแต่ขอบายไม่กิน เวลา 0800 นาฬิกา อาหารยังไม่เรียงเม็ด ตั้งขบวนแถว พร้อมธงทิว พร้อมนักวิ่งทั้งจากกรุงเทพฯ และภาคใต้ มีป้ายโฆษณา ด้วยว่ามาทำอะไรกัน เริ่มวิ่งจากร้านอาหารไปที่ศาลาประดิษฐานพระพุทธนิรโรคันตรายฯ ระยะทาง 2 กิโลเมตรเศษ ตัดผ่านกลางเมืองไปถึงปะรำพิธี นั่งพักร้อน พักเหนื่อย พิธีพราหมณ์เริ่มสวด ต่อจากพิธีพราหมณ์ต่อด้วยพิธีสงฆ์โดยเกจิอาจารย์ ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษ เสร็จพิธีเวลาประมาณ 1100 นาฬิกานิดๆ ชมรมวิ่งพัทลุงเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้เป็นอาหารภาคใต้ แกงเหลือง แกงไตปลา คั่วกลิ้ง ปลาแห้งทอด น้ำพริกกะปิ ยอดผัก แตงกวา ถั่วฝักยาวอีก 1 กาละมังใหญ่ พวกเรากินลงไปเต็มสูบนานๆ จะได้รับประทานอาหารภาคใต้ต้นตำรับอร่อยๆ อย่างนี้สักที ขณะที่หมู่สิงห์นั่งละเลียดข้าวอยู่ เห็นนักวิ่งคนหนึ่ง เดินเก็บพวกเศษกระดาษ เศษถุงพลาสติก หรือสิ่งอื่นๆ ที่รกตานำไปใส่ถังขยะ นึกนิยมชมชอบอยู่ในใจ ชั่วชีวิตที่เป็นนักวิ่งมาเห็นน้อยคนมาก จึงเดินไปเลียบเคียงถามชื่อ สีหเดช  ห่านพงศ์ษา ครับ เป็นสมาชิกชมรมวิ่งสุขภาพัทลุง อิ่มใจจริงๆ เจอคนทำดี อิ่มแล้วเตรียมตัวกลับ เจ้าหน้าที่กำลังรื้อบริเวณพิธี มีต้นกล้วย ต้นอ้อย ต้นมะพร้าว มามัดประกอบที่ต้นเสา รถก็ว่างๆ ก็แบ่งกันเป็นของที่ระลึก และสิริมงคล หมู่สิงห์ได้กล้าต้นมะพร้าวมา 2 ต้น ตั้งใจว่าจะเอาไปปลูกในสวน เป็นที่ระลึก ความประทับใจที่ได้เดินทางมาพัทลุง  ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว คราวนี้ก็อิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งใจ และอิ่มบุญครับ


-----------------------------------------------
บันทึกเมื่อ 15 พ.ค.52

edit @ 22 May 2009 16:39:56 by สิงห์ร้าย

เทคนิคการวิ่ง

posted on 27 Apr 2009 09:02 by moosing in Running-TIP

 

 

พักหลังจากการวิ่งแข่งขัน
โดย เจ้าเก่า (บุ่งตาหลั่ว)

 นักวิ่งที่วิ่งแข่งขันตั้งแต่ 5 กิโลเมตรขึ้นไป หลังจากวันที่วิ่งแข่งขันแล้ว ต้องมีการพักผ่อน หรือซ้อมเบาๆ ให้ร่างกายฟื้นตัว เสร็จแล้วจึงทำการซ้อมปกติ มีข้อแนะนำดังนี้

 วิ่งแข่งขันระยะ 5 กิโลเมตร ซ้อมเบาๆ 3 วัน ระยะทาง 10 กิโลเมตร ซ้อมเบาๆ จำนวน 6 วัน ระยะฮาล์ฟมาราธอน ซ้อมเบาๆ 1 สัปดาห์ หลังการวิ่งมาราธอน ต้องซ้อมเบาๆ 2 สัปดาห์ การพักผ่อนหรือซ้อมเบาๆ ตามห้วงนี้ หากท่านยังมีอาการบาดเจ็บอยู่ หรือยังเพลีย เป็นสัญญาณบอกว่าการพักผ่อนยังไม่พอท่านต้องปฏิบัติต่อไป จนกว่าร่างกายจะเข้าสู่สภาวะปกติ จึงฝึกซ้อมตามตารางปกติต่อไป


------------------------------------
 แปลจาก   Ask the Experts After a race How Long
     Should I take it easy From Runner’s World Dec. 2008

 

 

 

ซ้อมวิ่งเป็นระยะทาง หรือเป็นเวลา
โดย เจ้าเก่า (บุ่งตาหลั่ว)

 การซ้อมวิ่งเป็นระยะทาง หรือเป็นเวลา ดีด้วยกันทั้ง 2 อย่าง อยู่ที่ความมุ่งหมายในการซ้อมวิ่ง ถ้านักวิ่ง วิ่งอยู่บนถนน หรือในลู่ ที่มีระยะทางบ่งบอกแน่ชัด กำหนดการซ้อมวิ่งเป็นระยะทางก็ได้ แต่ถ้านักนักวิ่งต้องการกำหนดการฝึกซ้อม ลงคอร์ด หรือ หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ ก็กำหนดเวลาฝึกซ้อมได้ โดยไม่จำกัดระยะทาง แต่กำหนดด้วยเวลา
------------------------------------


 แปลจาก   Ask the Experts Is it better to run by
     Time or Miles From Runner’s World Dec. 2008

 

การปฏิบัติหลังออกกำลังกายแล้ว
โดย  เจ้าเก่า (บุ่งตาหลั่ว)

 นักวิ่งเมื่อทำการฝึกซ้อมอย่างหนักหรือเข้าแข่งขัน จะทำให้พลังงาน และกล้ามเนื้อหมอสภาพไปบางส่วน มีวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ร่างกายพร้อมกับมาอยู่ในสภาพเดิมดังนี้
 1.  รับประทานคาโบไฮเดรต  และโปรตีนหลังจากออกกำลังกาย 60 นาทีไปแล้ว เพื่อเพิ่มเติมกลัยโคเจน และซ่อมแซมกล้ามเนื้อ
 2.  ดื่ม ชา หรือ กาแฟ ๑ ถ้วย เพื่อเพิ่มออกซิเจนในกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการปวดเมื่อย บวม หรืออักเสบ
 3.  อย่านั่งพักทันทีหลังจากออกกำลังกาย  ให้เดินประมาณ 5 นาที เป็นการยืดเบาๆ ของกล้ามเนื้อบริเวณขา น่อง และสะโพก
 4.  นอนพักผ่อนมากๆ คืนละ 7-8 ชั่วโมง
 5.  ในห้วงวันที่พักฟื้น สามารถวิ่งเหยาะเบาๆ ได้ และค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นในการฝึกซ้อม จนเข้าสู่ภาวะปกติ
--------------------------------------
 แปลจาก 5 Ways to Recover Like A Pro
   From Runner’s World Nov 2008

 

คำแนะนำจากนักวิ่งชั้นนำ   
โดย  เจ้าเก่า (บุ่งตาหลั่ว)

 James Carney อายุ 30 ปี จากเมือง Boulder รัฐ Colorado ชนะเลิศวิ่งอาล์ฟมาราธอน และระยะทาง 20 กิโลเมตร ของสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.2008 มีข้อแนะนำในการฝึกซ้อมดังนี้
 1.  แยกการซ้อม ในการฝึกซ้อม tempo run แบ่งการฝึกซ้อมออกเป็นตอนเช้า และตอนเย็น จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของนักวิ่ง
 2.  วิ่งสปีดก่อนการลงคอร์ด 1 วัน วิ่งสปีดขึ้นเนิน 10-12 เที่ยว และ Sprints บนยอดเนิน พักระหว่างเที่ยว 2 นาที จะเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อก่อนการฝึกซ้อมการลงคอร์ดในวันต่อไป
 3.  เดินทางไปสนามแข่งขันล่วงหน้า 2 วัน เพื่อไม่ให้ร่างกายเครียดจากการเดินทาง และไม่ให้กังวลเกี่ยวกับการไปไม่ทันเวลาเข้าร่วมแข่งขัน
--------------------------------------
 แปลจาก Follow The Leader Advice from the World’ best Runners
   From Runner’s World Dec 2008

edit @ 27 Apr 2009 09:08:28 by สิงห์ร้าย

ชมรมวิ่งเข้มแข็ง
กองทุนวิวัฒน์ช่วยเด็กกำพร้าบุรีรัมย์
โดย พลเอกธงชัย  ตระสินธุ์
ประธานชมรมวิ่งสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว
ประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

