นึกว่าง่ายง่าย
โดย หมู่สิงห์
ปกติชายไทยนับถือศาสนาพุทธ อายุ 20 ปี มักจะหาโอกาสบวชเป็นพระภิกษุ เพื่อสืบทอดศาสนา และเป็นบุญกุศลให้กับบิดา มารดาบางครั้งก็นิยมบวชก่อนเบียด(แต่งงาน) ไม่ทราบว่ากลัวภรรยาจะแย่งบุญไปหมดหรืออย่างไรไม่ทราบ
ผู้เขียนเมื่ออายุครบบวช อยู่ในระหว่างการศึกษาอยู่โรงเรียนทหาร พอปิดเทอมใหญ่ปลายปี โรงเรียนจะจัดอุปสมบทหมู่ ตัวเราขณะนั้นยังหลงอยู่ใน รูป รส กลิ่น เสียง ขอไปเที่ยวบ้านเพื่อนต่างจังหวัดก่อนมีโอกาสปีละครั้ง นึกเข้าข้างตัวเองว่า สำเร็จการศึกษารับราชการแล้วลาบวชก็ได้ จนแล้วจนรอดจบการศึกษาแต่งงานจนมีลูก 3 คน ก็ยังหาโอกาสบวชไม่ได้สักที ตั้งใจอีกครั้งหนึ่งตอนแม่ป่วยหนักจะบวช แล้วเดินบิณฑบาตให้แม่ได้ใส่บาตร เพราะ แม่เดินไม่ได้แล้วยังไม่ถึงเวลาที่คาดไว้ แม่ชิงไปสวรรค์เสียก่อน ทำอย่างไรดีล่ะ เป็นคนดิบแล้วเรา อายุก็มากขึ้นทุกที โอกาสสุดท้ายแล้วอีกปีกว่าๆ จะเกษียณอายุราชการและตั้งใจเอาไว้ว่าจะเออรี่รีไทร์ก่อน 1 ปี อายุจะครบ 59 ปี เต็มใน 18 เมษายน 2551 ตั้งใจไว้เลยจะบวช ก่อนอายุ 59 ปี ให้ผ่านวัดเกิด เพราะเหลือเวลาปฏิบัติราชการอยู่เพียง 5 เดือนเศษ ขอลากิจพักร้อนแล้วไปบวช จะบวชแบบง่ายๆ เข้าวัดให้อุปัชฌาย์บวชให้ และจำศีล ภาวนา ปฏิบัติธรรม สัก 10 วัน ฝ่ายครอบครัว ภรรยาและบุตรโวยวายว่า อะไร จะบวชแบบเงียบๆ เอาบุญคนเดียวหรือไง นัยว่าอยากได้บุญกุศลในการบวชครั้งนี้ด้วย ก็เลยต้องจำนนด้วยเหตุผลให้มีส่วนร่วมด้วย
ในการบวชครั้งนี้ มีพระพี่เลี้ยงที่เคยสนิทสนมกันก่อนที่ท่านจะบวช เพราะ เคยเป็นนักวิ่งทีมเดียวกัน อายุน้อยกว่าผู้เขียน แนะนำว่าให้ไปจำวัดที่วัดบ้านระหาน (เกาะแก้วธุดงคสถาน) อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจะมีงาน บำเพ็ญกุศลฉลองอายุครบ 84 ปี ของพระครูเขมคุณโสภณ (หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ) เจ้าอาวาสและงานยกฉัตรเหนือพระมหาธาตุรัตนะเจดีย์ศรีบุรีรัมย์ วัดนี้เป็นวัดธรรมยุตินิกาย วัตรปฏิบัติเคร่งครัด เหมาะแก่การที่จะเข้าไปศึกษา
11 เมษายน 2551 เตรียมเครื่องบวช อัฎฐบริขาร 8 สบง จีวร สังคาติ รัดประคด ผ้ากรองน้ำ บาตรพร้อมชุด ใบมีดโกน เข็มและด้าย ที่เป็นบริขารเพิ่มเติม คือ อังสะ (เสื้อกล้ามพระ) ผ้าอาบน้ำ ที่ต้องเตรียมอีกอย่าง คือ ชุดนาค อีกอย่างที่สำคัญคือ หนังสือ นวโกวาท เป็นธรรมวินัยของพระที่จะต้องปฏิบัติจำนวน 227 ข้อ ให้ความรู้เพิ่มเติมเรื่อง จีวรพระ เป็นผ้าผืนเดียวลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า นำผ้าหลายชิ้นมาต่อกัน เรียกแต่ละชิ้นว่าขันธ์มี 5 ขันธ์ 9 ขันธ์ และ 11 ขันธ์ 5 ขันธ์ คือ นำผ้ามาเย็บต่อกันจำนวน 5 ชิ้นเป็นจีวรส่วนของผู้เขียนเลือกจีวร 9 ขันธ์กว้างขนาด 2.10 เมตร จีวร 11 ขันธ์เหมาะสำหรับผู้ที่มีร่างกายผอมบาง ส่วนสบงนั้นคือ Petticoat ของพระนั่งเองมี 2 ชนิด คือ สบง ขันธ์หรือสบงครอง การเย็บคล้ายจีวร แต่สั้นและแคบกว่าใช้ประกอบเครื่องแบบพระเมื่อออกงาน เช่น บิณฑบาต หรือ รับนิมนต์ไปสวดในพิธีต่างๆ สบงอีกชนิดหนึ่งคือ สบงวาด หรือ สบงอาศัย การเย็บคล้ายผ้าอาบน้ำ แต่มีขอบหนาคล้ายสบงขันธ์ การใช้เป็น Petticoat สำรองใช้ลำลอง เช่น ทำวัตร เช้า-เย็น กวาดลานวัด เป็นต้น ผ้าอาบน้ำเป็นผ้าผืนสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายสบง แต่ขอบเล็กเหมือนผ้าขาวม้า ฆราวาสทั่วไป ใช้ใส่อาบน้ำบางครั้งนำมาเป็นผ้าผืนที่สองประกอบเป็น Petticoat เพื่อเพิ่มความหนาป้องกันการอนาจารของพระ และซับน้ำในขั้นต้นเมื่อทำภารกิจในห้องน้ำ ไม่ให้น้ำเปรอะเปื้อนมาถึงสบงและจีวร รัดประคด คือ เข็มขัดของพระใช้รัดสบง ไม่ให้หลุดมีเทคนิคในการมัดใช้เงื่อนพิรอด 5 ชั้น หลุดเองยากมาก ฆราวาสเลิกกังวลได้เลยพระไม่มีผ้าหลุดลุ่ยโป๊เปลือยเด็ดขาด ส่วนอังสะนั้นเป็นคล้ายเสื้อกล้ามใช้ซับเหงื่อใส่ลำลองเมื่ออยู่ในกุฏิ เดินในวัด กวาดลานวัด ส่วนสังคาตินั้นเป็นผ้าหน้าขนาดเท่ากับจีวร 2 ผืน มาเย็บประกบกัน พับเป็นแถบคล้ายผ้าแถบแต่ยาวขนาดจีวร ประกอบเครื่องแบบพระเมื่อได้รับนิมนต์ไปทำสังฆกรรม หรือ การสวดในพิธีใหญ่