 อุบัติเหตุมักเกิดขึ้นได้ทุกเวลาพียงเสี้ยววินาที ถ้าเราประมาทหรือไม่ประมาทก็ตาม ถ้าวินัย การใช้รถ  ใช้ถนนของเพื่อนร่วมทางไม่ดี เช่นเดียวกับ อจ.วิวัฒน์  ปัตตานัง  ประธานชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพจังหวัดบุรีรัมย์เดินทางร่วมกับภรรยา เพื่อไปเยี่ยมญาติ และรับพรจากญาติผู้ใหญ่ทางภาคเหนือในเทศกาลปีใหม่  เมื่อ 31 ธันวาคม 2549 ขณะเดินทางผ่านเส้นทางในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์  มีวัยรุ่นซึ่งเสพสุรามึนเมาขับรถยนต์   แหกโค้งสวนทางมา  แรงประสานกับรถยนต์ของ อจ.วิวัฒน์  ซึ่งพยายามหักหลบแอบชิดเบียดกับริ้วกั้นขอบทาง  เนื่องจากความเร็วความแรงของรถยนต์  ทำให้ อจ.วิวัฒน์ และภรรยา  บาดเจ็บอย่างสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมาทั้งคู่ ส่วนคู่กรณียังมีชีวิตอยู่ชดใช้กรรมต่อไป

 การสูญเสียครั้งนี้ ยังความโศกเศร้าให้กับญาติมิตร และทิ้งภาระอันหนักอึ้งไว้กับญาติๆเพราะ อจ.วิวัฒน์ มีบุตรชาย อยู่ในระหว่างกำลังเรียน 3 คน สมาชิกชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพจังหวัดบุรีรัมย์ แก้ปัญหาในขั้นต้นก่อน  จัดงานวิ่งการกุศลวิวัฒน์ช่วยเด็กกำพร้า กำหนดเอาวันเสาร์สุดท้ายปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ได้รับการยอมรับจากนักวิ่ง และลูกศิษย์โรงเรียนเทคนิคบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเครือข่ายเดียวกัน ช่วยกันจัดงานวิ่งการกุศล ขอรับบริจาคจากห้างร้าน  ส่วนราชการ และผู้มีจิตศรัทธา คณะกรรมการได้ทราบว่านอกจากบุตรกำพร้าของ อจ.วิวัฒน์ แล้ว ยังมีบุตรกำพร้าที่ขาดพ่อ ขาดแม่ หรือขาดทั้งพ่อทั้งแม่อีกเป็นจำนวนมากในจังหวัดบุรีรัมย์และก็มีความเป็นอยู่ยากลำบากเช่นเดียวกัน ฉะนั้นการจัดครั้งแรก นอกจากช่วยเหลือบุตรอง อจ.วิวัฒน์ แล้วยังได้ช่วยเหลือเด็กกำพร้าในจังหวัดบุรีรัมย์อีก 13 ราย

 ในปี 2551 ได้จัดตั้งกองทุนวิวัฒน์เพื่อเด็กกำพร้าขึ้น มีการกำหนดกฎเกณฑ์ สืบเสาะหาเด็กกำพร้าที่มีความทุกข์ยาก จากโรงเรียนหลายแห่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งโรงเรียนประถม มัธยม โดยประสานงานกับครูแนะแนวและผู้อำนวยการโรงเรียนคณะกรรมการไปเยี่ยมดูสภาพความเป็นอยู่ ความเดือดร้อน และนำมาจัดความเร่งด่วนในปี2551 ช่วยเหลือเด็กกำพร้าได้ 25 คน โดยให้ทุนการศึกษา นักเรียนประถม เทอมแรก 2,000 บาท เทอมที่สอง 1,500 บาท นักเรียนมัธยมเทอมแรก 3,400 บาท เทอมที่สอง 2,000 บาท และในปี 2552 นี้ งานวิ่งวิวัฒน์ช่วยเด็กกำพร้าบุรีรัมย์ จัดในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ณ สวนรมย์บุรี จังหวัดบุรีรัมย์ มีนักวิ่งระดับมินิมาราธอน  ไปร่วมวิ่งประมาณ 300 คน ส่วนเยาวชนและประชาชนไปร่วมเดินสุขภาพ 1 พันคนเศษ คณะกรรมการตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี2552 นี้ จะช่วยเด็กกำพร้าเพิ่มเป็น 40 คน และขยายระดับการศึกษาไปถึงระดับวิทยาลัย

 ต้องขอประกาศเกียรติคุณ คณะกรรมการมูลนิธิช่วยเด็กกำพร้าบุรีรัมย์ทุกคน จิตอาสา จากหลากหลายอาชีพ มาทำงานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ แต่มุ่งหวังว่าขอให้มนุษย์เพื่อนร่วมชาติ ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไปกว่าเดิม ได้เป็นคนที่มีความรู้ นำไปพัฒนาชาติบ้านเมืองของเรา และขอให้เป็นคนดี นำทีมโดย กานต์ คูลซ์ สัญชาติอเมริกัน เขยบุรีรัมย์ เป็นประธานกรรมการมูลนิธิ อธิวัฒน์ พัฒน์ธนกิตติโชค (เจี๊ยบ ครูจุก) เป็นเลขานุการ  กรรมการประกอบด้วย สุจินต์ คูลซ์  บัณฑิต ยังวิเชียร จนท.กองทุนสวนยาง  จรรยาวิฒน์ พลพินิจ ผู้สื่อข่าวทีวีช่อง 9 และ นักจัดรายการ อสมท. นิวัฒน์ ตังวัฒนา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิค ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิวิวัฒน์ โรจณาวรรณ  ปรีชา  แก้ววิเชียร  อจ. ธีรชาติ ปริญรัมย์ อดีตศึกษานิเทศน์ และอดีตนักวิ่ง 101 กม. อุดร-หนองคาย เมื่อปี 2537 เป็นกรรมการช่วยกันดำเนินงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้รับการสนับสนุนจาก สมาชิกชมรมวิ่งจังหวัดบุรีรัมย์  ชมรมจักรยานจังหวัดบุรีรัมย์  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  วิทยาลัยเทคนิคจังหวัดบุรีรัมย์ วิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดบุรีรัมย์ ห้างร้าน และผู้มีจิตศรัทธา คณะกรรมการฝากขอบคุณทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิ่งซึ่งเดินทางมาจากทุกทิศทางช่วยด้วยใจ แม้จะไม่มีรางวัลเป็นเงินให้ก็ตาม

 ต้องขอยกย่องทีมงาน กองทุนวิวัฒน์ช่วยเด็กกำพร้าบุรีรัมย์ เป็นกองทุน เป็นชมรมที่เข้มแข็งจริงๆ วันเสาร์ปลายเดือน กุมภาพันธ์ของทุกปี นักวิ่งกำหนดแผนวิ่งไว้ด้วยครับ

บันทึกเมื่อ 1 มีนาคม 2552
-----------------------------------------

 

edit @ 16 Mar 2009 09:01:59 by สิงห์ร้าย

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว
วัดบ้านระหาน สวนรมย์บุรี จังหวัดบุรีรัมย์
โดยหมู่สิงห์

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 มีนัดกับกองทุนวิวัฒน์ช่วยเด็กกำพร้าบุรีรัมย์ เพื่อไปร่วมงานวิ่ง  แม้จะมีงานใหญ่ ประชุมเตรียมแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดแข่งขันที่สนาม 80 ปี จังหวัดนครราชสีมาต้องเลื่อนการประชุมแข่งกรีฑาในทีมเป็นวันอาทิตย์รุ่งขึ้น   ใครจะไปบ้างยกมือขึ้นรวบรวมสมาชิกได้ 10 คนออกเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมา 13 นาฬิกา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ถึงจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ตกลงกันไว้แล้วว่า ไปร่วมบุญ ต้องโกยบุญสะสมบุญไว้มากๆ ไปช่วยกันทำความสะอาดวัด และไหว้เจดีย์ ที่วัดบ้านระหาน อำเภอ บ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งต้องเดินทางต่อไปอีก 20 กว่ากิโลเมตร ครึ่งชั่วโมงพอดี

วัดบ้านระหาน เป็นวัดธรรมยุตินิกาย เป็นวัดป่าล้อมรอบไปด้วยทุ่งนาของชาวบ้าน ตัววัดตั้งอยู่บน
เนินดิน มีคุ้งน้ำคดเคี้ยวล้อมรอบ แบ่งพื้นที่วัดออกไป  3 เกาะ บางครั้งเรียกวัดว่า เกาะแก้ว ธุดงสดาน น้ำลึกเป็นเขตอภัยทานมีปลาจำนวนมาก ป่าส่วนใหญ่เป็นป่ายางนา มีการขุดค้นพบซากช้างโบราณ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ประชาชนไม่กล้าบุกรุกที่ดินในอดีต มีนกยูงหลายร้อยตัว เดินเหมือนเราเลี้ยงไก่บ้าน และที่นี้เป็นที่ตั้งเจดีย์ พระมหาธาตุรัตนเจดีย์ ศรีบุรีรัมย์ เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเขตอิสานตอนใต้ สูงประมาณเกือบ 80 เมตร มี3 ชั้น เจ้าอาวาสคือ หลวงปู่จันทร์แรม   ขณะไปถึงช่วยกันกวาดลานวัด 1 ชั่วโมงเศษ ร่วมกับพระลูกวัด น้ำดื่มเตรียมไปเอง พร้อมกับนำไปถวายพระด้วยกวาดลานวัดเสร็จแล้ว ยกน้ำขึ้นไปบนศาลาการเปรียญ ไปอ่านกิจวัตร 100 อย่างของสงฆ์ลงอุโบสถ บิณฑบาตเลี้ยงชีพ สวดมนต์ไหว้พระ  กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์  รักษาผ้าครอง อยู่ปริวาสกรรม โกนผม ปรงหนวด ตัดเล็บ ศึกษาสิกขาบทและ ปฎิบัติพระอาจารย์  เทศนาบัติ พิจารณาปัจจเวกขณะทั้ง4  จากนั้นไปชมและไหว้เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ก่อนกลับและให้อาหารปลา