เตรียมเครื่องบวชแล้ว หาอุปัชฌาย์ที่จะบวชให้วันที่ 12 เมษายน 2551 ไปที่วัดกระดึงทองอยู่ห่างจากวัดบ้านระหานเพียง 6 กิโลเมตร และเจ้าอาวาสเป็นเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ฝ่ายธรรมยุติ ท่านบอกว่าติดงานไม่สามารถเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ได้แนะนำให้ไปวัดทุ่งโพธิ ในตัวจังหวัดบุรีรัมย์ห่างจากวัดกระดึงทอง 20 กิโลเมตรเศษ เจ้าอาวาสเป็น เจ้าคณะอำเภอฝ่ายธรรมยุติ ลงตัวพอดี เพราะ มีผู้มาขอบวชล่วงหน้าแล้ว 2 คน กำหนดเป็นวันที่ 15 เมษายน 2551 ผู้เขียนก็ตกใจ เพราะใจไว้ว่าจะบวชใน 17 เมษายน 2551 ยังมีภารกิจงานทางโลกต้องตระเวนไปรดน้ำดำหัวผู้ที่เคารพนับถือ และที่กังวลอีกประการหนึ่ง คือ ท่องบทขอบรรพชายังไม่ได้ ในสมัยก่อนผู้ที่จะบวชต้องไปอยู่วัดล่วงหน้าเป็นเดือน เพื่อฝึกการปฏิบัติและซ้อมขานนาคให้ได้ พระอุปัชฌาย์ที่เคร่งครัดบางรูปจะไม่บวชให้ถ้าขานนาคไม่ผ่าน เหลืออีก 3 วัน ก็พยายามท่อง ได้หน้าลืมหลัง วุ่นวายไปหมด ก็ได้แต่คิดว่าเวลาเป็นเครื่องตัดสิน ถึงเวลานั้นคงจะผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งชีวิตที่เกิดมาเคยทำเรื่องยากๆกว่านี้มาเยอะแล้ว เรื่องดีๆเช่นนี้คงผ่านไปได้ แอบให้กำลังใจตนเองกลับมาบ้านพอวันที่ 14 เมษายน 2551 ก็มาขอลาสิกขาบทกับผู้ใหญ่เป็นน้องแม่เพราะ พ่อแม่ไม่อยู่ด้วยแล้ว ลาท่านและให้ท่านตัดผมข้างหน้าออกไปปอยหนึ่ง จากนั้นก็ไปร้านตัดผม ร้านประจำช่างผู้ชายหยุดเนื่องจากสงกรานต์ เข้าร้านเสริมสวยหญิง ช่างผู้หญิงมีปัตตาเลี่ยนด้วยไถพรืด พรืด ผมเกลี้ยงศีรษะ ใบมีดโกนมาโกนคิ้วออก มองหน้าตัวเองในกระจก แปลกตาดี เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยโกนหัว โกนคิ้วมาก่อน
15 เมษายน 2551 ออกจากบ้านนครราชสีมา 0500 น. เดินทางถึงวัด 0700 น.พร้อมครอบครัว มีญาติมิตรที่เพิ่งรู้ข่าวคราวเป็นขบวนไปด้วยอีกประมาณ 20 คน เลี้ยงพระเช้าที่วัดทุ่งโพธิ จากนั้น 0900 เข้าโบสถ์ทำพิธีบวช ก่อนเข้าโบสถ์เปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากชุดลำลองเป็นชุดนาคมีขบวนนาคมาสมทบอีก 2 ขบวน ขบวนแรกที่มามีขบวนกลองยาวแห่นำ มีญาติ มิตรฟ้อนรำหน้านาคด้วย ถามผู้รู้เขาบอกว่าเป็นประเพณีนิยมของชาวบ้าน ไม่ผิดธรรมวินัย ถ้าวัดไปเคร่งครัด กิจกรรมไม่เกิดเขาว่าอย่างนั้น และบางครั้งการแอบบวชเงียบๆอาจเป็นข้อสงสัย มีปัญหาอะไรหรือไม่ มีความผิดมาหรือเปล่าเป็นต้น คณะนาคเดินทักษิณาวัตร คนละ 3 รอบ แล้วเข้าโบสถ์ทำพิธี ก่อนนาคจะเข้าโบสถ์จะมีญาติ มิตร อุ้มนาคผ่านประตูโบสถ์ นาคต้องใช้มือแตะคานบนไม่ทราบเหตุผลเช่นกัน การทำพิธีขอบวชเป็นการขออนุญาต ต่อพระพุทธองค์ผ่านสงฆ์สมมุติเพื่อให้สังฆกรรมเป็นระเบียบเรียบร้อย พระที่ทำสังฆกรรมจะประกอบด้วย พระอุปัชฌาย์ซึ่งต้องได้รับมอบหมายอำนาจให้บวชกุลบุตรได้ พระกรรมวาจาจารย์ 1 รูป เป็นพระคู่สวด จะเป็นพระที่สวดสอนนาคว่าเมื่อบวชแล้วให้ปฏิบัติอย่างไร พระอนุสาวนาจารย์ 1 รูป เป็นพระสวดแนะนำเบื้องต้น จากนั้นจะมีพระอันดับนั่งอยู่ในพิธีด้วย ถ้าเป็นในเขตเมืองต้องมีพระอันดับ 15 รูป ถ้าเขตชนบทมีพระน้อยกว่าได้ ตามเหตุอันสมควรแต่ทั้งคณะสงฆ์ต้องมีไม่น้อยกว่า 10 รูป ในการประกอบพิธีอุปสมบทเป็นสาเหตุหนึ่งของวัดที่จะรับอุปสมบทกุลบุตร เพราะต้องเตรียมพิธีเตรียมพระ เตรียมสถานที่ยุ่งยากพอสมควร ลืมไปนิดหนึ่ง หลังถวายภัตตาหารอาหารพระในช่วงเช้า หลังจากนั้นนาคต้องกินข้าวให้อิ่ม เพราะหลังจากบวชจะฉันอาหารไม่ได้อีกแล้วในวันนั้น
ออกจากวัดบ้านทุ่งโพธิ เดินทางมาวัดบ้านระหานที่จะจำวัดไปถึงวัดเข้านมัสการเจ้าอาวาสเพื่อขอนิสัยจากท่าน ซึ่งเรียกว่า พระอาจารย์หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ เป็นพระปฏิบัติ วิปัสสนาธุระ เราศึกษาวินัยเบื้องต้น ต่อไปคือ ต้องปฏิบัติทำจิตภาวนา ซึ่งมี 2 วิธีคือ นั่งสมาธิ และ เดินจงกรม บางตำราบอกว่า การศึกษาธรรมะ และ การนอน ก็เป็นการปฏิบัติจิตภาวนา เช่นกัน อีกประเภทหนึ่งที่พระอาจารย์เป็นปริยัติ หรือ คันถะธุระ ศิษย์ก็จะศึกษา นักธรรมหรือเปรียญ นำไปสอนให้กับพุทธศาสนิกชนทั่วไป เนื่องจากที่วัดบ้านระหานจัดงานบำเพ็ญกุศล 3 วัน 15-17 เมษายน 2551 ฉลองอายุวัฒนาครบ 84 ปี ของเจ้าอาวาสหวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ และงานยกฉัตรเหนือพระมหาธาตุรัตนะเจดีย์ศรีบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามมากในเขตอิสานตอนใต้ ลักษณะเจดีย์เป็นศิลปะแบบขอม รูปทรงแปดเหลี่ยม ฐานกว้าง 38 เมตร สูง 64 เมตร แบ่งออกเป็น 8 ชั้น เมื่อไปถึงวัดวันแรกมีลูกศิษย์ทั้งฆราวาส และ บรรพชิต มาจำวัดและปฏิบัติธรรม ฆราวาสหลายร้อยคน และบรรพชิตเป็น 100 รูป วัดจึงวุ่นวายไปหมด กุฏิทุกหลังเต็ม เราพระบวชใหม่ ต้องไปจำพรรษาบนศาลาการเปรียญ มีพระภิกษุและสามเณร พักรวมกันอีกหลายสิบรูป ปัญหาแรกที่พบคือ การครองจีวร เนื่องจากเป็นจีวรใหม่ เนื้อผ้ายังแข็งอยู่ ยังไม่ผ่านการซักและการใช้มักจะหลุดจากไหล่ที่ครองอยู่เสมอ การคลี่ออกมาห่มใหม่ยังไม่ชำนาญ อากาศก็ร้อนและต้องเดินเทียวจากศาลาการเปรียญ ไปยังเจดีย์ระยะทางเกือบ 400 เมตร เพื่อ ปฏิบัติกิจและฟังธรรมคณะกรรมการวัดได้นิมนต์พระเกจิอาจารย์มาหลายรูป แสดงธรรมให้อุบาสก อุบาสิกาฟัง ในคืนวันที่ 16 เมษายน 2551 นิมนต์พรธรรมยุติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อายุพรรษา 20 พรรษาขึ้นไป จำนวน 77 รูป มาสวดธรรมจักรกัปวัฒนสูตร(โอวาทของพระพุทธเจ้าซึ่งเทศนาให้ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ฟังครั้งแรก) ในช่วงหัวค่ำจากนั้น พระภิกษุบางรูป และญาติธรรมได้เทศนา สวดมนต์กันทั้งคืนจนถึงเวลาทำวัตรเช้า 0400 นาฬิกา 17 เมษายน 2551 เป็นวัดเกิดของหลวงปู่จันทร์แรม มีพุทธศาสนิกชนมาทำบุตรตักบาตรรอบศาลาการเปรียญหลายร้อยคน เราอยู่ในแถวขบวนพระสงฆ์ที่บิณฑบาตด้วย ตื่นเต้นมากเลยเป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆทัพพีแรกที่รับของในบาตรปลื้มมาก จากนั้นก็เดินเกร็งๆ ดีว่าเดินช้า เพราะกลัวจีวรจะหลุดจากไหล่ (ความจริงหลุดยากถ้ากระชับให้แน่น) กลัวบาตรจะพลิกบ้าง กลัวฝาบาตรจะหล่นบ้าง ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี อุบาสก อุบาสิกา ญาติธรรม พระภิกษุ เดินทางกลับเป็นส่วนใหญ่ มีบางรูปที่วัดอยู่ไกล ยังเดินทางกลับไม่สะดวกจำวัดอยู่อีกคืนหนึ่ง กุฏิว่างลง เราย้ายของที่มีอยู่น้อยนิด เข้าครอบครองกุฏิ 1 หลัง ในเขตสังฆาวาส
สำรวจภายในบริเวณวัด ที่เรียกว่าเกาะแก้ว เพราะมีลำน้ำตะโคง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูลไหลผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านอำเภอบ้านด่านลงแม่น้ำมูลที่อำเภอสตึก จังหวัด บุรีรัมย์ ช่วงที่ลำตะโคง ผ่านวัดบ้านระหานลำน้ำจะไหลวกวนตามแนวพื้นที่ต่ำสูง ล้อมรอบพื้นดินมีสภาพคล้ายเกาะ 3 เกาะ มีป่าไม้ร่มครึ้ม เกาะแรกเป็นสังฆาวาสที่เราย้ายเข้าไปพัก เกาะที่ 2 เป็นที่ตั้งศาลาการเปรียญ เจดีย์กุฏิเจ้าอาวาสเกาะที่ 3 เป็นที่พักของแม่ชีพื้นที่ 100 ไร่เศษสภาพป่าสมบูรณ์ซึ่งเกิดจากการปลูกเสริมของวัดเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ลำน้ำที่ไหลผ่านลึกพอสมควร เป็นเขตอภัยทานมีปลา ตะพาบน้ำ อาศัยอยู่พื้นที่แห่งนี้ในอดีตประชาชนไม่กล้าบุกรุก เนื่องจากเป็นป่าช้า ช้างมีการขุดพบกะโหลก ศีรษะช้างโบราณใหญ่มากตั้งโชว์ไว้ในวัด มีเจ้าที่เจ้าทางตามความเชื่อ ที่วัดมีนกยูงเป็น 100 ตัว เชื่องเหมือนเราเลี้ยงไก่อยู่ที่บ้าน ในเขตสังฆาวาส กุฏิแต่ละหลังอยู่ไกลกันมาก ซึ่งมีประมาณ สิบกุฏิในกุฏิมีเพียงตุ๊กแกเป็นเพื่อน เนื่องจากใบไม้ตกทับถม สัตว์กลางคืนออกหากิน ได้ยินเสียงแกรกกราก บางครั้งนกยูงที่นอนอยู่บนยอดไม้ทำให้เกิดเสียงประหลาดใครขวัญอ่อนหรือกลัว ผ สระ อี คงลำบากใจแต่ขอยืนยันผีไม่มีในโลก