กลับมาบริเวณจัดงานวิ่ง สมัครเข้าแข่งขัน คณะกรรมการมีอาหารเย็นเลี้ยงนักวิ่ง แต่ทีมเราขอบาย เพราะนัดรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารครัวครูจุก ซึ่งคุณเจี๊ยบเลขากองทุนวิวัฒน์ เป็นเจ้าของร้าน และอุทิศห้องแอร์ของร้านซึ่งเป็นที่รับแขกร้านอาหารให้เป็นที่นอนของเรา เจ้าของร้านเป็นกุ๊กเอง เริ่มต้นด้วย กระเพาะปลาผัดแห้ง ปูผัดผงกะหรี่ ผัดเผ็ดหมูป่า ผัดเผ็ด ต้มยำปลา แค่นี้ก็กินกันจนเหงื่อไหลไคลย้อย เติมข้าวไปหลายจาน เจ้าของร้านคิดราคาพิเศษถ้อยทีถ้อยอาศัยจะเลี้ยงฟรีพวกเราไม่ยอม

เช้าออกสตาร์ทจากสวนรมย์บุรี เป็นสวนพักผ่อนของเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ มี3 ระยะทาง คือ 3 กม. 5.4 กม. และ 10 กม. นักเดิน นักวิ่ง นักบุญเลือกเส้นทางตามความถนัด และความสามารถของตนเอง มีผู้มาร่วมกิจกรรม 1,000 คนเศษ ต้องขอยกย่องน้ำใจนักวิ่งจากแดนไกลทั้งหลายที่ร่วมแรงแข่งขัน มาช่วยกันจริงๆ เป็นกำลังใจให้กับคณะกรรมการมูลนิธิฯ ในการดำเนินกิจกรรมต่อไปทุกปี สวนสาธารณะ รมย์บุรี นับเป็นปอดและที่ออกกำลังกายของประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์ รอบหนองน้ำซึ่งไม่กว้างหนักมีทางเดินรอบประมาณ 600-700 เมตร มีที่นั่งพักผ่อนให้อาหารปลา ตรงข้างข้ามถนนมีลานแอโรบิคล์และฟิตเนสกลางแจ้ง นับว่าเป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ที่เห็นความสำคัญในการออกกำลังกาย และพักผ่อน ของประชาชนในพื้นที่ นักวิ่งที่เดินผ่านแวะเวียนทัศนาได้

ขากลับอิ่มบุญ ของว่างตอนเช้า เป็นข้าวต้มจากชมรมร้านอาหารจังหวัดบุรีรัมย์ แตงโมจากทีมงานแมคโครบุรีรัมย์  นมกล่องนมถุงโรงเรียน จากที่ใดไม่ทราบ ผ่านหนองกี่ มีร้านไก่ย่างส้มตำข้างทางจำนวนมาก เห็นเด็กสาววัยรุ่น นั่งอยู่หน้าร้านช่วยพ่อแม่ค้าขาย นักวิ่งบนรถมีมติเป็นเสียงเดียวกัน ช่วยเยาวชนร้านนี้ข้าวเหนียว     ไก่ย่าง หมูปิ้ง ส้มตำ สั่งมา อร่อยมากเพราะกินเป็นกลุ่ม เสร็จแล้วก็เดินทางกลับโคราช ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยวในครั้งนี้ ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งสุขภาพ
----------------------

   บันทึกเมื่อ 1 มี.ค.52

 

edit @ 16 Mar 2009 08:58:46 by สิงห์ร้าย

ชมรมวิ่งเข้มแข็ง
กรีฑาผู้สูงอายุชิงชนะเลิศแห่งเอเซียครั้งที่ 15
พลเอก ธงชัย  ตระสินธุ์
ประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

 กรีฑาผู้สูงอายุชิงแชมป์แห่งเอเซีย จัดแข่งขันให้ผู้สูงอายุได้ประลองกำลังประลองสุขภาพ โดยคิดเกณฑ์จะเป็นผู้สูงอายุได้ ทั้งชายและหญิงอายุ 35 ปี ขึ้นไป การแข่งขันมีทั้งประเภทลู่ ประเภทลาน เช่นเดียวกับการแข่งขันกรีฑามาตรฐานทั่วๆ ไป อาจลดความสูงของรั้ว และน้ำหนักอุปกรณ์ เช่น ทุ่มน้ำหนัก ขว้างค้อน ตามอายุของผู้เข้าแข่งขัน การแข่งขันจะแบ่งกลุ่มของผู้เข้าแข่งขันในห้วงอายุ 5 ปี เช่น 35-39 ปี  40-44 ปี  75-79 ปี  90-94 ปี เป็นต้น เพื่อทำให้การแข่งขันสนุกสนาน และเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุหลากหลายได้มาออกกำลังกายให้มาก

 ผู้เขียนมีประสบการณ์ร่วมแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2540 เป็นตัวแทนนักกรีฑาผู้สูงอายุประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุชิงชนะเลิศแห่งเอเซียครั้งที่ 9 ที่สนามโอลิมปิค กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้พบว่ามีผู้สูงอายุอีกมากมายที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะคนจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และมาตรฐานการลงแข่งขันกรีฑาก็สูง เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าในประเทศต่างๆ เหล่านี้ ได้มีการส่งเสริมผู้สูงอายุ ให้ออกกำลังกาย มาช้านานแล้ว อาจรวมไปถึงการแนะนำในเรื่องสุขภาพ อาหารการกิน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อรัฐบาล และลูกหลาน

 ในปี 2552 ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดกรีฑาผู้สูงอายุชิงชนะเลิศเอเชียครั้งที่ 15 โดยประเทศต่างๆ หมุนเวียนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน 2 ปีต่อครั้ง กำหนดแข่งขันครั้งแรก 1-5 ธันวาคม 2551 แต่เกิดเหตุการณ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จึงเลื่อนการแข่งขันเป็นวันที่ 13-17 มกราคม 2552 มีประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียส่ง นักกรีฑาผู้สูงอายุ เข้าร่วมแข่งขันจำนวน 16 ประเทศ คือ อินเดีย ญี่ปุ่น ศรีลังกา จีน จีนไทเป มาเลเซีย อินโดนีเซีย  คาซัคสถาน มองโกเลีย สิงคโปร์ อิหร่าน ปากีสถาน ฮ่องกง บรูไน เนปาล และประเทศไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพ อินเดียส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันมากที่สุด 200 กว่าท่าน และชนะเลิศได้เหรียญรางวัลมากที่สุดถึง 85 เหรียญทอง 93 เหรียญเงิน  77 เหรียญทองแดง รองลงมาเป็นญี่ปุ่น 74 เหรียญทอง 25 เหรียญเงิน  22 เหรียญทองแดง และอันดับสามคือ ประเทศไทย ได้ 60 เหรียญทอง  47 เหรียญเงิน  47 เหรียญทองแดง ประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันที่ไม่ได้รับเหรียญรางวัลคือ บรูไน และ เนปาล ถึงอย่างไรก็ตาม สปิริตของนักกีฬาคือการได้เข้าร่วมแข่งขัน แพ้หรือชนะ เป็นเรื่องรองลงไป ผู้เขียนไปถามกรรมการจัดการแข่งขันว่านักกีฬาประเทศเกาหลีใต้หายไปไหน ตอบว่าตั้งแต่ฟองสบู่แตกปี 2541 ทางการเกาหลีใต้ได้ขอร้องหรืองดให้นักกีฬาออกนอกประเทศ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ต้องขอขอบคุณนักกรีฑาทีมต่างๆ ที่ได้เดินทางเข้าร่วมแข่งขัน เพื่อความรัก ความสามัคคีของมนุษยชาติ แม้เจอวิกฤติ และข่าวความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศไทย

 ประเทศไทย ได้มีกลุ่มบุคคลได้รวมตัวกันตั้งสมาคมกรีฑาผู้สูงอายุไทยขึ้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2538 และจัดประลองกรีฑาผู้สูงอายุชิงแชมป์ประเทศไทย ที่สนามกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี และจัดประลองทุกปี โดยสลับสนามกีฬาภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร ในปี 2552 นี้ ได้มีกำหนดการแข่งขันที่ สนามกีฬา 80 ปี จังหวัดนครราชสีมาวันเสาร์ที่ 7 – วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 ต้องขอขอบคุณ นายวิวัฒน์  วิกรานตโนรส  นายกสมาคมกรีฑาผู้สูงอายุไทย นางเฉลียวศรี  ฉิมวงษ์ เลขาธิการ นายประเสริฐ  ศรีสืบ  นางสาวจันทร  พิมพ์สกุล  นายเพิ่มศักดิ์  สุริยจันทร์ นายสมบูรณ์  แสงโสภณ นางนันทัชพร  ศรีจาด และอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ได้เสียสละเวลาจากอาชีพ และงานประจำ มาขับเคลื่อนผู้สูงอายุไทย ได้ตื่นตัวในการออกกำลังกาย ลดภาระของรัฐบาล และยังนำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ เป็นสมาคมที่เข้มแข็งจริงๆ

-----------------------------------------
บันทึกเมื่อ  20 มกราคม 2552

ไปวิ่ง ไปกิน ไปเที่ยว

อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดย หมู่สิงห์

เกี่ยวเนื่องมาจากการแข่งขันกีฬาผู้สูงอายุชิงแชมป์เอเชีย เลื่อนจาก 1 - 5 มกราคม2552 มาเป็น 12 - 17 กุมภาพันธ์ 2552 เนื่องจากวิกฤติปิดสนามบินสุวรรณภูมิ   หมู่สิงห์เดินทางสำรวจสนามแข่งขันมาแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พอถึงการแข่งขันจริง เคยได้ยินได้ฟังมาว่าที่อำเภอปาย ซึ่งห่างจากเชียงใหม่ประมาณ100 กิโลเมตรเท่านั้น อากาศดี มีชาวต่างชาติมาท่องเที่ยว และพักผ่อนมาก ปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยก็แห่ไปสมทบอีก ทำให้กิจการท่องเที่ยวในอำเภอปาย บูมสุดๆ จึงวางแผนว่าจะต้องหาโอกาสและเวลาไปทัศนาให้ได้ในคราวนี้

คณะหมู่สิงห์ 8 คน ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนนักกีฬาผู้สูงอายุทีมชาติไทยออกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเป็นรถแวน นั่งเต็มคันพอดี ช่วยกันขับออกจากโคราช 0500 นาฬิกาของ 12 มกราคม 2552 ตัวเลขอุณหภูมิภายนอกที่บอกอยู่ในตัวรถต่ำสุดในเช้านั้น 9 องศาเซลเซียส เมื่อถึงรอยต่อเขตโคราช-ลพบุรี ตรงดิ่งถึงเชียงใหม่เวลา       1500 นาฬิกา ใช้เวลาเดินทางเกือบ 10 ชั่วโมง ไปถึงติดต่อรับชุดแข่งขัน ชุดวอร์ม เข้าที่พัก ที่กรมรบพิเศษที่ 5 อำเภอแม่ริม เย็นนั้น สมาคมกรีฑาผู้สูงอายุไทย จัดเลี้ยงขันโตกดินเนอร์ที่คุ้มคุณหลวง อยู่หลังห้างคาร์ฟูเชียงใหม่ นักกีฬาผู้สูงอายุทุกชาติ รวม 16 ชาติ พร้อมกันที่นี่เวลา 1800 นาฬิกา เริ่มต้นด้วยของว่าง ที่เดินสำรวจมี เมี่ยงคำ ขนมครก กล้วยทอด ขนมจีน ถั่วลิสงต้ม ข้าวหลาม ข้าวโพด ขนมใส่ไส้ แมลงทอด ที่เห็นนักกีฬามุง ส่วนใหญ่เป็นทีมอินเดีย ไข่ใส่กระทงใบตองย่างบนเตาน่าจะอร่อย เพราะคิวยาวเลยไม่ได้ชิม นักกีฬาบางคนไม่ทราบ กินของว่างไปเต็มกระเพาะ พอถึงนั่งกินขันโตก ซึ่งคณะกรรมการจัดให้นั่งแยกทีมเป็นประเทศ บนลานกว้างใหญ่ในร้าน อาหารหลักมี ข้าวเหนียว แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม ผักต้ม แกงฮังเล บางคนจึงกินไม่ได้มาก ร้านยังจัดการแสดงแบบไทยๆ ทั้งโขน และศิลปะแบบล้านนา มีการจุดโคมปล่อย ได้เวลาไม่ถึง 3 ทุ่ม นักกีฬาแยกย้ายกันไปพักผ่อน

เช้ายืดเส้นยืดสายประมาณ 5 กิโลเมตร ถนนภายในค่ายทหาร บนเส้นทางเนินสลับที่ลาด มีหลายคนมีโปรแกรมแข่งขัน ตกเย็นนำนักกีฬาในทีมไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านกาแล หลัง ม.เชียงใหม่ ที่เคยสำรวจไว้ก่อนแล้ว ต้องยกย่องชมเชยในการจัดบรรยากาศ และสวนในร้าน หมู่สิงห์มีโปรแกรมแข่งขันวันที่ 16 แกราคม 2552 ว่าง 2 วัน 14-15 มกราคม เช้า 14 มกราคม เดินทางไปอำเภอปาย มีนักกีฬา 2 คน กองเชียร์ที่นั่งรถทัวร์ตามมาสมทบอีก 3 คน รวม 5 คน แวะที่โป่งเดือด และห้วยน้ำดัง โป่งเดือดยังเดือดอยู่ แต่น้ำพุ พุ่งขึ้นไม่ถึง 1 เมตรแล้ว สมัยก่อนเคยพุ่งถึง 5 เมตร ไข่ก็ไม่ให้ต้ม เจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่าน้ำสกปรก โปรมแกรมอาหารกลางวัน อาหารจานเดียว ประกอบไข่ต้มในอุทยานจึงเปลี่ยนไป แวะร้านข้างทางที่บ้านแม่สะ เป็นที่ราบเล็กๆ ข้างทางมีร้านอาหารอยู่ 6-7 ร้าน เราสั่งข้าวซอยไก่ บางคนก็ข้าวมันไก่ แวะห้องน้ำสะอาด เดินทางต่อไปเข้าที่พัก ที่ลานนาไทยรีสอร์ท เป็นที่พักรับรองของทหารอยู่ในพื้นที่ กรมทหารราบที่ 7 กองพันที่ 5 บ้านเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ แต่พอเปิดเข้าไปกว้างมาก ตั้งอยู่ในหมู่ไม้ เย็นๆ ออกไปดูตลาดเย็น ดูอาหารการกิน เข้าถนนคนเดิน ในไนท์บาร์ซาร์ ยังหัวค่ำอยู่ ถามร้านค้าเขาบอกว่าที่นี่เขาเดินกัน 3-4 ทุ่ม ผ่านร้าน “ล้านตอง” มีป้ายเขียนโฆษณาว่า นานหรือยังที่ท่านไม่ได้ลิ้มรส ซี่โครงหมูอบ ถามตัวเอง นานแล้วนี่ แวะร้านนี้เสียเลย สั่งมาคนละจาน ผัดถั่วลันเตาน้ำมันหอยอีกจาน ข้าวเปล่ามาท้องตึง ออกมาเดินตลาด ปะปนกับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และเทศ ดูทั้งคน ดูทั้งของแปลกๆ ที่มาจำหน่ายเพลินดี กลับไปนอนสูดบรรยากาศสบาย

เช้า 15 มกราคม อุณหภูมิประมาณ 10 องศาเซลเซียส วิ่งเข้าไปอำเภอปรายยามเช้าชมบรรยากาศอีกรูปแบบหนึ่ง วิ่งเหยาะสลับเดิน ประมาณ 20 นาทีก็ถึง เล็งร้านโจ๊ก เลือดหมูไว้ เสร็จแล้ววิ่งกลับ ระหว่างทางฟ้าเปิดแล้ว เห็นแม่น้ำปายอยู่ข้างทาง แวะลงไปชม พบอาชีพใหม่ ในเรือขนปิ๊บ ถามเจ้าของเรือว่าใช้ขนอะไร เขาบอกว่าขนทราย และขนหินในลำน้ำปาย นำมาขาย ทรายปิ๊บละ 5 บาท หินปิ๊บละ 10 บาท กลับที่พักอาบน้ำ แต่งตัว กลับมาที่ร้านโจ๊ก คงเป็นร้านดัง เพราะมีแห่งเดียวที่ขายโจ๊ก และเลือดหมู ต้มเลือดหมูรองก้นด้วย ยอดถั่วลันเตาสดๆ ถึงว่าซิจึงอร่อย ถามเจ้าของร้านว่าทำไมไม่มีชื่อร้าน บอกว่าไม่ได้ทำ แต่ถ้าถามว่าร้านโจ๊กเจ๊หลินคนรู้จักทั้งนั้น ออกจากร้านโจ๊ก ซื้อเสื้อที่ระลึก 2 ตัว ที่มีเขียนว่า ถึงปายแล้วเอาไปฝากลูกสาว ลูกชายที่บ้าน ผ่านป้ายคำขวัญของปาย เขียนว่า      “ลำปายสายธาร นมัสการหลวงพ่ออุ่นเมือง ลือเลื่องกระเทียมพันธุ์ดี ป่าเขียวขจีรอบทิศ วิถีชีวิตสงบร่มเย็น” ข้างๆ มีโครงการ Recycle ของกองสาธารณสุขเทศบาลตำบลปาย มีขวดยัดเต็มกะบะที่ใส่ เราจะยัดขวดลงไปสักใบยังไม่ได้ โครงการดีแต่น่าจะกำกับดูแลให้ดีด้วยนะ พาคณะไปถ่ายภาพที่สะพานแม่น้ำปาย ไหว้พระที่วัดพระธาตุแม่เย็น และชมบ่อน้ำร้อนปาย ที่ข้างบ่อถ้าทำที่นั่งห้อยเท้า ให้นักท่องเที่ยวได้แช่เท้า จะยกนิ้วโป้งให้เลย ได้เวลาก็กลับเชียงใหม่ ไปเชียร์กีฬาต่อไป