เข้าสู่กิจวัตรประจำวัน ตื่น 0320 ทำธุระส่วนตัว 0400 ทำวัตรเช้าแต่งกายครองจีวรให้เรียบร้อย องค์ใดไปก่อนเวลานั่งสมาธิรอไม่มีการนั่งคุยกัน ก่อนเวลา 5 นาที จะมีพระมาตีสัญญาณให้เข้าประจำที่ พระอาวุโสเป็นผู้นำสวด มีแม่ชี ผู้เข้าปริวาสธรรม (ผู้หญิงไม่โกนศีรษะ) อุบาสก อุบาสิกา มานั่งสวดมนต์ด้วย ประมาณ 40 นาที เสร็จกลับกุฏิเตรียมบาตรและอุปกรณ์เตรียมบิณฑบาตเมื่อฟ้าสาง ประมาณ 0700 กลับจากบิณฑบาต ทำความสะอาดบริเวณวัดเล็กน้อย เวลา 0800 เตรียมตัวฉัน หลังจากฉันแล้วล้างบาตร ทำความสะอาดศาลาการเปรียญที่ฉันกลับกุฏิได้ประมาณ 0930-1000 และปฏิบัติธรรม อ่านตำราคำสอนของพระพุทธเจ้า นั่งวิปัสสนา เดินจงกรม 1500 กวาดลานวัดเสร็จแล้วสรงน้ำ 1900 ทำวัตรเย็น 2000 นั่งวิปัสสนาหรือเดินจงกรม ตามเวลาที่เหมาะสมจำวัด
เมื่อ 18 เมษายน 2551 เป็นวันแรกที่ต้องออกบิณฑบาตในหมู่บ้านที่น่าตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นวันเกิดของเราพอดี ออกเดินจากวัดเวลา 0540 ฟ้าสางแล้ว วันนี้มีพระ 4 รูป มีพระพรรษามากซึ่งจำวัดที่เชียงรายมาร่วมทำบุญ ยังไม่เดินทางกลับ บวชมา 20 กว่าพรรษาแล้ว เดินตัวปลิวนำหน้า ตัวเราเป็นวันแรกที่ออกนอกวัดยังขัดๆ เขินๆ อยู่ ไหนจะจีวรไหนจะบาตร เทคนิคการสะพายบาตรมี 2 แบบ แบบเดินทางสายสะพายจะคล้องคอ และสะพายมาทางไหล่ซ้าย จีวรจะห่มแบบคลุมทั้งตัว ไม่สะพายเฉียงเหมือนเมื่ออยู่วัด พอจะเข้าหมู่บ้านจะปรับรูปขบวน เปลี่ยนการสะพายจากคล้องคอไหล่ซ้ายมาเกี่ยวหมิ่นๆ ที่ไหล่ขวาอย่างเดียว ต้องบาตรแทรกจีวรออกมาอยู่ระหว่างกลางลำตัว จัดรูปขบวนเดินให้เรียบร้อยเดินในหมู่บ้านตัวเราแม้จะอายุมาก มีญาติโยมบางคนเรียนเราว่าหลวงตา ก็ต้องเดินปลายแถว เพราะ เป็นพระบวชใหม่ เดินลุ้นระทึกอยู่ในใจ จะมีคนใส่บาตรไหมหนอ เดินไปสักพัก มีแล้ว 2 คน ร้อยละ 98 ของผู้ที่ใส่บาตรเป็นหญิง นอกนั้นจะเป็นเด็ก ผู้ชายมีน้อยมาก ทัพพีแรกที่ข้าวสู่ก้นบาตรความปริ่มเปรมในใจยากที่จะบรรยายเป็นไปได้แล้วที่นึกฝันอยากจะให้เกิดมาค่อนชีวิต วันนั้นมีผู้ใส่บาตรประมาณ 10 คน มีผู้บอกว่า เวลาเดินบิณฑบาตให้สมาธิไปด้วย นับผู้ที่จะมาใส่บาตรว่ามีกี่คนสมาธิไม่ไหว ไหนต้องควบคุมจีวร ไหนจะต้องควบคุมตัวบาตรให้ตั้งตรง จับฝาบาตรปิดเปิดให้กระชับ ถ้าฝาบาตรหล่นจะดังสะท้าน ก้องหมู่บ้าน เพราะเป็นฝาบาตรสแตนเลสคงเป็นที่กล่าวขาน เล่าลือในหมู่ญาติโยมหลายวัน อีกประการหนึ่งที่ต้องระวังไม่แพ้สถานการณ์อื่นๆ คือ เส้นทางการเดินในชนบท เส้นทางไปราบเรียบดีว่าวันนี้เดินบนเส้นทางแอสฟัลดิคส์แบบซิงเกิลเฟส หินแหลมโผล่ประปราย ที่แสบก็คือ เส้นทางในหมู่บ้าน เทปูนตามนโยบายสร้างแรงงานในชนบทของรัฐบาล หินเกล็ดเม็ดเล็กๆ กระจายเต็มไปทั่ว สลับกับมูลวัว ควาย เศษ หญ้า ฟาง ตัวเราแม่ซื้อรองเท้าให้สวมใส่ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ผ่านมา 55 ปี แล้วที่ฝ่าเท้าไม่ได้สัมผัสหิน ดิน โดยตรง ยิ่งต้องเดินสำรวมหนักเข้าไปอีก จะเดินกระย่องกระแย่งเดี๋ยวจะเผลอไต๋เป็นพระบวชใหม่ ที่น่าชื่นใจคือไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า ที่ชาวบ้านนำมาใส่บาตรเป็นข้าว เป็นข้าวซึ่งผ่านการนึ่ง การหุง ตอนเช้าทั้งสิ้น ข้าวเหนียวในกระติบเปิดมาควันโฉ่ ข้าวเจ้าในถ้วยใหญ่ที่เหมาะสมโดยเฉพาะถ้าเป็นข้าวกล้อง ข้ามซ้อมมือ สีและกลิ่น น่ากินมาก ลาสิกขาบทมาแล้วต้องบอกนโยบายแม่บ้านใหม่ให้กลับไปกินข้าวกล้อง ออกจากหมู่บ้านเปลี่ยนกลับบาตรมาเป็นท่าเดินทาง สะพายบาตรคล้องคอ นำผ้ามาปิดฝาบาตรกลัดกระดุมให้เรียบร้อยกันฝาบาตรตก ช่วงที่เสียจังหวะปรับท่าบาตรอยู่นี้พระอาวุโสที่หัวขบวนท่านชำนาญ เดินไปด้วยจัดบาตรไปด้วยเราไปหยุดจัดบาตรท่านทิ้งไปหลายสิบเมตร ต้องเร่งฝีเท้า วิญญานนักเดินทนตัวแทนนักกรีฑาผู้สูงอายุทีมชาติไทย และพึ่งเสร็จจาการแข่งขันเมื่อนกลางเดือนมีนาคม 2551 เร่งฝีเท้าตาม ผิดคาดท่านทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ ต้องใช้วิชาวิ่งเหยาะ ( Joqqinq) ซึ่งพระพี่เลี้ยงบอกว่าไม่ผิดธรรมวินัย ไปทันเมื่อถึงที่ล้างเท้าพอดี วันนี้บิณฑบาต ระยะทาง 3 กิโลเมตรเศษใช้เวลาประมาณ 45 นาที พอเหงื่อซึม เมื่อถึงศาลาวางบาตร จัดรูปจีวรใหม่เป็นแบบห่มเฉียง กราบพระพุทธรูปอีกครั้งหนึ่งนำข้าวและอาหารไปรวมที่กองกลางควรเทข้าว ส่วนเกินออก เหลือเฉพาะที่เราจะรับประทานได้อิ่มพอดี จากนั้นผ่อนคลายอริยาบท เปลื้องจีวร เหลือเพียงอังสะ ที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ จีวรนำไปผึ่งลมไว้ให้แห้ง รอเวลาพระที่ไปบิณฑบาต สายอื่นที่ไกลกว่า มีเวลาว่างปัดกวาด ทางเดิน รอบศาลาการเปรียญ แบบกวาดเบาไม่มีฝุ่น เมื่อได้เวลาขึ้นนั่งประจำที่ตามลำดับอาวุโสทางพระ ข้าวกับข้าวที่บิณฑบาตมาได้ รวมกับญาติโยม ที่นำอาหารมาถวายที่วัด จะนำมารวมกัน และมีผู้ประเคนให้กับพระที่อยู่หัวแถว มีแผ่นกระดานล้อเลื่อนรองรับไสผ่านตามกันมา พระองค์ถัดมาก็จะเลือกตักข้าวอาหารที่ต้องการและไสถาดอาหารผ่านต่อไปเป็นลำดับ พระ เณร แม่ชี ผู้ปฎิบัติธรรม และญาติโยมเป็นส่วนสุดท้าย พระธรรมยุติฉันอาหารในบาตร เพราะวัดป่าหรือในป่า ยุ่งยากกับการจัดเตรียมภาชนะ บางคนบอกว่ากินอาหารรวมกันจะกินได้อย่างไว ท่านเคยกินอาหารบุฟเฟ่ต์หรือเปล่าถ้าเคยก็จบเหมือกันทุกอย่าง บาตรพระใหญ่กว่าจานอีก ช่วงมาวันแรกที่ฉัน เป็นวันฉลองมีผู้มาทำบุญมาก กว่าจะตักอาหารเสร็จปาไปครึ่งชั่วโมง ถ้าเคยผ่านร้านข้าวแกงและเขียนว่า ข้าวแกงร้อยหม้อคล้ายๆกัน เพราะ อาหารมีหลากหลายชนิด ของหวานเป็นผลไม้ ขนมหวานอื่นๆ เครื่องดื่มน้ำผลไม้ นำใส่ฝาบาตรไว้ เสร็จจากอาหารคาว ก็ตามด้วยของหวานไม่ได้ผสมกันอย่างที่คิด กรรมวิธีของพระต้องสำรวมเมื่อเตรียมตักอาหารต้องมีผ้าปูกันเปื้อน(มีมานานแล้วก่อนชาวต่างชาติอีก) เมื่อตักอาหารใส่บาตรเสร็จมีผ้าเช็ดปากผืนใหญ่ที่ยังสะอาดอยู่ ปิดคลุมบาตรไว้ ไม่ให้แมลงวันตอมและฝุ่นลง หลังจากการตักอาหารเรียบร้อย จะมีการอนุโมทนา ขอบคุณญาติโยมและอุทิศบุญกุศลให้กับญาติโยมที่เสียชีวิตไปแล้ว จบแล้วฆราวาสสวดมนต์ 1 จบ ทุกคนแยกย้าย พระก็ฉัน ญาติโยมตั้งวงใน 2 วันแรก เราลงมาเข้านั่งประจำที่ไม่ทัน เพราะ สับสนกับเวลา พระองค์ที่นั่งข้างๆได้ตักข้าวเผื่อไว้ให้ครึ่งบาตรทั้ง 2 วัน พระช่วยเหลือกันเช่นนี้เรียกว่า เอื้อเฟื้อเป็นธรรมวินัยด้วย หลังจากฉันอิ่มแล้ว ข้าวเราเหลือเกินครึ่งที่ตักไว้ พอมาวันที่ 3 ปรับเวลาได้ทัน เรากวาดข้าวเสียเรียบบาตร เพราะ ประมาณการความสามารถของตนเอาได้ ไปเล่าให้พระพี่เลี้ยงฟัง ท่านบอกว่า ฉันข้าวปลา อาหารหมดบาตรไม่ได้ เพราะ ช้อนจะไปขูดกับบาตรเสียงดัง ไม่สุภาพตามวินัยสงฆ์ อีกประการหนึ่งต้องเหลืออาหารไปเผื่อแผ่สัตว์ นก หนู มด ฯลฯ ต่างๆอีก ก็เลยจำไปตลอดวันต่อๆมาเวลาตักข้าวอาหารจะเกินพอไว้นิดๆ ก็เหลือตามที่คิดไว้ หลังจากฉันอิ่มแล้วก็เก็บอาสนะเข้าที่นำบาตร กระโถน แก้วน้ำ ขวดน้ำ ไปเก็บ ไปทิ้ง ไปล้าง แล้วแต่กรณีในการล้างบาตร ส่วนใหญ่วัดจะมีที่ล้างบาตรโดยเฉพาะ บางแห่งพระนำกลับไปล้างที่กุฏิ เพราะยังมี ลูกศิษย์ หรือ สัตว์เลี้ยงรอรับอาหารอีกทอดหนึ่ง นิยมเอาผ้าเช็ดปากไปล้างบาตรซักผ้าด้วยในตัว ล้างแล้วก็มานั่งขัดสมาธิหรือคุกเข่าเช็ดบาตรจะยืนเช็ดแบบเช็ดถ้วย เช็ดจาน ที่ร้านอาหารไม่ได้ เพราะ ไม่สำรวม เช็ดพอแห้ง กลับไปกุฏิต้องไปเปิดฝาบาตรให้ลมเข้าหรือนำไปผึ่งแดดอีกสักเล็กน้อย กันชื้น หลังจากเสร็จกิจเรื่องบาตร พระต้องทำความสะอาดศาลาที่ฉันอาหาร เพราะ มีเศษอาหาร เศษฝุ่นผง ต้องช่วยกัน กวาด ถู ศาลาให้สะอาด จึงกลับกุฏิได้จะเสร็จก็อยู่ในห้องเวลา 0930-1030 อยู่ที่งานมากหรือน้อยจากนั้นเป็นเวลาส่วนตัว อาจซักสบง จีวร ทำความสะอาดกุฏิ ถ้าจีวร สบง มีกลิ่นเหงื่อมากก็นำไปซัก ในสมัยโบราณ สมัยพระพุทธองค์ผ้าคงจะหายาก หรือ ผลิตยากมาก ขนาดพระมหากษัตริย์ยังไม่สวมเสื้อผู้เขียนเข้าใจว่า การนำจีวรเป็นขันธ์ ผ้าหลายผืนมาเย็บติดต่อกัน คงมาจากการซักผ้าบังสุกุล หรือ ผ้าจากศพนำมาเย็บติดต่อกัน การรักษาผ้าจึงสำคัญมาก เทคนิคในการตากผ้าของพระคือ การตากผ้าที่ไม่ให้ชายผ้าเสมอกัน ลมจะผัดชายผ้าที่ยาวกว่า ทำให้ผ้าสะบัดลมถ่ายเท ผ้าแห้งง่าย และการพับผ้าของพระก็ไม่ให้ขอบชิดกัน จะพับจากปลายมาทบกัน ตรงกลางจะนูนขึ้น ผ้าจะทนอยู่ได้อีกหลายปี เนื่องจากผ้ามีจำกัดเมื่อไม่ได้รับจีวร