-----------------------------------------------

 

บันทึกเมื่อ 20 มกราคม 2552








edit @ 16 Feb 2009 21:58:10 by สิงห์ร้าย

มองโลกอันกว้างไกล

คุณหมิง ต้าลี่ ลี่เจียง

26 30 ตุลาคม 2551

 ตั้งแต่เมืองจีนเปิดประเทศให้ผู้คนทั่วโลกได้หลั่งไหลเข้าไปเที่ยว ไปชมประวัติศาสตร์ของเมืองจีนซึ่งมีอยู่เป็นพันปี พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลธรรมชาติที่บริสุทธิ์ รวมถึง สภาพภูมิอากาศที่ดีประกอบกับชาวโลกส่วนใหญ่ได้ยินแค่คำว่า ม่านไม้ไผ่ ยากที่จะแหวกม่านเข้าไป เมื่อเจ้าของบ้านอนุญาตให้เปิดเข้าไปได้ คงเหมือนเปิดบริสุทธิ์เปิดความใหม่ การท่องเที่ยวเมืองจีนจึงเป็นที่นิยมมากในห้วง ประมาณ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้

 ดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาล ๒๒ มณฑล ๕ เขตปกครองตนเอง และ ๒ เขตบริหารพิเศษ พื้นที่ประมาณ ๑ ใน ๕ ของพื้นที่พื้นดินโลก เท่ากับทวีปยุโรปทั้งทวีป หรือประมาณ ๒๒ เท่า ของพื้นที่ประเทศไทย พลเมืองประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านคน มี ๕๖ ชนเผ่า ที่เราเรียกว่าจีน หมายถึงสาธารณะรัฐประชาชนจีน ส่วนจีนไต้หวันนั้น จีนถือว่าเป็นมณฑลหนึ่งของจีนคือมณฑลที่ ๒๓ จีนเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๘  ในสมัยที่ ฯพณฯคึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่นั้น คนไทยเชื้อสายจีนและคนไทยทั่วๆไปก็แห่กันเข้าเมืองจีนไปเยี่ยมบรรพบุรุษ เยี่ยมบ้านเกิด คนไทยทั่วๆไปเดินทางไปท่องเที่ยว สู่ความแปลกใหม่และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะในลักษะทัวร์ หรือเดินทางไปส่วนตัวราคาก็ถูกประหยัด และวัฒนธรรมประเพณี อาหารการกิน เกือบคล้ายคลึงกัน รวมทั้งภาษาพูดที่คนไทยเชื้อสายจีนสามารถสื่อกันเข้าใจได้  ปัญหาจึงมีไม่มากนัก เป็นที่นิยมทั้งไทยไปเที่ยวจีน จีนมาเที่ยวไทย ถ้าเรายืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ จะได้ยินเสียงไก๊ด์บรรยายภาษาจีน ก้องท้องน้ำ

 

 ผู้เขียนเฝ้าติดตามการท่องเที่ยวของเพื่อนๆ หมู่คณะไปท่องเที่ยวเมืองจีนกัน บางคนไป ๓ -๔ เที่ยว เนื่องจากมีแหล่งท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากหลายแห่ง เลือกไปเที่ยวตามเวลาและโอกาสที่อำนวย  จนเมื่อ             ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผู้เขียนเกษียณอายุราชการจากงานประจำที่ทำอยู่ ปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ หน่วยงานที่เป็นกลุ่มคนรู้จักกัน มาชวนไปเที่ยวเมืองจีนกันไหม ต้องการยอดคน ต้องอธิบายว่าการท่องเที่ยวเป็นกลุ่มหรือกรุ๊ปทัวร์นี้ ต้องจัดให้เหมาะ เช่น ถ้าวางแผนไปรถตู้ขนาดเล็ก กรุ๊ปละประมาณ ๘ คน รถตู้ขนาดกลางประมาณ ๒๐ คน รถบัสขนาดใหญ่ประมาณ ๓๐ คนเศษๆ เช่นนี้เป็นต้น ถ้าจัดคนเหมาะกับกรุ๊ป ราคาจะถูกลงเพราะตัวหารลงตัว อย่างคณะผู้เขียนเดินทางไปในครั้งนี้ ๒๙ คน เป็นทัวร์คณะไม่เล็กไม่ใหญ่พอดี รถบัส ๑ คัน บทเรียนการไปท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ คือ ปัญหาของเรื่องเวลานัดหมาย การบริการของ ผู้นำท่องเที่ยวหรือไก๊ด์ จะดูแลไม่ทั่วถึง นอกจากนี้คณะที่ไปเที่ยวไม่ใช่หนุ่มสาววัยปิ๊งวัยทำงาน มีแต่กลุ่มผู้สูงวัย ความกระฉับกระเฉงหายไป ความเชื่องช้าตามมา บางคนไปเจออากาศเปลี่ยน อาหารเปลี่ยน เวลาหลับนอนเปลี่ยน เป็นไข้ เป็นหนาว เป็นภาระต่อไก๊ด์ และความห่วงใยของหมู่คณะทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวคราวนั้น หดหู่หรือเซ็งไปด้วย ฝากผู้อ่านทุกท่าน จะไปท่องเที่ยวต้องเตรียมร่างกาย จิตใจให้พร้อมด้วย

 ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๑ ออกเดินทางจากท่าอากาศสุวรรณภูมิ เป็นครั้งแรกของผู้เขียนที่ได้มาใช้บริการ    ท่าอากาศยานนี้เดินทาง ทึ่งในความใหญ่โต ภูมิใจในความโออ่าและทันสมัย เทียบกับท่าอากาศยานของประเทศอื่นๆยังสงสัยอยู่ว่า ท่าอากาศยานดอนเมืองรับภาระอยู่ได้อย่างไร ไปจีนก็ต้องสายการบินจีนไชน่าอีสเทร์น แอร์ไลน์ แอร์ที่บริการแม้จะผิวขาว สาว หมวย อึ๋ม อย่างไร ก็ยังสวยและน่ารัก น้อยกว่าแอร์สาวไทย     เนื่องจากเดินทางเพียง ๒ ชั่วโมง บริการเป็นอาหารกล่องจีน ของว่างเป็นขนมปังของจีน น้ำผลไม้ก็ของจีนโดยเฉพาะน้ำแอปเปิลอร่อยมากขอซ้ำหลายแก้ว อาหารกล่องก็บรรจุใส่กระเพาะให้เรียบร้อย ส่วนของว่างเก็บใส่กระเป๋าไว้ก่อน ถึงสนามบินอูเจียป้า เวลาไทย ๓ ทุ่มครึ่ง ต้องหมุนเวลานาฬิกาข้อมือเพิ่มอีก ๑ ชั่วโมง เป็น ๔ ทุ่มครึ่ง เส้นเวลาเปลี่ยนช้ากว่าเมืองไทย ๑ ชั่วโมง กระเป๋าแยกขึ้นรถตู้ขนกระเป๋า คนแยกขึ้นรถบัส เข้าที่พักเพราะดึกแล้ว เส้นทางไหนอธิบายไม่ถูก พลาดอีกครั้งไม่มีแผนที่เส้นทางในเมือง

 สูตรทองการท่องเที่ยวเป็นกรุ๊ปคือ 6-7-8 หรือถ้ามีกำหนดการต้องเดินทางไกล อาจเปลี่ยนเป็น 5-6-7    6 คือปลุก 0600 นาฬิกา ตื่น ทำธุรกิจส่วนตัวเก็บของ 7คือ 0700 นาฬิกา เอากระเป๋าออกมาวางหน้าห้องพัก ลงไปรับประทานอาหาร 8 คือ 0800 นาฬิกา เดินทางตามกำหนดการถ้าเจอสูตร  5-6-7 ก็แย่หน่อย  5 คือ4  6คือ5  กินข้าวเช้าเวลา 0500 นาฬิกา ก็แปลกๆอยู่ เพราะอยู่เมืองไทย บางคนยังนอนไม่ตื่นเลย