สบงหรือ สังคาติ รัดปะคด มาใหม่ จะมีการพินทุ(แปลว่า จุด) เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัว พระองค์อื่นจะนำไปใช้ไม่ได้ ถ้าหมดความจำเป็นเลิกใช้ อาจลาสิกขาบท หรือ มีมากขึ้น จะสละผ้าเหล่านั้นไว้ที่ราวแขวนหรือตามป่าเมื่อภิกษุ รูปอื่นมาเห็น สังเกตดู 2 วัน ไม่มีการเคลื่อนไหว ก็นำมาอธิษฐานใช้ได้ทั้งผ้าใหม่และผ้าเก่า ต้องอธิษฐานใช้ทั้งนั้น ผู้เขียนคิดว่า เครื่องแต่งกายของภิกษุเรานี่แหละพอเพียงที่สุด มีผ้า 3-4 ผืน อยู่ได้ทั้งปี ทำกิจกรรมได้ทุกอย่างตั้งแต่ นอน ตื่น ทำงาน สังฆกรรม เรียกว่าชุดนอน ชุดเที่ยว ชุดเดียวกัน อีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องผม (ที่ศีรษะ) เข้าใจว่าในสมัยก่อนเวลาจาริก สั่งสอนพุทธบริษัท คงธุรกันดารน้ำหายาก เกี่ยวกับความสะอาดด้วย โกนผมรักษาความสะอาดง่าย และแปลกแยกจากสาธุชนทั่วไปไม่สับสน ผู้เขียนเมื่อบวชพระตื่นเช้า ไม่ต้องห่วงเรื่องทรงผมรับกับใบหน้าหรือเปล่าไม่มีกระจก น้ำ 1 ฝ่ามือ ลูบผม ลูบหน้า ออกจากกุฏิไปได้เลย
ทำเรื่องส่วนตัวแล้ว ก็เป็นการศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรม อาจศึกษาธรรมะจากตำรา เดินจงกรม นั่งสมาธิ รวมทั้งนอนสมาธิด้วยก็ไม่ผิดวินัยประมาณ 1500 นาฬิกา ได้เวลากวาดลานวัด เป็น 1 ใน 10 อย่างของวัตรปฏิบัติของพระภิกษุ โดยปกติวัดป่าจะมีต้นไม้มาก ถ้าบริเวณวัดกว้าง พระก็เหนื่อยหน่อย ถือว่าเป็นการออกกำลังไปในตัว เช้าา Morning Walk เย็นกวาดลาน พระอาวุโสท่านเทศนาบอกว่าทำงานใช้หนี้พุทธบริษัทที่บริจาคอาหารให้ฉัน ถ้าบริเวณวัดไม่สะอาด ไม่ร่มรื่น ไม่เป็นที่ทัศนา พุทธศาสนิกชนก็จะติเตียนพระในวัดได้ ผู้เขียนวันแรกๆ ยังมีแรงเก่าอยู่ กวาดลาน 2 ชั่วโมงดูธรรมดา วันหลังๆ จากการที่เดินจงกรม นั่งสมาธิด้วยนอนคืนละ 2-3 ชั่วโมง เล่นเอาโหย เหนื่อยอ่อนไปเหมือนกัน ชุดใส่กวาดลานก็มีสบง และอังสะ เรียกว่าชุดลำลอง สบงจะใส่ผ้าอาบน้ำแทนก็ได้ คลุกฝุ่น เต็มที่ ประมาณ 5 โมงเย็น สภากาแฟพระ เป็นน้ำปานะดื่มแล้วไม่ผิดธรรมวินัยคุยกันถกปัญหาธรรมะ พอหายเหนื่อยกลับกุฏิไปกวาดบริเวณรองกุฏิของตนเอง ทั้งลานวัดและบริเวณกุฏิไม่นิยมกวาดในเวลาอื่น เพราะ เป็นฝุ่น รบกวนพุทธบริษัท และเปื้อนผ้าที่ตากไว้ จากนั้นได้เวลาสรงน้ำ (อาบน้ำ) ธรรมวินัยบอกว่าไม่ให้พระแก้ผ้าอาบน้ำ ถึงแม้จะมีห้องน้ำที่มิดชิด ถึงต้องมีผ้าอาบน้ำและธรรมวินัยยังบอกว่า การนุ่งห่มของพระห้ามเหมือนฆราวาส เวลาครองผ้าอาบน้ำก็ต้องครองแบบพระ จะมาทำสบายขัดปมเหมือนชาวบ้านทั่วไปไม่ได้ถ้าว่าถึงห้องน้ำ ก็พูดถึงเรื่องหนัก เรื่องเบา ของพระ ทั้งหนักทั้งเบา พระยืนไม่ได้นะจ๊ะ ต้องนั่งอย่างเดียว เราเห็นที่ปั๊มน้ำมัน ถ้าพระไปยืนเบาเมื่อไหร่ กลับวัดแล้วต้องไปปลงอาบัติ อีกเรื่องหนึ่งที่ผิดธรรมวินัย หรือ หนัก เบา หรือการไปทำลายใบไม้สีเขียวไม่ได้ จะอาบัติ ฉะนั้นพระจึงเป็นนักอนุรักษ์ชั้นยอด ฟัน แต่งกิ่งไม่ได้ ขุดดิน ขุดหลุมไม่ได้ (คงกลัวคนจ้างพระไปทำไร่ ไถนา) คือ ใบไม้เขียวไปยุ่งกับเขาไม่ได้เลย ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ต้องหาใบไม้แห้งมารองถ้าหนักก็ต้องให้ตกไปบนใบไม้แห้ง นี่ถ้าไม่เข้าไปเจาะลึกกันจริงๆไม่รู้นะนี่
1900 นาฬิกาทุกวัน ได้เวลาทำวัตรเย็น ประมาณ 45 นาที ก็แล้วเสร็จจากนั้นพระอาวุโสอาจมีการเทศนา แสดงธรรมและฝึกนั่งสมาธิให้กับพระใหม่ พระลำดับรองอื่นๆ จะนั่งปฏิบัติด้วยไม่ผิดกติการวมทั้งเณร แม่ชี ผู้เข้ามาถือศีล ฆราวาสทั่วๆไป ใช้เวลาประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง ก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติในวันที่ 18 เมษายน 2551 เป็นวันเกิดของผู้เขียน พระพี่เลี้ยง ชวนไปกราบหลวงปู่จันทร์แรม เพื่อขอพรเป็นสิริมงคล เข้าไปกราบเวลา 21.00 นาฬิกา หลวงปู่ท่านบอกว่า อย่างนั่นนั่งสมาธิฟังธรรมสัก 2 ชั่วโมงมีพระเข้ามาสมทบ 2 รูป เณร 2 รูป ชี 2 รูป ฆราวาส 1 คน ท่านเทศนา แสดงธรรม ไปตั้งแต่การเกิดของมนุษย์ จนถึงตาย ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้เขียนนั่งขัดสมาธิธรรมดา ไม่ได้นั่งสมาธิแบบถูกหลักเอาเท้าขวามาทับขาซ้าย เพราะมีปัญหาเรื่องหัวเข่า พระอาจารย์ท่านนั่งสมาธิเงียบเพราะบวชมา 63 พรรษา เปรียบเทียบกับผู้เขียนซึ่งบวชมา 4 วัน แต่ในใจฮึดสู้นะ เราต้องนั่งให้ได้ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนสลับขา ชั่วโมงแรกผ่านไปเชื่องช้ามาก ในกุฏิเจ้าอาวาสมีนาฬิกาแขวนตีบอกเวลาทุก 15 นาที 1 ชั่วโมงผ่านไปแล้ว 4 ครั้ง ตีครั้งที่ 5 ตีครั้งที่ 6 ผ่านไปแล้วชั่วโมง ผู้เขียนนั่งนับ 1 ถึง 100 กลับไปกลับมาได้หลายหมื่น ไม่ได้นับแกะเดี๋ยวจะหลับ ตีครั้งที่ 7 เหลืออีก 15 นาที รอด้วยใจจดจ่อเป็น 15 นาทีที่ยาวนานมาก เสียง กึง กึง กึง ครั้งที่ 8 ลืมตาขึ้นมา พระพี่เลี้ยงนั่งสมาธิหัวตกอยู่ข้างๆ ไม่ขยับ เหลือบตาชำเลืองดูเจ้าอาวาสนั่งหลับตาพริ้ม ท่านั่งเหมือนพระพุทธรูปนิ่งอยู่ เอาอย่างไรกันแน่ ทนอีกนิด น่าเดี๋ยวจะหาว่าพระใหม่ถอดใจ เสียง กึง กึง กึง ของนาฬิกาตีครั้งที่ 9 หรือรอบที่ 9 ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 15 นาที ผู้เขียนลืมตาขึ้นมา ไม่ฟังเสียงใครแล้ว กราบลาอาจารย์ กราบลาพระพุทธรูป เดินออกมาข้างกุฏิ มีเหลือเพียงฆราวาส 1 คน และพระพี่เลี้ยง 1 รูปเท่านั้น เราทำได้ เราทำได้ นึกในใจ ผลแห่งการนั่งสมาธิในวันนั้นปวดขามาจนถึงเวลาลาสิกขาบท และทุกคืนพระพี่เลี้ยงจะนำผู้เขียนไปที่เจดีย์ กราบไหว้ อัฐิของเกจิอาจารย์ เดินทักษิณาวัตร 3 รอบ ฝึกเดินจงกรม เริ่มจาก 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมงครึ่ง 2 ชั่วโมง ตามลำดับในก่อนวันสุดท้ายผู้เขียนเดินจงกรมได้ถึง 3 ชั่วโมง ในเส้นทางไปกลับประมาณ 15 เมตร กลับกุฏิเพื่อจำวัด หลังเที่ยงคืนทุกคืน จึงทำให้ร่างกายอ่อนล้าตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
การออกบิณฑบาต ที่เดิมระยะทางสั้นๆ 2 วันเปลี่ยนเส้นทางใหม่ บ้านโนนสว่าง ระยะทางไปกลับ 6 กิโลเมตรเศษ ต้องออกเช้าขึ้น รูปขบวนการเดินทางเช่นเดิม ไปปรับขบวนก่อนเข้าหมู่บ้าน แต่เส้นทางก่อนถึงหมู่บ้านประมาณเกือบ 700 เมตรเป็นเส้นทางดินโรยด้วยหินคลุก เดินผ่านหินล้วนๆ ได้ความรู้สึกไปอีกแบบ ลาสิกขาบทออกมาแล้วยังนึกเห็นใจพระที่เดินบิณฑบาต ทำหน้าที่โปรดสัตว์ เป็นหน้าที่ไม่ไปก็ไม่ได้เพราะชาวบ้านรอใส่บาตรอยู่ หมู่บ้านนี้พระแบ่งออกเป็น 2 สาย มีอยู่วันหนึ่ง ไปสายเดียวคือสายของผู้เขียนต้องเดินวนให้เป็นสองสายของที่ใส่บาตรก็เยอะขึ้น ข้าวนี่เต็มปรี่บาตรหนักมาก ผู้เขียนเดินไปเจอกลุ่มผู้ใส่บาตร 4-5 คน แอบตกใจอยู่คนเดียวกลัวบาตรคว่ำ ฝากบอกผู้ใจบุญว่า การใส่บาตรขวดน้ำใหญ่ๆ หรือแตงโมเป็นลูก อย่านำมาใส่บาตรเลยครับ จะเป็นการทำร้ายพระไปเปล่าๆ ที่บ้านโนนสว่างนี้มีผู้ทำบุญใส่บาตร 20-30 คนทุกวัน ใน 2 วันสุดท้ายที่บิณฑบาตต้องให้ลูกศิษย์วัดไปซื้อพลาสเตอร์จีน ที่เห็นชาวบ้านนิยมมาปะคางเวลาปวดฟัน มาปะที่ฝ่าเท้าข้างละ 3 แผ่น ก่อนออกบิณฑบาตเพราะ หินบาดเท้าไปหลายแผล มีวันหนึ่งผู้เขียนขอสมัครไปบิณฑบาตในเมือง ซึ่งวัดจัดรถปิคอัพให้ 1 คัน อยากจะได้ประสบการณ์ว่า คนในเมืองทำบุญกันอย่างไร อำเภอสตึกห่างจากวัดประมาณ 20 กิโลเมตร วันนี้มีขบวนเณรภาคฤดูร้อนไปบิณฑบาตด้วย 5 รูป พระ 4 รูป รวมเป็น 9 รูป ผู้คนยังเลื่อมใสในพุทธศาสนาดีมาก บางบ้านตักบาตรทุกวันต้องและรับของบิณฑบาต เจ้าบ้านจัดอาสนะ เตรียมไว้รองรับหลังจากใส่บาตรแล้ว มีการสวดให้ศีลให้พร ผู้เขียนอยากได้ประสบการณ์การครองบาตรที่หนักและนั่งหลังรถปิคอัพหลังคาเตี้ยๆ เป็นอย่างไร ผ่านมาแล้วเป็นประสบการณ์ที่ดี นำมาเล่าให้ฟังได้