 ผู้เขียนเป็นหลักปฏิบัติไปเที่ยวเมืองไหน เช้าต้องสำรวจเมืองนั้น โดยการเดินและวิ่งเหยาะ พร้อม 0500 นาฬิกา ออกกำลังถึง 0630 นาฬิกา มาใช้ความคล่องตัวที่ได้รับการฝึกฝนมา อาบน้ำ เก็บเสื้อผ้าแต่งตัวลงมาพร้อมๆ กับกรุ๊ปหรือบางครั้งออกกำลังเพลินๆ ก็ให้คณะห่อขนมปังมาให้ ก้อนสองก้อนตอนขึ้นรถยัดลงไป  เอาอิ่ม น้ำเย็นฟรีที่ทัวร์แจกตามลงไป รอถึงอาหารเที่ยงจะได้กินได้เยอะๆ เช้านี้เช่นกัน เนื่องจากแปลกที่ถิ่นใหม่ แต่งตัวกีฬาลงไปที่ล๊อบบี้ ศึกษาแผนที่เส้นทางของโรงแรม เข้าใจแล้ว เขียนชื่อโรงแรมใส่กระเป๋ากางเกงเอาไว้ เผื่อหลงทาง วิ่งไปเป็นลมเป็นแล้ง หรือเคราะห์หามยามซวย รถเฉี่ยวชน คนที่พบเห็นเขาจะไปส่งติดต่อญาติได้ถูก วันนั้นเวลาน้อย ขอใช้เส้นทางออกกำลังกายเป็นถนนเส้นตรงหน้าโรงแรม ผ่านไปผ่านมา 1 กิโลเมตรกว่าๆ กลับวิ่งด้านตรงข้ามด้วย ได้เกือบ ๔ กิโลเมตร สายๆ มีกลุ่มคนจีนลากกระเป๋าออกมาเยอะแยะ เหมือนมดออกจากรู    พึ่งทราบว่า บริเวณแถวนนี้เป็นโรงแรมราคาประหยัดเกสต์เฮาว์ของจีน เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ซึ่งผู้คนที่มาคุนหมิง นักท่องเที่ยวจีนนิยมนั่งรถไฟมา และมาใช้บริการรถยนต์ในพื้นที่ นอกนี้ยังเห็นรถบัสนอน ที่พวกเราเคยเห็นรถบัส VIP.รถนอนในเมืองไทย ชิดซ้ายไปเลย เพราะรถนอนที่นี่ มีเตียงนอนแบบค่ายทหาร 2 ชั้น นอนกันจริงๆ ได้ความรู้จากไก๊ด์ว่า ที่เมืองจีนระหว่างเมืองไกลกันมาก เช่นจากคุนหมิง ไปปักกิ่ง เกือบ 3,000 กิโลเมตร

 ใช้เวลาเดินทางกว่า 30 ชั่วโมง แน่นอนว่าระดับชาวบ้าน กินหม่านโถ  จะนั่งเครื่องบินทุกครั้งที่เดินทางคงเป็นไปไม่ได้ เดินไปชมร้านอาหารเช้า มีเตานึ่งซาลาเปา หม่านโถว แต่เช้าควันกรุ่น ร้านข้าวต้มเครื่อง  ร้านก๋วยเตี๋ยว เพียงแต่เดินผ่านไม่ได้แวะชิม และพบอาชีพที่เขาบอกว่าพอหากินได้ในเมืองจีน คือขัดรองเท้า เดินวิ่งกลับโรงแรม เนื่องจากสายแล้วต้องลงไปวิ่งในเส้นทางจักรยาน ผสมกับรถมอเตอร์ไซด์ ซึ่งใช้ไฟฟ้าเสียงเงียบๆ มอเตอร์ไซด์เสียงดังแสบแก้วหูอย่างบ้านเรามีน้อยมาก เพราะเสียภาษีแพงเนื่องจากทำให้มลภาวะเสีย

 ออกเดินทางไป เมืองตาลี่ โดยใช้เส้นทางหลวงพิเศษทางคู่ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร ก่อนออกนอกเมือง สังเกตดูอาคารที่พัก ส่วนใหญ่จะสร้างทางสูง เป็นที่พักสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนาเดิม เพราะคุนหมิงเปลี่ยนเป็นเมืองอุตสาหกรรม ไร่นาหายไป ชาวไร่ ชาวนาผันตัวเองมาเป็นผู้ใช้แรงงานหรือกรรมกรในโรงงาน บนหลังคา ทุกตึกจะเห็น แผงโซล่าร์เซล เล็กๆ ขนาดครอบครัว เต็มไปหมด รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนใช้พลังงานแสงแดด ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดอื่นๆ ลงไปได้มาก

 พักครึ่งทาง เนื่องจากสภาพอากาศค่อนข้างเย็น การปล่อยน้ำเสียออกจากร่างกายต้องปัสสาวะเป็นเหลัก ห้องน้ำมีเฉพาะที่ปั๊มน้ำมัน ซึ่งเป็นของรัฐ การบริการแบบรัฐทั่วๆไป คือเช้าชาม เย็นชาม เนื่องจากคณะทัวร์มีหลายคณะ และออกเดินทางจะพร้อมๆ กัน จุดหมายคือเมืองต้าลี่ มาถึงปั๊มกลางทางที่ว่าคนก็เยอะ ห้องน้ำมีจำกัด ปัสสาวะชายไม่เท่าไร ยืนเรียงกันจับน้องหนูปล่อยน้ำได้ แต่ห้องสุขาหนักไม่มีประตูนี่เหลือร้ายมาก ผู้เขียนต้องจัดการธุระให้เรียบร้อยตั้งแต่โรงแรมที่พัก ที่ห้องน้ำมาตรฐานเช่นเดียวกับโรงแรมทั่วๆ ไป ส่วนของสุภาพสตรีนั้นไม่กล้าสัมภาษณ์เลย ฝ่ายหญิงจะเข้าห้องน้ำต้องให้ไก๊ด์ไปสำรวจ แล้วมารายงานว่า ห้องน้ำปลอดภัย ที่จริงเขาควรพูดว่าห้องน้ำสะอาดพอใช้ได้ คนจีนผู้ชายส่วนใหญ่ที่มาท่องเที่ยวกับรถบัสสูบบุหรี่ 101% ที่เกินมา 1 % คือคนขับรถก็สูบด้วย บนรถบัสห้ามสูบบุหรี่พอพักครึ่งทาง ทุกคนลงมาอัดควันเข้าปอด และพ่นออกมากันอย่างเต็มที่ กลุ่มของผู้เขียน ผู้ชายที่ไปด้วยกันเท่าๆ กับผู้หญิง 15 คน ไม่มีใครสูบบุหรี่เลยสักคน พวกเรายังคุยกันว่า เมืองไทยรณรงค์เรื่องการสูบบุหรี่ได้ผลมาก กลับจากทำธุระส่วนตัว ขึ้นมาบนรถ ทุกคนมีแต่บ่น โอยเมาบุหรี่เพราะเดินผ่านกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน

 ไปถึงต้าลี่ อาหารเที่ยงพอดี มีห้องอาหารที่บริษัททัวร์ได้จัดไว้อยู่แล้ว อาหารธรรมดาๆ คล้ายอาหารจีนทั่วๆ ไป หัวหน้าทัวร์ไทยเพียงแต่เพิ่มน้ำพริกกระปุก ติดไปด้วยเท่านั้นก็อร่อยแล้ว แต่ทุกมื้อของมื้อเที่ยง มื้อเย็น จะมีเบียร์จีน พ่วงมาด้วย เพื่อเรียกน้ำย่อย คนดื่มก็มีจำกัด เป็นสุภาพสตรีเสียครึ่งกลุ่มและฝ่ายชายบางคนก็ปฏิเสธของเมา ทำให้ผู้เขียนต้องรับภาระ เพราะเสียดายกลัวเบียร์เหลือ

 ต้าลี่ หรือที่พวกเราคุ้นๆ เมื่อเรียนประวัติศาสตร์ชาติไทยตอนเด็กๆ คนไทยอพยพมาจากอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งราชธานี ชื่อ หนองแสง หรือเมืองตาลีฟู ต้าลี่ คือตาลีฟู นี่เอง เมื่อ ถูกจีนขับไล่ บางส่วนอพยพไปทางสิบสองปันนา ซึ่งไก๊ด์เราเป็นชาวสิบสองปันนา จึงฝึกพูดภาษาไทยได้เร็ว ส่วนหนึ่งแยกย้ายลงทางใต้ เป็นพวกไทยน้อย พวกเรานี่เองไม่ต้องสงสัย ชนเผ่าส่วนใหญ่ที่นี่เป็นชาวไป๋ บ้านเรือนจะทาสีขาวล้วน และมีภาพวาดบนฝาผนังด้านนอกด้วย เป็นเอกลักษณ์ของชาวไป๋ ได้ไปเที่ยวเจดีย์ 3 องค์ แต่เป็นองค์มหึมา ไม่เหมือนเจดีย์ 3 องค์ ที่กาญจนบุรี   ของไทย อายุกว่า 1,200 ปี ในพื้นที่นี้ยังมีหอเจ้าแม่กวนอิม หอพระพุทธโคดม เรียกว่าเป็นสิ่งก่อสร้างของศาสนาพุทธ ลงรถบัสแล้ว มีรถไฟฟ้าต่อขึ้นไป 3-4 กิโลเมตร เดินคงไม่ไหว ตั้งอยู่ด้านหน้าเขา 17 นาง หรือ 17 ยอด ซึ่งเป็นภูเขาป่าเขียวชอุ่ม มีน้ำไหลลงจากภูเขาทั้งปี ไหลลงสู่ทะเลสาบเหอไห่ ได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ฝนเริ่มตกอากาศหนาวเย็นประมาณ 10 กว่าองศา ต้องอาศัยซื้อร่มขนาดบุคคลของร้านค้า OTOP ที่นั่นราคา 10 หยวน( 50 บาท) ซึ่งร่มอันนี้แหละเป็นประโยชน์อย่างยิ่งใน  การทัวร์อีก 2 วันที่เหลือ เพราะเจอฝนตกตลอด ไปเที่ยวโรงงานหินอ่อนซึ่งเป็นของรัฐ หินอ่อนในจีนส่วนใหญ่ไปจากเมืองต้าลี่ เที่ยวหมู่บ้านน้ำหยก มีวัด และพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ ฝนตกบ้าง หยุดบ้าง สลับกันไป จากนั้นไปชมเมืองเก่าต้าลี่มีกำแพงประตูโบราณ เหมือนกับเมืองสมัยก่อนๆ ที่มีกำแพงเมืองป้องกันศัตรูที่รุกราน    เมืองเก่าตาลี่ ยังคงเอกลักษณ์ของอาคารไว้ มีขายของพื้นเมือง ของที่ระลึก เดินผ่านเห็นอะไรปิ้งย่าง อยู่บนเตา เป็นโรตีม้วนน่ากิน ทดลองดู 2 ไม้ กัดแล้วต้องบ้วนทิ้ง ที่ถังขยะเพราะกลิ่นนมแพะ ซึ่งไม่คุ้น เห็นย่างปลาเล็กๆ คล้ายปลาซิวไทย โรยด้วยน้ำจิ้ม พอกินได้ เสร็จแล้วเข้ามาตลาดผลไม้ มีแอปเปิล สาลี่ พุทรา ลูกสดน่ากินมาก ซื้อตุนกลับไปที่พัก ที่ขาดไม่ได้คือการถ่ายภาพ   ที่ระลึก เข้าพักโรงแรมที่เมืองตาลี่ มีคณะทัวร์อยู่เพียง 2 คณะที่มาพักในคืนนี้ มีคณะไทย 29 คน คณะของยุโรปอีก 1 กรุ๊ปเล็ก ประมาณ 8 คน โรงแรมจัดดนตรีพื้นเมืองบริการความสำราญกับแขก และนักท่องเที่ยวที่มาพัก นักดนตรีและนักร้องเป็นรุ่นคุณน้า คุณป้า คุณลุง บรรเลงดนตรีพื้นเมืองได้ไพเราะมาก ฝ่ายหญิงเห็นเล่น “กู่เจิง” ดนตรีมหัศจรรย์ของชาวจีนด้วย และยังเป็นนักร้องอีก รับประทานอาหารเคล้าเสียงดนตรีเสร็จแล้ว ให้รางวัลคณะนักดนตรีไป 50 หยวน ไม่ทราบว่าน้อยหรือมาก น้อยไปอาจเป็นได้ ส่วนมากไปคงไม่ใช่

 ตื่นเช้าขึ้นมา เล็งไว้จะออกไปวิ่งออกกำลังกายชมเมือง และสูดอากาศยามเช้า เจ้ากรรมจริงๆ สายฝนกระหน่ำลงมาเสียดายมาก มองไปถนนโล่ง เมืองเงียบสงบ ได้แต่ออกมาเดินบริเวณหน้าโรงแรมที่มีหลังคาคุ้มฝน เพียง 50 เมตร สู่เมืองลี่เจียงอีก 100 กว่ากิโลเมตร เส้นทางขึ้นเขาเป็นทางเดี่ยว รถยนต์วิ่งสวนทางกัน รถท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ลี่เจียงเป็นเมืองที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา เป็นเมืองโบราณ ได้รับการรับรองเป็นเมืองมรดกโลก มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือ แชงกลีร่า ภูเขาหิมะมังกรหยก 2 แห่งแรกนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากของจีน  ซึ่งชาวจีนนิยมมาเที่ยวมาก ตลาดสี่เหลี่ยม หรือเมืองโบราณลี่เจียง นักท่องเที่ยวเป็นหมื่นๆ แสนๆ คน จะมารวมกันที่นี่ชมความงาม ซึ่งยังคงความงามที่เป็นประวัติยาวนานกว่า 800 ปี อาคารไม้แบบจีนโบราณ ต้นหลิวริมลำธาร ที่ไหลผ่าไปกลางหมู่บ้าน จากธารน้ำ ซึ่งเกิดจากหิมะละลาย อุทยานน้ำหยก แสดงถึงวัฒนธรรมของชนเผ่าหน่าซี  วัดอวี้เฟิง วัดลามะของธิเบต อุทยานบึงมังกรดำ เป็นอุทยานที่กว้างใหญ่ น้ำในบึงใสสะอาดจนสามารถสะท้อนวิวทิวทัศน์ ของเทือกเขาหิมะมังกรหยก ได้อย่างชัดเจนในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส

 เมืองลี่เจียง ชนเผ่าส่วนใหญ่เป็นชาวหน่าซี ฟังไกด์บรรยายครั้งแรก คิดว่าเป็นพวกนาซี เยอรมัน นึกว่าหลงเหลืออยู่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 พอไปเจอตัวจริงแล้ว ไม่เกี่ยวกัน ชื่อคล้ายกันเฉยๆ ที่ได้ท่องเที่ยวประทับใจมีอยู่ 3 แห่ง แห่งแรกก็คือ ภูเขาหิมะมังกรหยก มีหิมะปกคลุมยอดเขาตลอดทั้งปี ที่ผู้เขียนตกลงใจไปร่วมทัวร์คราวนี้ เรียกว่าอยากเห็น อยากจับหิมะ กลัวจะตายไปเสียก่อน เดินทางขึ้นเขาโดยรถกระเช้าไฟฟ้า แบบตู้กระเช้านั่งได้ 6 คน ส่วนที่ราคาประหยัดเหมาะแก่การผจญภัย เป็นแบบนั่งห้อยขา 2 คน ผู้เขียนเป็นพวก สว. จึงเลือกแบบนั่งกระเช้า นั่งขึ้นเขาไปประมาณ 13 นาที ระหว่างทางเห็นหิมะขาวๆ ปกคลุมอยู่ประปราย ถึงยอดเขา ขาวโพลนไปหมด เหมือนที่เห็นในภาพยนตร์ ขอเดินลุยหน่อย เป็นน้ำแข็งนี่ ลื่นหรือเปล่า หยั่งเท้าทดลองดู หิมะตกใหม่ๆ เหมือนก้อนน้ำแข็งไส หยุ่นๆ เท้าไม่ลื่น ที่คนเดินเหยียบย่ำบ่อยๆ จะแข็งตัว ก้าวผ่านต้องระวัง  จะลื่น กำหิมะขึ้นมาในอุ้งมือถ่ายรูปไว้ แต่ไม่กล้าเอาเข้าปากกิน เสร็จแล้วก็เดินทางกลับมาคุยได้แล้วเห็นหิมะ ไปถามชาวจีน(ไก๊ด์) ถามว่าชาวจีนเขามาเที่ยวเมืองไทยทำไม ไก๊ด์บอกว่าเขาอยากมาเห็นทะเล โดยเฉพาะที่ภูเก็ต และพัทยา และชอบอาหารไทยมาก อร่อยที่สุด ก็แลกกันเราไปดูหิมะ เขามาดูทะเล แห่งที่สองคือ   เมืองโบราณลี่เจียง จัดบรรยากาศร้านค้า คงลักษณะเดิมไว้ ประตูเมืองมีป้ายรับรองจาก UNESCO แผ่นเบ้อเริ่ม รับรองไว้เป็นมรดกโลก เส้นทางเดินในหมู่บ้านปูด้วยหินแกรนิต ไม่เรียบเท่าไร แต่เหมาะสำหรับเดิน คนจีนต่างมณฑลเดินทางมาท่องเที่ยวหลายหมื่นคน ที่หน้าประตูเมืองเช่นกันมี กังหันน้ำขนาดใหญ่หมุนอยู่เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมือง เหมือนที่โคราชบ้านของผู้เขียนที่มีอนุสาวรีย์คุณย่าโม และประตูชุมพล เส้นทางในเมืองมีร้านค้าของที่ระลึก ร้านอาหารที่จัดไว้ บรรยากาศแบบจีนโบราณ มีโรงเตี้ยม แต่ไม่กล้าเข้าไปสำรวจได้แต่เยี่ยมๆ มองๆ ด้านหน้า ร้านอาหารคล้ายมีอ่างใส่เนื้อก้อนโตๆ เข้าไปยืนใกล้ๆ ได้กลิ่นเนื้อออกมา ถามผู้รู้เขาบอกว่าเป็นเนื้อจามรี ซึ่งเป็นวัวแคระขนยาวมีมากและเลี้ยงกันที่ทิเบต ก่อนเดินเข้าเมืองเก่าใครอยากมีโชคลาภก็ซื้อ  ป้ายอวยพรขนาดเท่าฝ่ามือแขวนไว้ เห็นมีป้ายแขวนไว้หลายหมื่นป้าย เดินเข้าไปถ้าเป็นนักช๊อป จะหมดเงินไปเยอะโดยเฉพาะสุภาพสตรี มีของฝาก ของที่ระลึกมากมาย อันดับสามคือ การแสดงวัฒนธรรมดงบา(Dongba) แสดงโดยชาวหน่าซี ใช้ผู้แสดงเกือบ 500 คน โรงแสดงคล้ายสนามกีฬา ยกตัวอย่างคือสนามศุภชลาศัย อาจเล็กกว่า ด้านหนึ่งเป็นเวที อีกด้านหนึ่งเป็นที่นั่งคนดู รูปแบบที่สร้างเป็นคล้ายภูเขา มีเส้นทางเข้าออก ในปล่องภูเขานั้น ด้านเวทีจะมีทางลาด อุโมงค์เชื่อมสำหรับนักแสดง เข้าออก วิ่งขึ้น วิ่งลง ขอบภูเขาม้าก็วิ่งได้ ที่นั่งมี 2 ระดับ ระดับล่าง อยู่หน้าเวที ระดับบนอยู่บนขอบภูเขา พวกเรานักท่องเที่ยวต่างชาติเขาให้นั่งด้านบน บรรยากาศดีกว่าขึ้นไปมองดูด้านหลังห่างออกไป เห็นมีสนามกอล์ฟ กลับเข้ามาเวทีการแสดงเวลา 1330 มีฝนตกลงมาด้วย แม้จะเป็นเวทีโล่งผู้จัดก็ไม่กลัว แจกเสื้อกันฝน เบาะรองนั่งสำหรับผู้เข้าชมทุกคน วันนั้นมีผู้เข้าชม เกือบ 2,000 คน  ร่มส่วนตัวที่ซื้อมาก็ยังมีประโยชน์ใช้บังกล้องถ่ายรูป ไก๊ด์บอกว่าผู้กำกับดังของชาวจีนที่กำกับการแสดงพิธีเปิด   โอลิมปิค 2008 ที่จีน เป็นผู้มาค้นคิดวิธีการแสดงให้กับชาวเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวหน่าซี ให้มีอาชีพที่แน่นอน มีการแสดงหลายชุด ซึ่งแสดงออกถึงประเพณีและวัฒนธรรมของจีน อาทิเช่น พิธีกราบไหว้บรรพบุรุษ   งานเทศกาลตีกลองชัย ขี่ม้าออกรบ การร้องเพลงโดยใช้นักร้องหญิงเป็นร้อยคน อยู่ตามจุดต่างๆ ในพื้นที่แสดงและร้องเพลงเดียวกัน พร้อมกัน ประทับใจทั้งนั้น ถ้าท่านไปท่องเที่ยวที่ลี่เจียงต้องหาโอกาสไปชมให้ได้  ผู้เขียนเสียดายอยู่นิดเดียวชมไม่จบ เพราะอากาศเย็นเป็นเหตุ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อาจระบบจะเสียแล้ว ต้องออกจาก การชมการแสดงมาก่อน คณะบางคนออกไปก่อนผู้เขียนอีก ถามว่าจะรีบไปไหนการแสดงยังไม่จบเลย เขาบอกว่าทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน

 ที่จีนการท่องเที่ยวได้มีภาคบังคับไว้สำหรับบริษัทท่องเที่ยวคือ เมื่อเข้าพื้นที่ใดแล้ว ต้องใช้บริการไก๊ด์ท้องถิ่นมาร่วมด้วย อาจเพื่อสร้างงาน และบรรยายได้ถูกต้อง โดยผ่านล่าม ไก๊ด์ของคณะ ต่อไปคือ ภาคบังคับเช่น ต้องชมโรงงานหินอ่อน โรงงานผลิตใบชา โรงงานสมุนไพร โรงงานหยก ซึ่งเป็นของรัฐบาลทั้งสิ้น ผู้เขียนตั้งใจไว้ว่าจะไม่ซื้อของอะไร แลกเงินไป 1,000 หยวน (ประมาณ 5,000 บาท) ไปเสียเงินภาคบังคับ ซื้อสมุนไพรและชาไป 3 กล่อง 3 ที่ กล่องเล็กๆ ไม่ทราบเก็บอะไรมาจำหน่ายขายแพงด้วย กล่องละ 200 หยวน (ประมาณ 1,000 บาท หมดเงินไป 3,000 บาท ที่เหลือซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ หมดพอดี ดีว่าไม่คิดจะซื้อหยก เห็นกำไลข้อมือเล็กๆ อันเดียวไปดูราคา 21,000 หยวน คูณเงินไทยออกมาแล้ว 1 แสน 5,000 บาท อะไรจะแพงขนาดนั้น กระซิบกันในกลุ่มผู้ชาย ซื้อที่แม่สายก็ได้ สีเหมือนกันไม่เกิน 200 บาท

 สุดท้ายต้องนั่งเครื่องบินจากเมืองลี่เจียงมาลงคุนหมิง เพื่อกลับบ้านอีกครั้ง ตอนเช้าพาไปเที่ยว เขาชีชาน ซึ่งมีรูปร่างเหมือนหญิงสาวนอนอยู่ แปลเป็นไทยว่าเขานางนอน ชมประตูมังกร วัดของลัทธิเต๋า มีความเป็นมาถึง 1,000 ปี มองลงไปจากเขาชมความงามของทะเลสาบ เตือนฉือ ยังอิจฉาบ้านพักริมทะเลสาบ เป็นของใครกันน่าพักจริง หลังอาหารเที่ยงเปิดโอเพ่น ให้กับผู้ที่รักการจับจ่ายซื้อของ โบ๊เบ๊จีน ที่เมืองคุนหมิง 1 วัน หยวนที่แลกมามีเท่าไหร่ ทุ่มซื้อกันที่นี่ ผู้เขียนไม่ซื้อได้แต่เดินชมอย่างเดียว แต่ก็ยังไม่วาย ถูกผู้อื่นฝากซื้อมาด้วย ต้องหอบหิ้วขึ้นรถขึ้นเครื่องบินกลับมาให้ มีเวลาตั้ง 3-4 ชั่วโมง เดินไปเรื่อยๆ ออกนอกตลาดไปเจอตลาดสดระดับชาวบ้าน เปื้อนๆ เลอะๆ เหมือนตลาดสดบ้านเราสมัยก่อน ที่เหมือนกันคือปลามีการฆ่า และขอดเกล็ด ปาดพุงให้ แต่ที่เสียวสยองกว่า คือการฆ่าเต่า และสัตว์ปีก ไม่ว่าเป็น เป็ด ไก่ นกพิราบ ชี้เดี๋ยวนั้น เชือดเดี๋ยวนั้น เลือดเอาหรือเปล่า รองให้ด้วย ลวกน้ำร้อน ถอนขนสดๆ รอรับได้

 ขอพูดเรื่องดีๆ สักเรื่องคือ แหล่งท่องเที่ยวทุกแห่งที่ไปชม บริการห้องสุขาสะอาด ถูกสุขอนามัยทุกแห่ง และบริการฟรี ท่านที่เสียวสยองฟังเขาเล่ามาอย่าไปเชื่อ ปลอดภัยแล้วทุกแห่ง ตามที่ไก๊ด์พูด และไปสัมผัสมาด้วยตนเอง แทบจะไม่เห็นตำรวจเลย รถในเมือง และบนเขา แม้ขวักไขว่ และพื้นที่อันตราย ก็ไม่เห็นมีอุบัติเหตุ เราเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง เช้ามืดวิ่งอยู่คนเดียวก็ปลอดภัย มองโลกอันกว้างไกล คุนหมิง ต้าลี่ ลี่เจียง คราวนี้ผู้เขียนก็ขอลาท่านผู้อ่าน ได้ไปเที่ยว เมืองนอกที่แปลกหูแปลกตาอีก จะนำมาเล่าให้ฟัง

----------------------------------
เจ้าเก่า  บันทึก   1 ธ.ค. 51

edit @ 18 Dec 2008 10:59:03 by สิงห์ร้าย

edit @ 18 Dec 2008 10:59:53 by สิงห์ร้าย