ใกล้จะจบแล้วหละขอเล่าอีก 2 เรื่อง 20 เมษายน 2551 เป็นวันโกน ขึ้น 14 ค่ำ ผู้เขียนบวชมาแล้ว 6 วัน ขอโกนผมเอง เพื่อรู้ ก่อนเวลาสรงน้ำเย็นก็เตรียมมีดโกน ที่ซื้อมาในการเตรียมบวช โกนเอาข้างๆ ในขั้นต้น โดยละเลงแชมพูลงไปก่อน พอถึงด้านหลัง และด้านบน ก็ให้พระพี่เลี้ยงจัดการโกนให้เรียบ เตียน หัวมันย่อง เหมือนกับพระทุกองค์ สิกขาบทมาเกือบ 10 วันยังขึ้นมาไม่เท่าไร อีกเรื่องหนึ่งคือวันสุดท้ายบอกพระพี่เลี้ยงขอฝึกเดินจงกรมบนทางเดินในป่า และขอนั่งสมาธิ และจำวัดในกลดด้วย ที่ในป่าบริเวณสังฆวาสมีทางเดินจงกรมเตรียมไว้แล้ว มีศาลเก่าๆ ตั้งอยู่ข้างๆ บรรยากาศดีแบบพิลึกๆ จุดเทียน จุดธูป ผู้รู้บอกว่าจุดธูปเพื่อไล่สัตว์เลื้อยคลาน เดินไปเดินมาอยู่ 2 ชั่วโมงและนั่งจงกรมอยู่ 1 ชั่วโมง ศึกษาตำรามาแล้ว เวลาเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิให้พิจารณาเครื่องกันจิตไม่ให้มีสมาธิ เรื่องรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ กายเราประกอบด้วย (คงจะเป็นในรูปยุบหนอ พองหนอ) ความเมตตา แผ่บุญกุศล จงเป็นสุขเป็นสุข ความง่วงงุน เคลิบเคลิ้ม หาแสงสว่างในจิตใจนึกถึงพระจันทร์ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ การกำหนดลมหายใจเข้าออก ความเคลือบแคลงสงสัย พิจารณาแยกธาตุ ดิน น้ำ ลมไฟ ตัวเราไม่ใช่ตัวเรา ทำนองนี้ นอนในกลดหรือจำวัดอีกชั่วโมงกว่าครบสูตร ตื่นตี 3 กว่า ทำกิจวัตรของสงฆ์ ทำวัตรเช้า บิณฑบาต และลาสิกขาบท โดยไปลาพระอาจารย์ท่องมนต์ซึ่งตอนท้ายแปลว่า เรียกเราว่าฆราวาส ท่านดึงสังคาติออกจากไหล่ เราเดินไปหลังกุฏิ แต่งตัวเป็นฆราวาส ได้แต่หายใจสะท้อน จะมีโอกาสเช่นนี้อีกหรือไม่
บวชมาตั้ง 10 วัน หลายคนสงสัยได้อะไรบ้าง ผู้เขียนเข้าใจว่า ผู้ที่มาบวชคือผู้ที่มาศึกษาธรรมะ ผู้ที่เข้ามาปฏิบัติธรรมก็คือผู้ที่เข้ามาศึกษาธรรมะ เพื่อให้เป็นคนดี เป้าหมายของพุทธศาสนา คือ การถึงซึ่งนิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก สรุปแล้ว ผู้ที่เข้าวัดคือผู้ที่ใฝ่หาความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปผู้เขียนเสวนาปัญหาธรรมกับพระพี่เลี้ยง บอกว่าผู้เขียนไม่อยากสู่นิพพาน อยากมาเกิดเป็นคนอีก พระพี่เลี้ยงบอกว่า คิดผิดแล้ว เป็นทหารต้องให้ถึงจุดสุดยอดเป็นนายพล ไม่ใช่อยากเป็นแค่ผู้หมวด ผู้กอง เป็นข้าราชการต้องไปให้ถึงปลัด ไม่ใช่ขอเป็นแต่ หัวหน้ากอง อธิบดี ทำนองนี้ การศึกษาและปฏิบัติธรรม ต้องมุ่งสู่จุดนิพพานจึงจะถูกต้อง
ตำราบอกว่าผู้ที่บวช เรียนศึกษาธรรมะ แล้ว 5 ปี จึงออกสั่งสอนพุทธบริษัทได้ ผู้เขียนบวช 10 วัน จึงไม่มีสิทธิ แสดงธรรมใดๆ ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบได้ แต่ระหว่างสิกขาบทได้อ่านธรรมะของพุทธทาส จากแก่นพุทธศาสตร์ หนังสือชนะเลิศราง UNESCO สหประชาชาติ พ.ศ.2508 ท่านกล่าวว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น” และหนังสือ ธรรมะของสมเด็จพระญานสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก การศึกษาธรรมตามหลัก สิกขา 3 ของพระพุทธเจ้า ซึ่งหนังสือนวโกวาท อธิบายว่า
ศีล เจตนาที่เป็นเหตุงดเว้น
สมาธิ การรักษาใจมั่น
ปัญญา ความรู้ในเรื่องสังขาร
ผู้เขียนเดินทางออกจากวัดด้วยการสละสิ่งของทั้งหมดที่เป็นของพระภิกษุ ให้กับพระภิกษุโดยตรง บางอย่างมอบไว้กับวัดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นที่จะบวช เดินทางกลับไปลาพระอุปัชฌาย์ เดินทางไปส่งพระพี่เลี้ยงที่วัดป่าสุทธาวาส นครราชสีมา ขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ขอบคุณท่านผู้อ่านที่อ่านมาถึงบทนี้ทุกคน ความทรงจำที่ดีๆ คงติดตัวไปจนสิ้นอายุขัย ที่จำติดตัวมาคือ “การอยู่ในความไม่ประมาท” ตัวอย่างเช่น การวางบาตร และเช็ดบาตร ต้องนั่งคุกเข่า หรือขัดสมาธิ ห่างจากขอบโต๊ะอย่างน้อย 1 ศอก การออกจากกุฏิที่พัก โดยเฉพาะเมื่อทำวัตรเย็นต้องปิดไฟให้เรียบร้อยไม่เช่นนั้น แมลงจะมาตอมไฟ และตาย มดก็จะมาขนแมลง และกัดเราด้วย ประตู หน้าต่าง ปิดให้มิดชิด กันสัตว์ขนาดเล็ก เช่นหนู เข้ามาหากินในกุฏิ งูที่หากินหนูในตอนกลางคืนก็จะเข้ามาในกุฏิ เพื่อกินหนู เมื่อเราไปสัมผัสหรือเหยียบงูอะไรจะเกิดขึ้นเป็นต้น การเขียนหากผิดพลาดประการใดก็ขออภัย เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
---------------------------------------------------------
บันทึกเมื่อ 3 พฤษภาคม 2551
edit @ 20 May 2008 13:12:50 by สิงห์ร้าย